<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:13:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>‘สุรากับวัยรุ่น’ ถอดบทเรียนแนวทางการดูแล-ป้องกันพฤติกรรมการดื่มของเยาวชน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/teenager-alcoholic-prevention/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=teenager-alcoholic-prevention</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2020 09:08:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลวัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระ วัชรปราณี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนดื่มเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[รัศมน กัลยาศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[รัศมี สังข์ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่นดื่มเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[วิทย์ ชัยดิษฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2135</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด&#8221; คำคำนี้อาจไม่ใช่คำที่ฟังดูไกลตัวมากนัก หากต้องเทียบกับประสบการณ์ตอนวัยเด็กที่แต่ละคนเคยได้เจอ เช่น ความขัดแย้งทางครอบครัว การกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ผลการเรียนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เป็นต้น จากหลากหลายความเจ็บปวดที่ว่ามานั้น ทำให้บางครั้ง เด็กๆ ก็อาจเลือกดื่มสุราเพื่อบรรเทาไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติ ระบุว่า เยาวชนไทยมีสัดส่วนเกี่ยวข้องกับการดื่มราว 1-2 ล้านคน ขณะที่อัตราการเกิดของเด็กไทยในปีหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 8 แสนกว่าคน ถือเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ และคงน่าเสียดาย หากพวกเขาเหล่านั้นจะมีปัญหาการดื่มสุราตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นเกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ วันที่ 4 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา จึงร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จัดงานสัมมนา &#8216;การดูแลและป้องกันปัญหาการดื่มสุราในเด็กและเยาวชน’ อภิปรายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่เคยลงมือปฏิบัติงาน ถอดบทเรียน ค้นหาแนวทางการดูแลและป้องกันปัญหาการดื่มสุราในเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม &#160; เปิดแนวโน้มการดื่มสุราของวัยรุ่น &#8211; ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ  &#160; “สุรา คือ ยาเสพติดที่วัยรุ่นไทยใช้เยอะที่สุด ” ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ จากหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกริ่นนำถึงการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สุราและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพวัยรุ่นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/teenager-alcoholic-prevention/">‘สุรากับวัยรุ่น’ ถอดบทเรียนแนวทางการดูแล-ป้องกันพฤติกรรมการดื่มของเยาวชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>&#8220;เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด&#8221;</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำคำนี้อาจไม่ใช่คำที่ฟังดูไกลตัวมากนัก หากต้องเทียบกับประสบการณ์ตอนวัยเด็กที่แต่ละคนเคยได้เจอ เช่น ความขัดแย้งทางครอบครัว การกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ผลการเรียนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากหลากหลายความเจ็บปวดที่ว่ามานั้น ทำให้บางครั้ง เด็กๆ ก็อาจเลือกดื่มสุราเพื่อบรรเทาไม่ต่างจากผู้ใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจากสำนักงานสถิติ ระบุว่า เยาวชนไทยมีสัดส่วนเกี่ยวข้องกับการดื่มราว 1-2 ล้านคน ขณะที่อัตราการเกิดของเด็กไทยในปีหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 8 แสนกว่าคน ถือเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ และคงน่าเสียดาย หากพวกเขาเหล่านั้นจะมีปัญหาการดื่มสุราตั้งแต่อายุยังน้อย</span></p>
<p>ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นเกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ <span style="font-weight: 400;">วันที่ 4 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา จึงร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า </span><span style="font-weight: 400;">จัดงานสัมมนา &#8216;การดูแลและป้องกันปัญหาการดื่มสุราในเด็กและเยาวชน’ อภิปรายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่เคยลงมือปฏิบัติงาน ถอดบทเรียน ค้นหาแนวทางการดูแลและป้องกันปัญหาการดื่มสุราในเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>เปิดแนวโน้มการดื่มสุราของวัยรุ่น </b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>&#8211; ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ </b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุรา คือ ยาเสพติดที่วัยรุ่นไทยใช้เยอะที่สุด ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ จากหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกริ่นนำถึงการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สุราและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพวัยรุ่นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลเด็กมัธยมทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2561 จัดทำทุกๆ 2 ปี ขนาดตัวอย่างประมาณ 20,000-50,000 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มการดื่มสุราของนักเรียนชายช่วงปี 2550 ถึง 2552 ความชุกพฤติกรรมการดื่มสุราแบบต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการดื่มใน 1 ปีและการดื่มใน 30 วัน แต่ลดลงช้าๆ หลังจากนั้นในช่วง 8 ปีที่เหลือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับภาพรวมนักดื่มในไทย แม้ส่วนมากจะเป็นเพศชายมากกว่าหญิง ทว่าสิ่งที่พบระหว่างปี 2550 