<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>มูลนิธิ HITAP Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4-hitap/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/มูลนิธิ-hitap/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:21:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>มูลนิธิ HITAP Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/มูลนิธิ-hitap/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=medicine-for-aud</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2020 09:30:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดผู้ติดสุราด้วยยา]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้ยาในการบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[ยาบำบัดอาการติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[สุจิระ ปรีชาวิทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1706</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข้อมูลการสำรวจด้านระบาดวิทยา ปี 2556 ที่พบว่าคนไทยมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา รวมกันถึง 2.7 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด หากในจำนวน 2.7 ล้านคนนี้ มีคนเข้าถึงบริการบำบัดเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขมักพูดถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการบำบัดเป็นหลัก แต่แท้จริงแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ปัญหาเรื่องยารักษาผู้ติดสุรา แม้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยจากหลายแหล่งล้วนระบุตรงกันว่า การใช้ยาสำคัญต่อการรักษาภาวะติดสุราไม่น้อยไปกว่าจิตสังคมบำบัด (Psychosocial Treatment) ทว่าปัจจุบัน ยาที่สามารถเบิกใช้รักษาผู้ติดสุราในประเทศไทยกลับมีเพียงรายการเดียว คือ Disulfiram ยา Disulfiram ขึ้นทะเบียนในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นที่รู้จักกันในฐานะยาช่วยรักษาอาการติดสุรามานาน กระนั้น การใช้ยาดังกล่าวกลับมีข้อจำกัดมากมาย เช่น สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยเลิกดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดแล้วเท่านั้น โรงพยาบาลหลายแห่งไม่นำเข้ายาชนิดนี้ ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ Disulfiram รักษาเท่าที่ควร ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าข้อจำกัดเรื่องยาคือกับดักใหญ่ที่ทำให้ระบบการรักษาและบำบัดผู้ติดสุราก้าวหน้าเชื่องช้า มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จึงร่วมมือกับคณะผู้วิจัยของ นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์ จากโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ทำ “การทบทวนวรรณกรรมเรื่องยาสำหรับดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในประเทศไทย” เพื่อมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการนำตัวยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้การรับรองมาใช้ในระบบสาธารณสุขของไทย และนี่คือความคืบหน้าเรื่องยาที่ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/">เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข้อมูลการสำรวจด้านระบาดวิทยา ปี 2556 ที่พบว่าคนไทยมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา รวมกันถึง 2.7 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด หากในจำนวน 2.7 ล้านคนนี้ มีคนเข้าถึงบริการบำบัดเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขมักพูดถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการบำบัดเป็นหลัก</p>
<p>แต่แท้จริงแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ปัญหาเรื่องยารักษาผู้ติดสุรา</p>
<p>แม้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยจากหลายแหล่งล้วนระบุตรงกันว่า การใช้ยาสำคัญต่อการรักษาภาวะติดสุราไม่น้อยไปกว่าจิตสังคมบำบัด (Psychosocial Treatment) ทว่าปัจจุบัน ยาที่สามารถเบิกใช้รักษาผู้ติดสุราในประเทศไทยกลับมีเพียงรายการเดียว คือ Disulfiram</p>
<p>ยา Disulfiram ขึ้นทะเบียนในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นที่รู้จักกันในฐานะยาช่วยรักษาอาการติดสุรามานาน กระนั้น การใช้ยาดังกล่าวกลับมีข้อจำกัดมากมาย เช่น สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยเลิกดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดแล้วเท่านั้น โรงพยาบาลหลายแห่งไม่นำเข้ายาชนิดนี้ ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ Disulfiram รักษาเท่าที่ควร</p>
<p>ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าข้อจำกัดเรื่องยาคือกับดักใหญ่ที่ทำให้ระบบการรักษาและบำบัดผู้ติดสุราก้าวหน้าเชื่องช้า มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จึงร่วมมือกับคณะผู้วิจัยของ <strong>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์</strong> จากโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ทำ “การทบทวนวรรณกรรมเรื่องยาสำหรับดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในประเทศไทย” เพื่อมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการนำตัวยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้การรับรองมาใช้ในระบบสาธารณสุขของไทย</p>
<p>และนี่คือความคืบหน้าเรื่องยาที่ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า เก็บจากงานประชุมเสวนาการพัฒนาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ยาในการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มาฝากคุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ติดสุรา = ปัญหาใหญ่ของไทยและโลก</h1>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1714" aria-describedby="caption-attachment-1714" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="size-full wp-image-1714" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1714" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพสถานการณ์ปัญหาการดื่มสุราด้วยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าปัจจุบัน ตัวเลขผู้มีปัญหาการดื่มสุราพุ่งสูงถึง 75 ล้านคนทั่วโลก ความชุกพบได้ร้อยละ 20-36 ในระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ โดยพฤติกรรมการดื่มสุรามีแนวโน้มพบในกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาของต่างประเทศ เด็กบางกลุ่มเริ่มมีปัญหาการดื่มสุราตั้งแต่อายุ 14 ปีด้วยซ้ำ</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีปัญหาการดื่มเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p>“งานวิจัยชิ้นหนึ่งในอเมริกาบอกว่า ผู้มีปัญหาการดื่มสุราเพียง 1 ใน 6 เท่านั้นที่ได้รับการประเมิน คัดกรองเข้าสู่กระบวนการรักษา หรือได้รับคำแนะนำจากบุคลากรด้านสุขภาพ ส่วนในประเทศไทย จำนวนผู้เข้าถึงการรักษาเต็มรูปแบบยังไม่มีรายงานแน่ชัด” นพ.สุจิระกล่าว</p>
<p>เมื่อไม่ได้รับการรักษาบำบัด ผลกระทบที่ตามมาจากการดื่มสุราจึงยิ่งทวีความรุนแรง แน่นอนว่าประการแรกย่อมเป็นปัญหาสุขภาพของผู้ดื่ม สุราทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคตับ โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม</p>
<p>นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการเกิดอาการสมองเสื่อม โดยพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 36 กรัมต่อวันทำให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง (cognitive decline) เมื่อเทียบกับคนดื่มในระดับที่ต่ำกว่า</p>
<p>“ต่อมาเป็นผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อสังคม โดยเฉพาะปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ ปัญหาการใช้ความรุนแรง มีการศึกษากับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในต่างประเทศ พบว่า  นักเรียนที่มีการใช้แอลกอฮอล์ จะมีแนวโน้มก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มไม่ดื่ม</p>
<p>“ปัญหาด้านอุบัติเหตุ ก็มีงานศึกษาของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือเม็กซิโก ต่างพบว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง (Severe Injury) แทบทั้งสิ้น” นพ.สุจิระชี้แจง และเสริมว่าการดื่มสุรายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ อย่างการก่ออาชญากรรม ปัญหาครอบครัว ปัญหาด้านการศึกษา รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มากก็น้อย</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือมีรายงานว่าการดื่มสุราส่งผลให้ระดับความพิการ (Disability) และการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจากปกติถึง 13 เปอร์เซ็นต์</p>
<p>“ตัวอย่างเช่น การฆ่าตัวตาย เราพบว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงและแรงกระตุ้นที่สำคัญ จริงอยู่ว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมีหลายด้าน อาจเป็นเพราะป่วยเป็นโรคจิตเวช แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ฆ่าตัวตายได้สำเร็จ มักเป็นผู้ป่วยที่มีการใช้แอลกอฮอล์ร่วมด้วย” นพ.สุจิระอธิบาย</p>
<p>ทั้งนี้ จากการสำรวจทางระบาดวิทยาในปี 2557 พบว่า ความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา ทำให้สูญเสียปีสุขภาวะ หรือจำนวนปีที่เสียไปเพราะประชากรในประเทศสุขภาพไม่แข็งแรง พิการ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มากถึง 434,428 ปี คิดเป็นอันดับ 1 หรือร้อยละ 42.6 ของกลุ่มโรคจิตเวชทั้งหมด รวมถึงเทียบเป็นร้อยละ 2.89 ของภาวะโรคทั้งหมดในไทย</p>
<p>“จะเห็นได้ว่า ปัญหาแอลกอฮอล์เป็นปัญหาเร่งด่วนสำหรับระบบสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและทั่วโลก ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานอื่นๆ จึงพยายามหาแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วย  โดยเริ่มมีการใช้แบบประเมินคัดกรองผู้ป่วยที่มีปัญหาการดื่มสุราในระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย ไปจนถึงการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงเพื่อรักษา”</p>
<p>และก้าวต่อไปของการพัฒนา คือการหาตัวยาใหม่ๆ เข้ามาช่วยบำบัดรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ทำความรู้จักยาใหม่ เลือกที่ใช่สำหรับชีวิต</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>“เดิมเป้าหมายสูงสุดของการรักษาผู้มีปัญหาการดื่ม คือทำให้เข้าสู่ภาวะหยุดดื่มสุรา (abstinent) จนกระทั่งปี 2006 มีงานศึกษาที่เรียกว่า COMBINE Study ในประเทศอเมริกาเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวคิดการรักษา จากที่มีเป้าหมายเป็นภาวะหยุดดื่มโดยสิ้นเชิง ก็เพิ่มเป้าหมายด้านการลดปริมาณการดื่ม หรือเปลี่ยนพฤติกรรมดื่มหนัก (Heavy Drinking) อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าการรักษาที่สำเร็จคือการทำให้เลิกสุราได้เสมอไป” นพ.สุจิระเล่าที่มาที่ไปของแนวคิดการบำบัดผู้ติดสุราในปัจจุบัน</p>
