<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>ดนัย ชินคำ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ดนัย-ชินคำ/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:19:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>ดนัย ชินคำ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ดนัย-ชินคำ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-danai-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2021 05:10:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดอาการติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การลดการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย ชินคำ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3538</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อราวปีกว่า ก่อนที่โลกจะรู้จักโรคระบาดอย่างโควิด-19 ดนัย ชินคำ นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำโครงการวิจัยเรื่อง  ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น สิ่งที่ดนัยและคณะต้องการค้นหาคำตอบคือ &#8220;เพราะเหตุใดคนจึงไม่เข้าถึงบริการบำบัดอาการติดสุรา?&#8221; เป็นคำถามที่ถามกันมานาน แต่ก็ดูยากที่จะตอบถึงสาเหตุที่แท้จริง ในช่วงเริ่มแรกของการทำวิจัย เราได้สนทนากับดนัยถึงที่มาที่ไปของโครงการ รวมถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่จังหวัดแรกๆ ตามแพลนที่โครงการวางไว้ ซึ่งพอฉายภาพคร่าวๆ ของปัญหาการติดสุราและการบำบัดสุราในไทยให้เราเห็น เวลาผ่านไปจนกระทั่งทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เสร็จสิ้นครบ 4 จังหวัดตามที่ตั้งใจไว้ เราจึงชวนดนัยสนทนายาวๆ กันอีกครั้งถึงความคืบหน้าของงานวิจัย ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ รวมถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อบริการบำบัดสุรา งานวิจัยและการลงพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้ดนัยและทีมวิจัยเห็นอะไร แนวโน้มของการบำบัดสุราที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เราจะสามารถมีนโยบายอะไรต่อไปได้ในอนาคต หาคำตอบได้ในบรรทัดด้านล่างนี้ &#160; &#160; จากที่คุณได้ไปลงพื้นที่ชุมชน เห็นประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเรื่องการบำบัดสุราบ้างไหม ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่เพิ่มเติมสองจังหวัด (จากที่เคยลงมาก่อนหน้านี้สองจังหวัด) ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะเห็นบริบทที่มีความแตกต่างกันระหว่างสองจังหวัดนี้ อย่างจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยบางคนที่อาจจะประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น คนที่ทำงานในสถานบันเทิง ถ้าถามต่อว่า แล้วพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการอย่างไรในเรื่องการตรวจคัดกรองและบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่วนมากจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ว่าสุราส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร และจะทำอย่างไรหากต้องการเข้ารับการบำบัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ เลยอาจจะควบคุมยากหน่อย ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุขและด้านบังคับใช้กฏหมายให้มาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเจาะไปที่ด้านสาธารณสุขเลยก็อาจจะเป็นการทำงานเชิงตั้งรับมากกว่า ซึ่งเราก็พอมองเห็นข้อจำกัดของคนทำงานในพื้นที่เหมือนกัน เช่น คนทำงานคนหนึ่งต้องรับภาระหลายอย่าง ส่วนถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวก็จะเข้าไปยังพื้นที่ง่ายกว่า เพราะไม่ได้มีคนไหลเข้าออกเยอะเหมือนจังหวัดท่องเที่ยว   [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/">อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อราวปีกว่า ก่อนที่โลกจะรู้จักโรคระบาดอย่างโควิด-19 <strong>ดนัย ชินคำ </strong>นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำโครงการวิจัยเรื่อง  ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น สิ่งที่ดนัยและคณะต้องการค้นหาคำตอบคือ &#8220;เพราะเหตุใดคนจึงไม่เข้าถึงบริการบำบัดอาการติดสุรา?&#8221;</p>
<p>เป็นคำถามที่ถามกันมานาน แต่ก็ดูยากที่จะตอบถึงสาเหตุที่แท้จริง</p>
<p>ในช่วงเริ่มแรกของการทำวิจัย เราได้<a href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/"><strong>สนทนา</strong></a>กับดนัยถึงที่มาที่ไปของโครงการ รวมถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่จังหวัดแรกๆ ตามแพลนที่โครงการวางไว้ ซึ่งพอฉายภาพคร่าวๆ ของปัญหาการติดสุราและการบำบัดสุราในไทยให้เราเห็น เวลาผ่านไปจนกระทั่งทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เสร็จสิ้นครบ 4 จังหวัดตามที่ตั้งใจไว้ เราจึงชวนดนัยสนทนายาวๆ กันอีกครั้งถึงความคืบหน้าของงานวิจัย ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ รวมถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อบริการบำบัดสุรา</p>