ถึง 2552 คือ นักเรียนหญิงมีแนวโน้มดื่มสุราเพิ่มขึ้นมากกว่านักเรียนชาย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดื่มใน 12 เดือน การดื่มใน 30 วัน การดื่มหนัก 5 แก้วขึ้นไปใน 30 วัน รวมถึงการดื่มจนเมา โดยเฉพาะ 3 ส่วนแรกเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การดื่มสุรายังมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้ดื่ม โดยจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องปี 2558 ถึง 2560 พบว่า การดื่มสุราเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า นักเรียนหญิงวัยมัธยมต้นส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดื่มค่อนข้างน้อย แต่เด็กที่ซึมเศร้ากับไม่ซึมเศร้ามีความแตกต่างด้านการดื่มค่อนข้างชัดเจน โดยต่างกันประมาณ 2.4 เท่าสำหรับการดื่มในช่วง 12 เดือน และการดื่มใน 30 วัน ซึ่งเด็กที่ซึมเศร้าจะมีโอกาสดื่มหนักในช่วง 2 สัปดาห์มากกว่าเด็กไม่ซึมเศร้าประมาณ 2 เท่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับกลุ่มนักเรียนชายมัธยมต้น เด็กที่ซึมเศร้า 1 ใน 3 จะดื่มภายใน 12 เดือน แต่เด็กที่ไม่ซึมเศร้า ประมาณ 1 ใน 6 จะดื่มภายใน 12 เดือน เกิดความแตกต่าง แต่ว่าไม่ถึง 2 เท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหญิงและปวช. หญิง พฤติกรรมการดื่มจะมีความแตกต่างกันระหว่างซึมเศร้ากับไม่ซึมเศร้าประมาณ 1.6 เท่า ส่วน</span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายชายหรือปวช. ชายซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงพฤติกรรมการดื่มเยอะที่สุด มีความแตกต่างด้านการดื่มระหว่างเด็กที่ซึมเศร้ากับไม่ซึมเศร้า ไม่มาก ประมาณ 1 เท่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุป ถ้าเกิดเจอนักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้นที่มีอาการซึมเศร้า ควรช่วยกันดูแลและทำการเฝ้าพฤติกรรมการดื่มตั้งแต่ระยะแรก ขณะเดียวกัน ถ้าเกิดเจอนักเรียนชายระดับมัธยมปลายถึงปวช. จะซึมเศร้าหรือไม่ซึมเศร้า ก็ควรดูแลทั่วถึงกัน เพราะมีพฤติกรรมการดื่มอยู่ที่ประมาณ 30-50% เป็นปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากข้อมูลข้างต้น ดร.วิทย์ทิ้งท้ายถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษา ว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อแนวโน้มพฤติกรรมการดื่มและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ประเด็นสุดท้ายที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วยกันกับข้อมูลที่นำเสนอ อาจจะต้องพูดถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยเกี่ยวกับเด็กที่เรียนไม่จบหรือว่าต้องออกกลางคันด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ฐานะทางการเงินที่บ้านไม่เพียงพอกับรายจ่ายทางการศึกษาหรือ เกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัยสมควร ฯลฯ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสถิติรายสถานการณ์การศึกษาไทยปี 2557 ระบุว่า เด็กที่เข้าเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2545 พอถึงปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่ต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลับมีเด็กจบเพียง 2 ใน 3 และเรียนไม่จบมัธยมปีที่ 3 อยู่ประมาณ 1 ใน 10 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะฉะนั้นระบบการศึกษายังคงเป็นปัญหาสำคัญและต้องหาทางแก้ไขเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวโน้มพฤติกรรมการดื่มสุราและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพในวัยรุ่น” </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>จากสุราในมือผู้ใหญ่สู่การดื่มในกลุ่มวัยรุ่น </b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>&#8211; พญ.รัศมน กัลยาศิริ</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">วงสัมมนาไปต่อที่การแลกเปลี่ยนผลวิจัยความสัมพันธ์ในครอบครัว สมรรถนะส่วนบุคคล และสิ่งแวดล้อมทางสังคมต่อปัญหาการดื่มสุราของวัยรุ่นไทย โดย พญ.รัศมน กัลยาศิริ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สืบเนื่องมาจากงานศึกษาใน</span><span style="font-weight: 400;">ประเทศออสเตรเลียเกี่ยวกับการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับลูกหลานตั้งแต่เด็ก ค้นพบว่า เด็กเสี่ยงที่จะดื่มมากขึ้นเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อของใครหลายคนที่ว่า การทำให้เด็กๆ คุ้นชินกับการดื่มแอลกอฮอล์ตอนอยู่ที่บ้านและมีครอบครัวคอยดูแล เป็นการป้องกันการติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย หลังเริ่มทำวิจัยในทำนองเดียวกันกับออสเตรเลีย โดยใช้เด็กกลุ่มมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน จากหลายภูมิภาครวมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราติดตามเด็กตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 เพื่อดูว่าการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และดูความสัมพันธ์ที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองหยิบยื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับอย่างไร” พญ.รัศมนกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาเบื้องต้นจาก 6,000 ตัวอย่าง พบว่า เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นเด็กที่เคยดื่มอย่างน้อยเต็มแก้วอยู่ประมาณ 12.7% ถ้านับรวมถึงคนที่เคยจิบหรือเคยทดลอง อยู่ที่ประมาณ 32.9% ในขณะที่เด็กจำนวนกว่า 54.4% ที่ไม่เคยจิบหรือไม่เคยทดลอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เฉพาะกลุ่มเด็กที่เคยจิบหรือว่าดื่มสุรา ซึ่งมีทั้งหมด 2,765 คน เคยประสบเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายแล้วเกิดความต้องการสุราสูง สะท้อนว่าพวกเขานึกถึงสุราเป็นทางออกลำดับต้นๆ เมื่อเจอปัญหาหรือความเครียด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น จากผลวิจัยซึ่งทำการติดตามเด็กอายุเฉลี่ย 12 ปี พบเพิ่มเติมว่า มีเด็กเริ่มดื่มอายุน้อยกว่า 10 ปี สูงถึง 17% และความถี่ที่พวกเขาดื่มก็สูงพอสมควร มีคนดื่มเดือนละ 1 ครั้งหรือว่ามากกว่านั้นประมาณ 1 ใน 5 อีกทั้งยังมีเด็กดื่มแบบไม่บันยะบันยังถึง 40% </span></p>
