<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>เล่าแล้วเปลี่ยน Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/category/เล่าแล้วเปลี่ยน/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:10:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>เล่าแล้วเปลี่ยน Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/category/เล่าแล้วเปลี่ยน/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>เรื่อง(ติด)เหล้าที่เราช่วยกันเปลี่ยนได้ &#8211; บทเรียนความร่วมมือในชุมชน (Photo Essay)</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcoholic-community-in-surin-photo-essay/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcoholic-community-in-surin-photo-essay</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Jun 2021 09:47:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[photo essay]]></category>
		<category><![CDATA[คนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[อสม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3801</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าคุณสมบัติสำคัญของนักวิ่งมาราธอนคือความทรหดอดทนเพื่อเข้าสู่เส้นชัย ผู้ติดสุราก็อาจเทียบได้ไม่ต่างกัน เมื่อเริ่มต้นลงสนาม ‘ลด ละ เลิก’ เหล้า เส้นทางอาจยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค หลายคนล้มลุกคลุกคลาน ล้มเหลวครึ่งทาง ถึงขั้นล้มเลิกความตั้งใจไปกลางคัน เพราะรู้สึกว่าเลิกได้ยาก เครียดมาก และท้อใจ นี่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนอยากเลิกเหล้า ใครหลายคนต่างพบเจอและวนเวียนอยู่กับมัน – แต่คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้นักวิ่งมาราธอนเหล่านี้อดทนต่ออาการต่างๆ ที่ตามมาได้ทั้งกายและใจ สามารถใช้เวลาฟื้นฟูสุขภาพได้โดยไม่กลับไปดื่มซ้ำระหว่างนั้น คำตอบที่เราได้จากชุมชนหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์คือ การสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน วัด และโรงพยาบาลประสานเข้าด้วยกัน ชาวสุรินทร์มักขึ้นชื่อเป็นนักดื่มตัวยง เพราะบริบททางสังคมวัฒนธรรมเอื้อให้คนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย เช่น มีพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการดื่ม การเซ่นไหว้ด้วยเหล้า เป็นต้น จังหวัดแห่งนี้ – รวมถึงชุมชนที่เราได้ไปสัมผัสจึงมี ‘อดีต’ นักดื่มมากมาย พวกเขาล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางเลิกลดการดื่มเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ที่ต่างออกไป คือพวกเขายืนอยู่บนจุดเริ่มต้นได้โดยการสนับสนุนจากครอบครัว เมื่อเริ่มออกวิ่ง ก็ได้รับกำลังใจจากคนในชุมชน มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษา ทั้งในโรงพยาบาลและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวัด ที่เป็นจุดรวมใจ ยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงกำลังเลิก รวมถึงหลังเลิกเหล้า เรื่องราวต่อไปนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างคน-ครอบครัวและสังคม คน-ระบบสาธารณสุข และคน-สถาบันทางศาสนา ที่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือแก้ไขปัญหาผู้ติดสุราด้วยกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcoholic-community-in-surin-photo-essay/">เรื่อง(ติด)เหล้าที่เราช่วยกันเปลี่ยนได้ &#8211; บทเรียนความร่วมมือในชุมชน (Photo Essay)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าคุณสมบัติสำคัญของนักวิ่งมาราธอนคือความทรหดอดทนเพื่อเข้าสู่เส้นชัย ผู้ติดสุราก็อาจเทียบได้ไม่ต่างกัน</p>
<p>เมื่อเริ่มต้นลงสนาม ‘ลด ละ เลิก’ เหล้า เส้นทางอาจยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค หลายคนล้มลุกคลุกคลาน ล้มเหลวครึ่งทาง ถึงขั้นล้มเลิกความตั้งใจไปกลางคัน เพราะรู้สึกว่าเลิกได้ยาก เครียดมาก และท้อใจ นี่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนอยากเลิกเหล้า ใครหลายคนต่างพบเจอและวนเวียนอยู่กับมัน – แต่คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้นักวิ่งมาราธอนเหล่านี้อดทนต่ออาการต่างๆ ที่ตามมาได้ทั้งกายและใจ สามารถใช้เวลาฟื้นฟูสุขภาพได้โดยไม่กลับไปดื่มซ้ำระหว่างนั้น</p>
<p>คำตอบที่เราได้จากชุมชนหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์คือ การสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน วัด และโรงพยาบาลประสานเข้าด้วยกัน</p>
<p>ชาวสุรินทร์มักขึ้นชื่อเป็นนักดื่มตัวยง เพราะบริบททางสังคมวัฒนธรรมเอื้อให้คนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย เช่น มีพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการดื่ม การเซ่นไหว้ด้วยเหล้า เป็นต้น จังหวัดแห่งนี้ – รวมถึงชุมชนที่เราได้ไปสัมผัสจึงมี ‘อดีต’ นักดื่มมากมาย</p>
<p>พวกเขาล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางเลิกลดการดื่มเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ที่ต่างออกไป คือพวกเขายืนอยู่บนจุดเริ่มต้นได้โดยการสนับสนุนจากครอบครัว เมื่อเริ่มออกวิ่ง ก็ได้รับกำลังใจจากคนในชุมชน มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษา ทั้งในโรงพยาบาลและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวัด ที่เป็นจุดรวมใจ ยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงกำลังเลิก รวมถึงหลังเลิกเหล้า</p>
<p>เรื่องราวต่อไปนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างคน-ครอบครัวและสังคม คน-ระบบสาธารณสุข และคน-สถาบันทางศาสนา ที่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือแก้ไขปัญหาผู้ติดสุราด้วยกัน จะทำให้ใครหลายคนไปถึงเส้นชัยได้ในที่สุด</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone size-full wp-image-3829" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-5.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-5.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-5-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-5-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-5-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></strong></p>
<p>1.<a href="https://alcoholrhythm.com/the-story-of-mom-alcoholic/">ป้านวล</a> (นามสมมติ) วัยเกือบ 60 ปี เล่าย้อนอดีตว่าเธอเริ่มดื่มเหล้าหลังคลอดลูกคนแรก เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ทำให้กินข้าวได้อร่อยและมีน้ำนมให้ลูก จนรู้ตัวอีกทีก็กินข้าวไม่ได้หากขาดเหล้าแกล้ม ซ้ำร้าย เมื่อเธอมีปัญหากับสามี ความทุกข์ใจก็ยิ่งผลักให้ป้านวลพึ่งพาเหล้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการติดเหล้าสาหัสถึงขั้นรับประทานอาหารอื่นๆ ไม่ได้ สุขภาพกายทรุดโทรมลงอย่างมาก</p>
<p>ป้านวลพยายามเลิกเหล้าด้วยตัวเองหลายครั้งและล้มเหลวเรื่อยมา ทว่า ด้วยกำลังใจจากบุตรหลานที่ทั้งติและปลอบโดยไม่ทอดทิ้งกัน ทำให้สุดท้าย ป้านวลก็เลิกได้อย่างถาวร และหันมาเข้าวัดทำบุญเป็นเนืองนิจแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3831" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-3.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-3.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-3-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-3-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-3-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>2.หลวงพี่หนุ่ม (นามสมมติ) วัย 40 กว่า เคยทำอาชีพช่างปีนเสาสัญญาณโทรศัพท์และมีความสุขอยู่กับน้ำเมามาเนิ่นนานตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ จนกระทั่งเขารู้สึกว่าร่างกายไม่อาจทนทานกับพิษสุรา เห็นได้จากอาการแสบร้อนข้างในตัวทุกครั้งที่ดื่ม จึงพยายามลดเหล้า ละการดื่มช่วงเข้าพรรษา เพื่อที่จะเลิกให้ได้สักวัน</p>
<p>แต่เขาก็ผ่านความล้มเหลวมาบ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเพื่อนๆ ของเขานั้นมักเชิญชวนมาร่วมวงเหล้าโดยที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ เพื่อหลีกหนีอย่างเด็ดขาด หนุ่มจึงเลือกบวชกลายเป็นหลวงพี่หนุ่ม ใช้ธรรมะช่วยฟื้นฟูกายใจ จนบัดนี้สามารถเลิกได้ 3 ปีแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3830" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-4.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-4.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-4-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-4-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-4-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>3.เหล้าแก้วแรกของป้านิ่ม (นามสมมติ) มีสาเหตุมาจากความเครียด เธอเป็นแม่ของลูกสาวลูกชายจำนวน 6 คน โดยในอดีต ป้านิ่มเคยทำแท้งลูกมาก่อนด้วยความจำเป็น และความเสียใจทำให้เธอเลือกใช้เหล้าเป็นตัวระบายทุกข์ จมจ่อมอยู่กับน้ำเมาจนกลายเป็นคนโมโหร้าย ใช้เงินมือเติบหมดไปกับสุราวันละหลายกลม กระทั่งแทบหมดตัว เธอจึงพยายามเลิกเหล้าเพื่อเป็นแม่ที่ดีกว่านี้ให้ลูกหลาน อยากมีเงินให้ครอบครัวกินอยู่สบาย ไม่ต้องกู้ยืมใคร</p>
<p>ทุกวันนี้ป้านิ่มเลิกดื่มอย่างเด็ดขาด ขยันทำงาน เข้าวัดสวดมนต์ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในชุมชนและเป็นแม่ที่ลูกๆ รักใคร่อบอุ่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3827" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-7.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-7.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-7-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-7-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-7-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>4.จิบแรกของลุงเพชร (นามสมมติ) เริ่มต้นตอน 7 ขวบเพราะมีผู้ใหญ่ชักชวน หลังจากนั้นเขาก็ดื่มเป็นพักๆ ตามโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน เฉลิมฉลองวาระสำคัญ แม้ไม่บ่อยมาก แต่เขาก็ยอมรับว่าทุกครั้งถือคติ ‘ไม่เมาไม่เลิก’</p>
<p>จุดเปลี่ยนของลุงเพชรคือประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถูกคนเมาขับรถชนเมื่อสามปีก่อน ชั่ววินาทีที่เขาคิดว่าแย่แน่ ลุงเพชรกลับรอดมาได้โดยปราศจากแผลสาหัส เขาจึงตั้งใจเลิกเหล้าเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่คุ้มครองเขาในวันนั้น</p>
<p>ตอนนี้ ลุงเพชรเลิกดื่ม และหันกลับมาทำหน้าที่ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก่คนที่อยากเลิกเหล้าคนอื่นๆ ในชุมชนตนเองและข้างเคียงอย่างแข็งขัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3826" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-8.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-8.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-8-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-8-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-8-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>5.ลุงบุญมี (นามสมมติ) มีประสบการณ์การดื่มโชกโชนมากว่า 20 ปี เครื่องดื่มโปรดของเขาคือเบียร์เย็นๆ แกล้มข้าว ดื่มแทบทุกวันวันละ 3-4 ขวด โดยที่เขาอ้างว่าไม่เคยมีอาการผิดปกติร้ายแรงอะไรให้น่าหนักใจ แต่ครอบครัวก็เป็นกังวลถึงร่างกายและนิสัยรักการดื่มของเขาอยู่เสมอ</p>
<p>เมื่อลูกสาวของเขาไปเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วพลาดพลั้งตั้งครรภ์กลับมาบ้าน ความเสียใจทำให้ลุงบุญมีดื่มหนักยิ่งขึ้น แต่แอลกอฮอล์ก็ไม่ทำให้ความเศร้าหายไป ลุงบุญมีจึงหันมาพึ่งธรรมะเยียวยาใจ ในวัดนี้เองที่ทำให้เขาได้สติกลับมาตั้งหลักใหม่ ตั้งใจเลิกดื่มเพื่อเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคุณพ่อและคุณปู่ที่คอยดูแลลูกหลานอย่างมีสติครบถ้วนทุกๆ วัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3828" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-6.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-6.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-6-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-6-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-6-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>6.หนึ่งในคนทำงาน อสม. ของชุมชนแห่งนี้ มองว่า การมีวัดและโรงพยาบาลที่ดีในชุมชนคือจุดเริ่มต้นสำคัญของคนเลิกเหล้า เพราะส่วนใหญ่คนดื่มควรได้รับการคัดกรองจากแพทย์ว่ามีอาการติดสุราหรือไม่ อาการอยู่ในระดับไหน และควรบำบัดแบบใด อสม. จะเป็นตัวกลางประสานระหว่างผู้ดื่มในชุมชนและบุคลากรในโรงพยาบาล จากนั้นเมื่อได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น ได้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตนจากแพทย์ วัดจะเป็นสถานที่รับช่วงต่อให้ผู้ดื่มเข้ามาเยียวยาจิตใจด้วยธรรมะ</p>
<p>ถ้าผนวกเข้ากับกำลังใจจากคนในครอบครัว และชุมชนช่วยกันเปลี่ยนให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ไม่ตีตราคนติดเหล้า ก็จะทำให้คนเคยมีปัญหาการดื่ม ลด ละ เลิกไปได้ในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3833" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-1.jpg" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-1.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-1-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-1-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/20210526-AR-1-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>7.ด้านความเห็นจากเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คือ การเข้าใจบริบทชุมชนว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชาวบ้านนั้นสำคัญ เพราะนั่นจะทำให้คนทำงานสาธารณสุขในพื้นที่เลือกปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ส่งเสริมสุขภาพ หรือเลือกสถานที่จัดกิจกรรมที่เข้าถึงชาวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้คนเลิกติดเหล้าเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งระดับครอบครัว ชุมชน สาธารณสุข ไปจนถึงระดับรัฐ ถ้าเราไม่สามารถห้ามไม่ให้มีสุราได้ ภาครัฐและส่วนราชการก็ควรขับเคลื่อนเรื่องนโยบายการบำบัดสุรา การจำหน่ายและควบคุมราคาสุรา รวมถึงเรื่องอัตราภาษีที่เหมาะสมด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcoholic-community-in-surin-photo-essay/">เรื่อง(ติด)เหล้าที่เราช่วยกันเปลี่ยนได้ &#8211; บทเรียนความร่วมมือในชุมชน (Photo Essay)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3801</post-id>	</item>
		<item>