<p>เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน การใช้ตัวยาเองก็ต้องเปลี่ยน และดูเหมือนว่าประเทศไทยที่มีเพียงยา Disulfiram รักษาผู้ติดสุราจะไม่ตอบโจทย์การรักษาแนวคิดใหม่ เพราะยาชนิดนี้ หากรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์จะเกิดผลข้างเคียง เช่น หน้าแดง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาจำเป็นต้องหยุดดื่มเท่านั้นหากต้องการใช้ยาช่วย ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีเป้าหมายลดปริมาณการดื่มจะไม่สามารถใช้ยา Disulfiram ในการบำบัดได้เลย</p>
<p>ดังนั้น ถ้ามียาชนิดอื่นให้ผู้มีปัญหาการดื่มได้เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์และเป้าหมายของตน ย่อมทำให้การบำบัดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งนพ.สุจิระกล่าวว่า องค์การอาหารและยาในสหรัฐอเมริกาได้รับรองยาที่ใช้รักษาผู้ติดสุราไว้อีก 3 ชนิดนอกจาก Disulfiram ได้แก่ ยา Naltrexone แบบรับประทานและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และยา Acamposate ทั้งยังมียาบางตัว เช่น Topiramate Gabapentin Balcofen และ Ondansetron ที่มีงานวิจัยรองรับว่าปลอดภัยและใช้รักษาได้มีประสิทธิภาพดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1715" aria-describedby="caption-attachment-1715" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="size-full wp-image-1715" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1715" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากเรานำยาทุกชนิดมาวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย และหลักฐานงานวิจัยที่รองรับจะได้ผลดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Naltrexone</h4>
<p>+ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่ยังดื่มสุราอยู่ได้อย่างปลอดภัย</p>
<p>+ สามารถใช้ลดพฤติกรรมดื่มหนัก (Heavy drinking) ได้</p>
<p>+ ใช้ง่าย รับประทานวันละ 1 เม็ด หรือฉีดแค่เดือนละ 1 ครั้ง</p>
<p>&#8211; ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน(acute hepatitis) หรือ ตับวาย (hepatic failure)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Acamposate</h4>
<p>+ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับได้</p>
<p>+ สามารถใช้ร่วมกับยารักษาอาการจิตเวชต่างๆ ได้</p>
<p>+ มีการศึกษากับกลุ่มคนเอเชียในปี 2018 ระบุว่าคนที่ได้รับยามีแนวโน้มเลิกดื่มกว่าคนที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>&#8211; ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องเลิกดื่มก่อนจึงรับยาได้</p>
<p>&#8211; รับประทานบ่อยวันละ 3 เวลา ครั้งละ 2 เม็ด</p>
<p>&#8211; ยานี้ถูกขับออกโดยไต จึงต้องตรวจดูภาวะค่าไตของผู้รับด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Disulfiram</h4>
<p>+ เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทย ใช้มานาน</p>
<p>&#8211; ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องเลิกดื่มก่อนจึงรับประทานยาได้อย่างปลอดภัย หากยังดื่มสุราอยู่ ไม่แนะนำให้ใช้ทุกกรณี</p>
<p>&#8211; มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการตับวาย (hepatic failure) ของผู้ป่วยบางกลุ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Topiramate</h4>
<p>+ เป็นยาที่ค่อนข้างคุ้นเคยกันดีในวงการแพทย์จิตเวช</p>
<p>+ มีผลรบกวนประสิทธิภาพยาจิตเวชชนิดอื่นค่อนข้างน้อย ทำให้ใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชได้</p>
<p>&#8211; ยานี้ถูกขับออกโดยไต จึงต้องตรวจดูภาวะค่าไตของผู้รับด้วย</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการทำงานของระบบประสาท (Cognitive Dysfuction) อาจมีอาการมึนงง เฉื่อยชา (psychomotor slowing) ตั้งสมาธิยาก</p>
<p>&#8211; ลดความอยากอาหารของผู้รับประทานยา ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Gabapentin</h4>
<p>+ ไม่ใช้ตับในกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับสามารถรับประทานได้</p>
<p>&#8211; แพทย์ต้องปรับปริมาณ (dose) ให้ผู้ป่วยแต่ละคนอย่างเหมาะสม</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงเรื่องกดการหายใจ เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม benzodiazepine</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Ondansetron</h4>
<p>+ ใช้ได้ดี มีประสิทธิภาพกับกลุ่มผู้ติดสุราขั้นต้น (early-onset AUD)</p>
<p>&#8211; ไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วยโรคตับ และผู้ใช้ยาจิตเวชบางประเภท</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิด Serotonin Syndrome ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Balcofen</h4>
<p>+ รู้จักกันทั่วไปในชื่อยาคลายกล้ามเนื้อ</p>
<p>+ ใช้กับผู้ป่วยโรคตับได้โดยไม่ต้องปรับปริมาณยา (dose)</p>
<p>&#8211; อาจกระตุ้นอาการโรคจิตเวช (Psychiatric disease) บางประเภท</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Valproic</h4>
<p>+ ใช้กับผู้ป่วย Bipolar ที่มีปัญหาการดื่มได้มีประสิทธิภาพดี แต่ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าช่วยลดการดื่มสุราหรือช่วยรักษาอาการ Bipolar เพราะงานวิจัยระบุเพียงผู้ป่วยประเภทนี้ได้รับยาแล้วดื่มน้อยลง</p>
<p>&#8211; ควรระวังการใช้ยากับผู้ป่วยโรคตับและผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">โมเดลการรักษาจากอเมริกามาสู่ไทย</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์ สรุปโมเดลการรักษาซึ่งอ้างอิงจากองค์กร American Psychological Association หรือ APA ว่าควรปฏิบัติตามแบบแผนดังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>#1</strong> เมื่อผู้มีปัญหาการดื่มสุรามาที่สถานพยาบาล ต้องได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ออาการขาดสุราหรือไม่ หากมี ควรรักษาหรือหาวิธีป้องกันอาการขาดสุราก่อน เพื่อลดอันตรายรุนแรงที่อาจเกิดตามมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>#2</strong> คัดแยกออกเป็นกลุ่มผู้ดื่มระดับ mild และ moderate ไปจนถึง severe</p>
<p>ต้องมีการประเมินคัดแยกโดยแพทย์เพื่อเลือกการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>การรักษากลุ่มผู้ดื่มระดับ </u><u>mild</u></strong></p>
<p>สำหรับกลุ่ม mild แนะนำให้รักษาโดยใช้จิตสังคมบำบัดเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้ยา หากผู้ป่วยสามารถลดการดื่มลงได้ ก็รักษาด้วยวิธีเดิมต่อเนื่อง 12 เดือน แต่ถ้าผู้ป่วยกลับไปดื่ม ให้ปรับโปรแกรมจิตสังคมบำบัดแบบเข้มข้นขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>การรักษากลุ่มผู้ดื่มระดับ </u><u>moderate </u><u>ไปจนถึง</u><u> severe</u></strong></p>
<p>จากงานวิจัย COMBINE Study ในประเทศอเมริกา แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการรักษาโดยใช้ยาเพียงอย่างเดียว การรักษาโดยใช้จิตสังคมบำบัดเพียงอย่างเดียว หรือใช้ยาร่วมกับจิตสังคมบำบัด ล้วนได้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ผู้ป่วยสามารถเลือกการรักษาที่เหมาะสมและสะดวกต่อตนเองได้</p>
<p>ทั้งนี้ บุคลากรการแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่า หากทดลองใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล การเพิ่มจิตสังคมบำบัดควบคู่ด้วยจะเห็นผลมากขึ้น</p>
<p>ในแง่ของการใช้ยา APA แนะนำว่ายาขนานแรกที่ควรเลือกใช้รักษาผู้ติดสุรา คือ Naltrexone หรือAcamposate โดยควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ</p>
<p>กรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยาขนานแรกภายใน 3-4 เดือน แพทย์สามารถพิจารณาให้</p>
<p>-รักษาด้วยจิตสังคมบำบัดแบบเข้มข้นเพิ่มเติม</p>
<p>-ปรับปริมาณยาเพิ่มขึ้น</p>
<p>หรือ –เปลี่ยนตัวยา ซึ่งเบื้องต้น ให้ทดลองเปลี่ยนการรับประทานยา Naltrexone เป็น Acamposate หรือถ้าเริ่มต้นจากการรับประทาน Acamposate ให้เปลี่ยนเป็น Naltrexone</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาทั้งคู่ ค่อยหันมาใช้ยาขนานที่สอง คือ Disulfiram และ Topiramate โดยประเมินว่าผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการหยุดดื่มหรือไม่ ถ้าสามารถหยุดดื่มได้อย่างเด็ดขาด ให้รับประทาน Disulfiram แต่ถ้าไม่มีแรงจูงใจหยุดดื่ม ให้เลือกใช้ยา Topiramate จะปลอดภัยยิ่งกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ความเป็นไปได้ของไทย</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อกลับมามองความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบบำบัดรักษาของไทย  เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากแวดวงคนทำงานได้ฉายภาพปัญหาของการให้บริการขณะนี้ว่า มีปัญหาทั้งฝั่งผู้ให้การรักษาและผู้เข้ารับการรักษา กล่าวคือ ผู้ให้การรักษายังมีปัญหาด้านองค์ความรู้ในการบริการไม่มากพอ บุคลากรและงบประมาณไม่เพียงพอ ส่วนผู้เข้ารับการรักษาเองก็ไม่เข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรักษาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร</p>
<p>นอกจากนี้ เรื่องการรับรองหรือขึ้นทะเบียนยาสำหรับการรักษาผู้ติดสุราก็สำคัญ เพราะจากการสอบถามบุคลากรจากสถานพยาบาลหลายแห่ง พบว่า หลายโรงพยาบาลมียาที่สามารถใช้รักษาผู้ติดสุราอย่าง Topiramate แต่ไม่สามารถขอเบิกเพื่อรักษากลุ่มผู้ติดสุราได้ เพราะ Indication หรือแนวทางการใช้ยาที่กำหนดไว้ไม่ได้ระบุกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ยาให้ครอบคลุม หรือสามารถผลักดันยา Naltrexone และ Accamposate เข้ามาใช้รักษาได้อย่างถูกต้อง ทำการศึกษาผลดีผลเสียของการนำยาเข้ามาใช้ในไทยเพื่อยืนยันความคุ้มค่า พัฒนา Guideline ในการใช้ยารูปแบบใหม่ๆ แน่นอนว่าคงทำให้ระบบการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการผลักดันนี้ต้องเกิดจากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งองค์การเภสัชกรรม (GPO) ที่คอยดูแลเรื่องการผลิตและขึ้นทะเบียนบริษัทนำเข้า คณะอนุกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ราชวิทยาลัยที่ศึกษา ทำการรับรองตัวยา ไปจนถึงภาคประชาสังคมช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดกระแสในหมู่ประชาชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1716" aria-describedby="caption-attachment-1716" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="size-full wp-image-1716" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1716" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm และ HITAP</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/">เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1706</post-id>	</item>
		<item>
		<title>จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-danai/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-danai</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jul 2019 01:35:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดอาการติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การลดการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย ชินคำ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=939</guid>