<p>พญ.รัศมนเล่าผลการศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจว่า เด็กมักมีสาเหตุการดื่มมาจากปัจจัยด้านสังคม เช่น ได้รับเครื่องดื่มมาจากผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลุงป้าน้าอา หรือเครือญาติในครอบครัวมากกว่าพ่อแม่ และมักดื่มโดยที่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย อันดับต่อมาให้เหตุผลว่า <span style="font-weight: 400;">ดื่มเพื่อปรับตัวไม่ให้เครียด ดื่มเพื่อให้รู้สึกร่าเริงทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้เศร้า และสุดท้าย คือดื่มตามเพื่อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่ง เด็กช่วงวัยรุ่นมีการวางแผนอนาคต ว่าเขาจะดื่มหรือไม่ ณ ปัจจุบัน เทียบกับการที่เขาจะดื่มหรือไม่ในเดือนต่อไป ซึ่งพบว่า ทีแรกเด็กส่วนใหญ่ตั้งใจว่าจะไม่ดื่มต่อในอนาคตค่อนข้างสูง กระนั้น พอเวลาผ่านไปจนอายุครบ 18 ปี คนที่เคยบอกจะไม่ดื่มแน่นอนกลับมีแนวโน้มที่จะดื่ม เพราะเขาคิดว่าอายุถึงแล้วมีสิทธิ์ที่จะดื่มอย่างอิสระ เรียกได้ว่าเป็นค่านิยมประการหนึ่ง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พญ.รัศมนสรุปว่า วัยรุ่นมีแรงจูงใจในการดื่มหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ส่งผลมากที่สุด คือ เรื่องเครือญาติ ดังจะเห็นได้ว่าบางงานเลี้ยง เมื่อญาติผู้ใหญ่นั่งดื่มกันแล้วเห็นเด็กเดินเข้ามา ก็จะหยิบยื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ลองชิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การศึกษานี้ทำให้เรารู้ว่ากลุ่มเด็กจะดื่มเมื่อไร ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อเขาบ้าง อย่างน้อยจะได้รู้ภาพรวมสิ่งแวดล้อมที่เขาเจอและเชื่อมโยงหาทางป้องกันในอนาคต” พญ.รัศมน ทิ้งท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>“ทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง” กลยุทธ์ป้องกันการดื่มสุราในวัยรุ่น </b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>&#8211; ธีระ วัชรปราณี</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานกับเด็กและเยาวชนที่มุ่งเอาแต่ลดปัจจัยเสี่ยง อาจไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แท้จริงแล้ว การทำงานกับเด็กๆ เราต้องค่อยๆ สร้างเสริมปัจจัยด้านการเสริมสุขภาพ เพื่อให้เขาตระหนักรู้ด้วยตนเอง อย่างบอกว่าสุราไม่ดี ห้ามดื่ม เขาฟัง แต่การฟังเพียงเท่านั้นไม่เกิดผล ต้องทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อที่ท้ายที่สุด เขาจะเลือกได้ว่าตนเองจะดื่มหรือว่าไม่ดื่ม” </span>ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้าเอ่ยขึ้น พร้อมกับเล่าปัญหาการทำงานป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กที่ผ่านมา ดังนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">(1) โครงการหรือกิจกรรมที่จัดทำเพื่อให้เด็กห่างไกลจากสุรามีความไม่ต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(2) ขาดกลไกในการเชื่อมโยง ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยรุ่น ซึ่งต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย และหัวใจสำคัญ คือ การสร้างเสริมกิจกรรมให้เป็นลักษณะหยิบมาสร้างสรรค์ ดังนั้น ต้องอาศัยการประสานงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(3) นำงานวิชาการหรืองานความรู้มาสนับสนุนน้อยเกินไป ที่สำคัญไม่ได้สะท้อนกลับไปถึงคุณครูและผู้ปกครอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(4) กิจกรรมที่เด็กได้ทำไม่ครอบคลุมความต้องการของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(5) การควบคุมปัจจัยเสี่ยง หรือก็คือการควบคุมผ่านกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคประชาสังคมด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ธีระเสนอว่า วิธีแก้ไขในทางปฏิบัติต้องใช้พื้นที่ตัวอำเภอเป็นสำคัญ นำข้อมูลที่มีอยู่ในมือสะท้อนกลับไปยังครอบครัวและสถานศึกษาเพื่อให้ครอบครัวและสถานศึกษามีส่วนรับรู้ว่าเด็กๆ คิดอย่างไร ต้องทำทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ตลอดจนสร้างกลไกให้เกิดระบบการเรียนรู้แก่เด็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำแคมเปญต่างๆ เช่น รับน้องปลอดเหล้า และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธีระบรรยายก่อนยกตัวอย่างกรณีหนึ่งในต่างประเทศที่ว่าด้วยการสร้างเสริมและป้องกันการดื่มสุรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทางรัฐบาลเขาให้คูปองกับเด็กและเยาวชน โดยเปลี่ยนการใช้งบประมาณแบบเดิมไปสร้างการเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ เพื่อไม่ให้เด็กไปยุ่งกับแอลกอฮอล์ กล่าวคือ เขาให้คูปองกับเด็กประเทศเขา เด็กเหล่านี้ก็ใช้คูปองไปลงตารางว่าเขาสนใจ อยากเรียนอะไร หรือจะใช้เวลาว่างทำอะไร ซึ่งหากในอำเภอนั้นๆ ไม่มีให้เรียนตามที่เด็กต้องการ เช่น กลุ่มเพื่อนนายบีอยากเรียนเทควันโด 5 คน แต่ในอำเภอนั้นไม่เปิดสอน ผู้ใหญ่ก็ต้องรีบดำเนินการเด็กกลุ่มนั้นได้เรียนเทควันโด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ไม่ว่าจะยากดีมีจน เด็กเขาก็มีโอกาสที่สามารถทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ได้ตามใจต้องการ&#8221; ซึ่งถ้าหากประเทศไทยส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมอย่างมีอิสระเช่นนั้น ภาพการสังสรรค์ผ่านวงเหล้าของวัยรุ่นก็คงแปรเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>จิตวิทยาเชิงบวกกับการป้องการดื่มสุราของวัยรุ่น</b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>&#8211; ผศ.ดร.รัศมี สังข์ทอง</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดมา ผศ.ดร.