		<title>“ฉันติดเหล้าตอนล็อกดาวน์” หลากเรื่องราวแอลกอฮอล์กับโควิด-19</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-stories-during-covid-19/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-stories-during-covid-19</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 May 2021 05:10:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[การติดเหล้าในสหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเหล้าช่วงล็อกดาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์คนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3772</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนหน้าที่จะมีการระดมฉีดวัคซีนขนานใหญ่ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 ทำให้ต้องมีมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้น เพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 แน่นอนว่าการที่ผู้คนต้องอยู่ในบ้านและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปโดยสิ้นเชิงทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายกันออกไป บางคนอาจสุข บางคนอาจเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ติดเหล้า ที่ต้องประคับประคองตนเองด้วยการบำบัด และได้รับกำลังใจจากการพบปะผู้คนในแต่ละวัน มองมุมหนึ่ง การ stay at home เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่อย่าลืมว่าในชีวิตจริงยังมีเรื่องเล่าและความจริงของคนติดเหล้าซ่อนอยู่หลังกำแพง &#160; วันก่อนติดเหล้ามักเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง &#160; ‘ขอให้เป็นปีที่ดี’ เป็นคำอวยพรที่หลายคนหวังสุดใจให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็ไม่ต่างกับ คริส แม็คโลน (Chris McLone) ชายวัยกลางคนอายุ 40 ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรง และกำลังมีความสุขกับชีวิตผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวได้ว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของคริสก่อนล็อกดาวน์ เขาเป็นคนชอบเข้าสังคม ไม่ว่าจะเที่ยวกลางคืนหรือเตะบอล เฉกเช่นกับการทำกิจกรรมของคนทั่วๆ ไป  และแน่นอน คริสไม่ได้ปฏิเสธว่าแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้เขาเลย ดังที่คริสอธิบายว่า “ผมดื่มเหล้าแบบไม่ได้กำหนดอะไร บางคร้ังก็ดื่มเล็กน้อย บางครั้งก็ดื่มมาก และความเมาก็สร้างความสุขให้ผมด้วย&#8221; ทว่าในช่วงสัปดาห์ก่อนล็อกดาวน์ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคริส ผู้อาศัยอยู่ที่ทีไซด์ (Teesside) เมืองทางเหนือของประเทศอังกฤษ จากคนที่เคยสนุกสนานกับการดื่มแอลกอฮอล์ กลับกลายเป็นคนที่ทุกข์เพราะต้องการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากผิดปกติ ทั้งความโดดเดี่ยวจากการที่ลูกสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อปกป้องคริส ผสานด้วยความวิตกกังวลกับอนาคตอันใกล้ที่ไม่แน่นอน กลายเป็นความคิดที่วนเวียนและตามหลอกหลอนเขา และนั่นเป็นสาเหตุหลักๆ ของความต้องการเหล้าที่เพิ่มขึ้น และเมื่อหลายสัปดาห์ผ่านไป การดื่มของคริสก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน “ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ดื่มในวันพรุ่งนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-stories-during-covid-19/">“ฉันติดเหล้าตอนล็อกดาวน์” หลากเรื่องราวแอลกอฮอล์กับโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนหน้าที่จะมีการระดมฉีดวัคซีนขนานใหญ่ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 ทำให้ต้องมีมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้น เพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 แน่นอนว่าการที่ผู้คนต้องอยู่ในบ้านและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปโดยสิ้นเชิงทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายกันออกไป บางคนอาจสุข บางคนอาจเศร้า <span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ติดเหล้า ที่ต้องประคับประคองตนเองด้วยการบำบัด และได้รับกำลังใจจากการพบปะผู้คนในแต่ละวัน</span></p>
<p>มองมุมหนึ่ง การ stay at home เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่อย่าลืมว่าในชีวิตจริงยังมีเรื่องเล่าและความจริงของคนติดเหล้าซ่อนอยู่หลังกำแพง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>วันก่อนติดเหล้ามักเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ขอให้เป็นปีที่ดี’ เป็นคำอวยพรที่หลายคนหวังสุดใจให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็</span><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างกับ คริส แม็คโลน (Chris McLone) ชายวัยกลางคนอายุ 40 ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรง และกำลังมีความสุขกับชีวิตผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวได้ว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของคริสก่อนล็อกดาวน์ เขาเป็นคนชอบเข้าสังคม</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเที่ยวกลางคืนหรือเตะบอล เฉกเช่นกับการทำกิจกรรมของคนทั่วๆ ไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแน่นอน คริสไม่ได้ปฏิเสธว่าแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้เขาเลย ดังที่คริสอธิบายว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ผมดื่มเหล้าแบบไม่ได้กำหนดอะไร บางคร้ังก็ดื่มเล็กน้อย บางครั้งก็ดื่มมาก และความเมาก็สร้างความสุขให้ผมด้วย&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าในช่วงสัปดาห์ก่อนล็อกดาวน์ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคริส ผู้อาศัยอยู่ที่ทีไซด์ (Teesside) เมืองทางเหนือของประเทศอังกฤษ จากคนที่เคยสนุกสนานกับการดื่มแอลกอฮอล์ กลับกลายเป็นคนที่ทุกข์เพราะต้องการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากผิดปกติ ทั้งความโดดเดี่ยวจากการที่ลูกสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อปกป้องคริส ผสานด้วยความวิตกกังวลกับอนาคตอันใกล้ที่ไม่แน่นอน กลายเป็นความคิดที่วนเวียนและตามหลอกหลอนเขา </span><span style="font-weight: 400;">และนั่นเป็นสาเหตุหลักๆ ของความต้องการเหล้าที่เพิ่มขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อหลายสัปดาห์ผ่านไป การดื่มของคริสก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ดื่มในวันพรุ่งนี้ แต่เช้าวันถัดไปผมก็ทำแบบเดิม และเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกวัน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี คริสไม่อยากผิดสัญญากับตัวเองอีกแล้ว เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่เข้ารับการรักษา และ</span><span style="font-weight: 400;">ด้วยความช่วยเหลือและกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ผสมกับความตั้งใจของเขาเอง คริสไม่ดื่มมากว่า 70 วันแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีศาจในตัวของคริสพักผ่อนและอีกไม่นานคงจากไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับผมมันช่างมืดมน สยดสยอง แต่เวลานี้ผมอธิบายไม่ได้เลยว่าผมรู้สึกดีขนาดไหนที่หลุดพ้นมาได้” คริสทิ้งท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>สู้ไปด้วยกัน แม้วันที่ติดเหล้า</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เขาไม่ดื่มเหล้า เขาเป็นคนใจดี ตลก และรักฉัน แต่ทันทีที่เขาเริ่มดื่ม การกระทำของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจนเหมือนไม่ใช่คนเดิม&#8221; </span><span style="font-weight: 400;">ซูซาน (Susan) เริ่มเล่าถึงสามีของเธอที่ติดเหล้า ทั้งคู่อาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ ที่เมือง</span><span style="font-weight: 400;">บาซิลดอน (Basildon) ซึ่งในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา สามีวัยกลางคนของซูซานนั่งดื่มไวน์ จากขวดเดียวเป็นสองขวด และเพิ่มเป็นหกขวด จนถึงกับอาเจียนออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ซูซานต้องโทรเรียกรถพยาบาล แพทย์ทำการรักษาสามีเธออยู่ 1 เดือนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่ได้แตะแอลกอฮอล์สักหยด แต่เพียงไม่นาน สามีของซูซานก็กลับไปดื่มอีกครั้ง และทำให้เธอต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่เช่นกัน ซูซานเล่าว่า เธอต้องเตรียมพื้นที่ในบ้านไม่ให้มีของมีคมหลงเหลืออยู่ เผื่อว่าสามีของเธอเกิดเมาหรือหมดสติ เหมือนเป็นพื้นที่สำหรับการดูแลเด็กอ่อนอย่างไรอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีครั้งหนึ่งที่ตำรวจมาบ้านของทั้งคู่ เพียงเพราะสามีซูซานเรียกรถพยาบาลให้มารับเขา แต่คนรับโทรศัพท์ได้ยินเสียงตะกุกตะกักที่มาจากความเมาของสามีเธอ จึงรีบโทรหาตำรวจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฉันไม่สามารถควบคุมการดื่มของเขาได้” ซูซานครวญ แต่เธอก็ยืนยันว่า จะไม่ทิ้งสามีเพราะเขาป่วยจากเหล้าอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยู่ด้วยกันมา 19 ปี และแน่นอนว่าจะมีปีที่ 20 21 22 และอีกหลายปีต่อๆ ไป”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>“ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่ในนี้มีเพียงคุกที่ขังฉันไว้กับเหล้า” </b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนล็อกดาวน์ ฉันคิดว่าเราทั้งหมดกำลังจะตายเลยเลือกที่จะดื่มเป็นอาทิตย์ๆ ” เทรซี่ (Tracy) จาก</span><span style="font-weight: 400;">เชล์มสฟอร์ด (</span><span style="font-weight: 400;">Chelmsford</span><span style="font-weight: 400;">) เริ่มเล่า โดยในช่วงล็อกดาวน์ เธอได้ซื้อไวน์หกขวด วอดก้าและบรั่นดีอย่างละขวดมาตระเตรียมไว้ แต่ถึงจะเตรียมไว้เยอะขนาดนี้ เทรซี่กลับสารภาพว่า เธอต้องปิดจมูกเพราะไม่ได้อยากได้กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเธอก็ไม่ชอบรสชาติของมันเสียด้วยซ้ำ แต่เลือกที่จะดื่มเพื่อให้ลืมเรื่องราวทุกอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">เพราะการล็อกดาวน์ทำให้เธอไม่มีทางไหน แม้กระทั่งเข้าโบสถ์ที่อยู่ข้างบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ข้างนอกนั่นมีความหวัง และฉันเชื่อว่าชีวิตของฉันรออยู่ข้างนอก แต่ในนี้มีเพียงคุกที่ขังฉันเอาไว้ให้อยู่แค่กับเหล้า&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อล็อกดาวน์ เราทุกคนต้องแยกออกจากกัน และนั่นเป็นสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยติดเหล้า ติดยาเสพติด หรือแม้แต่ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต </span><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี เทรซี่พยายามอย่างยิ่งที่จะพาตัวเองกลับเข้าสู่ชีวิตก่อนหน้านี้ ตอนนี้เธอไม่ดื่มมาเกือบ 60 วันแล้ว  โดยเธอกล่าวว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ฉันยังซึมเศร้าอยู่ แต่ฉันก็ไม่อยากจากโลกนี้ไปเหมือนกัน&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการอยู่บ้านคนเดียวเป็นระยะเวลาค่อนข้างนานทำให้อาจเกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ซึ่งจะนำไปสู่การดื่มได้ เทรซี่</span><span style="font-weight: 400;">จึงต้องพึ่งการพูดคุยกับเพื่อนๆ การบำบัดออนไลน์ผ่าน</span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม</span><span style="font-weight: 400;"> (AA ) รวมถึงการอ่านหนังสือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ขอบคุณพระเจ้าที่ห้องสมุดยังเปิดให้บริการ” เธอทิ้งท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ล็อกดาวน์ = ล็อกใจ</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์การติดเหล้าและยาเสพติดเริ่มตั้งแต่โจเซฟ แฮร์ริงตัน (Joseph Harrington) ยังเป็นวัยรุ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมมักมีอาการถอนเหล้าในทุกๆ เช้าเมื่อตื่นนอนหรือหลับๆ ตื่นๆ ช่วงกลางคืน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ เมือง</span><span style="font-weight: 400;">เอสเซกซ์</span><span style="font-weight: 400;"> (Essex) โจเซฟผู้ที่ป่วยอยู่ตลอดเวลามีอาการทั้งคัน มีไข้ ประสาทหลอน บางวันเขาเห็นแสงจ้าๆ รอบการมองเห็น และไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเขาก็หมดสติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อโจเซฟอายุ 29 ปี เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง และถูกวินิจฉัยว่าด้านหลังของสมองเขาเป็นแผล ส่งผลกับเปลือกสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการชักและเดินไม่ได้ </span><span style="font-weight: 400;">โจเซฟต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นเรื่อยมา จนปัจจุบันย่างเข้าอายุ 31 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมพบว่าการต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยว ติดอยู่ในบ้านขณะล็อกดาวน์เป็นเรื่องยากเหลือเกิน สุขภาพจิตผมก็ไม่ค่อยดีด้วย&#8221;</span></p>
<p>สำหรับโจเซฟ การไม่สามารถออกจากบ้านหมายถึงการที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใคร ทำให้ขาดแรงกำลังใจที่จะผ่านเข้ามาด้วย ประกอบกับหลายสถานที่ปิดตัว ทำให้เขาบอกว่าตนเอง &#8216;กลัวจับใจ&#8217; ที่ไม่ได้เห็นหน้าผู้คน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้โจเซฟหวังเพียงว่า เขาจะรู้สึกปลอดภัยจากโรคระบาดในเร็ววัน และสถานที่ที่คุ้นเคยจะเปิดและกลับมาโอบกอดเขาอีกครั้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ทุกๆ วันคือวันศุกร์</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของทั้ง 4 คนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะยังมีผู้คนที่ต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันนี้มากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมรับฟังเรื่องราวของคนไข้ผมหลายต่อหลายคน”  ดร.นายแพทย์ ร็อบ แฮมป์ตัน (GP Dr Rob Hampton) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการเสพติดเกริ่น &#8220;ช่วงอาทิตย์ก่อนล็อกดาวน์ พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างดีเยี่ยม </span><span style="font-weight: 400;">แต่เพียงให้หลัง 3 สัปดาห์ ตำแหน่งนักดื่มตัวยงก็เข้ามาเกาะกินจนกลายเป็นคนติดเหล้าในที่สุด ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในเวลาต่อมา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร็อบกล่าวต่อว่า การล็อกดาวน์ทำให้ทุกอย่างที่พวกเขาเคยทำหยุดลง บางคนอธิบายอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ทุกวันเป็นเหมือนวันศุกร์ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องตื่นเช้า ส่วน</span><span style="font-weight: 400;">ความเครียดที่ไม่เข้าใครออกใครรอเคาะอยู่หน้าประตูตลอดเวลาล็อกดาวน์ ทั้งด้วยความโดดเดี่ยว ความไม่มั่นคงในการทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">และความไม่แน่นอนในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจจะมองว่าการล็อกดาวน์เหมือนได้เวลาพักผ่อน ช่วยให้มีสมาธิหรือวางแผนกับการทำงานมากขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">แต่กับบางคนไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งถ้าพวกเขามีลูกที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้านด้วยแล้วล่ะก็ การล็อกดาวน์ก็อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดช่วงหนึ่งก็ได้ และนั่นทำให้หลายคนอดไม่ไหวที่จะหันไปหาเหล้าย้อมใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>กลยุทธ์ควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์-เข้ารับการรักษา: ทางออกช่วยคนติดเหล้า?</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่อังกฤษเริ่มมีการล็อกดาวน์ มีการโทรไปยังสายด่วนมากเพิ่มขึ้นถึง </span><span style="font-weight: 400;">500% เพราะผู้คนพบว่าพฤติกรรมการดื่มของพวกเขามากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ส่วน</span><span style="font-weight: 400;">การตายที่เกี่ยวข้องกับการป่วยจากโรคตับก็สูงถึงประมาณ 400% ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสิ่งที่เกิดตามมาหลังการดื่มที่เพิ่มขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วาเนสซ่า เฮปดิทช์ (Vanessa Hebditch) ผู้อำนวยการด้านนโยบายขององค์กรการกุศลทางการแพทย์ในการใช้แอลกอฮอล์ผิดปกติ</span><span style="font-weight: 400;">ชี้ให้เห็นว่า การล็อกดาวน์เป็นสัญญาณเตือนถึงความต้องการกลยุทธ์ควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมจากรัฐบาล ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">สำหรับวาเนสซ่า กลยุทธ์ที่ว่าหมายถึงการเพิ่มภาษี การแนะนำส่วนผสม ราคาต่อหน่วยขั้นต่ำ รวมถึงการโฆษณาและการตลาดต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ฉันรู้สึกเหมือนจะบ้าตายตอนที่ฉันซื้อนมสักกล่องและได้รับข้อมูลทางโภชนาการอย่างครบถ้วน แต่ตัดภาพมาที่เวลาซื้อเบียร์หรือไวน์ กลับไม่มีข้อมูลแบบนี้ระบุไว้เลย&#8221;</span><span style="font-weight: 400;"> วาเนสซ่าครวญ และแม้</span><span style="font-weight: 400;">การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมอาจจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสำหรับใครกำลังพบว่าตัวเองติดเหล้า หรือมีปัญหากับการดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ หนทางที่ช่วยแก้ไขเบื้องต้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงถูกหรือผิด อาจจะเพียงการลองเปิดใจยอมรับว่าตัวเองเจ็บ/ป่วย แล้วตัดสินใจเข้ารับการรักษาโดยทันทีก็เป็นได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>ที่มา:</p>
<p><a href="https://www.bbc.com/news/uk-england-essex-53684700?fbclid=IwAR188wgaNZzE3zWduliIBSjnwWhe3mRLNjYB_I53mEiN3fBuXZN8R1n4oJQ"><span style="font-weight: 400;">Alcoholism in the time of coronavirus</span></a></p>
<p><a href="https://www.bbc.com/news/health-53807908?fbclid=IwAR1H7Wef93S8fsoAQ9gZqVzH_H-o3YY7xcjZor4Ivvr3lQLCtT-oEWtWCJw"><span style="font-weight: 400;">Coronavirus: &#8216;I became alcoholic during lockdown&#8217;</span></a></p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-stories-during-covid-19/">“ฉันติดเหล้าตอนล็อกดาวน์” หลากเรื่องราวแอลกอฮอล์กับโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3772</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สำรวจความสัมพันธ์ของชาติพันธุ์ พิธีกรรมกับความเมามาย: การปรากฎตัวของความเชื่อในขวดเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/ethnicity-belief-and-drinking/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ethnicity-belief-and-drinking</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2021 07:59:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มชาติพันธุ์กับการติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ความหมายของเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวลาหู่]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวส่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวอาข่า]]></category>