<p>งานวิจัยและการลงพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้ดนัยและทีมวิจัยเห็นอะไร แนวโน้มของการบำบัดสุราที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เราจะสามารถมีนโยบายอะไรต่อไปได้ในอนาคต</p>
<p>หาคำตอบได้ในบรรทัดด้านล่างนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone size-full wp-image-3571" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากที่คุณได้ไปลงพื้นที่ชุมชน เห็นประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเรื่องการบำบัดสุราบ้างไหม</strong></h4>
<p>ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่เพิ่มเติมสองจังหวัด (จากที่เคยลงมาก่อนหน้านี้สองจังหวัด) ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะเห็นบริบทที่มีความแตกต่างกันระหว่างสองจังหวัดนี้ อย่างจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยบางคนที่อาจจะประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น คนที่ทำงานในสถานบันเทิง</p>
<p>ถ้าถามต่อว่า แล้วพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการอย่างไรในเรื่องการตรวจคัดกรองและบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่วนมากจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ว่าสุราส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร และจะทำอย่างไรหากต้องการเข้ารับการบำบัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ เลยอาจจะควบคุมยากหน่อย ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุขและด้านบังคับใช้กฏหมายให้มาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเจาะไปที่ด้านสาธารณสุขเลยก็อาจจะเป็นการทำงานเชิงตั้งรับมากกว่า ซึ่งเราก็พอมองเห็นข้อจำกัดของคนทำงานในพื้นที่เหมือนกัน เช่น คนทำงานคนหนึ่งต้องรับภาระหลายอย่าง</p>
<p>ส่วนถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวก็จะเข้าไปยังพื้นที่ง่ายกว่า เพราะไม่ได้มีคนไหลเข้าออกเยอะเหมือนจังหวัดท่องเที่ยว</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เรานำข้อมูลหรือสิ่งที่เจอจากการลงพื้นที่มาต่อยอดในโครงการวิจัยอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>จากที่ลงพื้นที่มา 3-4 จังหวัด เราพอได้ข้อมูลชุดหนึ่งที่เกิดจากการนำข้อมูลย่อยทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกัน จะเห็นว่าแต่ละจังหวัดก็มีจุดที่เหมือนและจุดที่ต่างกันออกไป ถ้าจุดที่เหมือนกันของแต่ละจังหวัดคือ ทำอย่างไรให้คนมารับบริการมากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าสาธารณสุขยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คนในพื้นที่เข้ามารับบริการตรวจคัดกรอง รวมถึงสนับสนุนให้เลิกดื่ม แต่อีกส่วนที่สำคัญมากคือ &#8216;ผู้รับบริการ&#8217; หรือ &#8216;ผู้ติดสุรา&#8217; เจ้าหน้าที่ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่า การเลิกสุราขึ้นอยู่กับ ‘ใจ’ ของผู้ติดสุรา เพราะแม้บุคลากรด้านสาธารณสุขจะพยายามแค่ไหน แต่ถ้าคนติดสุราไม่ตระหนักหรือไม่เข้ามารับบริการก็ทำไม่ได้</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ สังคมรอบข้าง เพราะคนในหลายๆ พื้นที่ยังมองว่า คนติดสุราเป็นปัญหาของสังคมอยู่ เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเท่าที่ควร ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเหมือนกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เราเห็นความแตกต่างอะไรระหว่างคนในเมืองกับชนบทไหม</strong></h4>
<p>จริงๆ เรื่องการติดสุราเป็นปัญหาของทุกสังคม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมืองหรือชนบท เราลองนึกภาพว่ามีคนเมาสุรา คุมสติไม่อยู่จนทะเลาะวิวาท เรื่องแบบนี้กระทบทุกคน ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็กระทบกันเป็นลูกโซ่ต่อไป ฉะนั้นสุราถือเป็นปัญหาของชุมชน ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับบุคคล</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ ตอนที่ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความร่วมมือทั้งจากภาคสาธารณสุข รวมถึงชุมชนก็เข้ามาช่วยกันอย่างแข็งขัน เพราะพวกเขามองว่านี่เป็นปัญหาของคนในชุมชนและช่วยกันแก้ปัญหา ทำให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเป็นอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วถ้าเป็นมุมของหน่วยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพ</strong><strong> เรามองได้ไหมว่าในเมืองจะมีหน่วยบริการมากกว่าจึงทำให้คนเข้าถึงบริการได้มากกว่า</strong></h4>
<p>อาจจะมองแบบนั้นได้ไม่ชัดเจนมากครับ คือเรื่องการบริการ ไม่ว่าจะเมืองหรือชนบทก็ให้บริการเหมือนกันอยู่แล้ว แต่คนในเมืองอาจจะเข้าถึงหน่วยบริการได้มากกว่า เพราะจำนวนหน่วยบริการและการเดินทางที่อาจจะสะดวกกว่าด้วย แต่ขณะนี้พื้นที่ชนบทจะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ให้บริการอยู่แล้ว ในตัวจังหวัดก็มีจะโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพชุมชน ก็ถือว่าอยู่ใกล้กับคนในพื้นที่มากขึ้น อย่างที่บอกครับว่าขึ้นกับคนติดสุราด้วยว่า จะเข้ามารับบริการหรือไม่</p>