รัศมี สังข์ทอง จากหน่วยงานระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้บ่งชี้ว่า การดื่มสุราเป็นผลมาจากการเรียนรู้ที่ผ่านมาในอดีตของแต่ละคน ที่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมในเวลาเหมาะสมจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมเสี่ยงนั้นๆ โดยส่วนใหญ่จะแสดงออกมาช่วงวัยรุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สะสมพฤติกรรมมีอยู่หลายมิติ นอกจากสภาพแวดล้อมในครอบครัว โรงเรียน ครู เพื่อน ชุมชน สังคม ตลอดจนประเทศชาติแล้ว ยังมีเรื่องของกายภาพ เช่น ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือแม้กระทั่งพันธุกรรม ที่ถูกค้นพบว่า ครอบครัวซึ่งมีพ่อติดสุรา อาจมีการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ทำให้ติดสุราได้ง่ายกว่าคนที่อยู่ในครอบครัวไม่ดื่มสุรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเรียนรู้ในสมอง เรียกว่า mirror neuron กล่าวคือ มนุษย์สามารถเรียนรู้จากการเห็นและเลียนแบบได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กเห็นพ่อยิ้มหรืออ้าปาก ก็สามารถเลียนแบบได้ เพราะสมองมีการกระตุ้นตั้งแต่ตอนเห็นภาพนั้นๆ </span><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การให้เด็กเลียนแบบแต่เรื่องดีๆ ก็จะเป็นการลดพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมด้านลบได้มากขึ้</span><span style="font-weight: 400;">น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผศ.ดร.รัศมี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เด็กเติบโตได้ดี ผู้ใหญ่ควรเข้าใจเรื่องพัฒนาการและความต้องการของเด็กแต่ละวัย </span><span style="font-weight: 400;">เช่น เด็กทารกต้องการความปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อโตขึ้นมา ก็ต้องการอิสระในการควบคุมตัวเอง ความสนุกสนาน ต้องการเพื่อนที่ดี มีครอบครัวอบอุ่น หากมอบสิ่งเหล่านั้นให้ตรงความต้องการของเด็กแต่ละวัยได้ ก็จะนำไปสู่การพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน หากเด็กไม่ได้รับการเติมเต็มตามพัฒนาการมาตั้งแต่วัยเด็ก จะเริ่มมีความเสี่ยงที่นำไปสู่การใช้สารเสพติด การใช้แอลกอฮอล์ ที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย สนุกสนาน มีเพื่อน และท้าทายแทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จะเห็นได้ว่าสมองของเด็กวัยรุ่นเริ่มต้องการความยอมรับจากสังคมที่กว้างขึ้น และต้องการพื้นที่ที่จะแสดงออกถึงการเป็นตัวของตนเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้ตอบโจทย์พัฒนาการของวัยรุ่นได้ดีพอ มีกิจกรรมดีๆ ให้ทำ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมเสี่ยง” ผศ.ดร.รัศมีเน้นย้ำ พร้อมเสริมว่า </span><span style="font-weight: 400;">สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในการดื่มสุรา คือ ผลลัพธ์จากพฤติกรรมก่อนหน้านั้น เช่น เกิดสิ่งกระตุ้นเร้าบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ยกตัวอย่าง เช่น เด็กๆ อยากได้ของเล่น แต่ว่าไม่ได้ เด็กก็จะทำตามสัญชาตญาณ คือ ร้องไห้ พอร้องไห้ พ่อแม่ก็อาจจะใจอ่อน แล้วยอมให้ของเล่น เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้ว่า ร้องไห้แล้วได้ของเล่น ส่งผลให้มีโอกาสที่เด็กจะร้องไห้ในครั้งต่อไปเมื่อต้องการของเล่น เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ในพฤติกรรมก่อนหน้าในเรื่องเดียวกัน จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมครั้งต่อๆ ไปได้มาก&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อการตอบสนองของผู้ใหญ่ต่อพฤติกรรมของเด็กมีอิทธิพลมาก ถ้าเราตอบสนองต่อพฤติกรรมในเชิงบวก เด็กก็จะพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสม และก็เติบโตมาลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดังนั้น จึงอยากให้ลองหันมาใช้วิธีการส่งเสริมป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ โดยการใช้จิตวิทยาเชิงบวก ติดอาวุธและภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน” ผศ.ดร.รัศมีปิดท้าย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>อุปสรรคที่ต้องฝ่า เพื่อช่วยเยาวชนติดสุรา</b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>&#8211; พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หนูโดนแมวจับกินวันละตัว ฝูงหนูคุยกันว่าทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย และมีหนูตัวหนึ่งเสนอว่า ให้เอากระพรวนไปแขวนคอแมว เวลาแมวเดินมาพวกเราจะได้รู้ตัว แต่สุดท้ายไม่มีหนูตัวไหนอาสาออกไปแขวนกระพรวนแมวสักตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;สำหรับเรื่องสุราและสารเสพติดของเยาวชนกำลังเจอปัญหาคล้ายๆ อย่างนี้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนคริทร์ เปรียบเปรยถึงการแก้ปัญหาพฤติกรรมการดื่มในวัยรุ่น ณ ขณะนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนวิเคราะห์ค้นหาทางออกสำหรับเรื่องนี้นับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายใครจะเป็นคนทำ ภาพนี้ไม่เคยชัด และไม่มีงบประมาณสำหรับการสนับสนุนเชิงระบบ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พญ.ดุษฎี แจกแจงว่า</span><span style="font-weight: 400;">ช่วงที่ผ่านมา ได้พยายามทำงานหลายรูปแบบและเจอปัญหาแฝงหลายประการด้วยกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น (1) การทำเรื่อง 1 โรงเรียน 1 โรงพยาบาล จับมือกันระหว่างโรงเรียนกับโรงพยาบาล คัดกรองค้นหาเด็กที่มีปัญหาการดื่มเพื่อส่งเด็กเข้าสู่ระบบการดูแล แต่กลายเป็นว่าเพิ่มภาระงานให้คุณครู ทำให้โรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ดี พอเกิดปัญหาภาระงาน ก็ส่งผลให้เกิดแรงต้านจากโรงเรียนในการทำงานด้านสุขภาพร่วมกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(2) การจัดโปรแกรมทักษะชีวิต ทำให้วัยรุ่นมีทักษะชีวิตที่ดี สิ่งที่เป็นอุปสรรสำหรับการพัฒนาของโครงการนี้ คือ ยังไม่มีการประเมินผลในเชิงผลลัพธ์ว่าจริงๆ แล้วเยาวชนที่เข้ากลุ่มมีพฤติกรรมดีขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(3) กรมสุขภาพจิตพยายามปรับปรุงเครื่องมือที่จะพัฒนาเยาวชนในหลายๆ Q ทั้ง IQ RQ EQ ปีหน้าจะมี MQ ที่เป็น Moral Quotient (</span><span style="font-weight: 400;">ความฉลาดทางศีลธรรม</span><span style="font-weight: 400;">) เข้ามา แต่ปัญหาที่เจอสำหรับการทำเครื่องมือ Q เหล่านี้ คือ แม้จะมีเครื่องมือวิชาการที่หลากหลาย แต่เราไม่พบว่า หลังจากที่ทำเครื่องมือเหล่านี้แล้ว