		<category><![CDATA[สุรินทร์เหลา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3611</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไมรู้เหลา ผมเป็นคนสุรินทร์ ข้าวปลาไม่กิน กินเหล้าเป็นอาหาร ไม่มีวันหยุด เมาทุกเทศกาล เมืองแห่งความสำราญ เมืองสุรินทร์ สุรา …………………………………………………………………………… &#160; แม้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น้ำเมาในประเทศไทยแต่หากจะเล่าเรื่องเหล้า การเริ่มต้นด้วยเพลงบทนี้คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย &#160; ข้าวปลาไม่กิน กินเหล้าเป็นอาหาร ไม่มีวันหยุด เมาทุกเทศกาล &#160; ถ้อยประโยคจากเพลง ‘สุรินทร์เหลา’ ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายในหมู่พี่น้องชาวสุรินทร์ สะท้อนให้เห็นความแนบแน่นของเหล้ากับวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งมีเหล้าแทรกซึมอยู่ในทุกเทศกาล ทุกพิธีกรรม และทุกวัฒนธรรมอย่างกว้างขว้างและแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มพี่น้องชาวชาติพันธุ์ เช่น: ชาวส่วย (กูย) เซ่นไหว้เหล้าควบคู่กับอาหารคาวหวานในพิธี ‘อาวปรึงสโรว’ (บุญสู่ขวัญข้าว) ชาวอาข่าใช้เหล้าในการ ‘เลี้ยงผาม’ หรือ เลี้ยงตอบแทนคนที่มาช่วยงานหลังเสร็จภารกิจ ชาวลาหู่ต้อง ‘ยกเหล้า’ ให้ผู้ใหญ่ในงานแต่งเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ นั่นเพราะเหล้าไม่ได้ถูกมองเป็นแค่สิ่งมึนเมา ของต้องห้าม หรือยาเสพติด แต่มีมิติของวัฒนธรรมประเพณีอยู่ในนั้นด้วย และเมื่อเรื่องเหล้าถูกผูกติดอยู่กับ ‘ความเชื่อ’ เหล้าจึงถูกมองในฐานะที่ต่างออกไป   เครื่องสื่อสารกับสิ่งเร้นลับ &#160; ‘เหล้าขาวเปรียบเสมือนน้ำบริสุทธิ์’ – ‘เหล้าขาวคือน้ำอมฤต’ จากความเชื่อนี้ผนวกกับความเชื่อเรื่องสิ่งเร้นลับ เหล้าขาวจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำพิธีกรรมต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ethnicity-belief-and-drinking/">สำรวจความสัมพันธ์ของชาติพันธุ์ พิธีกรรมกับความเมามาย: การปรากฎตัวของความเชื่อในขวดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><em>ทำไมรู้เหลา ผมเป็นคนสุรินทร์</em></p>
<p><em>ข้าวปลาไม่กิน กินเหล้าเป็นอาหาร</em></p>
<p><em>ไม่มีวันหยุด เมาทุกเทศกาล</em></p>
<p><em>เมืองแห่งความสำราญ เมืองสุรินทร์ สุรา</em></p></blockquote>
<p>……………………………………………………………………………</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น้ำเมาในประเทศไทยแต่หากจะเล่าเรื่องเหล้า การเริ่มต้นด้วยเพลงบทนี้คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><em>ข้าวปลาไม่กิน กินเหล้าเป็นอาหาร</em></p>
<p><em>ไม่มีวันหยุด เมาทุกเทศกาล</em></p>
<p>&nbsp;</p></blockquote>
<p>ถ้อยประโยคจากเพลง ‘สุรินทร์เหลา’ ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายในหมู่พี่น้องชาวสุรินทร์ สะท้อนให้เห็นความแนบแน่นของเหล้ากับวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งมีเหล้าแทรกซึมอยู่ในทุกเทศกาล ทุกพิธีกรรม และทุกวัฒนธรรมอย่างกว้างขว้างและแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มพี่น้องชาวชาติพันธุ์ เช่น:</p>
<p>ชาวส่วย (กูย) เซ่นไหว้เหล้าควบคู่กับอาหารคาวหวานในพิธี ‘อาวปรึงสโรว’ (บุญสู่ขวัญข้าว)</p>
<p>ชาวอาข่าใช้เหล้าในการ ‘เลี้ยงผาม’ หรือ เลี้ยงตอบแทนคนที่มาช่วยงานหลังเสร็จภารกิจ</p>
<p>ชาวลาหู่ต้อง ‘ยกเหล้า’ ให้ผู้ใหญ่ในงานแต่งเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ</p>
<p>นั่นเพราะเหล้าไม่ได้ถูกมองเป็นแค่สิ่งมึนเมา ของต้องห้าม หรือยาเสพติด แต่มีมิติของวัฒนธรรมประเพณีอยู่ในนั้นด้วย และเมื่อเรื่องเหล้าถูกผูกติดอยู่กับ ‘ความเชื่อ’ เหล้าจึงถูกมองในฐานะที่ต่างออกไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>เครื่องสื่อสารกับสิ่งเร้นลับ</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘เหล้าขาวเปรียบเสมือนน้ำบริสุทธิ์’ – ‘เหล้าขาวคือน้ำอมฤต’ จากความเชื่อนี้ผนวกกับความเชื่อเรื่องสิ่งเร้นลับ เหล้าขาวจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำพิธีกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการเซ่นสังเวยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งวิญญาณ ภูติผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา อีกทั้งสุรายังมีฤทธิ์ทำให้มึนเมาจนอยู่ในภาวะเหนือสามัญ และที่เป็นเชื่อกันว่า ขณะมึนเมา  สภาพจิตจะมีสภาวะลึกล้ำทางจิตวิญญาณ จนเกิดญาณที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเทพเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้</p>
<p>ในฐานะผู้ส่งสาร เหล้าขาวจึงถูกใช้เพื่อการขอขมาลาโทษต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบนบานศาลกล่าว ไปจนถึงเพื่อให้การงานหรือพิธีกรรมนั้นๆ เสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นไปได้ด้วยดีเช่น ในพิธีการลำผีฟ้าของชาวชาติพันธุ์ลาว ซึ่งจะทำพิธีเพื่อการรักษาโรค หรือเมื่อเกิดเหตุเพทภัยขึ้นในชุมชน การทำพิธีกรรมจำเป็นต้องมีของคายคือ เครื่องบูชาครูสำหรับผีฟ้า ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เหล้าขาว รวมถึงชาวกูย (ส่วย) ที่มักจะนำเหล้ามาไหว้เจ้าที่นาเจ้าที่ไร่เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรในปีนั้นได้ผลดีมากขึ้นด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>เครื่องหมายแห่งความเคารพและการตอบแทน</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>“มีคนเฒ่ามาแล้วเราไม่ยกให้ แปลว่าไม่เคารพ” นั่นเพราะสำหรับชาวลาหู่แล้ว เหล้าคือเครื่องหมายของการแสดงความเคารพนับถือ ในงานแต่งงานจึงต้องมีการ ‘ยกเหล้า’ ให้พ่อแม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้</p>
<p>ไม่ใช่แค่ในงานแต่งงาน แต่เหล้าถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเฉลิมฉลองในทุกโอกาสของชนเผ่าลาหู่ เช่น ในงานตรุษจีนจะมีการเลี้ยงเหล้าในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะเดินไปดื่มเหล้าตามบ้านแต่ละหลังและเดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเมา และหลายครั้ง เหล้าก็ทำหน้าที่เป็นผู้รับแขกในงานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ อีกด้วย</p>
<p>ทั้งหมดนี้ทำให้เหล้ากลายเป็นสิ่งจำเป็นในทุกงานเฉลิมฉลอง และหากงานฉลองไหนไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะถูกติฉินนินทาจากคนในชนเผ่าได้</p>
<p>ในขณะที่งานแต่งงานของชาวอาข่า จะมีเด็กวัยหนุ่มสาวไปช่วยในงาน หลังเสร็จสิ้นงานแล้ว เจ้าของงานจะเลี้ยงเหล้าเด็กเหล่านี้เพื่อเป็นการตอบแทน เช่นนั้นแล้ว เหล้าจึงมักถูกรู้จักในนามของ ‘ความเคารพและการตอบแทน’</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ยาวิเศษ</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘สุรา สุรา เป็นยาวิเศษ’ จะว่าเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก เมื่อความเชื่อเรื่องสุรารักษาโรคเป็นสิ่งที่เชื่อถือกันมาเนิ่นนาน เช่น การนำเหล้าขาว 40 ดีกรีหมักผสมกับสมุนไพรรากไม้ สกัดได้ตัวยา แล้วนำมากินเรียกว่า เหล้าดองยา ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต หรือในกลุ่มคนที่ตั้งครรภ์ เหล้าดองยาจะช่วยขับน้ำคาวปลาและช่วยขับเลือดเสียออกจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการนำเหล้าขาวมาล้างแผลเวลาเกิดอุบัติเหตุ และในอดีต คนยังเชื่อว่าเหล้าช่วยป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ดีในพื้นที่แถบชายแดน โดยเฉพาะโรคอหิวาตกโรค</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>สัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้ใหญ่</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับชาวลาหู่แล้ว ความชอบธรรมในการดื่มเหล้าจะเกิดขึ้น เมื่อคนผู้นั้นถูกมองว่า ‘เป็นผู้ใหญ่’ และเส้นแบ่งของความเป็นผู้ใหญ่นี้ก็แตกต่างกันระหว่างชาย-หญิง</p>
<p>การแบ่งความเป็นผู้ใหญ่ของผู้ชายคือ ความสามารถในการหาเงินมาเลี้ยงตัวเองและสามารถดูแลตัวเองได้ ในขณะที่เส้นแบ่งความเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคือ การดูแลตัวเองได้โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยทางเพศ ซึ่งหากผู้ชายหรือผู้หญิงในชนเผ่าสามารถหาเงินและดูแลตัวเองได้แล้วก็จะได้รับการยอมรับให้สามารถดื่มเหล้าได้โดยไม่ผิด ถึงกระนั้น การดื่มเหล้าในหมู่ผู้หญิงก็มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่กลับเป็นเรื่องปกติในหมู่ผู้ชาย เช่นนั้นแล้ว ในแง่หนึ่ง เหล้าจึงเป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกความเป็นใหญ่ในหมู่ชาวลาหู่ได้ รวมถึงบ่งบอกความแตกต่างทางเพศได้อีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตั้งแต่พิธีกรรมแห่งการเกิดจนถึงพิธีกรรมแห่งความตายหรือแม้แต่ในวิถีแห่งการดำเนินชีวิต เหล้าถูกจัดวางอยู่ในฐานะที่ไม่ใช่แค่สิ่งเสพติด แต่คือน้ำแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เครื่องหมายแห่งความกตัญญู หรือแม้กระทั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเติบโต ด้วยความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปเช่นนี้ เหล้าจึงไม่อาจถูกแยกออกจากวิถีของพี่น้องชาวชาติพันธุ์ได้เลย</p>
<p>และด้วยความเชื่อมโยงด้านความเชื่อ วิถีชีวิตและเหล้านี้ ทำให้ ‘ภาวะติดเหล้า’ ในหมู่พี่น้องชาวชาติพันธุ์กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและถูกมองข้ามมาเนิ่นนาน ด้วยปัจจัยความห่างไกลทั้งในแง่พื้นที่ นโยบายและการเข้าถึงการบำบัด การทำความเข้าใจบริบทของเหล้า ที่เป็นมากกว่าแค่เครื่องดื่มมึนเมา จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ออกนโยบายสามารถออกแบบนโยบายและระบบบำบัดที่เข้าถึง ตรงจุด เพื่อจะบรรเทาภาวะติดเหล้าในหมู่พี่น้องชาติพันธุ์เหล่านี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ethnicity-belief-and-drinking/">สำรวจความสัมพันธ์ของชาติพันธุ์ พิธีกรรมกับความเมามาย: การปรากฎตัวของความเชื่อในขวดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3611</post-id>	</item>
		<item>
		<title>‘เริ่มดื่มเพราะหวังดี เลิกดื่มเพราะครอบครัว’ เรื่องราวของแม่ผู้ติดเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/the-story-of-mom-alcoholic/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=the-story-of-mom-alcoholic</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Oct 2020 10:49:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มเหล้าของผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์คนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ติดเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2343</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; &#8211; เรื่องเล่าต่อไปนี้ถูกดัดแปลงมาจากประสบการณ์จริง โดยชื่อตัวละครที่ปรากฏในเรื่องแทนด้วยนามสมมติ &#8211; &#160; เหล้าแก้วแรกสำหรับใครหลายคนอาจเริ่มต้นดื่มเพราะความทุกข์ เพราะความอยากรู้อยากลอง เพราะความคึกคะนอง.. แต่สำหรับ ‘ป้านวล’ แล้ว เหล้าแก้วแรกของเธอดื่มเพราะความหวังดีที่มีต่อลูก “ป้าเริ่มดื่มเหล้า พวกเหล้าดองยาสมุนไพร หลังการอยู่ไฟคลอดลูกคนแรก” หญิงวัยใกล้ 60 ปีเริ่มต้นเล่าอดีตของเธอให้เราฟัง ดวงตาทั้งคู่ทอดมองไปไกลราวกับนึกย้อนความทรงจำ “มันเป็นความเชื่อ ตอนนั้นญาติผู้ใหญ่บอกว่าถ้าดื่มแล้วจะกินข้าวอร่อย กินได้เยอะ กินแล้วจะได้มีน้ำนมให้ลูก เราก็เลยดื่ม “พอดื่มไปได้สามเดือน ก็คิดว่าจะเลิก แต่เมื่อไม่ดื่มแล้วกลับกินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งถ้าไม่ได้กินข้าวเราก็ไม่มีนมให้ลูก สุดท้ายเลยต้องกลับไปดื่มเหล้าเพื่อให้กินได้ โดยพยายามลดให้เหลือน้อยที่สุด” สมัยป้านวลยังสาว เป็นคืนวันที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน กระทั่งการทำคลอดต้องอาศัยหมอตำแยในชุมชนแทนการฝากครรภ์ในโรงพยาบาล เธอจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว หญิงให้นมบุตรไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากทารกอาจได้รับแอลกอฮอล์ผ่านทางนมแม่แล้ว ฤทธิ์ของมันยังส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เธอมีน้ำนมน้อยลงอีกด้วย ป้านวลเพียงเข้าใจและจดจำว่าหลังดื่มเหล้าแล้ว เธอจะรู้สึกร้อน เหงื่อออกจนสบายตัว ทำให้อยากอาหารมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อตั้งครรภ์และคลอดลูกคนที่สอง เธอจึงทำแบบเดียวกัน จนกระทั่งรู้ตัวอีกที เหล้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเป็นแม่แทบทุกชั่วขณะ “พอลูกโตแล้ว แฟนเราก็ดันเป็นคนเจ้าชู้” ป้านวลเล่าต่อ “บางทีเขานอกใจเรา เรารู้สึกน้อยใจ ไม่รู้จะระบายออกมายังไงก็เลือกจะดื่มให้เมา ดื่มย้อมใจให้ลืมความเจ็บปวด” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/the-story-of-mom-alcoholic/">‘เริ่มดื่มเพราะหวังดี เลิกดื่มเพราะครอบครัว’ เรื่องราวของแม่ผู้ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><em>&#8211; เรื่องเล่าต่อไปนี้ถูกดัดแปลงมาจากประสบการณ์จริง โดยชื่อตัวละครที่ปรากฏในเรื่องแทนด้วยนามสมมติ &#8211;</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหล้าแก้วแรกสำหรับใครหลายคนอาจเริ่มต้นดื่มเพราะความทุกข์ เพราะความอยากรู้อยากลอง เพราะความคึกคะนอง..</p>
<p>แต่สำหรับ ‘ป้านวล’ แล้ว เหล้าแก้วแรกของเธอดื่มเพราะความหวังดีที่มีต่อลูก</p>
<p>“ป้าเริ่มดื่มเหล้า พวกเหล้าดองยาสมุนไพร หลังการอยู่ไฟคลอดลูกคนแรก” หญิงวัยใกล้ 60 ปีเริ่มต้นเล่าอดีตของเธอให้เราฟัง ดวงตาทั้งคู่ทอดมองไปไกลราวกับนึกย้อนความทรงจำ “มันเป็นความเชื่อ ตอนนั้นญาติผู้ใหญ่บอกว่าถ้าดื่มแล้วจะกินข้าวอร่อย กินได้เยอะ กินแล้วจะได้มีน้ำนมให้ลูก เราก็เลยดื่ม</p>
<p>“พอดื่มไปได้สามเดือน ก็คิดว่าจะเลิก แต่เมื่อไม่ดื่มแล้วกลับกินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งถ้าไม่ได้กินข้าวเราก็ไม่มีนมให้ลูก สุดท้ายเลยต้องกลับไปดื่มเหล้าเพื่อให้กินได้ โดยพยายามลดให้เหลือน้อยที่สุด”</p>
<p>สมัยป้านวลยังสาว เป็นคืนวันที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน กระทั่งการทำคลอดต้องอาศัยหมอตำแยในชุมชนแทนการฝากครรภ์ในโรงพยาบาล เธอจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว หญิงให้นมบุตรไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากทารกอาจได้รับแอลกอฮอล์ผ่านทางนมแม่แล้ว ฤทธิ์ของมันยังส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เธอมีน้ำนมน้อยลงอีกด้วย</p>
<p>ป้านวลเพียงเข้าใจและจดจำว่าหลังดื่มเหล้าแล้ว เธอจะรู้สึกร้อน เหงื่อออกจนสบายตัว ทำให้อยากอาหารมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อตั้งครรภ์และคลอดลูกคนที่สอง เธอจึงทำแบบเดียวกัน จนกระทั่งรู้ตัวอีกที เหล้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเป็นแม่แทบทุกชั่วขณะ</p>
<p>“พอลูกโตแล้ว แฟนเราก็ดันเป็นคนเจ้าชู้” ป้านวลเล่าต่อ “บางทีเขานอกใจเรา เรารู้สึกน้อยใจ ไม่รู้จะระบายออกมายังไงก็เลือกจะดื่มให้เมา ดื่มย้อมใจให้ลืมความเจ็บปวด”</p>
<p>เหล้ากลายเป็นเพื่อนคู่ทุกข์ยากของป้านวลยามโศกเศร้า และในขณะเดียวกัน หลังจากป้านวลและสามีคืนดีกัน เหล้าก็กลายเป็นเพื่อนร่วมฉลองความรัก เพราะ “แฟนเราก็เป็นคนชอบดื่ม บางครั้งเขาซื้อมาก็ชวนให้เราดื่มเป็นเพื่อน เราเคยดื่มอยู่แล้วก็ไม่ปฏิเสธ”</p>
<p>ไม่เพียงแค่สามีที่รู้ว่าเธอกลายเป็นนักดื่ม แต่บรรดาญาติสนิทมิตรสหายเองก็รู้เช่นเดียวกัน เวลาป้านวลไปเที่ยวบ้านคนอื่นๆ ทีไร พวกเขาจึงมักจะหาเหล้าและกับแกล้มมาต้อนรับขับสู้เธออยู่เสมอ</p>
<p>“ถ้าอยู่คนเดียวเราก็ไม่ได้อยากดื่มขนาดนั้น” ป้านวลพูดเสียงอ่อน “แต่พอเพื่อนฝูงชวนดื่มด้วยกัน เขาออกไปซื้อมาให้ เราก็ปฏิเสธไม่ได้”</p>
<p>แก้วแล้ว แก้วเล่า นานวันเข้าป้านวลกลับติดลมอย่างไม่ทันรู้ตัว ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เคยทำให้เมาไม่ส่งผลเหมือนเดิม เพื่อนในวงเหล้าก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ทุกๆ วันก่อนไปทำงานหรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ป้านวลต้องเริ่มต้นด้วยการดื่มเหล้าก่อนทุกครั้ง</p>