<p>ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ลักษณะพิเศษของทุกพื้นที่ที่จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน อสม. แต่ละคนจะมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเป็นของตัวเอง ประมาณ 4-5 หลังคาเรือน และด้วยความใกล้ชิดนี่แหละทำให้ อสม. รู้ว่าครอบครัวไหนบ้างที่มีคนติดสุราหรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ</p>
<p>อย่างไรก็ดี อสม. ก็จะมีขอบเขตการทำงานของตัวเองด้วย เช่น ทำการคัดกรองเบื้องต้นได้ ให้คำปรึกษาได้บ้าง หรือคอยติดตามเฝ้าระวังและลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้าน เรียกได้ว่าเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน รพ.สต.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3573" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ในภาพรวม การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อผู้ติดสุราหรือระบบการบำบัดรักษาอย่างไร เราเจอปัญหาหรือโอกาสอะไรจากวิกฤตในครั้งนี้บ้างไหม</strong></h4>
<p>ที่เห็นชัดๆ เลยคือ ตอนโควิดมีนโยบายห้ามขายเหล้า พอจำกัดการเข้าถึงก็ทำให้คนเมาน้อยลง เคสอุบัติเหตุหรือการทะเลาะวิวาทที่มีสาเหตุมาจากสุราก็จะพลอยลดลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นคนที่ดื่มเหล้าอยู่แล้วก็อาจจะทำให้เขาขาดสุรา บางคนถึงขั้นเกิดอาการลงแดงกะทันหัน แต่ทางโรงพยาบาลก็มีการวางแผนรับมือเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนในพื้นที่ บางทีกลุ่ม อสม. ก็มีรายชื่ออยู่แล้ว เขาก็รู้ว่าจะต้องเฝ้าระวังใครหรือครอบครัวใดเป็นพิเศษ</p>
<p>นอกจากนี้ บางโรงพยาบาลก็ถือจังหวะนี้โปรโมทเรื่องสุราไปในตัว เช่น สุราส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ทำไมช่วงโควิดถึงห้ามขายสุรา แต่หลายพื้นที่ก็พูดตรงกันว่า พองดขายสุราสถานการณ์บางอย่างก็ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าเรามองเห็นโอกาสจากเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นไหม</strong></h4>
<p>มีบางหน่วยที่เฝ้าระวังอยู่ครับ เช่น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เขาก็มีสถิติอยู่ว่า ก่อนโควิดมีผู้ติดสุราและลงแดงเท่าไหร่ และหลังโควิดมีเพิ่มเท่าไหร่ ประมาณนี้</p>
<p>ถ้าเป็นในพื้นที่ เราจะเห็นว่าเขาเน้นตั้งรับคนลงแดง เหมือนเป็นการเฝ้าระวังคนในพื้นที่ เพราะในพื้นที่จะพอมีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครติดสุรา เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็เป็นการเฝ้าระวัง</p>
<p>อีกอย่างคือ ภาคกฎหมายก็มีความเข้มแข็ง ทำตามนโยบายของภาครัฐที่ห้ามจำหน่าย คนในพื้นที่หลายคน เช่น เจ้าหน้าที่ รพสต. ผู้นำชุมชน ก็ชอบนโยบายนี้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสในการเลิกเหล้าไปในตัวสำหรับบางคน แต่ถามว่าจะต่อยอดอะไรจากนโยบายนี้ได้ไหม ก็อาจจะต้องคิดต่อด้วยว่า ควรจะมีระบบมารองรับไหม จะทำอย่างไรกับผู้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าเราลงไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้านในบางพื้นที่ จะเห็นว่าบางที่มีการทำสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม มองมุมหนึ่งก็เป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านหรือมีการจ้างงานคนในพื้นที่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเอื้อให้คนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นได้ด้วย คุณมองว่าเรามีวิธีสร้างสมดุลระหว่างเรื่องเศรษฐกิจกับสุขภาพไหม</strong></h4>
<p>จริงๆ ทุกวันนี้มีการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสุราในชุมชนอยู่ พูดง่ายๆ คือผลิตและจำหน่ายในชุมชนได้ ในพื้นที่ที่เราเคยไปก็มีอุตสาหกรรมในชุมชน ฉะนั้นถ้าถามว่ามีทางไหม มีครับ กฎหมายก็เปิดให้ผลิตและจำหน่าย ขึ้นทะเบียน และเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายเหมือนกับบริษัท เรามองว่าก็มีการสร้างสมดุลตรงนี้อยู่ เพราะบางพื้นที่ก็ชำนาญในการผลิต มีโรงงานหรือธุรกิจ SMEs เล็กๆ ที่ต้องจ้างแรงงานหรือใช้วัตถุดิบจากในชุมชน ตรงนี้ก็จะเป็นการช่วยสร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็ง เป็นการช่วยเรื่องเศรษฐกิจในพื้นที่</p>
<p>อย่างไรก็ดี เราควรมองอีกมุมด้วยว่า การที่มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในชุมชนอาจจะทำให้เกิดผลกระทบบางอย่างเพิ่มขึ้นด้วย เช่น เพิ่มแหล่งซื้อให้ชุมชน หรือทำให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่ายมากๆ ตรงนี้ก็อาจมองได้ว่า เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บางคนยังดื่มและเลิกสุราไม่ได้</p>