ประสิทธิภาพของการใช้เป็นอย่างไรและไม่มีการนำเครื่องมือสารพัด Q ไปขยายผลให้ครอบคลุม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มากไปกว่าการดำเนินงานข้างต้น ฝั่งที่เป็นผู้เล่นสำคัญอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</span><span style="font-weight: 400;"> (สพฐ.) มีเด็กและวัยรุ่นที่ดูแลอยู่ประมาณ 7 ล้านคน จากประชากรวัยรุ่นประมาณ 12 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมา งานของสพฐ. ขับเคลื่อนโดยมีการกระตุ้นจากฝั่งระบบสุขภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ปัญ</span>หา คือ ครูจำนวนมากขาดทักษะในการคัดกรองเด็กที่มีปัญหาการดื่มสุรา ทำให้เหลือเพียงคุณครูที่รู้จักนักเรียนรายบุคคล คัดกรองแล้วส่งต่อเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา จนทำให้เกิดระบบการส่งเสริมพัฒนา หรือช่วยเหลือ ป้องกันเด็กในโรงเรียนได้ยาก<span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนที่เป็นภาพรวมงานดูแลสุขภาพวัยรุ่น พบว่า  มีการรวมตัวของกรมอนามัย กรมสุขภาพจิต และกรมควบคุมโรคช่วงปี 2558 ถึง 2559 เพื่อทำงานส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคตามกลุ่มวัย  </span><span style="font-weight: 400;">โดยการพัฒนาการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน จะเป็นแนวทางที่มีลักษณะคล้ายๆ Quality Assurance (การประกันคุณภาพ) มี Quality Accreditation (การรับรองคุณภาพ) ออกมาเป็น Youth Friendly Health Services (YFHS) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากผลดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า โรงพยาบาลชุมชนประมาณ 65% หรือ 2 ใน 3 มีมาตรฐานอยู่ระดับปานกลาง ส่วนที่เหลืออีก 34% อยู่ในมาตรฐานระดับดี สามารถจัดบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีอุปสรรคว่าลักษณะของบริการนี้ก็ยังเข้าไม่ถึงวัยรุ่นมากนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;สิ่งที่อยากชวนมอง คือ ขณะนี้เราทำกระจายๆ กลายเป็นเบี้ยหัวแตก จะเป็นไปได้ไหมถ้า 1 จังหวัด มี 1 อำเภอเป็นต้นแบบด้านสุขภาพวัยรุ่น แล้วใช้การพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภออื่นๆ เรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบ ถ้าเราสามารถพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านสุขภาพวัยรุ่นอย่างเป็นองค์รวมได้ แล้วให้พื้นที่ต้นแบบนั้นเป็นต้นแบบของพื้นที่ตัวเองและขยายไป  เป็นเช่นนี้จะมีโอกาสเห็นผลลัพธ์การป้องการพฤติกรรมดื่มสุราในวัยรุ่นได้อย่างครอบคลุม&#8221; พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ จบท้ายการแลกเปลี่ยน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสัมมนาข้างต้นทำให้เห็นภาพของความพยายามในการแก้ปัญหาพฤติกรรมการดื่มในเด็กและเยาวชนจากหลายภาคส่วน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยังคงพบขวากหนามอุปสรรคอยู่เป็นจำนวนมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางการดูแลและป้องกันการดื่มสุราในเด็กและเยาวชนจะขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้าและได้ข้อสรุปในทางปฏิบัติต่ออย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กๆ ช่วยให้พวกเขาลด ละ เลิก ความจะอยากลองดื่ม และใช้ชีวิตไม่ติดสุรายามเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/teenager-alcoholic-prevention/">‘สุรากับวัยรุ่น’ ถอดบทเรียนแนวทางการดูแล-ป้องกันพฤติกรรมการดื่มของเยาวชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2135</post-id>	</item>
		<item>
		<title>มองมาตรการควบคุมสุรา นอกกรอบสุขภาพและเสรีภาพ</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/udomsak-alcohol-policy/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=udomsak-alcohol-policy</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2020 04:39:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการควบคุมสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศักดิ์  แซ่โง้ว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1890</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์  แซ่โง้ว[1]เรื่อง ทีมงาน Alcohol Rhythm ภาพประกอบ &#160; วิกฤต COVID-19 ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ในประเทศไทยสถานการณ์การระบาดพัฒนาจนถึงจุดพีคในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนรัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ มาตรการเข้มข้นที่ถูกนำมาใช้ เช่น เคอร์ฟิว ปิดพื้นที่สาธารณะ ปิดกิจการบางประเภท เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคเป็นที่มาของวลี “สุขภาพ นำ เสรีภาพ”  ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลสงกรานต์ หลายจังหวัดทั่วประเทศเริ่มทยอยประกาศมาตรการห้ามขายสุราเพิ่มเติมไปจากมาตรการเดิมของพระราชกำหนดฉุกเฉินฉุกเฉิน จนวันที่ 13 เมษายน 2563 กลายเป็นวันที่มีการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการตั้งวงสังสรรค์ในช่วงสงกรานต์ การห้ามขายทอดยาวมาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม รัฐบาลตัดสินใจผ่อนคลายอนุญาตให้ซื้อไปดื่มที่บ้านได้จนเกิดภาพแย่งกันซื้อเหล้าเบียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งจนเกลี้ยงชั้นวาง เป็นที่มาของการดีเบตระหว่างแพทย์ที่ทำงานด้านการรณรงค์เรื่องงดเหล้าและอุบัติเหตุที่เสนอให้ห้ามขายต่อ กับ ตัวแทนธุรกิจสุราที่สนับสนุนการซื้อไปดื่มที่บ้านผ่านสื่อสาธารณะ การดีเบตเรื่องนโยบายห้ามขายเหล้ากลายเป็นเวทีประลองระหว่าง “สุขภาพ” และ “เสรีภาพ” เมื่อมองผ่านกรอบ เสรีนิยม-อนุรักษนิยม มาตรการห้ามขายเหล้ารวมถึงการรณรงค์ที่ผ่านมากำลังถูกวิจารณ์ว่าเป็นไปตามแนวคิดอนุรักษนิยม อำนาจนิยม และสุขภาพนิยม การมองการรณรงค์และมาตรการห้ามขายเหล้าผ่านเลนส์เสรีนิยม-อนุรักษนิยม หรือสุขภาพ-เสรีภาพนั้นหลีกเลี่ยงได้ยากในระบบนิเวศทางการเมืองและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า การดีเบตผ่านการตีกรอบข้างต้นละทิ้งแง่มุมอื่นๆ ของการรณรงค์และมาตรการควบคุมสุรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/udomsak-alcohol-policy/">มองมาตรการควบคุมสุรา นอกกรอบสุขภาพและเสรีภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์  แซ่โง้ว<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a><span style="font-weight: 400;">เรื่อง</span></p>