<p>“ดื่มแค่เป๊กเดียวก็ไม่อยู่นะ” ป้านวลว่า “บางครั้งดื่มไปหนึ่งเป๊กก็อาเจียนออกมา ต้องดื่มเป๊กที่สอง ที่สาม.. เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะรู้สึกสบาย หายสั่นนั่นล่ะ ถึงจะไปทำงานได้</p>
<p>“ตอนทำงานก็ต้องรีบทำตอนที่ฤทธิ์เหล้ายังอยู่ในร่างกาย ถ้าหมดฤทธิ์เมื่อไรละก็ ร้อน เหงื่อแตก อยากจะอาบน้ำแต่ก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าจะช็อก”</p>
<p>น้ำเมาไม่ได้เปลี่ยนแค่วิถีชีวิตการทำงานของป้านวล แต่ยังเปลี่ยนการกินและการนอนของป้านวลไปโดยสิ้นเชิง</p>
<p>“เวลาเราดื่มจนเมา เราก็นอนผิดเวลา นอนตั้งแต่ 5-6 โมงไปตื่นตีสอง ตอนนอนก็นอนหลับไม่สนิท มีสะดุ้งตื่นเป็นพักๆ คืนหนึ่งมากกว่า 20 ครั้งจนสว่าง บางคืนถึงขั้นสะดุ้งตื่นกลางดึกเพื่อมาอาเจียนด้วยซ้ำ เวลาได้ยินเสียงไก่ขันนะ เราจะโอดครวญตลอดว่าไม่อยากให้ขันเลย ไม่อยากให้ถึงตอนเช้า</p>
<p>“ช่วงที่ติดหนักๆ ข้าวก็ไม่ตกถึงท้อง มันกินไม่ได้เลย อยู่ได้ด้วยเหล้า ผสมกับการกินเม็ดมะยม มะม่วง อาศัยเคี้ยวแล้วกินแต่น้ำ เพราะเนื้อหรือกากก็กลืนไม่ค่อยลง”</p>
<p>เพราะอาการติดเหล้าจน ‘กินไม่ได้ นอนไม่หลับ’ เช่นนี้เองที่ทำให้ร่างกายของป้านวลช่วงนั้นผ่ายผอมทรุดโทรม น้ำหนักตัวเหลือเพียง 38 กิโลกรัม จนลูกหลานที่ทั้งอยู่ร่วมกันและย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงต่างทนดูไม่ได้ ต้องแวะเวียนมาขอร้องให้ป้านวลเลิกเหล้าเสียที</p>
<p>“เขาบอกว่าไม่สงสารลูกหลานบ้างเหรอ ลูกหลานเขาอายนะที่มีแม่มียายแบบนี้” ป้านวลกล่าว น้ำเสียงเซื่องซึมเล็กน้อยเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของตนเองและบุตรหลานในช่วงนั้น เธอยอมรับว่าทั้งถูกขอร้อง ตำหนิ ประชดประชันมาทุกรูปแบบ จวบจนกระทั่งเธอค่อยๆ สำนึกได้เมื่อหลานสาวย้ายจากเมืองหลวงมาเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านในต่างจังหวัด</p>
<p>“ลูกสาวบอกว่า แม่ หลานย้ายมาเรียนที่นี่ มาอยู่ที่นี่ ถ้าแม่ยังกินเหล้าเมา นอนไม่รู้เรื่องรู้ราว มีอะไรเกิดขึ้นกับหลาน มีโจรขโมยขึ้นบ้านมาทำร้ายหลาน แม่จะทำยังไง หลานจะทำยังไง” ด้วยความรักที่มีต่อครอบครัวนี้เองที่ทำให้ป้านวลเริ่มต้นคิดเรื่องเลิกเหล้าอย่างจริงจัง ประจวบเหมาะกับในช่วงนั้น สามีของเธอดื่มเหล้า เมาและทำร้ายร่างกายเธอจนหัวแตก ต้องไปโรงพยาบาล เธอจึงได้พูดคุยกับคุณหมอที่นั่น</p>
<p>“หมอเห็นเราแล้วก็บอกว่าป้าควรจะหยุดดื่มนะ แนะนำให้เราเอายาไปกิน แต่เรายังไม่กล้าเพราะกลัวจะเสียยาคุณหมอ เลยรับปากไปว่าจะพยายามหยุดเอง ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะมานำยากลับไปกิน”</p>
<p>คำว่า ‘ยา’ อาจจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดีสำหรับป้านวล เพราะเธอได้ยินจากคนเคยกินว่า ‘ยาเบื่อเหล้า’ ทำให้คนอาเจียนจนเบื่อเหล้า ฉะนั้นถ้าไม่อยากอาเจียนก็ต้องเลิก ป้านวลไม่อยากตกอยู่ในสภาพนั้น จึงกัดฟันทนเลิกเหล้าด้วยตัวเองให้ได้</p>
<p>“ตอนเริ่มเลิกใหม่ๆ ก็กลัวว่าจะช็อกเพราะถอนเหล้า เราต้องพยายามสังเกตตัวเอง ต้องค่อยๆ ลดการดื่มลง” ช่วงแรกๆ ป้านวลจึงยังวนเวียนอยู่กับการดื่มวันละนิดวันหน่อยเพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ แล้วค่อยๆ กินอาหารให้มีแรง</p>
<p>เริ่มจากการซดน้ำข้าวต้ม กินเนื้อข้าวต้มสักสองสามเม็ด ดื่มน้ำตาม วันต่อมาก็พยายามกินให้ได้มากขึ้น จนเปลี่ยนมาเป็นข้าวสวย เคี้ยวข้าวให้ละเอียดแล้วกินน้ำอุ่นตามให้คล่องคอ อดทนกินจนกว่าจะกินเท่าคนปกติ</p>
<p>“ตอนนั้น ทุกครั้งที่เรากินได้มากขึ้น จะรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษเลย” ป้านวลเสริมด้วยรอยยิ้ม ก่อนเล่าว่าชาวบ้านเอง เมื่อทราบข่าวว่าเธอต้องการเลิกเหล้า ก็พยายามแนะนำวิธีการต่างๆ นานา ให้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการต้มรางจืดกิน ดื่มโซดาแทนเหล้า ฯลฯ อะไรที่เขาว่าดี ป้านวลพยายามทำตามทั้งหมด “ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้างนะ” เธอหัวเราะ</p>
<p>อีกสิ่งหนึ่งที่เธอทำ คือทุกครั้งที่พาสามีแวะเวียนไปตรวจร่างกาย รักษา เธอจะใช้เวลาระหว่างรอตรวจอ่านคู่มือ แผ่นพับ หรือบอร์ดให้ความรู้แนะนำการเลิกเหล้าที่โรงพยาบาล รวมถึงคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเคล็ดลับจากผู้ป่วยที่เข้าบำบัดอาการติดเหล้า ทำให้ป้านวลมีพื้นฐานความรู้เรื่องการดูแลตัวเองช่วงเลิกเหล้าอยู่มากพอสมควร</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงได้บังเกิดขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยกับตัวป้านวล มือของเธอไม่สั่น ไม่รู้สึกครั่นเนื้อตัว อยากดื่มเหล้าจนทนไม่ไหวอีกต่อไป</p>
<p>“ตอนหลังเราได้เจอหมอคนเดิม คนที่บอกให้หยุดดื่ม เพราะต้องไปเฝ้าแฟนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เขาก็ถามว่าเลิกดื่มได้หรือยัง เราตอบเลยว่าเลิกแล้ว หมอหัวเราะใหญ่ บอกว่าถ้ายังไม่เลิก จะให้ยากลับไปกินเดี๋ยวนี้เลย”</p>
<p>แต่เส้นทางเลิกเหล้าของป้านวลก็คล้ายคลึงกับใครหลายคน คือตัดไม่ขาดทีเดียวในครั้งแรก เมื่อป้านวลต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือการสูญเสียสามีไปเพราะโรคร้าย เธอก็หันกลับไปดื่มเหล้าให้ลืมทุกข์อีกครั้ง</p>
<p>หากเป็นครอบครัวของเธอเองที่คอยรั้งตัวเธอไว้ไม่ให้จมดิ่งกับเหล้าอีกหน “พอเขาเห็นเราเริ่มดื่มอีก ลูกก็มาถามเราว่าแม่ดื่มเพราะอะไร ทำไมต้องดื่ม เป็นเพราะคิดถึงพ่อเหรอ” ป้านวลยังจำได้ดีว่านั่นเป็นคำถามที่มาพร้อมน้ำตาของลูกสาวและลูกเขย “เขาบอกว่าแม่หยุดเถอะ พ่อก็เสียไปแล้ว ถ้าแม่ไม่หยุดแล้วเป็นอะไรไปขึ้นมาอีกคน จะไม่มีใครคอยดูแลลูกหลาน แม่อยากได้อะไรก็จะไม่ได้ อยากกินของอร่อยก็จะกินไม่ได้ แต่งตัวสวยก็ไม่ได้”</p>
<p>คำพูดของครอบครัวทำให้ป้านวลตระหนักได้ว่าเธอเกือบจะมองข้ามความรักความหวังดีของคนที่เหลืออยู่ไปพึ่งเหล้าเสียแล้ว  หลังจากนั้นเป็นต้นมา ป้านวลจึงเริ่มต้นกระบวนการเลิกเหล้าใหม่ เปลี่ยนไปหากิจกรรมอย่างอื่น เช่น ทำความสะอาดบ้าน เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ พบปะเพื่อนฝูงโดยไม่มีน้ำเมาในเวลาว่างแทน</p>
<p>“จนถึงตอนนี้ เราสามารถปฏิเสธเหล้าได้เด็ดขาดแล้ว” ป้านวลยิ้มกว้าง “ใครมาชวนก็บอกว่าฉันไม่ดื่ม ฉันจะอยู่ดูแลลูกหลานไปโรงเรียนนานๆ อีกอย่าง ถ้าดื่มแล้ว เงินมีเท่าไรก็หมด ต้องซื้อให้ตัวเอง ให้คนอื่น อยากเก็บเงินเลยไม่ดื่มดีกว่า</p>
<p>“เราหยุดดื่มเพื่อลูกหลาน เพื่อตัวเอง เลิกดื่มแล้วสุขภาพก็ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ลูกหลานเองก็ไม่มีอะไรดีใจเท่ากับแม่หยุดเหล้า เขาไม่อายเวลาพาเพื่อนมาบ้าน เมื่อก่อนนะ หลานไม่มองหน้าเราเลย ไม่ชอบเรา ตะคอกใส่ยายให้น้อยใจตลอด พอเราเลิกเท่านั้น หลานรักเรา เรียกยายทุกวัน สนิทสนมกันมากขึ้น</p>
<p>“ลูกๆ ทุกคนก็อยากมาเยี่ยม หลังจากที่ไม่ค่อยมาหาเลย ล่าสุดเขามาเยี่ยมวันแม่ มากราบเท้า บอกว่ามาขอพรจากแม่”</p>
<p>ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ป้านวลตระหนักว่า ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้นักดื่มมีกำลังใจในการเลิกเหล้า และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อเห็นตัวอย่างนักดื่มที่ไม่สามารถเลิกได้เพราะคนในบ้านมีความสัมพันธ์แบบตั้งแง่ใส่กัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ป้านวลเชื่อว่าทุกรอยร้าวในครอบครัวสามารถเริ่มต้นได้จากการหยุดดื่มแบบจริงจัง</p>
<p>“เราจะบอกผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องการดื่มและครอบครัวอยู่เสมอว่าให้ลองเริ่มหยุดเหล้าก่อน ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม เพราะมันช่วยให้ดีขึ้นได้จริงๆ ดูคนที่ดื่มหนักแบบเราสิยังเลิกได้ เธอเองก็ต้องเลิกได้”</p>
<p>คำแนะนำเหล่านี้รับประกันด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขของคนเล่า ซึ่งเลิกเหล้าแล้วถาวร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/the-story-of-mom-alcoholic/">‘เริ่มดื่มเพราะหวังดี เลิกดื่มเพราะครอบครัว’ เรื่องราวของแม่ผู้ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2343</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=sober-stick-figure-amber-tozer</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2020 04:45:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Sober Stick Figure]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แอมเบอร์ โทเซอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2309</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;การเลิกเหล้ามันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นในทันทีทันใดหรอก แต่มันจะสอนคุณอย่างหนักหน่วงไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะโง่น้อยลงไปเอง&#8221; คงมีไม่กี่คนที่ผ่านประสบการณ์การติดเหล้ามาตั้งแต่เจ็ดขวบจนพาชีวิตซัดเซแทบลุกยืนไม่ไหว แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตัดสินใจนำเรื่องราวความพินาศในชีวิตมาเล่าเป็นความเรียงผ่านหนังสือเปี่ยมอารมณ์ขันแบบที่ แอมเบอร์ โทเซอร์ ทำได้ อาจเป็นเพราะความได้เปรียบอย่างหนึ่งคือเธอมองโลกในแง่ดี และลำดับต่อมา เธอมีเซนส์ขำขัน -ไม่ว่าจะเมาหรือไม่เมา- อันหาได้ยาก ซึ่งทั้งสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Sober Stick Figure หนังสือชีวประวัติของเธอที่เล่าถึงชีวิตล้มลุกคลุกคลานหลังติดเหล้าของเธอกลายเป็นหนังสือขายดีและเปิดเปลือยชีวิตของคนที่ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวันหมดไปกับการประคองสติกับประคองแก้วเหล้า &#8220;ครั้งแรกที่ฉันได้ลองดื่มแอลกอฮอล์คือตอนอยู่ในบ้านคุณย่า อายุสักเจ็ดขวบได้ คุณลุงวูดดีเอาเบียร์ให้ฉันลองมาจิบๆ ดูซึ่งฉันคิดว่ารสชาติมันอย่างกะฉี่เปรี้ยวๆ แน่ะ อ้อ ฉันรู้ว่าฉี่รสชาติเป็นยังไงเพราะฉันเป็นเด็กบ๊องๆ น่ะ ในตอนนั้นนะ&#8221; โทเซอร์เขียนในหนังสือ Sober Stick Figure ประเด็นคือ ตัวโทเซอร์ในวัยเจ็ดขวบซึ่งเป็นเด็กบ๊องๆ ไม่คิดสักนิดว่าการได้ลองชิมเบียร์แถมยังไม่ประทับใจรสชาติเหมือนฉี่ของมันเท่าไหร่ จะกลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่ทำให้เธอในวัยผู้ใหญ่หมกมุ่นกับการดื่มเหล้าและเบียร์แทบไม่ว่างเว้นแต่ละวัน เธอเติบโตในรัฐโคโลราโดท่ามกลางญาติมิตรและเพื่อนบ้านนักดื่ม แม้พวกเขาจะไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอเข้ามาร่วมวงลองจิบทุกครั้งที่เปิดขวด แต่การห้อมล้อมและเห็นบรรยากาศเช่นนั้นตั้งแต่เด็กก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เธอโตมาพร้อมกับกำขวดเบียร์ไว้ในมือไม่ห่าง รู้ตัวอีกที เธอและคนรอบตัวก็นิยามว่าโทเซอร์กลายเป็น &#8220;คนติดเหล้า&#8221; อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เช่นเดียวกับคนติดเหล้าอีกหลายล้านคนบนโลก โทเซอร์พบปัญหาสุขภาพที่ดิ่งลงเหวอย่างไม่อาจเยียวยาแก้ไข บวกกับความกดดันหลังพยายามห่างจากแอลกอฮอล์ ที่ยิ่งพยายามหักดิบมากเท่าไหร่ยิ่งกลายเป็นว่าเธอกลับไปหามันอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเท่านั้น คนรักของเธอในเวลานั้นพยายามรับมือกับโทเซอร์ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และตัวติดหนึบกับเหล้า (เผลอๆ อาจจะมากกว่าเขา) จนต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง ประกอบกับความรู้สึกเคว้งคว้างของชีวิตหลังย้ายมาอยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ เผชิญเหตุการณ์ 911 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/">Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;การเลิกเหล้ามันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นในทันทีทันใดหรอก แต่มันจะสอนคุณอย่างหนักหน่วงไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะโง่น้อยลงไปเอง&#8221;</p>
<p>คงมีไม่กี่คนที่ผ่านประสบการณ์การติดเหล้ามาตั้งแต่เจ็ดขวบจนพาชีวิตซัดเซแทบลุกยืนไม่ไหว แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตัดสินใจนำเรื่องราวความพินาศในชีวิตมาเล่าเป็นความเรียงผ่านหนังสือเปี่ยมอารมณ์ขันแบบที่ <strong>แอมเบอร์ โทเซอร์</strong> ทำได้ อาจเป็นเพราะความได้เปรียบอย่างหนึ่งคือเธอมองโลกในแง่ดี และลำดับต่อมา เธอมีเซนส์ขำขัน -ไม่ว่าจะเมาหรือไม่เมา- อันหาได้ยาก ซึ่งทั้งสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Sober Stick Figure หนังสือชีวประวัติของเธอที่เล่าถึงชีวิตล้มลุกคลุกคลานหลังติดเหล้าของเธอกลายเป็นหนังสือขายดีและเปิดเปลือยชีวิตของคนที่ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวันหมดไปกับการประคองสติกับประคองแก้วเหล้า</p>
<p>&#8220;ครั้งแรกที่ฉันได้ลองดื่มแอลกอฮอล์คือตอนอยู่ในบ้านคุณย่า อายุสักเจ็ดขวบได้ คุณลุงวูดดีเอาเบียร์ให้ฉันลองมาจิบๆ ดูซึ่งฉันคิดว่ารสชาติมันอย่างกะฉี่เปรี้ยวๆ แน่ะ อ้อ ฉันรู้ว่าฉี่รสชาติเป็นยังไงเพราะฉันเป็นเด็กบ๊องๆ น่ะ ในตอนนั้นนะ&#8221; โทเซอร์เขียนในหนังสือ Sober Stick Figure</p>
<p>ประเด็นคือ ตัวโทเซอร์ในวัยเจ็ดขวบซึ่งเป็นเด็กบ๊องๆ ไม่คิดสักนิดว่าการได้ลองชิมเบียร์แถมยังไม่ประทับใจรสชาติเหมือนฉี่ของมันเท่าไหร่ จะกลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่ทำให้เธอในวัยผู้ใหญ่หมกมุ่นกับการดื่มเหล้าและเบียร์แทบไม่ว่างเว้นแต่ละวัน</p>
<p>เธอเติบโตในรัฐโคโลราโดท่ามกลางญาติมิตรและเพื่อนบ้านนักดื่ม แม้พวกเขาจะไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอเข้ามาร่วมวงลองจิบทุกครั้งที่เปิดขวด แต่การห้อมล้อมและเห็นบรรยากาศเช่นนั้นตั้งแต่เด็กก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เธอโตมาพร้อมกับกำขวดเบียร์ไว้ในมือไม่ห่าง รู้ตัวอีกที เธอและคนรอบตัวก็นิยามว่าโทเซอร์กลายเป็น &#8220;คนติดเหล้า&#8221; อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว</p>
<p>เช่นเดียวกับคนติดเหล้าอีกหลายล้านคนบนโลก โทเซอร์พบปัญหาสุขภาพที่ดิ่งลงเหวอย่างไม่อาจเยียวยาแก้ไข บวกกับความกดดันหลังพยายามห่างจากแอลกอฮอล์ ที่ยิ่งพยายามหักดิบมากเท่าไหร่ยิ่งกลายเป็นว่าเธอกลับไปหามันอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเท่านั้น</p>
<p>คนรักของเธอในเวลานั้นพยายามรับมือกับโทเซอร์ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และตัวติดหนึบกับเหล้า (เผลอๆ อาจจะมากกว่าเขา) จนต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง ประกอบกับความรู้สึกเคว้งคว้างของชีวิตหลังย้ายมาอยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ เผชิญเหตุการณ์ 911 ที่สั่นสะเทือนสหรัฐฯ โทเซอร์พบว่าทางออกเดียวที่เธอควานหาให้ตัวเองได้ในเวลานั้น คือการดื่มให้หนักกว่าที่เคยเพื่อให้ปัญหาทุกอย่างมันจางลงไปเอง</p>
<p>แน่นอนว่านั่นไม่ได้ผล หรือถ้าได้ผลก็แค่ในระยะสั้นเท่านั้น &#8220;ฉันรู้มาตลอดว่าพวกคนติดเหล้าน่ะเพี้ยนทั้งนั้นแหละ เราหมกมุ่น เรามีความในใจมากมาย และพยายามดื่มเหล้าเพื่อกลบฝังความในใจพวกนี้ให้เงียบไป ความกระหายที่จะดื่มนั้นแสนแข็งแรง เราจะดื่มจนกว่าจะสลบเหมือดไปเอง และก็นะ พอได้ลองดื่มแก้วแรก เดี๋ยวแก้วที่สองสามก็จะตามมาอีกเพียบ ร่างกายและจิตใจของพวกเรา -คนติดเหล้า- น่ะแตกต่างไปจากพวกคนปกติไปหลายช่วงตัวเลยล่ะ&#8221;</p>
<p>ภาวะติดเหล้าของโทเซอร์นั้นเลวร้ายลงเรื่อยๆ เธอเคยใช้เวลาดื่มเหล้าติดต่อกันหกเดือนทุกคืนแบบไม่ให้ตับได้พักผ่อน ซึ่งเธอบอกว่าเอาเข้าจริงก็จำเหตุการณ์ เรื่องราวอะไรในช่วงเวลานั้นไม่ได้มากนัก สิ่งเดียวที่เธอจำได้ก็แค่ &#8220;ตื่นขึ้น&#8221; กับ &#8220;โผล่มาผับสักแห่ง&#8221; แล้ววนเป็นวัฏจักรชีวิตยาวนานครึ่งปี</p>
<p>&#8220;มีอยู่ครั้งนึง ฉันตื่นขึ้นบนรถไฟในโคนีย์ ไอส์แลนด์ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว ฉันเป็นแค่ผู้โดยสารเพียงคนเดียว แต่ก็นะ ฉันได้แต่บอกตัวเองว่ายังไงซะก็อยากมาที่นี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว&#8221; เธอเล่า</p>
<p>&#8220;สภาพจิตใจฉันย่ำแย่ มีภาวะวิตกกังวล บางทีก็คิดว่าคนต้องเกลียดเราแน่ๆ บางทีเราก็เกลียดตัวเอง แล้วพอเป็นอย่างนั้น เราก็ขอผ่อนคลายด้วยไวน์สักแก้ว เบียร์สักเหยือกหรือไม่ก็ผสมๆ กันมาเลยก็แล้วกันวะ และนั่นแหละ ความรู้สึกเป็นมิตร อบอุ่นที่แอกกอฮอล์มอบให้เราตั้งแต่เรากรอกมันเข้าปากแล้วไหลพรวดลงไปในช่องท้อง&#8221; เธอบอก</p>
<p>&#8220;ไอ้ความรู้สึกนั้นมันเหมือนสัมผัสจากพระเจ้าเลย เหมือนพระองค์มาลูบผมเรา บอกว่าไม่เป็นไรน่ะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะดื่มแค่แก้วเดียวหรือสองแก้ว ซึ่งในกรณีของฉันคือสิบสี่แก้ว&#8221;</p>
<p>ความเศร้าคือ แม้เธอจะรู้ว่าแอลกอฮอล์และเหล้าสารพัดชนิดกำลังทำชีวิตเธอพัง แต่เธอก็ปล่อยมือจากมันไม่ได้จริงๆ และยิ่งทำให้เธอตกที่นั่งลำบากในการใช้ชีวิตจนถึงขั้นแทบจะล้มหมอนนอนเสื่อ ในทางกลับกัน มันก็ทำให้เธอเข้าอกเข้าใจคนที่ยังเลิกเหล้าไม่ได้</p>