<p>จริงๆ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมใหญ่ก็มีประเด็นคล้ายกัน เพราะถ้าพูดกันตรงๆ เขาก็มีเรื่องการตลาดหรือการแสวงหากำไรของเขา ส่วนภาคสาธารณสุขก็อาจจะรับหน้าที่ในการให้ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น เราต้องหาสมดุลกันให้เจอ เพราะภาคธุรกิจก็มองเรื่องธุรกิจ ส่วนภาคสาธารณสุขก็มองเรื่องสุขภาพ จุดสำคัญคือการมาเจอกันตรงจุดกึ่งกลาง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามทำอยู่โดยการเจรจากับภาคธุรกิจ เช่น การจำกัดอายุการเข้าถึง จำกัดประเภทหรือจำกัดเวลาขาย รวมถึงพูดคุยเรื่องการโฆษณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3577" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จาก</strong><a href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/"><strong>บทสัมภาษณ์ครั้งที่แล้ว</strong></a> <strong>คุณบอกว่าสนใจประเด็นที่เกี่ยวกับหน่วยบริการนอกระบบสุขภาพ ทำไมคุณถึงสนใจประเด็นนี้ และเมื่อลงพื้นที่เพิ่มขึ้นแล้ว เห็นอะไรที่น่าสนใจไหม</strong></h4>
<p>เราว่าหน่วยบริการนอกระบบสุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเลิกสุราประสบผลสำเร็จ เพราะนอกจากหน่วยงานในระบบสุขภาพแล้ว ชุมชนก็มีส่วนสำคัญมากๆ เพราะผู้นำชุมชนหรือคนในชุมชนเขาอยู่ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว และรู้จักคนในพื้นที่ด้วย เมื่อผู้นำเห็นความสำคัญของการบำบัดสุรา คนในชุมชนก็มีแนวโน้มจะเกิดความตระหนักและสานต่อเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยเรื่องจิตใจเป็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหน่วยบริการนอกระบบต้องอาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของหน่วยบริการในระบบด้วย โดยเฉพาะในเรื่ององค์ความรู้ เหมือนกับเข้ามาดูแลในเรื่องร่างกายควบคู่กันไป</p>
<p>อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราเปรียบเทียบพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จกับพื้นที่ที่ยังเจอความท้าทายอยู่ จะเห็นว่าพื้นที่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะมีลักษณะคือ ผู้นำยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มองว่าสุราเป็นเรื่องปกติที่ดื่มกัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนในพื้นที่ก็มองว่านี่ไม่ใช่ปัญหา เวลาดื่มเขาก็ดื่มอยู่บ้านกัน ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานในหน่วยงานด้านสาธารณสุข เรามองว่า ถ้าคนตระหนักถึงผลเสียของการดื่มสุรามากเกินไปก็จะเป็นเรื่องดี ทั้งต่อชุมชนและตัวผู้ดื่มเองด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สุดท้ายนี้ คุณมีข้อเสนอแนะอะไรให้ผู้กำหนดนโยบายบ้างไหม</strong></h4>
<p>เท่าที่ทบทวนวรรณกรรมและการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เราพอมีข้อเสนอคร่าวๆ เช่น การขับเคลื่อนและผลักดันการคัดกรองและบำบัดสุราให้เป็นแผนระดับประเทศเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่หน่วยงานภาคสาธารณสุขจะยึดปฏิบัติ ซึ่งเราเห็นว่าแต่ละพื้นที่จะให้ความสำคัญต่างกันและมีรูปแบบบริการที่แตกต่างกันอยู่ แต่แกนหลักคือการคัดกรอง เมื่อเจอปัญหาก็เข้ากระบวนการบำบัด</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งคืองานสุราจะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งภาคสาธารณสุข ภาคการปกครอง หรือองค์กรท้องถิ่น ดังนั้น อีกโจทย์หนึ่งคือการหาวิธีการทำงานร่วมกันเพื่อให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะบางที่อาจจะยังแยกความรับผิดชอบกันอยู่ ส่วนพื้นที่ที่ทำงานร่วมกันก็ทำงานประสานกันได้อย่างดี เราเลยอยากเสนอเรื่องการทำงานบูรณาร่วมกัน และมีการกำกับติดตามร่วมกัน</p>
<p>สำหรับผู้รับบริการเอง เราคิดว่ามีประเด็นคือ ทำอย่างไรให้คนที่ติดสุราเห็นว่าเขาควรเข้ารับการบำบัด ซึ่งตอนนี้ก็มีการรณรงค์หรือประชาสัมพันธ์อยู่ แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้เข้าถึงพวกเขา และจะทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญจริงๆ เพราะตอนนี้เราก็เริ่มเห็นมีการโฆษณา หรือในโรงพยาบาลเอง เวลามีคนรับบริการก็จะมีการให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ แต่มันก็จะไปถึงเฉพาะคนมารับบริการซึ่งอาจจะยังเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ใต้ยอดภูเขาน้ำแข็งเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ นี่ก็เป็นข้อเสนอและความท้าทายที่ต้องทำงานกันต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3575" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/">อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3538</post-id>	</item>
		<item>
		<title>จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-danai/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-danai</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jul 2019 01:35:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดอาการติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การลดการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย ชินคำ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=939</guid>