					<description><![CDATA[<p>การให้บริการรักษาและบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ถือเป็นสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐอย่างสถานพยาบาลที่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา บริการดังกล่าวจึงถือเป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ป่วยและญาติ รวมถึงผู้ใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ผู้ติดสุราที่เข้ารับบริการบำบัดกลับมีจำนวนน้อยมาก โดยนับเฉพาะที่ผ่านการคัดกรองโรคก็มีจำนวนแค่ประมาณ 200,000 คน จากผู้ดื่มสุราทั้งหมด 2.7 ล้านคน โจทย์ที่เหมือนจะง่าย แต่ตอบยากคือ ‘ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมเข้ารับการบำบัด’ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนสนทนากับ ดนัย ชินคำ นักวิจัย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผู้มีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ และหนึ่งในทีมงานที่ทำโครงการวิจัยเรื่อง ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเข้าไม่ถึงบริการ และปัญหาของผู้ที่ต้องการบำบัดรักษาอาการติดสุรา &#160; &#160; ที่มาที่ไปของงานวิจัย ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ คืออะไร จุดเริ่มต้นคือ เราทราบว่าตอนนี้มีคนดื่มสุราเยอะ และมีผู้ที่มีปัญหาติดสุราค่อนข้างมาก ถ้าดูจากข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ แล้วจะพบว่า มีผู้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ขณะที่ทางกรมสุขภาพจิตได้สำรวจ พบว่าในปี 2556 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมในการดื่มถี่ และมีภาวะติดสุรา (alcohol addict) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/">จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การให้บริการรักษาและบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ถือเป็นสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐอย่างสถานพยาบาลที่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา บริการดังกล่าวจึงถือเป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ป่วยและญาติ รวมถึงผู้ใกล้ชิด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ติดสุราที่เข้ารับบริการบำบัดกลับมีจำนวนน้อยมาก โดยนับเฉพาะที่ผ่านการคัดกรองโรคก็มีจำนวนแค่ประมาณ 200,000 คน จากผู้ดื่มสุราทั้งหมด 2.7 ล้านคน โจทย์ที่เหมือนจะง่าย แต่ตอบยากคือ ‘ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมเข้ารับการบำบัด’</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนสนทนากับ <strong>ดนัย ชินคำ </strong>นักวิจัย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผู้มีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ และหนึ่งในทีมงานที่ทำโครงการวิจัยเรื่อง ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเข้าไม่ถึงบริการ และปัญหาของผู้ที่ต้องการบำบัดรักษาอาการติดสุรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-955 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit7-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: left;"><strong>ที่มาที่ไปของงานวิจัย </strong><strong>‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ </strong><strong>คืออะไร</strong></h4>
<p>จุดเริ่มต้นคือ เราทราบว่าตอนนี้มีคนดื่มสุราเยอะ และมีผู้ที่มีปัญหาติดสุราค่อนข้างมาก ถ้าดูจากข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ แล้วจะพบว่า มีผู้ประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ขณะที่ทางกรมสุขภาพจิตได้สำรวจ พบว่าในปี 2556 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมในการดื่มถี่ และมีภาวะติดสุรา (alcohol addict) อยู่ที่ประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอเราทราบจำนวนผู้ป่วย เราก็ไปดูอีกทีว่า คนที่มีปัญหาได้รับการเข้าถึงบริการรักษาป้องกันและฟื้นฟูในเรื่องการดื่มสุราหรือเปล่า เราจึงทราบข้อมูลว่า สถิติในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น เราจึงอยากทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงการบริการนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ที่บอกว่าคนที่เข้าถึงบริการมีน้อย ในผลสำรวจนี้มีบอกไหมว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์</strong></h4>
<p>ในผลสำรวจนี้ไม่ได้บอก แต่ว่าทางทีมวิจัยได้มีการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล 43 แฟ้ม”ในนั้นจะมีแฟ้มสำหรับคัดกรอง ซึ่งมีข้อมูลว่าคัดกรองไปแล้วกี่คน อีกแฟ้มหนึ่งจะเป็นแฟ้มของการรักษา ซึ่งจะมีบอกว่าบำบัดไปแล้วกี่คน  หากดูเป็นตัวเลขจะพบว่า ตัวเลขของคนที่ได้รับการคัดกรองจะอยู่ที่ประมาณ  2  ล้านคน แล้วคนที่เข้ารับการบำบัดจริง ๆ จะอยู่ที่ประมาณ  2 แสนกว่าคน ซึ่งก็ประมาณ 10 เท่าที่มีปัญหา แต่ว่าแนวโน้มของคนที่ได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2556 ถึงปัจจุบันนี้ มีคนที่ได้รับการรักษาเพิ่มขึ้นอยู่ แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึง 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นที่มาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่เข้ารับการรักษา</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเลขของผู้รับบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</strong></h4>
<p>ตอนนี้ทางทีมยังไม่ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ว่า แต่นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยของเราเหมือนกันว่า ทำไมตัวเลขถึงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะต้องมีการเก็บข้อมูลและไปสัมภาษณ์เชิงลึก หรือไปศึกษาระบบจริงๆ ว่าในระบบการรักษาหรือการเข้าถึงบริการ มีหน่วยบริการเพิ่มขึ้น หรือมีเจ้าหน้าที่ให้บริการเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือว่าผู้ป่วยมีการรับรู้ว่าโรงพยาบาลนี้สามารถไปรับการรักษาได้ไหม การรักษาเป็นอย่างไรบ้าง เราจะต้องไปดู แต่เรายังฟันธงให้ไม่ได้ว่าเพราะอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กรอบของงานวิจัยนี้ครอบคลุมถึงหน่วยบริการด้วยหรือเปล่า</strong></h4>
<p>โครงการเราไม่ได้ครอบคลุมถึงขนาดนั้น แต่โครงการของ พ.ญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.) ได้ทำเรื่องนี้ด้วย โดยมีการไปทำสัมภาษณ์เชิงลึก ว่ามีการให้บริการอย่างไร มีแพทย์ พยาบาลกี่คน มีระบบการส่งต่ออย่างไร และยังไปศึกษาเครือข่ายการให้บริการในแต่ละจังหวัด ทั้งในระบบที่อยู่ตามโรงพยาบาล และนอกระบบที่เป็นหน่วยงานเอกชน ภาคชุมชน หรือวัด</p>
<p>ตอนนี้งานวิจัยอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงร่างการวิจัย ซึ่งเราได้ศึกษาและทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจัยที่มีลักษณะที่คล้ายกัน โดยดูว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์มีรูปแบบในการทำวิจัยอย่างไร ซึ่งทีมวิจัยได้ขอคำปรึกษาจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าเราจะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงการให้บริการ เราควรจะกำหนดกรอบหรือวิธีการวิจัยอย่างไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปเราจะมีการจัดประชุมกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพิจารณาโครงร่างการวิจัยร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กรอบแนวคิดให้แนวทางในการศึกษาตัวแปรอย่างไรที่เราสนใจ</strong></h4>
<p>ถ้ายกตัวอย่างกรอบที่เรายึดมาเลย เขาจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ก็คือ ฝ่ายผู้ให้บริการ กับฝ่ายผู้รับบริการ โดยดูว่าในส่วนผู้ให้บริการมีปัจจัยอะไรที่น่าจะมีผลต่อการให้บริการ หรือส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เช่น มีการยอมรับหรือเปล่า หรือมีกำลังคนและทรัพยากรที่เพียงพอไหมในการให้บริการ และยังมีเรื่องสถานที่ตั้งของหน่วยงาน โดยดูว่าหน่วยงานนั้นกระจายอยู่ในทุกพื้นหรือไม่</p>
<p>สำหรับฝั่งผู้รับบริการ เราดูเรื่องการเข้าถึงและความสามารถที่จะเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือว่าสถานพยาบาล และยังดูเรื่องการรับรู้ของผู้รับบริการว่า พวกเขารับรู้หรือคิดว่าตนเองมีปัญหาไหม และรู้สถานที่ที่ให้การบำบัดรักษาหรือไม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-957 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากงานวิจัยที่ผ่านมาทั้งในและต่างประเทศ พบอุปสรรคอะไรบ้างที่ทำให้คนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้</strong></h4>
<p>จริงๆ ก่อนหน้านี้จะมีการศึกษาที่คล้ายกันของอาจารย์กุลนรี เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4974495/">‘Barriers to successful treatment of alcohol addiction as perceived by healthcare professionals in Thailand – a Delphi study about obstacles and improvement suggestions’</a> เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้คนเข้าถึงบริการ หลักๆ พบว่าอุปสรรคที่สำคัญคือ เรื่องของการขาดความร่วมมือในการสนับสนุนให้เข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอง ที่บางที่ไม่มีกำลังพอจะพาผู้ป่วยมาบำบัด ในส่วนของตัวผู้ป่วยเอง บางคนไม่ได้อยากเข้ามารับการรักษาบำบัด จึงเห็นได้ว่ามันมีปัญหาและอุปสรรคกันทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ และในอนาคต เราจะทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการในต่างประเทศต่อไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในประเทศไทยก็มีงานศึกษาของอาจารย์กุลนรี ซึ่งตีกรอบปัจจัยเรื่องฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการคล้ายกัน แล้วงานวิจัยหรือคำตอบที่เราคาดหวังจากงานวิจัยนี้ จะมาเติมเต็มหรือจะแตกต่างจากงานของอาจารย์กุลนรี</strong></h4>
<p>งานของเราจะเน้นเรื่องการประเมินการเข้าถึงของคนที่อยู่ในระบบสุขภาพ คือการเข้าถึงการบำบัดรักษาในหน่วยงานที่อยู่ในระบบสุขภาพ ซึ่งเรามองว่า จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา เช่น ถ้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้งบเข้ามาที่ระบบสุขภาพ เราก็จะพยายามจะปรับปรุงตรงนั้นให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น และนอกจากเรื่องอุปสรรคในการเข้าถึงแล้ว เรายังศึกษาเรื่องต้นทุนต่อหน่วยในการให้บริการด้วย โดยดูว่า การให้บริการบำบัดฟื้นฟูตามแผนงานจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพื่อใช้ประกอบเรื่องภาระงบประมาณของสปสช. หรือทางกระทรวงด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เป็นไปได้ไหมว่า ปัจจัยที่ผลักให้คนเข้ารับบริการ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคทำให้คนไม่เข้ารับบริการเป็นคนละปัจจัยกัน</strong></h4>
<p>เป็นไปได้ เพราะถ้าดูคนที่เลือกจะเข้ารับบริการ ก็อาจจะมาจากปัจจัยส่วนตัวค่อนข้างสูง เช่น อยากเลิกเพราะปัญหาสุขภาพ มีคนมาให้กำลังใจ แต่ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็มี เช่น บ้านอยู่ไกลสถานพยาบาล การเข้าถึงและการเดินทางค่อนข้างลำบาก รวมถึงเรื่องความรู้ที่ได้รับอาจไม่มากพอที่จะทราบว่า การดื่มเหล้าส่งผลต่อสุขภาพ บางคนยังคิดว่าการดื่มเหล้านิดเดียวเป็นการกระตุ้นให้เลือดลมเดินดี แต่จริงๆ อย่างที่เราทราบว่า จะดื่มนิดเดียวหรือดื่มหนักล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพในด้านลบ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ถ้าผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น หน่วยงานที่ดูแลจะสามารถรองรับและบำบัดได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงหรือเปล่า</strong></h4>
<p>ในตอนนี้ ทุกโรงพยาบาลที่มีคลินิกสุรายาเสพติดสามารถให้การบำบัดรักษาได้ หรือโรงพยาบาลอำเภอก็สามารถให้บริการได้ แต่อย่างที่บอกว่า การเข้ารับบริการหรือว่าจำนวนเจ้าหน้าที่อาจจะไม่เพียงพอ หรือว่าบ้านอยู่ไกลมาไม่ได้ เพราะการรักษาสุราไม่ใช่การรักษาครั้งเดียว แต่ต้องมีการติดตามฟื้นฟูด้วย เพราะมีโอกาสที่จะรักษาแล้วกลับไปติดใหม่ หรือกลับไปดื่มใหม่อีกรอบหนึ่ง กรณีแบบนี้ก็มีค่อนข้างเยอะเหมือนกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เท่าที่ทำการสำรวจมา คิดว่าวิธีไหนที่จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งกับตัวผู้ให้บริการและผู้รับบริการ</strong></h4>