<p>&#8220;เวลาคนทั่วไปบอกว่า &#8216;หยุดดื่มเหล้า หยุดใช้ยาพวกนั้นเถอะน่า เธอเลือกที่จะไม่ใช้พวกมันได้นี่ ใช้จิตสำนึกหน่อย&#8217; ฉันก็สวนกลับไปทุกทีแหละว่า &#8216;เงียบเหอะน่ะ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ จงใช้สมองและตรรกะแบบปกติของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองไปเถอะ แล้วปล่อยให้พวกเราเมาเรื้อนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหาทางออกได้เองก็แล้วกัน'&#8221; แต่ทั้งที่ตอบอย่างนั้น ตัวโทเซอร์เองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เธอจึงตัดสินใจสมัครเข้ารับการบำบัดการเลิกเหล้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง&#8230; และก็รู้ในทันทีว่า ทำไมที่ผ่านมา หลายคน -รวมทั้งเธอ- ถึงเลิกเหล้าเองได้ยากลำบากเหลือเกิน</p>
<p>&#8220;ตอนต้องไปเข้ารับการบำบัดกลุ่มผู้ติดเหล้า ฉันฉุนจัดเลยตอนถูกประเมินว่าเป็นคนติดแอลกอฮอล์ และฉุนกว่าเดิมเพราะว่าทำอะไรแก้ไอ้ความฉุนนี้ไม่ได้เลย (หัวเราะ) แค่ต้องนั่งจมอยู่กับความเดือดดาลของตัวเอง เฝ้ารอให้ความรู้สึกมันหายไปเอง และหวังว่าจะไม่ไปทำใครเจ็บตัวเข้าระหว่างเข้ารับการบำบัด และนั่นแหละที่ฟาดฉันเข้าอย่างจัง เพราะทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างมันผ่านไปได้คือต้องดื่มไง! ดื่มให้ความรู้สึกพวกนี้มันหายไป ลองนึกภาพโลกที่ไม่มีคนเมาสิ เราคงฆ่ากันตายไปแล้ว&#8221;</p>
<p>แต่ทั้งที่ลำบากและแทบจะลุกไปทุบผู้ร่วมบำบัดด้วยความหงุดหงิดจากอาการอยากแอลกอฮอล์ โทเซอร์ก็รอดจากมันมาได้หลายปีแล้ว ทุกวันนี้เธอใช้ชีวิตเป็นนักเขียนอิสระกับเดี่ยวไมโครโฟนหญิงที่ขึ้นแสดงในผับเล็กๆ ซึ่งต่อให้เธอต้องเผชิญหน้ากับถังเหล้าขนาดยักษ์ในผับที่ขึ้นแสดงทุกวัน มันก็ไม่อาจสั่นสะเทือนอะไรเธอได้อีกแล้ว</p>
<p>&#8220;การดื่มเหล้ามันมีแต่กอบโกยไปจากเรา การเลิกเหล้านั้นมีแต่ให้ ความรื่นรมย์ที่ฉันพบระหว่างการพยายามเลิกเหล้ามันดียิ่งกว่าการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ตัวไหนอีก ความรื่นรมย์เล็กๆ น้อยๆ ทว่าแสนสวยงาม เราไม่ต้องพบเจอกับอาการเมาค้างนรกแตก ไม่ต้องคอยจัดการชีวิตแหลกเหลว และฉันก็ไม่ต้องตกเป็นทาสของสิ่งที่พร้อมจะฆ่าฉันให้ตายอีกต่อไป&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
<p>ที่มา</p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=R0gtJKnEwdE">https://www.youtube.com/watch?v=R0gtJKnEwdE</a></p>
<p><a href="https://joinclubsoda.com/product/sober-stick-figure-by-amber-tozer/">https://joinclubsoda.com/product/sober-stick-figure-by-amber-tozer/#</a></p>
<p>https://www.huffpost.com/entry/sober-stick-figure-a-unique-and-hilarious-story-of_b_577bfd63e4b00a3ae4ce64ef?guccounter=1</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/">Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2309</post-id>	</item>
		<item>
		<title>‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/stephen-king/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=stephen-king</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2020 09:27:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[สตีเฟน คิง]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2307</guid>

					<description><![CDATA[<p>Cujo คือนิยายสยองขวัญตามสไตล์ &#8216;สตีเฟน คิง&#8217; ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1981 ว่าด้วยเจ้าหมาเซนต์เบอร์นาร์ดตัวยักษ์แสนเป็นมิตรนาม &#8216;คูโจ&#8217; ซึ่งบังเอิญติดเชื้อสุนัขบ้ากลับมาที่บ้านและไล่กัดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ขวางหน้ามัน จะเห็นว่าพล็อตเรื่องแสนดุเดือดจนตัวนิยายประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ แถมยังถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1983 แต่ถ้าไปถามคิงว่า จำช่วงเวลาที่เขียนนิยายเรื่องนี้ได้ไหม คิงอาจจะอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะความทรงจำครึ่งหนึ่งของชีวิตในช่วงนั้นถูกครอบครองโดยแอลกอฮอล์ตัวร้ายจนทำให้เขาจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากตื่นมาพร้อมอาการเมาค้าง (แต่ก็ยังเขียนหนังสือได้นะ!) ถ้าถามคิงว่าอะไรที่ผลักให้เขาดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายมากขนาดนั้น เขาอาจตอบได้ไม่ชัดนัก แต่เป็นไปได้ว่าความหวาดวิตกที่กัดกินเขามาตั้งแต่เด็กมีส่วนสำคัญในการไสส่งให้เขาทิ้งตัวลงกับน้ำกลั่นและสารพัดสารเสพติด เพราะย้อนกลับไปในวัยเด็ก คิงเติบโตมาในครอบครัวที่อยู่มาวันหนึ่ง พ่อก็เดินหายไปจากบ้าน ทิ้งเขาและพี่น้องไว้กับแม่เพียงลำพัง และอาการตกใจสุดขีดหลังตื่นมาไม่เจอพ่อนี่เองที่หล่อเลี้ยงให้คิงอยู่กับความกลัวมาตั้งแต่ยังเด็กว่าวันหนึ่ง แม่ก็อาจจะจากเขาไปแบบนั้นได้เหมือนกัน เขากลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจและมักจะฝันร้าย ควบคู่กับมีอาการเครียดเกร็งผิดปกติเสมอ คิงยังกลัวว่าจะถูกสูบลงไปในคอห่านชักโครกและปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ กลัวตัวตลกในสวนสนุก กลัวสิ่งสามัญธรรมดาต่างๆ ว่ามันอาจจะลุกขึ้นมากลืนกินเขาจนตาย หลังจากทุกข์ทรมานกับความกลัวเหล่านี้อยู่หลายปีเต็ม เมื่อโตขึ้น คิงพบว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเขียนมันออกมาเป็นนิยาย ดัดแปลงความหวาดกลัวนั้นให้เป็นเรื่องเล่าและตัวหนังสือ น่าเสียดายที่ระหว่างกระบวนการเขียน คิงมักจะต้องใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยอยู่เนืองๆ รวมไปถึงกัญชาและแอลเอสดีตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐเมน และก่อความวุ่นวายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐไม่รู้จบด้วยการเมาพับอยู่ที่บาร์จนกลับบ้านเองไม่ได้ หรือขโมยกรวยจราจรซึ่งอยู่ดีๆ ก็ดูเย้ายวนชวนหลงใหลขึ้นมาดื้อๆ ตอนเขาเมา &#8220;หลังจากที่ผมใช้เวลาทั้งคืนดื่ม Long Island Iced Tea (ค็อกเทลที่ผสมเหล้าห้าชนิดเข้าด้วยกัน) แบบหนักเป็นบ้าตรงแถวๆ มหาวิทยาลัย ผมฉวยเอากรวยจราจรอันนึงระหว่างขับรถกลับบ้านมาด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/stephen-king/">‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>Cujo</em> คือนิยายสยองขวัญตามสไตล์ &#8216;สตีเฟน คิง&#8217; ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1981 ว่าด้วยเจ้าหมาเซนต์เบอร์นาร์ดตัวยักษ์แสนเป็นมิตรนาม &#8216;คูโจ&#8217; ซึ่งบังเอิญติดเชื้อสุนัขบ้ากลับมาที่บ้านและไล่กัดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ขวางหน้ามัน</p>
<p>จะเห็นว่าพล็อตเรื่องแสนดุเดือดจนตัวนิยายประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ แถมยังถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1983 แต่ถ้าไปถามคิงว่า จำช่วงเวลาที่เขียนนิยายเรื่องนี้ได้ไหม คิงอาจจะอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะความทรงจำครึ่งหนึ่งของชีวิตในช่วงนั้นถูกครอบครองโดยแอลกอฮอล์ตัวร้ายจนทำให้เขาจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากตื่นมาพร้อมอาการเมาค้าง (แต่ก็ยังเขียนหนังสือได้นะ!)</p>
<p>ถ้าถามคิงว่าอะไรที่ผลักให้เขาดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายมากขนาดนั้น เขาอาจตอบได้ไม่ชัดนัก แต่เป็นไปได้ว่าความหวาดวิตกที่กัดกินเขามาตั้งแต่เด็กมีส่วนสำคัญในการไสส่งให้เขาทิ้งตัวลงกับน้ำกลั่นและสารพัดสารเสพติด เพราะย้อนกลับไปในวัยเด็ก คิงเติบโตมาในครอบครัวที่อยู่มาวันหนึ่ง พ่อก็เดินหายไปจากบ้าน ทิ้งเขาและพี่น้องไว้กับแม่เพียงลำพัง และอาการตกใจสุดขีดหลังตื่นมาไม่เจอพ่อนี่เองที่หล่อเลี้ยงให้คิงอยู่กับความกลัวมาตั้งแต่ยังเด็กว่าวันหนึ่ง แม่ก็อาจจะจากเขาไปแบบนั้นได้เหมือนกัน เขากลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจและมักจะฝันร้าย ควบคู่กับมีอาการเครียดเกร็งผิดปกติเสมอ คิงยังกลัวว่าจะถูกสูบลงไปในคอห่านชักโครกและปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ กลัวตัวตลกในสวนสนุก กลัวสิ่งสามัญธรรมดาต่างๆ ว่ามันอาจจะลุกขึ้นมากลืนกินเขาจนตาย</p>
<p>หลังจากทุกข์ทรมานกับความกลัวเหล่านี้อยู่หลายปีเต็ม เมื่อโตขึ้น คิงพบว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเขียนมันออกมาเป็นนิยาย ดัดแปลงความหวาดกลัวนั้นให้เป็นเรื่องเล่าและตัวหนังสือ น่าเสียดายที่ระหว่างกระบวนการเขียน คิงมักจะต้องใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยอยู่เนืองๆ รวมไปถึงกัญชาและแอลเอสดีตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐเมน และก่อความวุ่นวายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐไม่รู้จบด้วยการเมาพับอยู่ที่บาร์จนกลับบ้านเองไม่ได้ หรือขโมยกรวยจราจรซึ่งอยู่ดีๆ ก็ดูเย้ายวนชวนหลงใหลขึ้นมาดื้อๆ ตอนเขาเมา</p>
<p>&#8220;หลังจากที่ผมใช้เวลาทั้งคืนดื่ม Long Island Iced Tea (ค็อกเทลที่ผสมเหล้าห้าชนิดเข้าด้วยกัน) แบบหนักเป็นบ้าตรงแถวๆ มหาวิทยาลัย ผมฉวยเอากรวยจราจรอันนึงระหว่างขับรถกลับบ้านมาด้วย แล้วเป็นไงมาไงไม่รู้ มันฉีกท่อไอเสียเจ้ารถฟอร์ดวากอนเก่าแก่ของผมจนพังเละเลย ซึ่งสำหรับตรรกะแบบคนเมานะ ผมเลยตัดสินใจจะขับวนไปทั่วทั้งเมืองในสภาพแบบนั้น ขับอย่างช้าๆ ปลอดภัยเหลือแสน แล้วหยิบเอากรวยจราจรที่เห็นตามทางติดมือกลับบ้านมาหมด พอตื่นในเช้าวันต่อมาก็เห็นกรวยจราจรเต็มบ้าน กับท่อไอเสียพังๆ ของเจ้าแก่ฟอร์ดวากอน ผมไม่โทษเลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะโกรธจัดขนาดนั้น&#8221; คิงเล่า</p>
<p>แม้จะเรียนจบ ทำงาน และมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว คิงก็ยังไม่เลิกนิสัยนักดื่ม (แม้จะไม่ขโมยกรวยขราจรอีกแล้วก็ตาม) แม้หลายคนจะตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนเขาจะ &#8216;ตระหนักรู้&#8217; ภาวะติดเหล้าของตัวเองอยู่เนืองๆ ผ่านการเขียนถึงตัวละครที่มีสภาวะนี้ ซึ่งปรากฏเด่นชัดในตัวละคร แจ็ค ทอร์แรนซ์ จากนิยายปี 1977 <em>The Shining</em> ที่ว่าด้วยชายนักเขียนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวซึ่งติดเหล้าอย่างรุนแรง และต้องหอบเอาครอบครัวไปเขียนนิยายเรื่องใหม่ในโรงแรมร้างห่างไกลผู้คน นำมาสู่โศกนาฏกรรมท้ายเรื่องในที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจากนิยายเรื่องก่อนๆ รวมถึง <em>The Shining</em> นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดื่มเหล้าไปเขียนหนังสือไปมีส่วนช่วยเขาได้มากทีเดียว และท้ายที่สุด แม้แต่คิงเองก็ออกปากว่า มันช่างเป็นส่วนผสมของชีวิตที่น่ามหัศจรรย์เสียจริงๆ ก่อนที่ฮอลลีวูดจะพาเขาไปอีกขั้น เมื่อนิยายหลายๆ เรื่องของเขาถูกสร้างเป็นหนัง คิงมีโอกาสได้พบเจอคนในแวดวงภาพยนตร์ซึ่งมาพร้อมโคเคน สารเสพติดหน้าใหม่ที่คิงเชื่อว่าจะทำให้เขาผ่อนคลายและเขียนงานได้มากขึ้น และบทลงเอยของการเสพโคเคนไปพลาง ดื่มเหล้าไปพลางคือ <em>Maximum Overdrive</em> (1986) หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตที่เขากำกับเอง ซึ่งออกมาชวนหดหู่อย่างน่าเศร้าใจ</p>
<p>&#8220;ปัญหาคือ ในระหว่างถ่ายหนัง ผมเสพโคเคนเกือบตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่&#8221; เขาบอก พร้อมกันนั้นเอง นิยายหลายๆ เรื่องของเขาก็เผชิญกับคำวิจารณ์รุนแรงว่าไม่มีอะไรอื่นนอกจากความกลวงเปล่าและเส้นเรื่องที่วนไปวนมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งคิงทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับคำวิจารณ์เผ็ดร้อนนั้นและกลับมาเขียนนิยายเรื่องใหม่ เพียงเพื่อจะพบกับคำวิจารณ์ชุดเดิม</p>
<p>แต่การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้นอย่างเรียบง่ายในวันหนึ่ง เมื่อ ทาบิธา คิง ภรรยารักที่เข้าอกเข้าใจถึงภาระการงานและสุขภาพของสามีทุกประการ โกยเอาโคเคน บุหรี่ และขวดเหล้าทุกยี่ห้อที่คิงมีไว้ในครอบครอง โยนโครมลงกลางห้องนั่งเล่นต่อหน้าต่อตาสามี เพื่อนฝูง และสมาชิกของครอบครัว นั่นเป็นนาทีที่คิงรู้ว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการบำบัด</p>
<p>หลังจากเลิกเหล้า สิ่งหนึ่งที่คิงค้นพบคือนิยายของเขากลับมาเป็นที่รักของนักวิจารณ์และผู้อ่านอีกหน โดยเฉพาะตัวละครที่ไม่ได้เอาแต่เผชิญหน้ากับสิ่งสยองขวัญอย่างกลวงเปล่า แต่ยังมีมิติของการต่อสู้และการหลอกหลอนโดยตัวเองอีกด้วย เช่น  <em>The Green Mile</em> นิยายที่ในเวลาต่อมาถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันปี 1999 ซึ่งพูดถึงภาวะการต่อสู้ในจิตใจของตัวละครในสภาพแวดล้อมชวนเป็นบ้าอย่างเรือนจำและโทษประหารชีวิต รวมถึงงานเขียนของเขาในยุคหลังเลิกเหล้าได้ครบทศวรรษอย่าง <em>Doctor Sleep</em> ซึ่งเพิ่งถูกสร้างเป็นหนังในปี 2019 ราวกับเป็นการอุทิศให้ตัวตนของเขาในช่วงยุค 80 ที่ติดเหล้าอย่างหนัก ผ่านตัวละคร แดนนี ชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกชายของแจ็คใน <em>The Shining</em> และเติบโตมาพร้อมกับภาพจำฝังใจรุนแรงเกี่ยวกับพ่อ ก่อนจะลงเอยด้วยการติดเหล้าอย่างหนักเช่นเดียวกัน โดยคิงเฉือนเศษเสี้ยวของตัวเองลงไปในเรื่องเล่านี้ ตามคำแนะนำของ โอเวน ลูกชายซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นชายหนุ่ม</p>
<p>&#8220;เงื่อนไขเดียวคือเราต้องเขียนถึงความจริง&#8221; คิงบอก &#8220;เขียนถึงสถานการณ์เฉพาะอย่างซึ่งมีแค่คุณเท่านั้นที่รู้ และที่ผ่านมา ผมไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้กับใครว่ามันเป็นประสบการณ์ของผมในช่วงที่กำลังบำบัดเลิกเหล้า&#8221;</p>
<p>หลังโอเวนอ่านต้นฉบับร่างแรกของ <em>Doctor Sleep</em> ที่พ่อเขียน เขาออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ามีบางอย่างขาดหายไป &#8220;ลูกบอกผมว่า มีอยู่ฉากหนึ่งจาก <em>The Shining</em> ที่เขาฝังใจมากคือฉากที่แจ็ค ทอร์เรนซ์กับเพื่อนเมายับกันในคืนหนึ่ง พวกเขาลงเอยด้วยการขับรถมอเตอร์ไซค์ไปชนอะไรเข้าโครมใหญ่และเข้าใจกันว่าคงฆ่าเด็กสักคนไปแล้ว และพวกเขาบอกว่า &#8216;จบเห่ เราจะไม่ดื่มอีกแล้ว&#8217; และโอเวนบอกผมว่า &#8216;ในหนังสือ Doctor Sleep มันไม่มีฉากที่เอาไว้ใช้เปรียบเทียบแบบนี้ พ่อต้องเขียนให้คนอ่านเห็นเลยว่าจุดต่ำสุดของแดนอยู่ตรงไหน&#8217; ซึ่งผมว่าโอเวนพูดถูกเผงเลย&#8221;</p>
<p>คิงจึงเขียนฉาก &#8216;จุดตำต่ำ&#8217; ของแดนนี ทอร์เรนซ์ในวัยผู้ใหญ่ ที่ลุกขึ้นมากลางดึกหลังร่วมรักกับหญิงแปลกหน้าที่เจอในผับ ขโมยเงินเธอมาและทิ้งลูกชายทารกของเธอไว้กับผ้าอ้อมที่ถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว พลางควานหายาเสพติดที่อาจจะหลงเหลืออยู่บนโต๊ะกาแฟ &#8220;ผมว่าฉากนี้แหละ ที่คนติดเหล้าน่าจะเทียบเคียงตัวเองด้วยได้ มันคือช่วงเวลาที่เป็นจุดตกต่ำของคุณน่ะ</p>
<p>&#8220;แต่ผมเองไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรแบบนั้นหรอกนะ แน่ล่ะว่าในนิยาย เราต้องเล่าถึงอะไรที่มันรุนแรงสุดโต่ง&#8221; เขาออกตัว &#8220;สำหรับผม เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจำได้ว่าไปงานแข่งเบสบอลลิตเติลลีกของลูกชาย ใส่เบียร์กระป๋องนึงได้มั้งลงไปในถุงกระดาษ โค้ชของทีมพุ่งเข้ามาหาผมและบอกว่า &#8216;ถ้านั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล่ะก็ คุณต้องออกไปจากที่นี่นะครับ&#8217; และนั่นแหละเป็นจังหวะที่ผมบอกตัวเองว่า จะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้อย่างเด็ดขาด จะเก็บเป็นแค่ความลับไว้กับตัวเอง&#8221;</p>
<p>ด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เรื่องราวของสองพ่อลูกทอร์เรนซ์จาก <em>The Shining</em> ถึง <em>Doctor Sleep</em> กลายเป็นเสมือนบันทึกการต่อสู้ของสตีเฟน คิง ที่เขามีต่ออาการติดเหล้ามาโดยตลอด และน่ายินดีอย่างยิ่งที่ในเวลานี้ เขาประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับตัวละครแดนนี ทอร์เรนซ์ ที่ตั้งหลักใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์อีกเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<div dir="auto">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p class="content__headline "><a href="https://www.theguardian.com/books/2013/sep/21/stephen-king-shining-sequel-interview"><span class="content__headline--interview-wrapper">Stephen King: on alcoholism and returning to the Shining</span></a></p>
</div>
</div>
<p class="entry-title"><a href="https://detoxtorehab.com/celebrity/stephen-king-alcoholism-drug-addiction-and-fame">Stephen King: Alcoholism, Drug Addiction and Fame</a></p>