					<description><![CDATA[<p>การให้บริการรักษาและบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ถือเป็นสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐอย่างสถานพยาบาลที่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา บริการดังกล่าวจึงถือเป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ป่วยและญาติ รวมถึงผู้ใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ผู้ติดสุราที่เข้ารับบริการบำบัดกลับมีจำนวนน้อยมาก โดยนับเฉพาะที่ผ่านการคัดกรองโรคก็มีจำนวนแค่ประมาณ 200,000 คน จากผู้ดื่มสุราทั้งหมด 2.7 ล้านคน โจทย์ที่เหมือนจะง่าย แต่ตอบยากคือ ‘ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมเข้ารับการบำบัด’ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนสนทนากับ ดนัย ชินคำ นักวิจัย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผู้มีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ และหนึ่งในทีมงานที่ทำโครงการวิจัยเรื่อง ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเข้าไม่ถึงบริการ และปัญหาของผู้ที่ต้องการบำบัดรักษาอาการติดสุรา &#160; &#160; ที่มาที่ไปของงานวิจัย ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ คืออะไร จุดเริ่มต้นคือ เราทราบว่าตอนนี้มีคนดื่มสุราเยอะ และมีผู้ที่มีปัญหาติดสุราค่อนข้างมาก ถ้าดูจากข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ แล้วจะพบว่า มีผู้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ขณะที่ทางกรมสุขภาพจิตได้สำรวจ พบว่าในปี 2556 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมในการดื่มถี่ และมีภาวะติดสุรา (alcohol addict) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/">จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การให้บริการรักษาและบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ถือเป็นสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐอย่างสถานพยาบาลที่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา บริการดังกล่าวจึงถือเป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ป่วยและญาติ รวมถึงผู้ใกล้ชิด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ติดสุราที่เข้ารับบริการบำบัดกลับมีจำนวนน้อยมาก โดยนับเฉพาะที่ผ่านการคัดกรองโรคก็มีจำนวนแค่ประมาณ 200,000 คน จากผู้ดื่มสุราทั้งหมด 2.7 ล้านคน โจทย์ที่เหมือนจะง่าย แต่ตอบยากคือ ‘ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมเข้ารับการบำบัด’</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนสนทนากับ <strong>ดนัย ชินคำ </strong>นักวิจัย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผู้มีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ และหนึ่งในทีมงานที่ทำโครงการวิจัยเรื่อง ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเข้าไม่ถึงบริการ และปัญหาของผู้ที่ต้องการบำบัดรักษาอาการติดสุรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-955 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: left;"><strong>ที่มาที่ไปของงานวิจัย </strong><strong>‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ </strong><strong>คืออะไร</strong></h4>
<p>จุดเริ่มต้นคือ เราทราบว่าตอนนี้มีคนดื่มสุราเยอะ และมีผู้ที่มีปัญหาติดสุราค่อนข้างมาก ถ้าดูจากข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ แล้วจะพบว่า มีผู้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ขณะที่ทางกรมสุขภาพจิตได้สำรวจ พบว่าในปี 2556 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมในการดื่มถี่ และมีภาวะติดสุรา (alcohol addict) อยู่ที่ประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอเราทราบจำนวนผู้ป่วย เราก็ไปดูอีกทีว่า คนที่มีปัญหาได้รับการเข้าถึงบริการรักษาป้องกันและฟื้นฟูในเรื่องการดื่มสุราหรือเปล่า เราจึงทราบข้อมูลว่า สถิติในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น เราจึงอยากทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงการบริการนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ที่บอกว่าคนที่เข้าถึงบริการมีน้อย ในผลสำรวจนี้มีบอกไหมว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์</strong></h4>
<p>ในผลสำรวจนี้ไม่ได้บอก แต่ว่าทางทีมวิจัยได้มีการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล 43 แฟ้ม”ในนั้นจะมีแฟ้มสำหรับคัดกรอง ซึ่งมีข้อมูลว่าคัดกรองไปแล้วกี่คน อีกแฟ้มหนึ่งจะเป็นแฟ้มของการรักษา ซึ่งจะมีบอกว่าบำบัดไปแล้วกี่คน  หากดูเป็นตัวเลขจะพบว่า ตัวเลขของคนที่ได้รับการคัดกรองจะอยู่ที่ประมาณ  2  ล้านคน แล้วคนที่เข้ารับการบำบัดจริง ๆ จะอยู่ที่ประมาณ  2 แสนกว่าคน ซึ่งก็ประมาณ 10 เท่าที่มีปัญหา แต่ว่าแนวโน้มของคนที่ได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2556 ถึงปัจจุบันนี้ มีคนที่ได้รับการรักษาเพิ่มขึ้นอยู่ แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึง 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นที่มาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่เข้ารับการรักษา</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเลขของผู้รับบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</strong></h4>