<p>หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์ให้ลดการดื่มสุราในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหรือว่างานสำคัญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี อีกอย่างหนึ่งคือ จะทำอย่างไรให้เขาเห็นว่า การดื่มสุราไม่ได้มีผลกระทบแค่ตัวผู้ดื่ม แต่ยังมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือดื่มแล้วมีปากเสียงกับคนในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คนอยากเข้ารับการบริการจะขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง ปัจเจกบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงสังคมด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>คนดื่มไม่คิดว่าการดื่มทำให้เจ็บป่วยแต่อย่างใด แล้วฝั่งเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน</strong></h4>
<p>ในมุมมองของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทุกคนจะคิดเหมือนกันว่า เหล้ามีผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะดื่มมากหรือดื่มน้อย เพราะฉะนั้น ทุกคนจะคิดว่าจะต้องหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าจะโทษแต่ฝั่งผู้รับการบริการอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกว่าอาจจะมีปัจจัยมากกว่านี้ที่ทำให้คนเข้าถึงและเข้าไม่ถึงการบริการ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องอาศัยการศึกษาต่อไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในส่วนของการจัดบริการภาคชุมชน เช่น ผู้นำหมู่บ้าน หรือผู้นำทางศาสนา เข้ามามีบทบาทกับการจัดบริการในระบบอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>ถ้ายกตัวอย่างในชุมชน จะมีกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือไม่ก็เป็นผู้นำในหมู่บ้านที่คอยสอดส่องดูแลคนในความรับผิดชอบ  เช่น การดื่มเหล้า หากมีงานบุญ เขาก็พยายามที่จะให้ปลอดเหล้ามากที่สุด ใครที่มีปัญหาดื่มหนักก็จะมีการตักเตือนกัน ขณะที่วัดในบางพื้นที่อาจจะเข้าไปช่วยบำบัดด้วย เป็นการใช้ศาสนาในการบำบัด ซึ่งนี่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือกันภายในชุมชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-959" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เข้าใจว่างานวิจัยนี้มีการลงพื้นที่ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่มทำโครงการมา ได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดใดบ้าง และมีเรื่องอะไรที่ทำให้เราในฐานะนักวิจัยที่นั่งอยู่ในห้องสมุดต้องเซอร์ไพรส์ไหม</strong></h4>
<p>เราไปลงพื้นที่ที่จังหวัดหนึ่ง เบื้องต้นพบว่า จังหวัดดังกล่าวมีสถิติการดื่มสุราค่อนข้างเยอะที่สุดในประเทศ ซึ่งการทำการสำรวจดังกล่าวจะทำให้เราได้รูปแบบการทำงานที่มีลักษณะเฉพาะพื้นที่ด้วย</p>
<p>เรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องสุรา ที่จริงๆ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นทีมวิจัยเรา เราจะมีความรู้เฉพาะแค่หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่จริงแล้ว งานด้านสุรามีองค์กรท้องถิ่น หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) เข้ามาช่วยด้วย และยังมีหลายๆ หน่วยงาน ทั้งวัดทั้งองค์กรการกุศลเข้าที่เข้ามามีส่วนร่วม การที่เราได้ไปลงพื้นที่จะทำให้เราเห็นความแตกต่างกันในเรื่องของบุคลากร เนื่องจากการลงพื้นที่ก็จะมีหลายคนหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง คอยร่วมด้วยช่วยกัน พอเราไปจังหวัดนี้เราก็เป็นแบบหนึ่ง จังหวัดหน้าก็คิดว่าจะไม่เหมือนกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในขณะที่ลงพื้นที่ เราได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับผู้ป่วยบ้างหรือเปล่า</strong></h4>
<p>ตัวผมเองไม่ได้คุยกับคนที่ดื่มโดยตรง แต่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เชิงลึกกับญาติของผู้ป่วยอีกทอดนึง ซึ่งภายหลังได้ทราบว่าญาติผู้ป่วยคนดังกล่าวเคยเป็นผู้ที่ติดสุรามาก่อน แต่สามารถเลิกได้ โดยเขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เรื่องของปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง เขาจึงคิดว่า ถ้าเลิกดื่มได้ก็อาจจะหายจากอาการป่วย และจะมีสิ่งดี ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกหลานให้ความเคารพมากขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มเข้ามาพูดคุยมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากตอนติดสุราที่ตนเคยมีประสบการณ์ว่า เมื่อดื่มเหล้าก็มีปัญหาทะเลาะกับคนในครอบครัวจนเกิดความรุนแรง ดังนั้น เราจึงพบว่าปัจจัยหลักๆ ของคนที่จะเลิกเหล้าได้ขึ้นอยู่ที่ใจของผู้ดื่ม ไม่ว่าจะมีหมอ มีพยาบาล หรือมีหน่วยงานเข้ามาช่วยแค่ไหน แต่ถ้าตัวผู้ป่วยไม่อยากเลิกก็ไม่สามารถเลิกได้ ดังนั้น กำลังใจของคนในครอบครัวและชุมชนรอบข้างจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เท่าที่ได้ลงพื้นที่มา เราพอที่จะเจอปัจจัยอะไรที่ทำให้คนดื่มสุรา </strong></h4>
<p>จากข้อมูลที่ได้มา ปัจจัยหลักที่ทำให้คนดื่มสุรามีอยู่ 2 ปัจจัย ข้อแรกคือ การดื่มสุรากลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว ไม่ว่างานบุญหรืองานศพก็จะมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีทำงานมาเหนื่อยๆ ก็คิดว่าดื่มเหล้านิดเดียวพอเป็นยาชูกำลัง และอีกปัจจัยคือ สุรากลายเป็นหนึ่งในสินค้าอุตสาหกรรม มีทั้งโรงงานการผลิตและเป็นหนึ่งในสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เวลาลงพื้นที่ มีคำถามวิจัยใหม่ๆ นอกเหนือจากเรื่องที่เรากำลังศึกษาอยู่เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า</strong></h4>
<p>อย่างที่บอกว่าโครงการนี้สนใจเรื่องหน่วยบริการที่อยู่ในระบบสุขภาพ เวลาลงพื้นที่เราก็จะเกิดคำถามว่าถ้าเป็นนอกระบบบริการล่ะ ทำไมเขาถึงมาร่วมมือกัน หรือให้ความสนใจในการบำบัดผู้มีปัญหาการติดสุราในชุมชนของเขา ทำไมเขาถึงรวมตัวกัน ใครที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในโครงการนี้ หรือว่าเขามองเห็นประโยชน์อะไรเมื่อเขามาทำงาน ณ จุดนี้ ซึ่งคิดว่าตรงนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ อย่างเวลาคนมารับบริการที่โรงพยาบาล เมื่อกลับไปที่ชุมชนแล้ว เขาจะต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ชุมชนควรมีอะไรที่จะมาช่วยเหลือคนที่อยู่ในจุดนี้บ้าง ถ้าจะทำต่อไป ก็คงจะเป็นเรื่องหน่วยบริการที่อยู่นอกระบบ ดูว่าพวกเขามีการให้บริการอย่างไร รวมถึงดูเรื่องประสิทธิภาพด้วยว่า การบำบัดในระบบหรือนอกระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เมืองกับชนบทเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ที่จะทำให้คนเข้าหรือไม่เข้าถึงบริการ</strong></h4>
<p>หนึ่งปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญคือการกระจายตัวของหน่วยบริการ อย่างในเมือง คนในเมืองสามารถเข้ารับบริการได้ง่ายกว่า เพราะมีทั้งสถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ตามชนบทหรืออยู่นอกเขตเมือง การกระจายตัวของที่อยู่อาศัยทำให้การมาโรงพยาบาลของเขาอาจใช้ระยะเวลาที่นานกว่า แล้วนี่ก็จะเป็นส่วนสำคัญ เพราะพวกเขาต้องทำงานด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>จะมีการขยายผลการทำวิจัยไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกหรือเปล่า</strong></h4>
<p>โครงการน่าจะมีการขยายผล เพราะมีการออกเป็นประกาศให้พื้นที่ดำเนินการ เช่น ถ้ามีชุดบริการอยู่ชุดหนึ่ง จะมีการออกประกาศว่า พื้นที่นี้ควรจะมีการดำเนินงานแบบนี้ เป็นไปตามขั้นตอน จากนั้นจึงประกาศออกไปเป็นภาพรวมของประเทศ ทีนี้ เขาอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เขาประกาศไป พื้นที่ตรงนั้นทำได้ไหม และมีความพร้อมแค่ไหน จึงเริ่มมีการศึกษาเรื่องศูนย์พื้นที่ศึกษา ซึ่งน่าจะเอามาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาตัวโปรแกรมที่ได้รับการประกาศออกไปให้ดีขึ้น หรือว่าดูว่ามีอะไรที่ต้องเสริม ต้องประกาศเพิ่ม หรือต้องลดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระมาก</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในฐานะนักวิจัย คาดหวังผลลัพธ์อะไรจากงานวิจัยนี้ </strong></h4>
<p>ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ประกอบในการวางแผนการทำงาน และการตัดสินใจในเชิงนโยบาย ซึ่งเราจะต้องหาปัจจัยสำคัญหลักๆ ที่ทำให้คนเข้าถึงการบริการ โดยหน้าที่ของนักวิจัยคือ การสร้างหลักฐานตัวนี้ให้มีคุณภาพ จากนั้นจึงเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-952" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/20190628-ดนัย-interview-edit4-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/">จับเข่าคุยกับนักวิจัย ‘ดนัย ชินคำ’ : ทำไมคนติดเหล้าถึงไม่เข้ารับบริการการบำบัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">939</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้าด้วย Alcohol Rhythm: คุยกับ ดร.รุ่งนภา คำผาง</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-rungnapha/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-rungnapha</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 07:45:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การเข้าถึงบริการบำบัดรักษาอาการติดสุราของไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. รุ่งนภา คำผาง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Alcohol Rhythm]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=537</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการติดสุราเรื้อรังเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแค่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่มีผลกระทบกับชุมชน สังคม จนถึงในระดับประเทศชาติ ในประเทศไทย แม้จะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการรณรงค์ให้ผู้ที่มีอาการติดสุราเข้ารับบริการบำบัดฟื้นฟู แต่งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนคนที่เข้าถึงการให้บริการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุรายังน้อยจนน่าใจหาย อีกทั้งยังมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตนเองสามารถเข้ารับบริการบำบัดฟื้นฟูได้ หรือไม่รู้ว่าตนควรจะเข้ารับบริการที่ไหน ‘โครงการพัฒนาข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา หรือโครงการ Alcohol Rhythm’จึงเกิดขึ้น โดยความริเริ่มของมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ร่วมกับทีม 101 ที่จะมาช่วยกันสร้างและสื่อสารความรู้สู่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบที่เป็นมิตรและน่าติดตาม ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโอกาสเริ่มต้นโครงการ เราขอพาคุณไปร่วมสนทนากับ ดร.รุ่งนภา คำผาง หัวหน้าโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (Alcohol Rhythm) จากมูลนิธิ HITAP เกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาในการเข้าถึงบริการบำบัดฟื้นฟูการติดสุราของไทยในภาพใหญ่ รวมถึงชวนพูดคุยเกี่ยวกับโครงการ Alcohol Rhythm ในประเด็นเรื่องที่มา การดำเนินงาน และทิศทางอนาคต เพื่อจะช่วยให้คุณได้รู้จักโครงการนี้มากขึ้น มาเริ่มเปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้าไปพร้อมๆ กันได้ ในบทสนทนาต่อไปนี้ &#160; &#160; &#160; &#160; มูลนิธิ HITAP มีหน้าที่หลักและความเชี่ยวชาญอย่างไร และอะไรคือตัวจุดประกายที่ทำให้มาทำงานเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ จนเกิดเป็นโครงการ Alcohol Rhythm  &#160; ปกติทาง HITAP จะทำงานวิจัย และเน้นการนำงานวิจัยไปใช้ในทางนโยบาย เพราะความเชี่ยวชาญของ HITAP คือ การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของยาและมาตรการต่างๆ อีกทั้งเรายังมีประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค พูดง่ายๆ คือ เมื่อมีมาตรการเกี่ยวกับบริการที่รัฐจะเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับสิทธิฟรี หน้าที่ของเราคือพิจารณาหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-rungnapha/">เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้าด้วย Alcohol Rhythm: คุยกับ ดร.รุ่งนภา คำผาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปัญหาการติดสุราเรื้อรังเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแค่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่มีผลกระทบกับชุมชน สังคม จนถึงในระดับประเทศชาติ</p>