<p style="text-align: right;">ทีมงาน Alcohol Rhythm ภาพประกอบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกฤต COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ในประเทศไทยสถานการณ์การระบาดพัฒนาจนถึงจุดพีคในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนรัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ มาตรการเข้มข้นที่ถูกนำมาใช้ เช่น เคอร์ฟิว ปิดพื้นที่สาธารณะ ปิดกิจการบางประเภท เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคเป็นที่มาของวลี “สุขภาพ นำ เสรีภาพ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลสงกรานต์ หลายจังหวัดทั่วประเทศเริ่มทยอยประกาศมาตรการห้ามขายสุราเพิ่มเติมไปจากมาตรการเดิมของพระราชกำหนดฉุกเฉินฉุกเฉิน จนวันที่ 13 เมษายน 2563 กลายเป็นวันที่มีการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการตั้งวงสังสรรค์ในช่วงสงกรานต์ การห้ามขายทอดยาวมาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม รัฐบาลตัดสินใจผ่อนคลายอนุญาตให้ซื้อไปดื่มที่บ้านได้จนเกิดภาพแย่งกันซื้อเหล้าเบียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งจนเกลี้ยงชั้นวาง เป็นที่มาของการดีเบตระหว่างแพทย์ที่ทำงานด้านการรณรงค์เรื่องงดเหล้าและอุบัติเหตุที่เสนอให้ห้ามขายต่อ กับ ตัวแทนธุรกิจสุราที่สนับสนุนการซื้อไปดื่มที่บ้านผ่านสื่อสาธารณะ การดีเบตเรื่องนโยบายห้ามขายเหล้ากลายเป็นเวทีประลองระหว่าง “สุขภาพ” และ “เสรีภาพ” เมื่อมองผ่านกรอบ เสรีนิยม-อนุรักษนิยม มาตรการห้ามขายเหล้ารวมถึงการรณรงค์ที่ผ่านมากำลังถูกวิจารณ์ว่าเป็นไปตามแนวคิดอนุรักษนิยม อำนาจนิยม และสุขภาพนิยม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมองการรณรงค์และมาตรการห้ามขายเหล้าผ่านเลนส์เสรีนิยม-อนุรักษนิยม หรือสุขภาพ-เสรีภาพนั้นหลีกเลี่ยงได้ยากในระบบนิเวศทางการเมืองและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า การดีเบตผ่านการตีกรอบข้างต้นละทิ้งแง่มุมอื่นๆ ของการรณรงค์และมาตรการควบคุมสุรา บทความนี้จึงนำเสนออีกมุมมองหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่นอกเหนือกรอบวิธีคิดด้านสุขภาพ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>สุรากับผลกระทบภายนอกต่อสังคม</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามแนวคิดของตลาดแข่งขันเสรี สินค้าและบริการควรจะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดได้อย่างเสรี การตัดสินใจผลิต ขาย หรือบริโภคควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้บริโภค โดยที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงน้อยที่สุดหรือต้องไม่แทรกแซงเลย มีเพียงในบางเงื่อนไขที่การแทรกแซงของรัฐมีความสมเหตุสมผล ได้แก่ กรณีที่มีความเสี่ยงของการผูกขาดในตลาด การมีผลกระทบภายนอก หรือการแทรกแซงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุราถือเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่มีการซื้อขายในตลาด ว่ากันตามแนวคิดตลาดแข่งขันเสรีพื้นฐาน การซื้อ และบริโภคสุราก็ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างอิสระ หากแต่สุราเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะบางประการเป็นเหตุให้รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดสุราผ่านการกำกับควบคุมด้วยกฎหมาย เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 นิตยสาร The Economist ซึ่งไม่ได้เป็นสื่อด้านสุขภาพและคงไม่ถือเป็นสื่ออนุรักษ์นิยม ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ </span><strong><a href="https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug">“What is the most dangerous drug?”</a></strong><a href="#_ftn2" name="_ftnref1">[2]</a>  (เข้าถึง<a href="https://alcoholrhythm.com/what-is-the-most-dangerous-drug/?fbclid=IwAR10cT2z-nEdXH0fxDrnFi2k1vR9WftUdwEwZN99rxRWbYcfFoaGq7RRVJ0"><em>บทความภาษาไทยได้<strong>ที่นี่</strong></em></a>) <span style="font-weight: 400;">เนื้อหาของบทความกล่าวถึง ยาเสพติดกว่า 10 ชนิด มีการให้คะแนนอันตรายของยาเสพติดแต่ละชนิด (คะแนนเต็ม 100) อันตรายของยาเสพติดถูกแบ่งออกเป็น อันตรายต่อผู้ใช้ยาเสพติด และอันตรายต่อผู้อื่น (ครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ) ยาเสพติดที่ได้คะแนนอันตรายสูงที่สุด คือ สุรา (72 คะแนน) ซึ่งสูงกว่าเฮโรอีน (55 คะแนน) และโคเคน (54 คะแนน) ที่ตามมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ทั้งนี้ กว่า 60% ของคะแนนที่สุราได้ เป็นคะแนนจากอันตรายต่อผู้อื่น สุราจึงเป็นยาเสพติดก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุดและมีอันตรายต่อผู้อื่นสูงที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองผ่านแนวคิดตลาดแข่งขันเสรี ผู้บริโภคสุราทำธุรกรรมกับผู้ขายสุราในตลาด ผู้ซื้อได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคสุราโดยรับรู้ถึงความเสี่ยงจากการบริโภค ผู้ขายได้รับเงินเป็นการตอบแทน หากมีเพียงผู้ซื้อกับผู้ขายที่ได้รับผลจากการแลกเปลี่ยนดังกล่าวแล้ว ก็ควรปล่อยให้มีการซื้อขายกันได้อย่างเสรี แต่เนื่องจากการบริโภคสุราก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้อื่น นั่นคือ บุคคลที่ 3 ที่ไม่มีส่วนร่วมรับประโยชน์ในรูปความรื่นรมย์จากการบริโภคหรือการได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน แต่อาจได้รับผลกระทบในรูปแบบการถูกทำร้าย ได้รับอุบัติเหตุ หรือความเสียหายของทรัพย์สิน ทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ผลกระทบภายนอก” ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงตลาดซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลิดรอนเสรีภาพของผู้บริโภค แต่เป็นไปเพื่อการปกป้องบุคคลที่ 