<p>ตอนนี้ทางทีมยังไม่ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ว่า แต่นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยของเราเหมือนกันว่า ทำไมตัวเลขถึงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะต้องมีการเก็บข้อมูลและไปสัมภาษณ์เชิงลึก หรือไปศึกษาระบบจริงๆ ว่าในระบบการรักษาหรือการเข้าถึงบริการ มีหน่วยบริการเพิ่มขึ้น หรือมีเจ้าหน้าที่ให้บริการเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือว่าผู้ป่วยมีการรับรู้ว่าโรงพยาบาลนี้สามารถไปรับการรักษาได้ไหม การรักษาเป็นอย่างไรบ้าง เราจะต้องไปดู แต่เรายังฟันธงให้ไม่ได้ว่าเพราะอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กรอบของงานวิจัยนี้ครอบคลุมถึงหน่วยบริการด้วยหรือเปล่า</strong></h4>
<p>โครงการเราไม่ได้ครอบคลุมถึงขนาดนั้น แต่โครงการของ พ.ญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.) ได้ทำเรื่องนี้ด้วย โดยมีการไปทำสัมภาษณ์เชิงลึก ว่ามีการให้บริการอย่างไร มีแพทย์ พยาบาลกี่คน มีระบบการส่งต่ออย่างไร และยังไปศึกษาเครือข่ายการให้บริการในแต่ละจังหวัด ทั้งในระบบที่อยู่ตามโรงพยาบาล และนอกระบบที่เป็นหน่วยงานเอกชน ภาคชุมชน หรือวัด</p>
<p>ตอนนี้งานวิจัยอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงร่างการวิจัย ซึ่งเราได้ศึกษาและทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจัยที่มีลักษณะที่คล้ายกัน โดยดูว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์มีรูปแบบในการทำวิจัยอย่างไร ซึ่งทีมวิจัยได้ขอคำปรึกษาจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าเราจะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงการให้บริการ เราควรจะกำหนดกรอบหรือวิธีการวิจัยอย่างไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปเราจะมีการจัดประชุมกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพิจารณาโครงร่างการวิจัยร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กรอบแนวคิดให้แนวทางในการศึกษาตัวแปรอย่างไรที่เราสนใจ</strong></h4>
<p>ถ้ายกตัวอย่างกรอบที่เรายึดมาเลย เขาจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ก็คือ ฝ่ายผู้ให้บริการ กับฝ่ายผู้รับบริการ โดยดูว่าในส่วนผู้ให้บริการมีปัจจัยอะไรที่น่าจะมีผลต่อการให้บริการ หรือส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เช่น มีการยอมรับหรือเปล่า หรือมีกำลังคนและทรัพยากรที่เพียงพอไหมในการให้บริการ และยังมีเรื่องสถานที่ตั้งของหน่วยงาน โดยดูว่าหน่วยงานนั้นกระจายอยู่ในทุกพื้นหรือไม่</p>
<p>สำหรับฝั่งผู้รับบริการ เราดูเรื่องการเข้าถึงและความสามารถที่จะเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือว่าสถานพยาบาล และยังดูเรื่องการรับรู้ของผู้รับบริการว่า พวกเขารับรู้หรือคิดว่าตนเองมีปัญหาไหม และรู้สถานที่ที่ให้การบำบัดรักษาหรือไม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-957 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากงานวิจัยที่ผ่านมาทั้งในและต่างประเทศ พบอุปสรรคอะไรบ้างที่ทำให้คนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้</strong></h4>
<p>จริงๆ ก่อนหน้านี้จะมีการศึกษาที่คล้ายกันของอาจารย์กุลนรี เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4974495/">‘Barriers to successful treatment of alcohol addiction as perceived by healthcare professionals in Thailand – a Delphi study about obstacles and improvement suggestions’</a> เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้คนเข้าถึงบริการ หลักๆ พบว่าอุปสรรคที่สำคัญคือ เรื่องของการขาดความร่วมมือในการสนับสนุนให้เข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอง ที่บางที่ไม่มีกำลังพอจะพาผู้ป่วยมาบำบัด ในส่วนของตัวผู้ป่วยเอง บางคนไม่ได้อยากเข้ามารับการรักษาบำบัด จึงเห็นได้ว่ามันมีปัญหาและอุปสรรคกันทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ และในอนาคต เราจะทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการในต่างประเทศต่อไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในประเทศไทยก็มีงานศึกษาของอาจารย์กุลนรี ซึ่งตีกรอบปัจจัยเรื่องฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการคล้ายกัน แล้วงานวิจัยหรือคำตอบที่เราคาดหวังจากงานวิจัยนี้ จะมาเติมเต็มหรือจะแตกต่างจากงานของอาจารย์กุลนรี</strong></h4>
<p>งานของเราจะเน้นเรื่องการประเมินการเข้าถึงของคนที่อยู่ในระบบสุขภาพ คือการเข้าถึงการบำบัดรักษาในหน่วยงานที่อยู่ในระบบสุขภาพ ซึ่งเรามองว่า จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา เช่น ถ้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้งบเข้ามาที่ระบบสุขภาพ เราก็จะพยายามจะปรับปรุงตรงนั้นให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น และนอกจากเรื่องอุปสรรคในการเข้าถึงแล้ว เรายังศึกษาเรื่องต้นทุนต่อหน่วยในการให้บริการด้วย โดยดูว่า การให้บริการบำบัดฟื้นฟูตามแผนงานจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพื่อใช้ประกอบเรื่องภาระงบประมาณของสปสช. หรือทางกระทรวงด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เป็นไปได้ไหมว่า ปัจจัยที่ผลักให้คนเข้ารับบริการ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคทำให้คนไม่เข้ารับบริการเป็นคนละปัจจัยกัน</strong></h4>