<p>ในประเทศไทย แม้จะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการรณรงค์ให้ผู้ที่มีอาการติดสุราเข้ารับบริการบำบัดฟื้นฟู แต่งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนคนที่เข้าถึงการให้บริการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุรายังน้อยจนน่าใจหาย อีกทั้งยังมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตนเองสามารถเข้ารับบริการบำบัดฟื้นฟูได้ หรือไม่รู้ว่าตนควรจะเข้ารับบริการที่ไหน</p>



<p><strong>‘โครงการพัฒนาข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา หรือโครงการ Alcohol Rhythm’</strong>จึงเกิดขึ้น โดยความริเริ่มของมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ร่วมกับทีม 101 ที่จะมาช่วยกันสร้างและสื่อสารความรู้สู่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบที่เป็นมิตรและน่าติดตาม ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p>



<p>ในโอกาสเริ่มต้นโครงการ เราขอพาคุณไปร่วมสนทนากับ <strong>ดร</strong><strong>.รุ่งนภา คำผาง </strong>หัวหน้าโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (Alcohol Rhythm) จากมูลนิธิ HITAP เกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาในการเข้าถึงบริการบำบัดฟื้นฟูการติดสุราของไทยในภาพใหญ่ รวมถึงชวนพูดคุยเกี่ยวกับโครงการ Alcohol Rhythm ในประเด็นเรื่องที่มา การดำเนินงาน และทิศทางอนาคต เพื่อจะช่วยให้คุณได้รู้จักโครงการนี้มากขึ้น</p>