<p class="rr-page-header"><a href="https://www.thefix.com/stephen-kings-scariest-monster-addiction">Stephen King&#8217;s Scariest Monster: Addiction</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/stephen-king/">‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2307</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เอลตัน จอห์น กับปลายทางคือการ (ต้อง) เลิกเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/elton-john/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=elton-john</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 07:26:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เรจินัลด์ ดไวต์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลตัน จอห์น]]></category>
		<category><![CDATA[ไรอัน ไวต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2107</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอลตัน จอห์น นักดนตรีเจ้าของรางวัลแกรมมี่ห้าสมัย เจ้าของเพลง Tiny Dancer ที่ทะยานขึ้นชาร์ตเพลงทั้งฝั่งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาทันทีที่ถูกปล่อยออกมาในปี 1972 รวมถึงเจ้าของเครื่องแต่งกายสุดสวิงสวายบนเวที &#8230; นี่คือภาพที่เราทุกคนเห็นและจดจำจอห์น แต่เบื้องหลังชื่อเสียงที่ดังเป็นพลุแตก อีกบทบาทหนึ่งของจอห์นคือ ชายร่างเล็กเจ้าอารมณ์ ผู้ครั้งหนึ่งเคยเฉียดความตายเพราะการติดเหล้าและยามาแล้ว ก่อนที่จะมาเป็นนักดนตรีที่เมายาจนเกือบไม่ได้ลืมตาตื่น และก่อนที่จะมาเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลมากมายและรายได้มหาศาล เอลตัน จอห์นคือเรจินัลด์ ดไวต์ เด็กชายตัวจิ๋วจากยานมิดเดิลเซ็กซ์ สหราชอาณาจักร ผู้ใช้ชีวิตวัยเยาวว์อย่างเรียบง่าย เขาขี้อาย พูดน้อย และใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่ในห้องเปียโนกับแผ่นเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นต้นธารสำคัญของการบ่มเพาะความสามารถทางดนตรีอันสูงลิบของเขา ซึ่งปรากฏชัดในวัย 17 ที่เขากวาดคะแนนเต็มในวิชาดนตรี (แม้ว่าเขาจะสาธยายในภายหลังว่าเขาไม่ได้ลงแรงกับเรื่องพวกนี้มากนัก &#8220;ผมคือเด็กกลุ่มที่หนีซ้อมแต่ก็ยังสอบผ่านนั่นแหละ&#8221;) และเริ่มเห็นทางว่า เขาอาจจะใช้ความสามารถและความหลงใหลนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพได้ ท่ามกลางสายตาคัดค้านของผู้เป็นพ่อซึ่งหวังอยากให้ลูกชายไปทำงานที่ดูมั่นคงและได้รับการยอมรับในยุค 50s อย่างงานธนาคาร ความขัดแย้งดังกล่าวพัฒนาไปเป็นการโต้เถียงหลายครั้งระหว่างเด็กหนุ่มกับพ่อ ก่อนจะกลายเป็นการสร้างบาดแผลลึกๆ ในจิตใจที่ทำให้เขาดิ้นรนอยากได้รับการยอมรับอยู่เสมอมา แม้ด้านหนึ่ง บาดแผลดังกล่าวจะเป็นแรงส่งให้เขาตะกายกัดฟันสู้จนประสบความสำเร็จในฐานะนักดนตรี แต่อีกด้าน หลุมดำนี้ก็ชักนำเขาไปสู่การดื่มแอลกอฮอล์และใช้ยาเสพติดอย่างหนัก อันเป็นเรื่องที่เราจะกล่าวถึงต่อไป &#160; จากเรจินัลด์ ดไวต์ เด็กชายขี้อายและพูดน้อย สู่เอลตัน จอห์น นักดนตรีชื่อดังระดับโลก &#160; เรจินัลด์ ดไวต์ ตั้งต้นอาชีพทางดนตรีด้วยการฟอร์มวงกับเพื่อนตั้งแต่ยังวัยรุ่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/elton-john/">เอลตัน จอห์น กับปลายทางคือการ (ต้อง) เลิกเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอลตัน จอห์น</strong> นักดนตรีเจ้าของรางวัลแกรมมี่ห้าสมัย เจ้าของเพลง Tiny Dancer ที่ทะยานขึ้นชาร์ตเพลงทั้งฝั่งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาทันทีที่ถูกปล่อยออกมาในปี 1972 รวมถึงเจ้าของเครื่องแต่งกายสุดสวิงสวายบนเวที &#8230; นี่คือภาพที่เราทุกคนเห็นและจดจำจอห์น</p>
<p>แต่เบื้องหลังชื่อเสียงที่ดังเป็นพลุแตก อีกบทบาทหนึ่งของจอห์นคือ ชายร่างเล็กเจ้าอารมณ์ ผู้ครั้งหนึ่งเคยเฉียดความตายเพราะการติดเหล้าและยามาแล้ว</p>
<p>ก่อนที่จะมาเป็นนักดนตรีที่เมายาจนเกือบไม่ได้ลืมตาตื่น และก่อนที่จะมาเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลมากมายและรายได้มหาศาล เอลตัน จอห์นคือเรจินัลด์ ดไวต์ เด็กชายตัวจิ๋วจากยานมิดเดิลเซ็กซ์ สหราชอาณาจักร ผู้ใช้ชีวิตวัยเยาวว์อย่างเรียบง่าย เขาขี้อาย พูดน้อย และใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่ในห้องเปียโนกับแผ่นเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นต้นธารสำคัญของการบ่มเพาะความสามารถทางดนตรีอันสูงลิบของเขา ซึ่งปรากฏชัดในวัย 17 ที่เขากวาดคะแนนเต็มในวิชาดนตรี (แม้ว่าเขาจะสาธยายในภายหลังว่าเขาไม่ได้ลงแรงกับเรื่องพวกนี้มากนัก &#8220;ผมคือเด็กกลุ่มที่หนีซ้อมแต่ก็ยังสอบผ่านนั่นแหละ&#8221;) และเริ่มเห็นทางว่า เขาอาจจะใช้ความสามารถและความหลงใหลนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพได้ ท่ามกลางสายตาคัดค้านของผู้เป็นพ่อซึ่งหวังอยากให้ลูกชายไปทำงานที่ดูมั่นคงและได้รับการยอมรับในยุค 50s อย่างงานธนาคาร</p>
<p>ความขัดแย้งดังกล่าวพัฒนาไปเป็นการโต้เถียงหลายครั้งระหว่างเด็กหนุ่มกับพ่อ ก่อนจะกลายเป็นการสร้างบาดแผลลึกๆ ในจิตใจที่ทำให้เขาดิ้นรนอยากได้รับการยอมรับอยู่เสมอมา แม้ด้านหนึ่ง บาดแผลดังกล่าวจะเป็นแรงส่งให้เขาตะกายกัดฟันสู้จนประสบความสำเร็จในฐานะนักดนตรี แต่อีกด้าน หลุมดำนี้ก็ชักนำเขาไปสู่การดื่มแอลกอฮอล์และใช้ยาเสพติดอย่างหนัก อันเป็นเรื่องที่เราจะกล่าวถึงต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>จากเรจินัลด์ ดไวต์ เด็กชายขี้อายและพูดน้อย สู่เอลตัน จอห์น นักดนตรีชื่อดังระดับโลก</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรจินัลด์ ดไวต์ ตั้งต้นอาชีพทางดนตรีด้วยการฟอร์มวงกับเพื่อนตั้งแต่ยังวัยรุ่น และโชคชะตาก็เข้าข้าง เมื่อเขาจับพลัดจับผลู มีโอกาสได้เป็นคนแต่งทำนองเพลงคู่กันกับ เบอร์นี ตูปิน นักแต่งเพลงหนุ่มจากลอนดอนที่หวังมาตะกายความสำเร็จในอุตสาหกรรมดนตรีเหมือนกัน และนั่นเป็นการจับคู่ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยพวกเขารังสรรค์เพลงแรกที่ทำคู่กันขึ้นมาในนาม Scarecrow และ 6 เดือนหลังจากนั้น เมื่อเริ่มมีเส้นสายในแวดวงดนตรี เรจินัลด์ ดไวต์ผู้รู้สึกว่าชื่อของเขาไม่แปลกใหม่และไม่สะดุดหูพอ ตัดสินใจเอาชื่อของ เอลตัน ดีน นักแซ็กโซโฟนชื่อดังมาร่วมกันกับ ลอง จอห์น บัลดรี นักร้องชาวอังกฤษ-แคนาดา มารวมกันเป็น เอลตัน เฮอร์คิวลิส จอห์น และไม่เปลี่ยนเลยนับจากนั้น</p>
<p>เส้นทางความสำเร็จของเอลตัน จอห์น พุ่งขึ้นเป็นกราฟสูงลิ่วนับแต่นั้น โดยมีเบอร์นี ตูปิน กอดคอทำงานไปด้วยกัน จอห์นปล่อยอัลบั้มชื่อสุดเก๋อย่าง Empty Sky ซึ่งแม้จะสร้างชื่อให้เขาได้พอสมควรในสหราชอาณาจักร แต่ก็ยังไม่อาจข้ามไปยังแดนที่ใหญ่กว่าอย่างสหรัฐฯ ได้จนกระทั่งอีกหกปีให้หลัง นับจากนั้น จอห์นก็ทำผลงานสร้างชื่อเรื่อยมาและระเบิดเปรี้ยงเมื่อ Tiny Dancer จากอัลบั้ม Madman Across the Water ทะยานติดชาร์ต แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความสำเร็จของอัลบั้มลำดับต่อๆ มาอย่าง Don&#8217;t Shoot Me I&#8217;m Only the Piano Player และ Goodbye Yellow Brick Road ที่เดินหน้ากวาดรางวัลจนแทบล้นบ้าน ทั้งยังทำให้จอห์นเดินสายออกทัวร์ครึ่งโลก</p>
<p>และนี่เองที่เป็นประตูบานแรกที่ดึงเขาเข้าสู่โลกของเหล้าและยาเสพติด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ชีวิต (เคย) ติดขวดเหล้าของเอลตัน จอห์น</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกาในยุค 70 นั้นคือแหล่งยาเสพติดชั้นดีที่ไม่มีเมืองไหนเทียบเคียง มันคือเมืองแห่งแสงสีและเมืองที่จอห์นใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่โรงแรมหรู ภายหลังจากออกแสดงคอนเสิร์ต เขาจะทิ้งตัวลงในห้องและมักจะมีมิตรสหายหรือผู้คนในแวดวงการทำเพลงแวะมาหา พร้อมกับส่งมอบน้ำสีอำพันเป็นเครื่องปลอบประโลมให้หายเหนื่อย ก่อนจะเลยเถิดไปเป็นบุหรี่ กัญชาและผงขาวที่ชื่อโคเคน</p>
<p>&#8220;ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนเลยจริงๆ คือเพื่อนร่วมวงเขาก็ปุ๊นกัญชาให้ผมเห็นตั้งเป็นปีๆ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมันนัก และทั้งชีวิตก็ไม่เคยเห็นเลยว่าเวลาคนเขาสูดโคเคนเขาทำกันยังไง&#8221; จอห์นบอก</p>
<p>ภายใต้โฉมหน้าของนักร้องหนุ่มที่แต่งชุดเต็มยศ -อันหมายความถึงปีกนก ลูกปัด เสื้อรัดรูปสีจัดจ้านกับแว่นตากรอบประดับเพชร รวมไปถึง &#8216;เครื่องหัว&#8217; สารพัดชนิดที่คนดูวาดหวังอยากเห็น- ผู้แสดงบทเพลงอย่างเต็มพลังทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวบนเวที เอลตัน จอห์นคือนักร้องที่ใส่ส้นสูงหนาสามฟุตขึ้นไปปีนเล่นเปียโนแล้วกระโดดทิ้งตัวลงมา หรือวิ่งจากด้านหนึ่งของเวทีไปยังอีกด้านหนึ่งตลอดทั้งการแสดงแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาคืออดีตเด็กชายขี้อาย พูดน้อยและก้มหน้าคุยกับมือตัวเองทุกครั้งที่ต้องสนทนากับคนอื่นๆ แต่ชื่อเสียงทำให้เขาต้องพบปะผู้คนมากมาย อันเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างที่สุดสำหรับคนที่เข้าสังคมไม่เก่งอย่างเขา</p>
<p>&#8220;ผมมั่นใจแบบสุดขีดเสมอเวลาผมอยู่บนเวที เพราะเวทีเป็นพื้นที่ของผม นี่เป็นงานที่ผมรัก แต่ว่าพอลงจากเวทีนี่สิ&#8221; เขาเล่าอย่างกลุ้มใจ &#8220;ผมหาจุดสมดุลให้ตัวเองไม่ได้เลย ผมก็ยังเป็นเด็กขี้อายคนเดิม เวลาผมขึ้นแสดงโชว์ ผมก็ต้องทำอะไรสนุกๆ เพื่อให้ได้โชว์ที่ดี แต่นั่นแหละ มันไม่มีสมดุลในชีวิต ผมพบว่าตอนนั้นเองที่โคเคนทำให้ผมกล้าเปิดใจกับคนอื่นๆ มากขึ้น มันทำให้ผมคุยกับคนแปลกหน้าได้&#8221;</p>
<p>และหลังจากที่เขาสูดผงขาวนั่นเข้าจมูก เอลตัน จอห์น หายหน้าไปจากทุกคนสองสัปดาห์เต็มเพื่อหาทางประคับประคองสติของตัวเองหลังจากนั้น ซึ่งเขาบรรยายตัวเองว่า &#8220;กลายเป็นคนไม่มีเหตุผล ไร้ความรับผิดชอบ และหมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง&#8221;</p>
<p>มากไปกว่าเรื่องชื่อเสียงและชีวิตส่วนตัวที่หายไปทีละน้อย จอห์นยังพบว่า เขาพยายามวิ่งหนีการยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองด้วยการแต่งงานกับ เรเน็ต เบาล์เอล วิศวกรเสียงที่ได้ร่วมงานกันกับเขา และภายหลังอยู่กินกันได้สี่ปี ทั้งสองก็ตัดสินใจแยกทางกัน โดยเฉพาะเมื่อจอห์นเปิดตัวอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเป็นเกย์</p>
<p>&#8220;ผมเสียใจจนทุกวันนี้ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเรเน็ต&#8221; จอห์นกล่าว &#8220;ผมแต่งงานกับเธอทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่จริงผมไม่ได้เป็นแบบนั้น เธอเป็นคนสวยและจะทำลายชีวิตผมทิ้งก็ได้ แต่เธอก็ไม่ทำ ซึ่งนี่แหละที่ผมเรียกว่าเพื่อนแท้&#8221;</p>
<p>ข่าวคราวการหย่าของเขากลายเป็นอาหารอันโอชะของหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ ทำให้เขายิ่งเครียดและระเบิดความกราดเกรี้ยวลงในแก้วเหล้า ซึ่งเขาดื่มและเสพอย่างหนัก จนภายหลังเขาออกมาบอกว่า &#8220;มีหลายครั้งเลยที่ผมเจ็บหน้าอกอย่างหนัก ไม่ได้นอนติดกันสามวัน มีอาการกล้ามเนื้อกระตุกอยู่บ่อยๆ ทีมงานมักจะพบว่าผมนอนแหมะอยู่บนพื้น จนพวกเขาต้องหามไปวางไว้บนเตียงแทน เพื่ออีกชั่วโมงต่อมาผมจะลุกขึ้นมาเมาแล้วลงไปทำอย่างเดิม</p>
<p>&#8220;ผมดื่มจอห์นนี วอล์คเกอร์เข้าไปทั้งขวด แหกตาตื่นอยู่สามวันเต็มๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนหลับไปหนึ่งวันครึ่ง จากนั้นก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองหิวไส้แทบขาดเพราะไม่ได้กินอะไรเลย ก็เลยกวาดเอาแซนด์วิชเบคอน ไอศกรีมถังใหญ่ กับเหล้าอีกขวดเข้าปาก แล้วอ้วกออกมาจนหมดเพราะตอนนั้นผมเริ่มเป็นโรคบูลิเมีย (ภาวะความผิดปกติในเรื่องของการรับประทานอาหาร) แล้วค่อยไปดื่มเหล้าใหม่อีกหนจนตาค้างไปอีกสามวัน&#8221;</p>
<p>การใช้ชีวิตที่เพิ่มปริมาณแอลกอฮอลให้เลือดมากกว่าน้ำเปล่าเช่นนี้ทำให้ร่างกายของจอห์นพังอย่างรวดเร็ว เขาเคยหมดสติและหายใจไม่ออก จนมีคนมาเจอว่าเขานอนฟุบอยู่บนพื้น (อีกแล้ว) และต้องหามเขาไปรักษาอย่างด่วน แต่ถึงอย่างนั้น การเข้าใกล้ความตายก้าวใหญ่ๆ ครั้งนี้ก็ไม่อาจหยุดการเป็นนักดื่มของเขาแต่อย่างใด</p>
<p>&#8220;ตอนนั้นผมพบว่า คนรอบตัวผมล้มหายตายจากไปเยอะมาก แต่ผมก็ยังห้ามตัวเองไม่ให้ใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้ซะที ซึ่งนั่นแหละเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดของการติดเหล้าและยาน่ะ เวลาคุณเสพยา ดื่มเหล้าและผสมไอ้สองอย่างนี้เข้าด้วยกัน คุณจะเข้าใจไปเองว่าตัวเองเป็นอมตะ</p>
<p>&#8220;ผมใช้ชีวิตเสี่ยงสุดขีด ไม่ใช่แค่เรื่องมีเซ็กซ์แบบไม่ปลอดภัยด้วยนะ แต่ยังรวมถึงเรื่องการใช้เหล้าใช้ยานี่แหละ&#8221;</p>
<p>และนั่นคือก่อนที่เขาจะได้รู้จักกับ ไรอัน ไวต์ เด็กชายจากอินเดียน่าที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล โดยไวต์ไม่เพียงเป็นต้นธารให้จอห์นหยุดใช้ยาเสพติดและเลิกเหล้า แต่ยังมีส่วนสำคัญในการทำให้จอห์นเคลื่อนไหวให้ความรู้เรื่องโรค AIDS และตั้งมูลนิธิขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ไรอัน ไวต์ เด็กชายผู้เปลี่ยนชีวิต</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไรอัน ไวต์ เป็นเด็กหนุ่มที่มีโรคทางพันธุกรรมคือโรคโมฟีเลีย (โรคเลือดไหลไม่หยุด) จึงต้องได้รับบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอ โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นเมื่อปี 1984 ที่เด็กชายรับเลือดจากโรงพยาบาลและพบว่าเขาได้รับเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัว ในเวลานั้น เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้ามากพอจะผลิตยารักษาที่ต้านอาการป่วยต่างๆ ได้ แพทย์จึงวินิจฉัยว่าที่สุดแล้ว ไวต์จะมีชีวิตอยู่ได้หลังจากนั้นอีกเพียงครึ่งปี (อย่างไรก็ตาม ไวต์มีชีวิตหลังจากได้รับวินิจฉัยนาน 6 ปี และเสียชีวิตในวัย 19 ปี)</p>
<p>&#8220;ผมโชคดีมากๆ ที่ได้พบกับไรอัน ไวต์และครอบครัวของเขา&#8221; จอห์นบอก &#8220;ผมอยากช่วยเหลืออะไรสักอย่างแก่พวกเขา แต่ลงเอยที่พวกเขาเป็นฝ่ายช่วยเหลือผมมากกว่า ไรอันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลิกเหล้ายาและตั้งมูลนิธิเกี่ยวกับโรคเอดส์ ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตได้หกเดือน ผมก็เลิกเหล้าได้ และไม่หวนไปแตะมันอีกเลยนับแต่นั้น&#8221;</p>
<p>ภายหลังจากเข้าร่วมงานศพของไวต์ ซึ่งจอห์นได้ร่วมแสดงเพลง Skyline Pigeon เพื่อส่งเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็ออกมาตั้งมูลนิธิซึ่งระดมทุนได้มากกว่า 400 ล้านเหรียญฯ ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ</p>
<p>&#8220;หลังจากที่เขาจากไป ผมก็รู้ตัวว่าผมเหลือทางเลือกแค่สองทาง คืออยู่หรือไป ทางเลือกไหนที่ผมอยากมี จนผมพูดกับตัวเองว่า &#8216;ฉันต้องให้คนช่วย&#8217; หรือไม่ก็ &#8216;ใครก็ได้ช่วยที&#8217; แล้วจากนั้นแหละที่ชีวิตผมพลิกกลับ หลังจากที่ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างเลอะเทอะสุดขีดมา 16 ปีเต็ม&#8221;</p>
<p>อย่างไรก็ดี จอห์นเข้าใจดีว่ากระบวนการเลิกเหล้านั้นไม่ง่าย เขาเขียนบทความที่หวนรำลึกถึงตัวเองภายหลังหายขาดจากอาการติดแอลกอฮอล์ลงนิตยสาร variety ในปี 2019 ว่า &#8220;พอคุณพ้นจากช่วงบำบัด คุณจะรู้สึกเหมือนเกิดใหม่เลย เหมือนมีคนถอดคุณออกมาจากสิ่งเก่าๆ คุณจะรู้สึกเปราะบางเหลือเกิน เหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับคู่มือการใช้ชีวิตเล่มใหม่ ผมกังวลอยู่บ้างว่าจะกลับมาทำงานทำการได้อีกไหม แต่ในกระบวนการบำบัดคนติดเหล้าจะสอนให้คุณใช้ชีวิตกับปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้ ช่วงนี้นั่นแหละ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p class="m-detail-header--title"><a href="https://www.biography.com/news/elton-john-drugs-alcohol-addiction">Elton John&#8217;s Past Struggles With Drugs and Alcohol</a></p>
<p class="c-heading larva a-font-primary-regular-2xl"><a href="https://variety.com/2019/music/uncategorized/elton-john-sober-addiction-recovery-1203392566/">Elton John Recalls Performing for the First Time Since Getting Sober: ‘I Was Terrified’</a></p>
</div>
</div>