<p>เป็นไปได้ เพราะถ้าดูคนที่เลือกจะเข้ารับบริการ ก็อาจจะมาจากปัจจัยส่วนตัวค่อนข้างสูง เช่น อยากเลิกเพราะปัญหาสุขภาพ มีคนมาให้กำลังใจ แต่ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็มี เช่น บ้านอยู่ไกลสถานพยาบาล การเข้าถึงและการเดินทางค่อนข้างลำบาก รวมถึงเรื่องความรู้ที่ได้รับอาจไม่มากพอที่จะทราบว่า การดื่มเหล้าส่งผลต่อสุขภาพ บางคนยังคิดว่าการดื่มเหล้านิดเดียวเป็นการกระตุ้นให้เลือดลมเดินดี แต่จริงๆ อย่างที่เราทราบว่า จะดื่มนิดเดียวหรือดื่มหนักล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพในด้านลบ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ถ้าผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น หน่วยงานที่ดูแลจะสามารถรองรับและบำบัดได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงหรือเปล่า</strong></h4>
<p>ในตอนนี้ ทุกโรงพยาบาลที่มีคลินิกสุรายาเสพติดสามารถให้การบำบัดรักษาได้ หรือโรงพยาบาลอำเภอก็สามารถให้บริการได้ แต่อย่างที่บอกว่า การเข้ารับบริการหรือว่าจำนวนเจ้าหน้าที่อาจจะไม่เพียงพอ หรือว่าบ้านอยู่ไกลมาไม่ได้ เพราะการรักษาสุราไม่ใช่การรักษาครั้งเดียว แต่ต้องมีการติดตามฟื้นฟูด้วย เพราะมีโอกาสที่จะรักษาแล้วกลับไปติดใหม่ หรือกลับไปดื่มใหม่อีกรอบหนึ่ง กรณีแบบนี้ก็มีค่อนข้างเยอะเหมือนกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เท่าที่ทำการสำรวจมา คิดว่าวิธีไหนที่จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งกับตัวผู้ให้บริการและผู้รับบริการ</strong></h4>
<p>หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์ให้ลดการดื่มสุราในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหรือว่างานสำคัญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี อีกอย่างหนึ่งคือ จะทำอย่างไรให้เขาเห็นว่า การดื่มสุราไม่ได้มีผลกระทบแค่ตัวผู้ดื่ม แต่ยังมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือดื่มแล้วมีปากเสียงกับคนในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คนอยากเข้ารับการบริการจะขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง ปัจเจกบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงสังคมด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>คนดื่มไม่คิดว่าการดื่มทำให้เจ็บป่วยแต่อย่างใด แล้วฝั่งเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน</strong></h4>
<p>ในมุมมองของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทุกคนจะคิดเหมือนกันว่า เหล้ามีผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะดื่มมากหรือดื่มน้อย เพราะฉะนั้น ทุกคนจะคิดว่าจะต้องหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าจะโทษแต่ฝั่งผู้รับการบริการอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกว่าอาจจะมีปัจจัยมากกว่านี้ที่ทำให้คนเข้าถึงและเข้าไม่ถึงการบริการ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องอาศัยการศึกษาต่อไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในส่วนของการจัดบริการภาคชุมชน เช่น ผู้นำหมู่บ้าน หรือผู้นำทางศาสนา เข้ามามีบทบาทกับการจัดบริการในระบบอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>ถ้ายกตัวอย่างในชุมชน จะมีกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือไม่ก็เป็นผู้นำในหมู่บ้านที่คอยสอดส่องดูแลคนในความรับผิดชอบ  เช่น การดื่มเหล้า หากมีงานบุญ เขาก็พยายามที่จะให้ปลอดเหล้ามากที่สุด ใครที่มีปัญหาดื่มหนักก็จะมีการตักเตือนกัน ขณะที่วัดในบางพื้นที่อาจจะเข้าไปช่วยบำบัดด้วย เป็นการใช้ศาสนาในการบำบัด ซึ่งนี่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือกันภายในชุมชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-959" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เข้าใจว่างานวิจัยนี้มีการลงพื้นที่ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่มทำโครงการมา ได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดใดบ้าง และมีเรื่องอะไรที่ทำให้เราในฐานะนักวิจัยที่นั่งอยู่ในห้องสมุดต้องเซอร์ไพรส์ไหม</strong></h4>
<p>เราไปลงพื้นที่ที่จังหวัดหนึ่ง เบื้องต้นพบว่า จังหวัดดังกล่าวมีสถิติการดื่มสุราค่อนข้างเยอะที่สุดในประเทศ ซึ่งการทำการสำรวจดังกล่าวจะทำให้เราได้รูปแบบการทำงานที่มีลักษณะเฉพาะพื้นที่ด้วย</p>
<p>เรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องสุรา ที่จริงๆ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นทีมวิจัยเรา เราจะมีความรู้เฉพาะแค่หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่จริงแล้ว งานด้านสุรามีองค์กรท้องถิ่น หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) เข้ามาช่วยด้วย และยังมีหลายๆ หน่วยงาน ทั้งวัดทั้งองค์กรการกุศลเข้าที่เข้ามามีส่วนร่วม การที่เราได้ไปลงพื้นที่จะทำให้เราเห็นความแตกต่างกันในเรื่องของบุคลากร เนื่องจากการลงพื้นที่ก็จะมีหลายคนหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง คอยร่วมด้วยช่วยกัน พอเราไปจังหวัดนี้เราก็เป็นแบบหนึ่ง จังหวัดหน้าก็คิดว่าจะไม่เหมือนกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในขณะที่ลงพื้นที่ เราได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับผู้ป่วยบ้างหรือเปล่า</strong></h4>