<p>มาเริ่มเปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้าไปพร้อมๆ กันได้ ในบทสนทนาต่อไปนี้</p>



<p>&nbsp;</p>



<p>&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" loading="lazy" width="1024" height="683" class="wp-image-542" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/53677029_329712941006866_4842572495208841216_n-1024x683.jpg" alt="" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/53677029_329712941006866_4842572495208841216_n-1024x683.jpg 1024w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/53677029_329712941006866_4842572495208841216_n-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/53677029_329712941006866_4842572495208841216_n-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp;</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มูลนิธิ HITAP มีหน้าที่หลักและความเชี่ยวชาญอย่างไร และอะไรคือตัวจุดประกายที่ทำให้มาทำงานเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ จนเกิดเป็นโครงการ Alcohol Rhythm </strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>ปกติทาง HITAP จะทำงานวิจัย และเน้นการนำงานวิจัยไปใช้ในทางนโยบาย เพราะความเชี่ยวชาญของ HITAP คือ การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของยาและมาตรการต่างๆ อีกทั้งเรายังมีประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค พูดง่ายๆ คือ เมื่อมีมาตรการเกี่ยวกับบริการที่รัฐจะเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับสิทธิฟรี หน้าที่ของเราคือพิจารณาหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เช่น มาตรการที่ว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยแค่ไหน เป็นต้น</p>



<p>ส่วนตัวจุดประกายที่ทำให้ได้ทำงานเกี่ยวกับแอลกอฮอล์คือ เราเคยทำการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการคัดกรองแอลกอฮอล์ ซึ่งตอนนั้นเราได้รู้จักกับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านนี้ ทั้งคุณหมอสาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคุณหมอพันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ซึ่งท่านทั้งสองเป็นผู้ผลักดันเรื่องการคัดกรองการดื่มสุราในบุคคลทั่วไปที่ยังไม่ติดเหล้า เพื่อหาว่าใครมีแนวโน้มที่จะติดเหล้า ถ้ามีแนวโน้มจะติด จะให้การบำบัดแบบย่อ คือการพูดคุยกันให้ผู้ดื่มทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงจากการดื่มเหล้าอย่างไรและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลดหรือเลิกดื่มซึ่งเมื่อได้มาทำงานตรงนี้และได้รับรู้เรื่องราวแบบนี้ ทำให้เรารู้ว่าปัญหาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์เป็นปัญหาที่สำคัญมาก </p>



<p>นอกจากนี้ เรายังมีโอกาสได้ร่วมโครงการ Treatment Gap หรือช่องว่างของการรักษาโรคทางจิตเวช และปัญหาแอลกอฮอล์ก็เป็นหนึ่งในนั้น หลายพื้นที่มีคนติดเหล้าและต้องการการบำบัด แต่มีอุปสรรคทั้งทางฝั่งผู้ให้บริการที่ไม่สามารถจัดการบริการได้เพราะเหตุผลด้านความรู้และทักษะ และอุปสรรคทางฝั่งผู้รับบริการที่พวกเขาไม่รู้ว่าอาการติดเหล้าสามารถบำบัดได้ อีกเรื่องคือในสังคมยังมีปัญหาเรื่องการตีตรา มองว่าไม่ต้องสนใจคนติดเหล้าก็ได้ คนติดเหล้าไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัวและสังคม นี่จึงเป็นที่มาที่ทาง HITAP สนใจประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์ อีกทั้งคุณหมอยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขามูลนิธิ HITAP ก็ได้ทำงานร่วมกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และร่วมกับแพทย์อีกหลายท่าน จึงเกิดเป็นที่มาของโครงการ Alcohol Rhythm นี้</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เท่ากับว่านี่คือโจทย์ตั้งต้นของโครงการ Alcohol Rhythm</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>อันที่จริงแล้ว ผู้ที่จุดประกายโครงการคือคุณหมอพันธุ์นภากับทางสสส. เพราะคุณหมอเคยขอทุนจากสสส.ไปทำงานวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและรูปแบบการให้บริการเพื่อบำบัดผู้มีปัญหาติดสุรารวมทั้งจัดทำคู่มือและเครื่องมือเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง แต่คุณหมอพันธุ์นภาเห็นว่าสิ่งที่ยังขาดอยู่คือ การนำรูปแบบการให้บริการรวมถึงเครื่องมือเหล่านี้ไปผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายระดับประเทศ เกิดการให้บริการจริงในระบบสุขภาพ และที่ผ่านมา คุณหมอก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันผ่านสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่โครงการนี้จะมาช่วยเน้นในด้านระบบบริการสุขภาพและด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข คือชี้ให้เห็นว่าประเด็นปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร ระบบสุขภาพมีจุดอ่อนตรงไหน บริการสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมีต้นทุน ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือภาระงบประมาณอย่างไร ซึ่งคุณหมอพันธุ์นภามองว่าจุดแข็งของ HITAP คือการทำงานวิจัยและนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง HITAP ยังเป็นเหมือนตัวเชื่อมกับหลายๆ หน่วยงาน จึงชวน HITAP มาร่วมงาน และเกิดเป็นโครงการ Alcohol Rhythm </p>