3 หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่ง การดื่มสุราเพิ่มโอกาสที่ผู้ดื่มจะไปลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่น แม้ว่าจะไม่ได้มาจากความตั้งใจก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุราเป็นสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคโดยทั่วไป คือ มีผลกระทบภายนอกจากการบริโภคในระดับสูง ซึ่งว่ากันด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียวก็มีเหตุผลให้รัฐเข้ามาแทรกแซงการซื้อขายสุราในตลาด ผ่านการกำกับดูแลด้วยกฎหมาย และการเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อเป็นการแก้ไขผลกระทบภายนอก (correct externalities) หรือเพื่อปกป้องบุคคลที่ 3 ที่อาจได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราของผู้อื่น อันที่จริง แนวคิดการแทรกแซงตลาดโดยรัฐเพื่อแก้ไขผลกระทบภายนอกนี้ เป็นหลักการเดียวกับการที่รัฐกำกับดูแลธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) และสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งก็คือ ผลกระทบภายนอกที่เกิดจากกิจกรรมในตลาดแข่งขันเสรีนั่นเอง นักเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนการควบคุมโดยรัฐในประเด็นสิ่งแวดล้อมนี้ หลายคนก็เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดฝ่ายซ้ายด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่นี้ การกำกับควบคุมสุราจึงมีความชอบธรรมในเชิงหลักการ จึงไม่เป็นการยุติธรรมนักที่จะมองการกำกับควบคุมสุราว่ามุ่งเน้นแต่สุขภาพ อนุรักษนิยม และอำนาจนิยม โดยมองข้ามประเด็นผลกระทบภายนอกตามแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ของสินค้าสุราไป อย่างไรก็ตาม ระดับการควบคุมและวิธีการกำกับควบคุมควรเป็นอย่างไรนั้น ควรเปิดให้มีบทสนทนา ถกเถียง และมีส่วนร่วมจากสังคมให้มากที่สุด </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[1]</a> ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา</p>
<p><a href="#_ftnref2" name="_ftn1">[2]</a> The Economist. What is the most dangerous drug? 2019. <a href="https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug">https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug</a>.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/udomsak-alcohol-policy/">มองมาตรการควบคุมสุรา นอกกรอบสุขภาพและเสรีภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1890</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-policy-during-covid19</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2020 03:07:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ อึ้งชูศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระ วัชระปราณี]]></category>
		<category><![CDATA[นิพนธ์ ชินานนท์เวช]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[วิษณุ ศรีทะวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[สาวิตรี อัษณางค์กรชัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)]]></category>
		<category><![CDATA[อรทัย วลีวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศักดิ์  แซ่โง้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1886</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อราวเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งนอกเหนือจากการประกาศปิดเมืองหรือล๊อกดาวน์แล้ว อีกนโยบายที่สำคัญและถูกกล่าวถึงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการประกาศงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนถึงสิ้นเดือนเมษายน รวมถึงการงดตั้งวงสังสรรค์ทั้งนอกและในเคหะสถาน ดังที่เรารับรู้กัน แม้จะนโยบายดังกล่าวจะถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วปรากฏว่า ยอดผู้เสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกันกับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในช่วงเจ็ดวันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ลดลงเช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดการลอบขายแอลกอฮอล์ตามร้านขายปลีก ร้านค้าออนไลน์ หรือมีบริการขายเหล้าแบบเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งการพูดคุยกัน ถกเถียง และอภิปรายกันในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการขายเหล้าออนไลน์หรือขายเหล้าเดลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำงานกับเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ทั้งในช่วงโควิด-19 และในช่วงหลังโรคระบาดนี้ ว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด ทั้งหมดนี้นำมาสู่งานสัมมนา ‘นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19’ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นผู้เปิดการสัมมนา ร่วมด้วย นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 และกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ดร. ภญ.อรทัย วลีวงศ์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ นายธีระ วัชระปราณี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/">ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อราวเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งนอกเหนือจากการประกาศปิดเมืองหรือล๊อกดาวน์แล้ว อีกนโยบายที่สำคัญและถูกกล่าวถึงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการประกาศงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนถึงสิ้นเดือนเมษายน รวมถึงการงดตั้งวงสังสรรค์ทั้งนอกและในเคหะสถาน</p>