<p>ตัวผมเองไม่ได้คุยกับคนที่ดื่มโดยตรง แต่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เชิงลึกกับญาติของผู้ป่วยอีกทอดนึง ซึ่งภายหลังได้ทราบว่าญาติผู้ป่วยคนดังกล่าวเคยเป็นผู้ที่ติดสุรามาก่อน แต่สามารถเลิกได้ โดยเขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เรื่องของปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง เขาจึงคิดว่า ถ้าเลิกดื่มได้ก็อาจจะหายจากอาการป่วย และจะมีสิ่งดี ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกหลานให้ความเคารพมากขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มเข้ามาพูดคุยมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากตอนติดสุราที่ตนเคยมีประสบการณ์ว่า เมื่อดื่มเหล้าก็มีปัญหาทะเลาะกับคนในครอบครัวจนเกิดความรุนแรง ดังนั้น เราจึงพบว่าปัจจัยหลักๆ ของคนที่จะเลิกเหล้าได้ขึ้นอยู่ที่ใจของผู้ดื่ม ไม่ว่าจะมีหมอ มีพยาบาล หรือมีหน่วยงานเข้ามาช่วยแค่ไหน แต่ถ้าตัวผู้ป่วยไม่อยากเลิกก็ไม่สามารถเลิกได้ ดังนั้น กำลังใจของคนในครอบครัวและชุมชนรอบข้างจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เท่าที่ได้ลงพื้นที่มา เราพอที่จะเจอปัจจัยอะไรที่ทำให้คนดื่มสุรา </strong></h4>
<p>จากข้อมูลที่ได้มา ปัจจัยหลักที่ทำให้คนดื่มสุรามีอยู่ 2 ปัจจัย ข้อแรกคือ การดื่มสุรากลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว ไม่ว่างานบุญหรืองานศพก็จะมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีทำงานมาเหนื่อยๆ ก็คิดว่าดื่มเหล้านิดเดียวพอเป็นยาชูกำลัง และอีกปัจจัยคือ สุรากลายเป็นหนึ่งในสินค้าอุตสาหกรรม มีทั้งโรงงานการผลิตและเป็นหนึ่งในสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เวลาลงพื้นที่ มีคำถามวิจัยใหม่ๆ นอกเหนือจากเรื่องที่เรากำลังศึกษาอยู่เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า</strong></h4>
<p>อย่างที่บอกว่าโครงการนี้สนใจเรื่องหน่วยบริการที่อยู่ในระบบสุขภาพ เวลาลงพื้นที่เราก็จะเกิดคำถามว่าถ้าเป็นนอกระบบบริการล่ะ ทำไมเขาถึงมาร่วมมือกัน หรือให้ความสนใจในการบำบัดผู้มีปัญหาการติดสุราในชุมชนของเขา ทำไมเขาถึงรวมตัวกัน ใครที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในโครงการนี้ หรือว่าเขามองเห็นประโยชน์อะไรเมื่อเขามาทำงาน ณ จุดนี้ ซึ่งคิดว่าตรงนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ อย่างเวลาคนมารับบริการที่โรงพยาบาล เมื่อกลับไปที่ชุมชนแล้ว เขาจะต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ชุมชนควรมีอะไรที่จะมาช่วยเหลือคนที่อยู่ในจุดนี้บ้าง ถ้าจะทำต่อไป ก็คงจะเป็นเรื่องหน่วยบริการที่อยู่นอกระบบ ดูว่าพวกเขามีการให้บริการอย่างไร รวมถึงดูเรื่องประสิทธิภาพด้วยว่า การบำบัดในระบบหรือนอกระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เมืองกับชนบทเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ที่จะทำให้คนเข้าหรือไม่เข้าถึงบริการ</strong></h4>
<p>หนึ่งปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญคือการกระจายตัวของหน่วยบริการ อย่างในเมือง คนในเมืองสามารถเข้ารับบริการได้ง่ายกว่า เพราะมีทั้งสถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ตามชนบทหรืออยู่นอกเขตเมือง การกระจายตัวของที่อยู่อาศัยทำให้การมาโรงพยาบาลของเขาอาจใช้ระยะเวลาที่นานกว่า แล้วนี่ก็จะเป็นส่วนสำคัญ เพราะพวกเขาต้องทำงานด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>จะมีการขยายผลการทำวิจัยไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกหรือเปล่า</strong></h4>
<p>โครงการน่าจะมีการขยายผล เพราะมีการออกเป็นประกาศให้พื้นที่ดำเนินการ เช่น ถ้ามีชุดบริการอยู่ชุดหนึ่ง จะมีการออกประกาศว่า พื้นที่นี้ควรจะมีการดำเนินงานแบบนี้ เป็นไปตามขั้นตอน จากนั้นจึงประกาศออกไปเป็นภาพรวมของประเทศ ทีนี้ เขาอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เขาประกาศไป พื้นที่ตรงนั้นทำได้ไหม และมีความพร้อมแค่ไหน จึงเริ่มมีการศึกษาเรื่องศูนย์พื้นที่ศึกษา ซึ่งน่าจะเอามาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาตัวโปรแกรมที่ได้รับการประกาศออกไปให้ดีขึ้น หรือว่าดูว่ามีอะไรที่ต้องเสริม ต้องประกาศเพิ่ม หรือต้องลดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระมาก</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในฐานะนักวิจัย คาดหวังผลลัพธ์อะไรจากงานวิจัยนี้ </strong></h4>
<p>ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ประกอบในการวางแผนการทำงาน และการตัดสินใจในเชิงนโยบาย ซึ่งเราจะต้องหาปัจจัยสำคัญหลักๆ ที่ทำให้คนเข้าถึงการบริการ โดยหน้าที่ของนักวิจัยคือ การสร้างหลักฐานตัวนี้ให้มีคุณภาพ จากนั้นจึงเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-952" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/">จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">939</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