<p>อีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้มอบหมายให้เขียนโครงการนี้คือคุณหมอยศ ซึ่งมองว่าที่ผ่านมาเรามีองค์ความรู้ แต่ไม่ได้ถูกสื่อสารออกไป ผู้ที่ต้องการจะใช้ประโยชน์ก็เข้าไม่ถึงแหล่งความรู้ ส่วนนักวิจัยก็ไม่ได้มีทักษะด้านการจัดการความรู้ คุณหมอยศจึงคิดว่า หากให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและจัดการความรู้มาช่วยน่าจะดี เมื่อมีการริเริ่มโครงการขึ้นจริงๆ จึงมีการชวนทีม 101 มาร่วมด้วย เพราะสิ่งที่เราอยากให้เกิดคือ มีทั้งความรู้ และการสื่อสารความรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อยากให้ความรู้ไปถึง</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โครงการนี้จึงเกิดจากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย?</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>ใช่ เราอยากให้มีการเข้าถึงบริการคัดกรอง บำบัดดูแลและฟื้นฟูเพิ่มขึ้นผ่านทางการสร้างความรู้ แต่เราไม่อยากสร้างความรู้คนเดียว เพราะถึงแม้ HITAP จะมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข หรือการวิจัยด้านระบบสาธารณสุข แต่ทางด้านเนื้อหา (Content) เกี่ยวกับสุรา ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกมากมายในไทย ดังนั้น การที่จะทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนและอยู่ได้ น่าจะต้องอาศัยความร่วมมือกันของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่มาทำงานเป็นเครือข่ายกัน </p>



<p>ดังนั้น นอกจากการสื่อสารความรู้กับประชาชนทั่วไปที่เราจะเปิดเป็นเว็บไซต์ขึ้นมาแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ทาง HITAP เป็นผู้ทำ และมีการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตหลักฐานทางวิชาการ หรือผู้ทำวิจัยเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการให้มากขึ้น</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>งานวิจัยที่ถูกรวมในเครือข่ายจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>งานวิจัยที่ว่าอาจเป็นได้ทั้งในเชิงนโยบาย เช่น มีระบบการให้บริการใดที่ยังไม่ราบรื่น หรือแม้กระทั่งงานวิจัยในเรื่องของการบำบัดทางเลือก ซึ่งงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า ผู้ติดเหล้าส่วนใหญ่ไม่ได้อยากไปบำบัดที่สถานให้บริการ แต่อยากจะไปบำบัดแบบทางเลือกแทน ซึ่งการบำบัดทางเลือกก็อาจจะเป็นทางหนึ่งที่มาช่วยเสริมการบำบัดหลักได้</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วโจทย์วิจัยของทาง HITAP จะเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>โจทย์วิจัยทั้ง 4 เรื่องของเราตอนนี้เป็นฉบับร่าง ซึ่งสามารถถูกปรับแก้ได้ภายหลัง โดย<strong>เรื่องแรก </strong>จะเป็นเรื่องการวิเคราะห์ผลเสียในทางเศรษฐศาสตร์ของคนที่ติดเหล้า โดยมุ่งหาว่า หากผู้ที่ติดเหล้าไม่เข้ารับการบำบัด หรือยังคงดื่มเหล้าต่อไปจะเกิดผลเสียอย่างไร ทั้งต่อระบบสุขภาพและระบบใหญ่ทั่วไป เช่น ถ้าเราบอกว่า หากผู้ติดเหล้าไม่มารับการบำบัดจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น การวิจัยนี้จะใช้การสร้างแบบจำลองเพื่อทำนายว่า ถ้าผู้ติดเหล้ามาบำบัด ความสูญเสียจะลดลงเท่าไหร่ โดยเราจะแบ่งออกเป็นสถานการณ์ๆ คือสมมติว่าถ้ามีคนเข้าถึงบริการ 10% สถานการณ์จะเป็นอย่างไร และถ้าเพิ่มเป็น 20% ตัวเลขจะเปลี่ยนไปอย่างไร</p>



<p><strong>เรื่องที่สอง</strong>เป็นการศึกษาอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนไม่มารับบริการบำบัดฟื้นฟู โดยเราต้องดูทั้งสองฝั่ง คือทั้งฝั่งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ โดยในฝั่งผู้ให้บริการ เราจะดูว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่จะเป็นปัญหา อุปสรรค หรือปัจจัยที่ทำให้เขาจัดบริการไม่ได้ รวมถึงเรื่องที่ว่า หากมีการประชาสัมพันธ์การให้บริการ ประชาชนจะรับรู้ไหม ขณะที่ทางฝั่งผู้รับบริการ เราจะศึกษาเรื่องความต้องการว่าพวกเขาอยากบำบัดไหม และถ้าอยาก รู้ไหมว่าตัวเองต้องไปบำบัดที่ไหน</p>



<p><strong>เรื่องที่สาม </strong> เกี่ยวกับความลังเลในการเข้ารับการรักษา (Treatmenthesitancy) ซึ่งเป็นความพยายามในการพัฒนาเครื่องมือสำหรับผู้ให้บริการ หรือผู้ที่ทำงานในชุมชน ได้ไปทำการสำรวจว่าเพราะเหตุใดคนถึงไม่มาเข้ารับการบริการ โดยเราจะทำเครื่องมือขึ้นมาให้ผู้ปฏิบัติงาน เช่น NGOs หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ใช้สำรวจในชุมชนว่า มีคนที่มีแนวโน้มจะมีปัญหากี่คน และมีผู้ที่มีปัญหาอยากเข้ารับการบำบัดไหม จากนั้น จึงนำส่งข้อมูลนี้ให้กับผู้รับผิดชอบ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์สถานการณ์ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไม่สามารถมาบำบัดได้</p>



<p>และ<strong>เรื่องสุดท้าย </strong>เป็นการทบทวนการศึกษาที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาและทำให้เกิดการเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เช่น ดูว่าปัจจัยใดที่ควรมีในระบบแต่ยังไม่มี หรือเป็นการเปรียบเทียบบริการของไทยกับต่างประเทศว่ามีบริการใดที่แตกต่างกันบ้าง เพราะเหตุใด</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลุ่มเป้าหมายของโครงการ Alcohol Rhythm คือกลุ่มใดบ้าง และโครงการจะสนับสนุนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>เนื่องจากโครงการมีทั้งการทำวิจัยและการทำงานสื่อสาร กลุ่มเป้าหมายจึงจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มนักวิจัย และกลุ่มประชาชนทั่วไป ถ้าเป็นกลุ่มนักวิจัย โครงการจะเน้นการทำวิจัย เพื่อตอบโจทย์การออกนโยบายและไปแก้ปัญหาในระดับภาพรวมของประเทศ เพื่อเปิดช่องให้เกิดบริการบำบัดและฟื้นฟูมากขึ้น และให้คนได้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ส่วนการสื่อสารก็จะมีทั้งกับผู้กำหนดนโยบาย และกับประชาชนทั่วไป แต่โครงการของเราจะเน้นที่กลุ่มหลังมากกว่า ซึ่งก็คือการจัดทำเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลในรูปแบบย่อยง่าย และเป็นมิตรกับผู้อ่าน</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ที่ผ่านมา สถานการณ์การเข้าถึงบริการของไทยเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการสำรวจระบาดวิทยา ปีพ.ศ. 2556 ของกรมสุขภาพจิต พบว่า ปีๆ หนึ่ง มีผู้มีปัญหาติดเหล้า 5% และในจำนวนนี้ มีคนเข้าถึงบริการคิดเป็น 7% นี่สะท้อนให้เห็นว่า คนที่มีปัญหาติดเหล้าไม่ได้หาช่องทางในการบำบัด ซึ่งเราหวังว่าในอนาคต ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัดมากขึ้น</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เราพูดได้ไหมว่าปัญหาหลักและช่องว่างในการเข้าถึงบริการ คือประชาชนทั่วไปไม่รับทราบข้อมูล</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>ตามหลักแล้ว ปัญหาเกิดจากทั้ง 2 ฝั่ง คือทั้งจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ บางที่อาจไม่มีบริการให้ ส่วนคนจะมารับบริการก็ไม่มีช่องทางรับข้อมูลข่าวสาร นี่จึงเป็นที่มาของการทำเว็บไซต์ในโครงการ Alcohol Rhythm ซึ่งเป้าหมายของการทำเว็บคือตัวญาติของคนติดเหล้า เพราะตัวคนติดเหล้าอาจจะไม่ได้สนใจหาข้อมูลเอง แต่ตัวญาติที่เห็นคนติดเหล้าต้องทุกข์ทรมานต่างหาก ที่อยากจะชวนเขามาเลิกเหล้า เว็บนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้คนที่ต้องการข้อมูลมาค้นข้อมูลได้ คือเป็นตัวลดช่องว่างการเข้าไม่ถึงบริการและทำให้หาข้อมูลได้ง่ายขึ้น</p>