<p><a href="https://www.thesun.co.uk/tvandshowbiz/10445370/elton-john-drug-alcohol-addiction-sober/">Was Elton John addicted to drugs and alcohol and when did he get sober?</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/elton-john/">เอลตัน จอห์น กับปลายทางคือการ (ต้อง) เลิกเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2107</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ไม่ล้ม-ไม่เลิกสุรา บันทึกของหลานต่อตาผู้รักเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/my-grandpa-is-alcoholic/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=my-grandpa-is-alcoholic</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2020 05:23:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[งดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์ติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2033</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กรีดแขนออกมาไม่แน่ใจว่าจะออกเป็นเลือดหรือเหล้า” คือคำนิยามที่มีต่อ &#8216;ตา&#8217;  ในทัศนะของหลาน ตาเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ผูกพันกับเหล้าเบียร์มากที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ เมื่อลองค้นลงไปในความทรงจำ ภาพของชายวัยกลางคนตัวสูง ผิวคล้ำแดด ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ปรากฏตัวบนเก้าอี้คู่ใจด้านหน้าเคาน์เตอร์ร้านอาหาร พร้อมกับปลาหมึกบด และแก้วสีชาอยู่ข้างกายไม่ห่าง เป็นภาพที่ประทับในความทรงจำช่วงวัยเด็กมาตลอด แม้ปัจจุบันหลายๆ สิ่งจะจางหายไปตามกาลเวลาแล้วก็ตาม สิ่งที่หลานจำได้ดี คือ ตาเป็นคนดื่มเยอะ ทุกวันต้องเดินเข้าบ้านมาพร้อมกระป๋องเบียร์คู่ใจ ตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ครอบครัวทำร้านอาหาร กล่าวได้ว่าในร้านจะมี &#8216;ที่ประจำ&#8217; สำหรับการดื่มของตา คือ เคาน์เตอร์ซึ่งใช้นั่งดื่มขณะดูแลร้านอาหาร และเมื่อคนบางตาลง ก็จะย้ายที่ไปนั่งก๊งกับผองเพื่อนตรงซุ้มม้านั่งสองโต๊ะในร้านอีกแห่ง  ตาสำราญกับสุราอย่างหนักเกือบทุกวัน อย่างที่นอกจากจะเห็นด้วยดวงตาของหลานเองแล้ว ประวัติการดื่มกินก่อนหน้าของตาผ่านคำบอกเล่าก็เด็ดไม่แพ้กัน &#160; วีรกรรมน้ำเมา &#160; น้ำเมาขับเคลื่อนชีวิตตา ตั้งแต่วัยหนุ่มจนมาถึงปัจจุบัน ยายเล่าให้ฟังว่าตอนตามาจีบยายช่วงแรกๆ ตาดันไปกินเหล้ากับเพื่อนฝูงก่อนมาหาที่บ้าน เมาเละเทะจนเดินตกสะพานลงไปในขี้เลน ต้องอาศัยญาติของยายช่วยพยุงขึ้นมา ส่วนแม่เองก็เล่าให้ฟังว่า ตาเคยไปกินเหล้าจนฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ความกล้าในตัวล้นปรี่ ถึงขั้นไปท้าลุงข้างบ้านที่เคยเป็นนักมวยเก่าต่อยเพื่อการกุศลในงานวัด ซึ่งแม้จะเมาแต่ตาก็ยังจำได้ (และมีคนในตลาดช่วยกันจำด้วย) พอถึงวันจริง ตาจึงรับผิดชอบด้วยการขึ้นชกตามคำท้า โดยมีแม่ที่ตอนนั้นอายุขึ้นต้นด้วยเลขสิบ และป้าๆ ข้างบ้านไปเป็นพี่เลี้ยง พร้อมแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ช่วยปลุกปั้นความกล้าก่อนขึ้นสังเวียน ต่อยไปต่อยมา ไม่รู้ต่อยกันท่าไหน ลุงข้างบ้านถึงได้เหยียบเท้าตาจนเป็นตาปลา หมอต้องบอกให้ยุติการแข่งขัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/my-grandpa-is-alcoholic/">ไม่ล้ม-ไม่เลิกสุรา บันทึกของหลานต่อตาผู้รักเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“กรีดแขนออกมาไม่แน่ใจว่าจะออกเป็นเลือดหรือเหล้า” คือคำนิยามที่มีต่อ &#8216;ตา&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทัศนะของหลาน ตาเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ผูกพันกับเหล้าเบียร์มากที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ เมื่อลองค้นลงไปในความทรงจำ ภาพของชายวัยกลางคนตัวสูง ผิวคล้ำแดด ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ปรากฏตัวบนเก้าอี้คู่ใจด้านหน้าเคาน์เตอร์ร้านอาหาร พร้อมกับปลาหมึกบด และแก้วสีชาอยู่ข้างกายไม่ห่าง เป็นภาพที่ประทับในความทรงจำช่วงวัยเด็กมาตลอด แม้ปัจจุบันหลายๆ สิ่งจะจางหายไปตามกาลเวลาแล้วก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่หลานจำได้ดี คือ ตาเป็นคนดื่มเยอะ ทุกวันต้องเดินเข้าบ้านมาพร้อมกระป๋องเบียร์คู่ใจ ตลอด</span><span style="font-weight: 400;">ช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ครอบครัวทำร้านอาหาร กล่าวได้ว่าในร้านจะมี &#8216;ที่ประจำ&#8217; สำหรับการดื่มของตา คือ เคาน์เตอร์ซึ่งใช้นั่งดื่มขณะดูแลร้านอาหาร และเมื่อคนบางตาลง ก็จะย้ายที่ไปนั่งก๊งกับผองเพื่อนตรงซุ้มม้านั่งสองโต๊ะในร้านอีกแห่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตาสำราญกับสุราอย่างหนักเกือบทุกวัน อย่างที่นอกจากจะเห็นด้วยดวงตาของหลานเองแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">ประวัติการดื่มกินก่อนหน้าของตาผ่านคำบอกเล่าก็เด็ดไม่แพ้กัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>วีรกรรมน้ำเมา</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">น้ำเมาขับเคลื่อนชีวิตตา ตั้งแต่วัยหนุ่มจนมาถึงปัจจุบัน ยายเล่าให้ฟังว่าตอนตามาจีบยายช่วงแรกๆ ตาดันไปกินเหล้ากับเพื่อนฝูงก่อนมาหาที่บ้าน เมาเละเทะจนเดินตกสะพานลงไปในขี้เลน ต้องอาศัยญาติของยายช่วยพยุงขึ้นมา ส่วนแม่เองก็เล่าให้ฟังว่า ตาเคยไปกินเหล้าจนฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ความกล้าในตัวล้นปรี่ ถึงขั้นไปท้าลุงข้างบ้านที่เคยเป็นนักมวยเก่าต่อยเพื่อการกุศลในงานวัด ซึ่งแม้จะเมาแต่ตาก็ยังจำได้ (และมีคนในตลาดช่วยกันจำด้วย) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอถึงวันจริง ตาจึงรับผิดชอบด้วยการขึ้นชกตามคำท้า โดยมีแม่ที่ตอนนั้นอายุขึ้นต้นด้วยเลขสิบ และป้าๆ ข้างบ้านไปเป็นพี่เลี้ยง พร้อมแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ช่วยปลุกปั้นความกล้าก่อนขึ้นสังเวียน ต่อยไปต่อยมา ไม่รู้ต่อยกันท่าไหน ลุงข้างบ้านถึงได้เหยียบเท้าตาจนเป็นตาปลา หมอต้องบอกให้ยุติการแข่งขัน แต่แม้จะไม่รู้ว่าใครแพ้ชนะ การชกในวันนั้นก็ทำให้ยอดบริจาคการกุศลพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ</span></p>
<p>นอกจากเรื่องตลกๆ แล้ว เหล้าเบียร์ก็ชักนำตาไปสู่ด้านมืดเช่นเดียวกัน ด้วยฤทธิ์<span style="font-weight: 400;">แอลกอฮอล์ปลุกความกล้า ลดความยับยั้งชั่งใจ ทำให้หลายครั้งตาเข้าไปเกี่ยวพันกับการพนันจนเคยสูญเสียเงินทองมหาศาล หรือจากปกติสามีภรรยาไม่เคยโต้เถียงกัน น้ำเมาก็ทำให้ตากับยายมีปากเสียงกันเวลาตาดื่มอยู่เสมอ&#8230;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>ยันต์กันห้ามดื่ม</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ต้องมาเคาะโลงให้กินอะไร ตอนมีชีวิตอยู่ขอกินเบียร์” คือคำที่ใช้ต่อสู้กับทุกคนที่ขอให้เลิกดื่มแอลกอฮอล์เสียที คนทั้งบ้านพยายามห้ามปรามตาเรื่องการดื่มเหล้าหลายครั้ง แต่ตาก็ไม่ฟัง </span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเล่นมุก</span><span style="font-weight: 400;">ให้คนหัวเราะ ก่อนจะดื่มอึกใหม่ </span></p>
<p>เหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้คนในครอบครัวจะอ่อนใจ หากไม่กล้าว่าตามาก คือ ตาเป็นคนมีความรับผิดชอบตัวเองสูงมาก ตาจะตื่นมาตอนตีสามทุกวันอย่างกับตั้งโปรแกรมเพื่อทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เคยสักครั้งที่จะเป็นภาระ หรือตื่นสายแล้วไม่ยอมทำงาน และเพราะงานที่ตาทำ เป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน การเห็นตาหัวเราะร่าหิ้วเบียร์กระป๋องมาจึงทำให้ทุกคนในบ้านเข้าใจว่า นี่คือความสุขของเขา</p>
<p>นอกจากความรับผิดชอบแล้ว การที่เลิกทำร้านอาหารก็ช่วยให้ตาลดปริมาณการดื่มลง รวมถึงแต่ไหนแต่ไร ตาก็มักงดเหล้าทุกเข้าพรรษา ทำให้คนในบ้านสบายใจขึ้นมาบ้าง ซึ่งช่วงนั้นภาพความเฮฮา ตลกขบขันก็อาจน้อยลง แทนที่ด้วยภาพตาผู้นิ่งขรึมมากขึ้น บางทีก็คล้ายจะโรยแรงกว่าที่เคย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>คืนเหตุการณ์</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป ผมของตาเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา ร่างกายเสื่อมถอยลง จะคุยกับตาแต่ละทีต้องคุยดังๆ จนคนในละแวกบ้านรู้กันหมด แข้งขาที่เคยกระฉับกระเฉงก็อ่อนแรงลง แต่ความจำ และอารมณ์ขันที่แจกจ่ายให้ทุกคนยังคงเต็มเปี่ยม ทุกอย่างดูปกติดีจนมาถึงคืนที่เกิดเหตุ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาประมาณห้าทุ่ม เสียงรถยนต์ดังขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังตามมา น้าโทรมาบอกว่าตาล้ม จะต้องพาไปโรงพยาบาล ดูท่าว่าคราวนี้จะอาการหนัก คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานในความรู้สึก หยดน้ำตาของหลานไหลลงมาเพราะกังวลในความเป็นความตายของตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารู้ทีหลังจากคำบอกเล่าของยายว่าตาท้องเสีย ตอนแรกเข้าห้องน้ำมาแล้วกลับมานอนในห้อง ก่อนจะรู้สึกมวนท้องไส้จนออกไปอีกครั้ง คราวนี้หน้ามืด เป็นลมล้มลงไปชนกับข้าวของจนหน้าผากแตกยาวเป็นทางเลือดไหลอาบ ยายได้ยินเสียงดังจึงออกมาดู เห็นภาพตาอาเจียนออกมาเป็นลิ่มเลือดสีดำเยอะมาก เห็นครั้งแรกมองไม่ออกว่าเป็นอะไร กระทั่งเห็นของเหลวสีแดงถึงรู้ว่าเป็นเลือด ทั้งอุจจาระและปัสสาวะซ่านกระเซ็นบริเวณนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยายเล่าว่าในความคิดที่ไม่ได้บอกใคร คิดว่าคืนนั้นคงเป็นคืนสุดท้ายของตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ตาไม่ยอม…</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>ถึงเวลาเลิกเหล้า</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช้าวันต่อมา ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ เมื่อขึ้นไปยังชั้นผู้ป่วยชาย ภาพที่พบเห็นเป็นเตียงมากมายเรียงออกมาล้นห้อง ก้าวเท้าเข้าไปในห้องรวม เสียงพัดลมและเสียงพูดคุยล่องลอยในอากาศ ผู้ป่วย</span><span style="font-weight: 400;">บางส่วนเป็นชายวัยใกล้เคียงกันกับตา ผิวคล้ำดำแดงนอนเปลือยกาย ใส่เพียงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ บางคนใส่เสื้อผ้าหยิบผ้าห่มคลุมตัว </span></p>
<p>หนึ่งในผู้ป่วยเหล่านั้น คือตาผู้นอนบนเตียงอย่างอ่อนแรง<span style="font-weight: 400;">แตกต่างจากภาพปกติ บนหน้าผากติดผ้าก็อตขนาดใหญ่ มีสายยางให้น้ำเกลือ และสายยางให้เลือดต่ออยู่ ข้างกายมียายคอยยืนเฝ้า และเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ตลอดทั้งคืน เพราะขณะนั้นตายังมีอาการท้องเสีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไปเตือนน้องด้วยนะว่าอย่าดื่มเยอะ เออ แต่น้องยังเด็กก็กินไปเหอะ” ตาเอ่ยประโยคแรกเมื่อเจอหน้ากัน </span><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าในช่วงแรกจะไม่สามารถระบุว่าเป็นโรคอะไรอย่างชัดเจน แต่หมอและพยาบาลต่างเข้ามาเตือนตาว่าให้เลิกเหล้า กินไม่ได้แล้วนะ ไม่งั้นอาการจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต พร้อมกับชี้ให้เห็นเพื่อนข้างเตียงที่เจ็บป่วยรุนแรงกว่าจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังหมดเลือดไป 2 ถุง และนอนโรงพยาบาลกว่า 4 วัน หมอก็ชี้แจงว่า ตามีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาการดีขึ้นแล้วให้กลับบ้านได้ ก่อนจะนัดติดตามผลการรักษาในอีกสามวันถัดมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อแอบแซวว่าอย่างนี้ก็อดกินแล้วสิ ล้มครั้งนี้อาจนำไปสู่การเลิกเหล้าแน่เลย </span><span style="font-weight: 400;">ตาผู้เริ่มรู้ตัวแล้วว่าร่างกายไม่เป็นดังเดิม ตอบว่าอนาคตยังไม่แน่ จะดูแลร่างกายให้ดี เลิกเหล้าไปก่อนสัก 3 พรรษา </span><span style="font-weight: 400;">หวัง</span><span style="font-weight: 400;">ว่าในอนาคตตัวเองจะยังได้กลับมาลิ้มรสเหล้าที่รักอีกครั้ง…</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/my-grandpa-is-alcoholic/">ไม่ล้ม-ไม่เลิกสุรา บันทึกของหลานต่อตาผู้รักเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2033</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ben-affleck</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2020 05:05:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เบน แอฟเฟล็ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1977</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น Sad Batman ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก Good Will Hunting (1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ Armageddon (1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง Good Will Hunting, ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น </span><span style="font-weight: 400;">Sad Batman </span><span style="font-weight: 400;">ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting (</span><span style="font-weight: 400;">1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon (</span><span style="font-weight: 400;">1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting, </span><span style="font-weight: 400;">ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น มันอาจเป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาเขาจากบาดแผลบางอย่างของครอบครัวที่เขาจำต้องรับมืออย่างยาวนานก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พ่อดื่มเหล้าทุกวัน ไม่เคยหยุดจนผมอายุ 19 นั่นแหละ&#8221; เขาเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์สไว้เช่นนั้น ในวัยเด็ก แอฟเฟล็คคือเด็กชายจากแคลิฟอร์เนียที่เติบโตขึ้นมาโดยเห็นพ่อดื่มเหล้า &#8220;ทั้งวันและทุกวัน&#8221; ทั้งยังใช้ความรุนแรงและก่อปัญหาอันเนื่องมาจากสุรา จนเมื่อแอฟเฟล็คอายุได้ 11 ขวบ พ่อก็ตัดสินใจหย่าขาดจากแม่ของเขา และกลายเป็นคนไร้บ้านซึ่งก็ยังคงดื่มหนักอย่างต่อเนื่องจนถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่ก็นะ ยิ่งโต ผมก็ยิ่งเข้าใจว่า พ่อได้พยายามทำเพื่อพวกเราอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ในเวลานั้นแล้ว ในครอบครัวผมเต็มไปด้วยคนที่ติดสุราและมีปัญหาทางจิตรายล้อมรอบตัวไปหมด มันส่งผ่านมายังพวกเราซึ่งเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะสลัดให้หลุด&#8221; แอฟเฟล็คว่า ย่าของเขาฆ่าตัวตายในห้องด้วยวัย 46 เช่นเดียวกันกับลุงที่ปลิดชีวิตด้วยปืนสั้น และป้าซึ่งติดเฮโรอีน ทำให้แอฟเฟล็คเติบโตขึ้นมาโดยมีเรื่องราวเหล่านี้เป็นฉากประดับในชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถอยนาฬิกาย้อนกลับไปสมัยที่เขายังวัยรุ่น สี่ปีภายหลังจากที่พ่อเดินออกจากบ้านและไม่หวนกลับเข้ามาอีก เบน แอฟเฟล็คในวัย 15 ปีเริ่มหัดลองดื่มเหล้า จนแม่ต้องส่งเขาไปเข้าค่ายสำหรับเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงจะก้าวร้าวและใช้ความรุนแรง ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เจ้าหนุ่มแอฟเฟล็คหย่าขาดจากแอลกอฮอล์แต่อย่างใด มิหนำซ้ำ เมื่อชื่อเสียงของเขาระเบิดเป็นพลุตอนวิ่งขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ในฐานะคนเขียนบทหนังร่วมกับแมตต์ ดามอนเพื่อนรัก บวกกับความสำเร็จจาก </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เขายังต้องเจอพายุชื่อเสียงถาโถมจนทำให้หวนกลับไปใช้แอลกอฮอล์เยียวยาอีกครั้ง และถูกส่งเข้ารับการบำบัดอย่างเร่งด่วนเป็นครั้งแรกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างนั้น แอฟเฟล็คปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูดแทบจะทุกปี กล่าวได้ว่า ราวปี 2000 เรื่อยมาจนถึงช่วงกลางๆ คือยุครุ่งเรืองของเบน แอฟเฟล็คโดยแท้จริง เขาอยู่ในหนังแอ็กชั่น หนังโรแมนติกและหนังดราม่า วุ่นวายอยู่กับเส้นแบ่งความมีชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวที่ชักจะลางเลือนเข้าไปทุกที ทำให้ในที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">เขากลับมาดื่มสุราอีกครั้ง และอาจจะหนักกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมจะดื่มจนกว่าจะน็อคหลับคาโซฟาที่บ้านนั่นแหละ&#8221; เขาว่า และนั่นคือพฤติกรรมการดื่มประจำวันที่หากมองเข้าไปจากภายนอก เราคงตั้งข้อสังเกตว่า พ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นอาการติดสุราเป็นแน่แท้ แต่เขาก็เพียรปฏิเสธมาตลอด จนเมื่อสังเกตเห็นว่าร่างกายชักจะไม่ไหวและ &#8220;เราเหมือนจะหลับบนโซฟามากกว่าเตียงนะนี่&#8221; เขาจึงต้องจัดการตัวเองอย่างเร่งด่วนด้วยการเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;นานทีเดียวล่ะ กว่าผมจะตระหนักอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ เพื่อจะยอมรับว่าตัวเองกำลังติดเหล้า&#8221; เขาว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคย์ซี แอฟเฟล็ค น้องชายแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน (และถูกพี่ชายจิ้มมาให้ช่วยแสดงนำในหนังที่กำกับเองครั้งแรกอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Gone Baby Gone </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อปี 2007 ซึ่งปรากฏว่าเป็นการแจ้งเกิดของแอฟเฟล็คคนพี่ในฐานะผู้กำกับหนังได้อย่างงดงามทีเดียว) เคยกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างอึดอัดว่า &#8220;ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันครับ เราล้วนเผชิญหน้ากับอาการติดแอลกอฮอล์มาด้วยกันอย่างยาวนาน เบนก็ติดสุรา ปู่ย่าของผมก็ติดสุรา พ่อของผมก็ด้วย ติดสุราหนักเท่าที่ใครสักคนจะติดได้น่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เบนก็พยายามมากเลยนะครับ ซึ่งมันก็ยากเหลือเกิน เขาโชคดีที่มีคนช่วยและมีเวลาในการเยียวยาตัวเองน่ะ&#8221; แอฟเฟล็คคนน้องอธิบาย