<p>&nbsp;</p>



<p>&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" loading="lazy" width="1024" height="683" class="wp-image-543" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/54434857_275526906708346_3467614285344014336_n-1024x683.jpg" alt="" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/54434857_275526906708346_3467614285344014336_n-1024x683.jpg 1024w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/54434857_275526906708346_3467614285344014336_n-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/03/54434857_275526906708346_3467614285344014336_n-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp;</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบันนี้ คนจำนวนหนึ่งเริ่มหันหน้าเข้าหาการบำบัดทางเลือกแทนการบำบัดในระบบสาธารณสุข แล้วแนวโน้มของการบำบัดทางเลือกจะเป็นอย่างไร มีโอกาสเข้ามาแทนการบำบัดในระบบหลักไหม</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>การบำบัดทางเลือกจัดว่าเป็นการบำบัดรูปแบบหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายข้อ เช่น ศูนย์ที่ให้บริการการบำบัดทางเลือกยังมีอยู่ไม่มาก ถ้าเทียบกับศูนย์ที่ให้บริการการบำบัดหลัก อีกทั้งการบำบัดหลักจะมีการทดสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีการเก็บข้อมูล มีการระบุชัดเจนว่า ถ้าบำบัดด้วยวิธีนี้จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใดในการเลิกเหล้า ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่การบำบัดทางเลือกไม่มี</p>



<p>อีกข้อจำกัดหนึ่งคือ การบำบัดทางเลือกมีไว้สำหรับกลุ่มคนที่คิดว่าตนเองบริหารจัดการตนเองได้ และการบำบัดทางเลือกควรจะเกิดจากความร่วมมือกันของคนในชุมชนด้วย เพราะเราไม่รู้เลยว่า ถ้าเราจัดการบำบัดทางเลือกขึ้นมา ใครจะจ่ายเงินอุดหนุนให้ หรือคนไข้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง และต้องเสียเท่าไหร่ จากข้อจำกัดที่กล่าวมาจะเห็นว่า การบำบัดทางเลือกก็สามารถเป็นตัวเลือกหนึ่งได้ในอนาคต แต่ถ้าถามว่าจะมีโอกาสเข้ามาแทนการบำบัดในระบบหลักเลยหรือไม่ คำตอบอาจจะยังไม่แน่ชัดนัก</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สถานการณ์การบำบัดทางเลือกในต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>การสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า คนอเมริกันจะชอบกลุ่มช่วยเหลือตนเอง (self-help group) มากกว่า คือเป็นการนั่งล้อมวง และแชร์ประสบการณ์การบำบัดกัน</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในอนาคต โครงการ Alcohol Rhythm จะดำเนินไปในทิศทางใด</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>หลังจากการเริ่มต้นในช่วงแรกแล้ว เราต้องมีการประเมินว่า โครงการของเราบรรลุเป้าหมายที่จะทำให้คนเข้าถึงบริการได้มากขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งตรงนี้อาจจะประเมินยาก เพราะการเข้าถึงบริการมากขึ้นเกิดจากปัจจัยอื่นได้ด้วย เช่น กรมควบคุมโรคที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง อาจจะมีมาตรการที่เข้าไปช่วยกระตุ้นด้วย อีกทั้งเรายังต้องประเมินว่าโครงการของเราได้ทำอะไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง คนเข้าถึงตัวเว็บได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ในแผนประเมินกลาง (ช่วงปีครึ่ง) เราจะได้ข้อมูลมาพิจารณาด้วยว่า สิ่งที่เราทำมาดีไหม แล้วเราจะปรับอะไรเพิ่มได้บ้าง</p>



<p>สำหรับทิศทางในอนาคต คือหลังจากเราทำการประเมินแล้ว เราน่าจะได้ข้อมูลว่า สิ่งที่เราทำนั้นบรรลุวัตถุประสงค์แค่ไหน ส่วนงานวิจัยเชิงนโยบายในอนาคต เราอาจจะพิจารณาเรื่องมาตรการที่จะทำให้คนอยากมารับบริการ ซึ่งนี่จะเป็นโจทย์ที่ยาก และเป็นโจทย์ที่จะทำการต่อยอดต่อไป</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เท่ากับว่าในอนาคต ทางโครงการจะมีการประสานงานกับหลายภาคส่วนมากขึ้นมากกว่าเดิม</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>ใช่ รวมถึงเครือข่ายต่างๆ ด้วย เพราะหลังจากเริ่มโครงการไปสักระยะ เครือข่ายผู้ผลิตหลักฐานทางวิชาการน่าจะแข็งแรงขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าจะเห็นเป็นรูปร่างมากขึ้นคือ มีคนที่มุ่งทำงานเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการบำบัดฟื้นฟูอาการติดสุรามากขึ้น และมีโจทย์วิจัยที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้โครงการ Alcohol Rhythm ก็จะเป็นช่องทางที่เปิดให้นักวิจัย หรือผู้สนใจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ด้วย</p>



<p>&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะหัวหน้าโครงการ คาดหวังอะไรจากโครงการ Alcohol Rhythm บ้าง</strong></h4>



<p>&nbsp;</p>



<p>ด้วยความที่เราเป็นนักวิจัย เราจึงมุ่งทำวิจัยเพื่อที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ และหนึ่งในงานที่เราจะทำคือ การค้นหาปัญหาอุปสรรคในการเข้ารับบริการ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่เราพอได้ยินมาคือเรื่องของการตีตราคนติดเหล้า หรือปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างคนติดเหล้ากับคนในครอบครัว ในอนาคต เราคาดหวังว่างานวิจัยของเราจะถูกผลักดันไปใช้ในเชิงนโยบายมากขึ้น อยากให้เกิดเครือข่ายคนที่จะมาร่วมผลักดันเรื่องนี้ และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า อยากให้ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ถูกจัดทำขึ้นมา ถูกสื่อสารไปให้ถึงคนที่จำเป็น เช่น คนที่มีคนใกล้ตัวติดเหล้า เขาอาจจะคิดว่าเขาไม่มีทางออกแล้ว แต่เมื่อเขาเห็นข้อมูลของเรา ก็จะเป็นตัวจุดประกายว่าเรื่องนี้ยังมีทางออก มีทางรักษาและบำบัดได้ และเขาจะนำข้อมูลตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ได้</p>



<p>สุดท้าย เราหวังว่าสังคมจะลดการตีตราคนติดเหล้าลง กรณีนี้คล้ายกับโรคซึมเศร้า ที่แต่ก่อนผู้ป่วยโรคนี้จะถูกตีตราเยอะมาก แต่ตอนนี้การตีตรานั้นลดลงแล้ว ผู้คนเริ่มเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น ซึ่งเราก็อยากให้เป็นเช่นนั้นกับคนติดเหล้าเหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้ว การดื่มเหล้าจะทำให้เกิดปัญหาที่สมองของผู้ป่วยซึ่งทำงานได้ไม่เหมือนเดิมด้วย เราคิดว่าถ้าเราเข้าใจ และช่วยกันดึงคนติดเหล้าเข้ามาสู่ระบบบำบัดด้วยกัน เขาก็จะสามารถกลับไปเป็นคนที่น่ารักของครอบครัวและสังคมได้ สิ่งที่เราทำไม่ได้ช่วยแค่คนติดเหล้า แต่ช่วยครอบครัวของเขา และช่วยสังคมด้วย</p>


<hr class="wp-block-separator" />


<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-rungnapha/">เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้าด้วย Alcohol Rhythm: คุยกับ ดร.รุ่งนภา คำผาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">537</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