ก่อนขยายความถึงสภาพการณ์ที่ทำให้พี่ชายของเขาหวนไปติดเหล้าหรือแม้แต่ทำให้เลิกเหล้าลำบาก &#8220;มันไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรโดยที่มีแต่คนจ้องจะถ่ายรูปคุณไปขาย ผมไม่ได้ริษยาอะไรพี่เขาเลย ผมเคยเห็นพ่อต่อสู้กับอาการติดเหล้ามาตั้งเป็นปีๆ ขนาดว่านั่นไม่มีใครตามถ่ายรูปหรือตามจ้องเขาทุกฝีก้าวนะ แต่มันดูไม่จืดเท่าไหร่หรอก แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้มีอะไรต้องอับอายนะครับ และดีแล้วที่เบนหาทางรับมือกับมันได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดจากนั้น เบน แอฟเฟล็ค ก็ระเบิดฟอร์มร้อนแรงในฐานะคนทำหนังเมื่อกำกับ </span><span style="font-weight: 400;">The Town (</span><span style="font-weight: 400;">2010) จนส่ง เจเรมี เรนเนอร์ เข้าชิงสมทบชายอดเยี่ยมของออสการ์และตามมาด้วย </span><span style="font-weight: 400;">Argo (</span><span style="font-weight: 400;">2012) ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์แห่งปีของออสการ์จนแอฟเฟล็คน้ำตาซึมตอนขึ้นไปรับรางวัล (ส่วนในอีกสี่ปีต่อมา เคซีย์ แอฟเฟล็คก็เป็นฝ่ายคว้าออสการ์ในฐานะนำชายยอดเยี่ยมจาก </span><span style="font-weight: 400;">Manchester by the Sea </span><span style="font-weight: 400;">และทำเอาเบน แอฟเฟล็ค ระเบิดน้ำตาที่งานด้วยความตื้นตันใจอีกรอบ แถมในปีเดียวกันนั้น เบน แอฟเฟล็คยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายยอดแย่ของราซซีอวอร์ดอีกต่างหาก กลายเป็นที่แซวขำขันของสื่อมวลชนอยู่พักหนึ่ง) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบน แอฟเฟล็ค ต้องหวนกลับมาตั้งหลักการบำบัดอีกครั้งภายหลังกลับมาดื่มอย่างหนักอีกครั้ง &#8220;แหงล่ะครับ การบำบัดมันน่าอาย&#8221; เขาว่า &#8220;ผมหวังว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง หวังสุดหัวใจว่ามันจะไม่ไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตเพราะเดี๋ยวลูกๆ จะโตมาแล้วเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่การพูดเรื่องการติดเหล้าและการบำบัดไม่ได้รบกวนอะไรผมอีกแล้วล่ะ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เป็นเรื่องที่ผมข้ามผ่านมาได้ และมันก็ไม่ได้ทำลายตัวตนของผมหรือกลายเป็นทุกสิ่งในชีวิต แต่มันเป็นเรื่องที่คุณต้องรู้ว่า จะต้องรับมือกับมันให้ได้ ผมแค่รู้สึกว่าผมมีปัญหาและต้องจัดการมันซะ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็ภูมิใจอยู่นะที่บำบัดจนได้ เพราะมันคือตัวคุณ ชีวิตคุณ ครอบครัวของคุณ และคนรอบๆ ตัวที่จะประคับประคองให้คุณผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p><strong>ที่มา</strong></p>
<p id="link-6dee0dfa" class="css-j54zk9 e1h9rw200" data-test-id="headline"><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/18/movies/ben-affleck.html">Ben Affleck Tried to Drink Away the Pain. Now He’s Trying Honesty</a></p>
<p class="headline"><a href="https://www.latimes.com/entertainment-arts/movies/story/2020-02-20/ben-affleck-alcohol-addiction-depression-disappointment">Ben Affleck opens up about alcohol addiction, depression and his biggest disappointment</a></p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=hRwcYKZ2YzU&amp;feature=emb_title">Ben Affleck shares how he got better and moved on after struggles with alcohol, Part 1 | ABC News</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เรื่องและภาพ:</strong> ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1977</post-id>	</item>
		<item>
		<title>อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=eric-clapton</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 04:02:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก แคล็ปตัน]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1975</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;When your day is done, and you want to ride on cocaine.&#8221; &#160; บทเพลง Cocaine จากอัลบั้ม Slowhand (1977) ของ อีริก แคล็ปตัน ทะลวงชาร์ตเพลงทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอย่างยากจะต้าน ทั้งที่จริงๆ เพลงถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 1976 โดย เจ เจ เคล ก่อนที่แคล็ปตันจะนำมาร้องคัฟเวอร์ลงอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ห้าของเขาจนเพลงดังระเบิด  มันมีเหตุผลอยู่ที่แคล็ปตัน -ราชากีตาร์ชาวอังกฤษ- เลือกหยิบเพลงนี้มาร้อง &#8220;ผมว่ามันไม่ได้เรื่องหรอกที่จะเขียนเพลงต่อต้านการใช้ยาเสพติดแบบเจตนาแล้วหวังว่ามันจะไปจับใจคนฟัง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนมักจะรู้สึกต่อต้านมัน อย่างเวลาที่พวกเขารู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดอะไรบางอย่างนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือหยิบยื่นเนื้อหาบางอย่างผ่านการสอดแทรกโดยไม่ต้องบอกพวกเขาตรงๆ ว่านี่คือการต่อต้านการเสพยา ซึ่งผมว่าเพลง Cocaine ก็เป็นเพลงต้านการใช้สารเสพติดโคเคนที่ดี โดยถ้าคุณลองพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ทั้งจากระยะไกลหรือใกล้ เพลงนี้อาจจะดูฟังเหมือนเพลงที่ว่าด้วยโคเคนล้วนๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเพลงต่อต้านการใช้สารโคเคนแหละครับ&#8221; แคล็ปตันอธิบาย  นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือ ตัวแคล็ปตันเองเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ติดทั้งยาและเหล้ามาแล้วสมัยยังหนุ่มฟ้อ เป็นมือกีตาร์สัญชาติอังกฤษจากวง Cream ที่เข้ามาถล่มชาร์ตเพลงและความนิยมในดินแดนสหรัฐฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/">อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">&#8220;When your day is done, and you want to ride on cocaine.&#8221;</span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Cocaine </span><span style="font-weight: 400;">จากอัลบั้ม </span><span style="font-weight: 400;">Slowhand (1977) </span><span style="font-weight: 400;">ของ อีริก แคล็ปตัน ทะลวงชาร์ตเพลงทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอย่างยากจะต้าน ทั้งที่จริงๆ เพลงถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี </span><span style="font-weight: 400;">1976</span><span style="font-weight: 400;"> โดย เจ เจ เคล ก่อนที่แคล็ปตันจะนำมาร้องคัฟเวอร์ลงอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ห้าของเขาจนเพลงดังระเบิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันมีเหตุผลอยู่ที่แคล็ปตัน -ราชากีตาร์ชาวอังกฤษ- เลือกหยิบเพลงนี้มาร้อง &#8220;ผมว่ามันไม่ได้เรื่องหรอกที่จะเขียนเพลงต่อต้านการใช้ยาเสพติดแบบเจตนาแล้วหวังว่ามันจะไปจับใจคนฟัง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนมักจะรู้สึกต่อต้านมัน อย่างเวลาที่พวกเขารู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดอะไรบางอย่างนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือหยิบยื่นเนื้อหาบางอย่างผ่านการสอดแทรกโดยไม่ต้องบอกพวกเขาตรงๆ ว่านี่คือการต่อต้านการเสพยา ซึ่งผมว่าเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Cocaine </span><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นเพลงต้านการใช้สารเสพติดโคเคนที่ดี โดยถ้าคุณลองพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ทั้งจากระยะไกลหรือใกล้ เพลงนี้อาจจะดูฟังเหมือนเพลงที่ว่าด้วยโคเคนล้วนๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเพลงต่อต้านการใช้สารโคเคนแหละครับ&#8221; แคล็ปตันอธิบาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือ ตัวแคล็ปตันเองเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ติดทั้งยาและเหล้ามาแล้วสมัยยังหนุ่มฟ้อ เป็นมือกีตาร์สัญชาติอังกฤษจากวง </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">ที่เข้ามาถล่มชาร์ตเพลงและความนิยมในดินแดนสหรัฐฯ ยุค </span><span style="font-weight: 400;">60</span><span style="font-weight: 400;"> จนในเวลาต่อมาก็มีชื่อปรากฏอยู่ในหอเกียรติยศหรือ </span><span style="font-weight: 400;">Hall of fame </span><span style="font-weight: 400;">ของอุตสาหกรรมดนตรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มกันจากตรงนี้เลยก็ได้ ข้ามพ้นวัยเด็กของแคล็ปตันซึ่งเป็นเด็กเนิร์ดๆ จากย่านเซอร์รีย์ ได้รับกีตาร์โฮเยอร์สัญชาติเยอรมันตอนวันเกิดอายุครบ 13 ปีและกลายเป็นเด็กหนุ่มที่หมกมุ่นกับกีตาร์ทั้งวันทั้งคืน ก่อนจะถลำลึกไปกับดนตรีบลูส์และออกแสดงในผับหรือเปิดหมวกข้างถนนแถวบ้าน และกลายมาเป็นนักดนตรีอาชีพไม่นานหลังจากนั้นในนามของมือกีตาร์วง </span><span style="font-weight: 400;">The Yardbirds </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย </span><span style="font-weight: 400;">Cream</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวไปแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายทั้งในบ้านเกิดและอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อวงปล่อยอัลบั้มลำดับที่สองอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Disraeli Gears (1967) </span><span style="font-weight: 400;">ที่พวกเขาได้ออกทัวร์ยังสหรัฐฯ และสร้างปรากฏการณ์เป็นวงที่หยิบเอาแนวเพลงไซคีเดลิกร็อกจากฝั่งอังกฤษมาผสมรวมกับดนตรีบลูส์แบบอเมริกัน ตารางทัวร์สุดหฤโหดของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับปาร์ตี้ที่รอให้พวกเขาเข้าร่วมภายหลังชื่อเสียงรุมเร้า รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เมาหัวทิ่มกับเหล้าและสารพัดสารเสพติดที่ผสมอยู่ในน้ำสีอำพัน และจากที่เคยดื่มเพื่อผ่อนคลายหลังการแสดงดนตรีสุดอลังการ ในที่สุดแล้วพวกเขาก็ค่อยๆ ดื่มก่อนขึ้นแสดงจริง ไปๆ มาๆ ก็แทบจะยกไปดื่มระหว่างแสดง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้นี่เองที่ทำให้แคล็ปตันตัดสินใจไปบำบัด และประสบความสำเร็จด้วยการเดินออกจากสถานบำบัดอย่างภาคภูมิที่เลิกเหล้าได้ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เขาก็กลับไปเป็นชายที่นั่งจ่อมอยู่หลังแผงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สารพัดสูตรเหมือนเดิม แถมคราวนี้ยังดื่มหนักและนานกว่าที่เคยด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการของแคล็ปตันย่ำแย่กว่าที่เคย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากวง </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">สลายตัวกันในปี </span><span style="font-weight: 400;">1968</span><span style="font-weight: 400;"> แคล็ปตันมักไปปรากฏตัวในคอนเสิร์ตของนักดนตรีคนอื่นในฐานะแขกรับเชิญบ่อยครั้ง และครั้งที่อื้อฉาวที่สุดหนีไม่พ้นงานแสดงของ จอร์จ แฮร์ริสัน ที่บังกลาเทศปี </span><span style="font-weight: 400;">1972</span><span style="font-weight: 400;"> ที่หลังจากขึ้นไปยืนบนเวทีได้ไม่นาน แคล็ปตันก็เป็นลมล้มตึงลงไปท่ามกลางสายตาคนดูเรือนหมื่น และแม้เป็นคอนเสิร์ตของตัวเอง เขาก็ยังเมาหัวปักขึ้นเวทีจนทีมงานจำต้องเก็บภาพเขานอนโซโล่กีตาร์บนพื้นแบบหมดสภาพมาบ่อยๆ &#8220;ตอนนั้นมันก็ไม่ได้ฟังดูเป็นเรื่องพิกลสำหรับผมเท่าไหร่นะ และเอาจริงๆ นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำไหวแล้วน่ะ คือสภาพผมนี่ ถ้าไม่ขึ้นไปนอนไหลบนเวทีก็คงไปนอนไหลอยู่ที่อื่น อย่างน้อยที่สุด ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าการได้ไปนอนเลอะๆ บนเวทีก็ถือว่าผมปรากฏตัวแล้ว&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า คนรอบตัวไม่ปลื้มใจกับเหตุการณ์เช่นนี้นัก (ก็แน่ล่ะสิ!) อาห์เม็ด เออร์เตกัน เจ้าของค่ายเพลงแอ็ตแลนติก เรคอร์ดส์ซึ่งแคล็ปตันสังกัดอยู่ พยายามเข้ามาช่วยเหลือแคล็ปตันทุกทาง หากแต่ก็แทบไม่เป็นผลนัก จนต้นยุค </span><span style="font-weight: 400;">80</span><span style="font-weight: 400;"> ที่คนรอบตัวพากันเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้ารับการบำบัดอย่างจริงจังเสียทีที่สถานบำบัดฮาสเซลเด็นในมินเนโซต้า ในเวลาต่อมา แคล็ปตันเขียนเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาถูกส่งตัวไปยังสถานบำบัดว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ในจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต เหตุผลเดียวที่ผมยังไม่ฆ่าตัวตายไปเสียก็คือ ความหวั่นกลัวว่าผมจะไม่ได้กลับมาดื่มเหล้าอีกถ้าตายไปซะก่อน นั่นเป็นสิ่งเดียวจริงๆ ที่ผมคิดว่าควรค่าจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อมัน และเพราะผมดื่มหนักทุกวัน เอาแต่ดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายจนคนรอบตัวต้องพยายามลากให้ผมห่างจากเหล้าหรือแอลกอฮอล์ พวกเขาจึงพาผมมาส่งที่สถานบำบัดจนได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลาต่อมา เขาเขียนเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Holy Mother (</span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม </span><span style="font-weight: 400;">August </span><span style="font-weight: 400;">ปี </span><span style="font-weight: 400;">1986) </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อบรรยายความรู้สึกหนักหน่วงของการติดเหล้า &#8220;ตอนปี </span><span style="font-weight: 400;">80</span><span style="font-weight: 400;"> ผมอยู่ในช่วงติดทั้งเหล้าและยาอย่างหนัก หลุดออกนอกลู่นอกทางไปเยอะ&#8221; แคล็ปตันระลึกอดีต &#8220;และได้ดูหนังเรื่อง </span><span style="font-weight: 400;">Purple Rain (1984 &#8211;</span><span style="font-weight: 400;">หนังที่นำแสดงโดย ปรินซ์ นักดนตรีชาวอเมริกัน ว่าด้วยเด็กผู้เปี่ยมพรสวรรค์ แต่มีอุปสรรคมากมายระหว่างที่พยายามเป็นนักดนตรีอาชีพ) ในโรงหนังที่แคนาดา ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร แต่การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจเลยล่ะ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่กับภาวะซึมเศร้า ทั้งยังรู้สึกว่าวัฒนธรรมทางดนตรีกำลังเปลี่ยนไป เอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาเหมือนเป็นแสงสว่างเดียวท่ามกลางความมืดมิดของผม ผมเลยกลับไปยังโรงแรม -และท่ามกลางกระป๋องเบียร์เปล่าๆ ที่รายล้อมรอบตัว- ผมเขียนเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Holy Mother </span><span style="font-weight: 400;">ขึ้นมาตอนนั้นนั่นเอง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่แท้ว่าในที่สุด แคล็ปตันก็เลิกเหล้าจนได้ ภายหลังจากการกัดฟันต่อสู้ยิบตาจากอาการอยากเหล้าจนแทบจะลงแดง &#8220;ผมอยากจะบอกว่า การฟังดนตรีมันแสนสำคัญมากเท่าๆ กับที่เราเล่นดนตรีได้ ท่ามกลางช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ผมพบว่าบทเพลงทั้งเก่าและใหม่ล้วนเยียวยาผมทั้งสิ้น ไม่ว่าผมจะเล่นเพลงนั้นได้ไม่ดีหรือเล่นไม่ได้เลยก็ตาม มันก็ช่วยผมได้เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ผมเคยดื่มหนักมากกว่าที่คุณจะจินตนาการถึงเสียอีก ผมดื่มเบียร์สเปเชียล บรูว์ผสมกับว็อดก้า มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ดื่มเบียร์ลาเกอร์ ซึ่งในเวลาต่อมา ผมว่าอดีตของผมก็อาจจะเป็นสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมีก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;อีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะลูกๆ ของผมด้วย </span><span style="font-weight: 400;">ผมจึงตระหนักได้ว่าผมต้องเลิกเหล้า ต้องมีความรับผิดชอบกับชีวิตให้ได้ เพราะงั้น ผมเลยพยายามกลับมามุ่งมั่นอยู่กับงานดนตรีน่ะครับ&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา:</p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=t3m6G9_RK18">Eric Clapton On Overcoming Heavy Drinking Past</a></p>
<p><a href="https://www.bramptonguardian.com/whatson-story/8043868-eric-clapton-admits-to-making-alcoholic-strange-brew/#:~:text=Clapton%20openly%20admits%20his%20binge,his%20insatiable%20thirst%20for%20alcohol">Eric Clapton admits to making alcoholic strange brew</a></p>
<p class="content-header__row content-header__hed"><a href="https://www.vanityfair.com/style/2007/11/clapton200711">Eric Clapton’s Salvation Road</a></p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/">อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1975</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