<p>ดังที่เรารับรู้กัน แม้จะนโยบายดังกล่าวจะถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วปรากฏว่า ยอดผู้เสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกันกับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในช่วงเจ็ดวันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ลดลงเช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดการลอบขายแอลกอฮอล์ตามร้านขายปลีก ร้านค้าออนไลน์ หรือมีบริการขายเหล้าแบบเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งการพูดคุยกัน ถกเถียง และอภิปรายกันในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการขายเหล้าออนไลน์หรือขายเหล้าเดลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำงานกับเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ทั้งในช่วงโควิด-19 และในช่วงหลังโรคระบาดนี้ ว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด</p>
<p>ทั้งหมดนี้นำมาสู่งานสัมมนา ‘นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19’ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี <strong>ศาสตราจารย์ ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย</strong> ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นผู้เปิดการสัมมนา ร่วมด้วย <strong>นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์</strong> คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 และกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ <strong>ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</strong> รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ <strong>ดร. ภญ.อรทัย วลีวงศ์</strong> สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ <strong>นายธีระ วัชระปราณี</strong> ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า <strong>นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล และ<strong>นายวิษณุ ศรีทะวงศ์</strong> ผู้จัดการแผนงานพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า</p>
<p>สาระสำคัญใหญ่ๆ จากงานสัมมนามีดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1912" aria-describedby="caption-attachment-1912" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-1912 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1912" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-</strong><strong>19 </strong><strong>ในไทย และต่างประเทศ &#8211; นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องของโควิดมีผลเกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลทั้งด้านที่ดีและด้านที่ท้าทาย สถานการณ์การติดเชื้อทั่วโลกตอนนี้มีผู้ติดเชื้อ 4.1 ล้านเกือบทุกประเทศ เสียชีวิตแล้ว 2.8 แสนคน โดยสถานการณ์ซีกโลกทางตะวันตกนั้นรุนแรงกว่าประเทศในตะวันออก และเกือบทุกประเทศพยายามใช้มาตรการล็อกดาวน์ และเนื่องจากเชื้อโรคแพร่ระบาดด้วยความรวดเร็ว หลายประเทศจึงตั้งตัวไม่ทัน และส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล</p>
<p>ขณะที่ไทยเราใช้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ส่งผลให้คนตกงานราวสิบล้านคน ธุรกิจขาดสภาพคล่อง การบินไทยกำลังล้มละลาย และรัฐบาลเริ่มต้นให้มีการผ่อนปรนเป็นสี่ระยะ คือพื้นที่สีขาว เขียว เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เหลืองและแดง สำหรับการระบาดระลอกแรกนั้นใกล้จะจบแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะจบทั้งหมดหรือมีการระบาดระลอกที่สองและสามตามมาทีหลัง อย่างไรก็ตาม การระบาดครั้งนี้น่าจะกินเวลาราว 12 เดือนหรือถึงเดือนมิถุนายนปี 2564 ซึ่งต้องรอให้มีการผลิตวัคซีน หรือให้มีการติดเชื้อตามธรรมชาติให้ได้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศไทยมีการติดเชื้ออย่างหนักก็มีเพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงยังมีคนที่พร้อมจะติดเชื้ออีกมากทีเดียว นี่จึงเป็นไปได้ยากมากที่จะหยุดการแพร่เชื้ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจต้องยอมรับให้มีการแพร่เชื้อในระดับที่ต่ำ แต่ก็ต้องดูด้วยว่า จะปล่อยให้มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบางพื้นที่ในเวลาต่อไป หรืออาจจะปล่อยให้มีการติดเชื้อในระดับกว้างขวาง ซึ่งทางหลังนี้เป็นทางที่เราไม่ควรเลือก แต่ควรจะเลือกแบบให้มีการแพร่เชื้อในระดับต่ำเพื่อหาทางรับมือได้ทันท่วงที</p>
<p>ทั้งนี้ มาตรการทางสาธารณสุขในอีก 12 เดือนข้างหน้า จำต้องเพิ่มความเข้มข้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เปลี่ยนรูปแบบให้ผู้คนในสังคมปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากไวรัส เช่น สวมหน้ากาก หรือเว้นระยะห่างอย่างสม่ำเสมอ และต้องปิดแหล่งแพร่โรคที่สำคัญ เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ ซึ่งนับเป็นพื้นที่กลุ่มสีแดง ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ พระราชกำหนดฉุกเฉินจะหมดระยะเวลาใช้ในเดือนมิถุนายนปี 2563 เนื่องจากนี่ไม่ใช่ พ.ร.ก. ที่จะใช้ได้ในระยะยาว บวกกับการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และคาดการณ์ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดในระดับประเทศ ส่วนตัวผมเสนอว่า หากมีการระบาดก็ต้องรีบปิดเฉพาะที่ แต่อย่าล็อกดาวน์เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก</p>
<p>ผลพวงของโควิดหลังประกาศ พ.ร.ก. ส่งผลให้มีการปิดสถานบันเทิงและห้ามขายแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดผลดีมาก ต่อมาจึงอนุญาตให้ขายได้แต่ห้ามนั่งดื่มที่ร้าน ซึ่งหลายธุรกิจก็เชิญชวนให้ดื่มที่บ้านแทน จึงนำมาสู่คำถามว่า การดื่มที่บ้านมีผลดีหรือมีผลข้างเคียงอย่างไรเมื่อเทียบกับการดื่มนอกบ้าน ส่วนตัวผมมองว่า ไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด และเป็นที่น่าหนักใจว่ามาตรการผ่อนปรนระยะที่สี่ ซึ่งมีข้อเสนอว่า ให้มีการเปิดสถานบันเทิงปลายเดือนมิถุนายน จะกระทบต่อโควิดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ ตรงนี้ต้องตั้งคำถามหรือดูแนวโน้มต่อไปว่า เราจะใช้พระราชบัญญัติอื่นที่เหมาะสมเพื่อรองรับกรณีเหล่านี้หรือไม่ ต่อไปด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ผลกระทบสถานการณ์โควิดที่มีต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย &#8211; ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>สถานการณ์แอลกอฮอล์ก่อนหน้ามีโควิดนับจากปี 2544 ดูแนวโน้มแล้วค่อนข้างลดลงมาเรื่อยๆ โดยเพศชายลดลงเยอะกว่าเพศหญิง และกลุ่มคนอายุเยอะจะดื่มน้อยลง ขณะที่กลุ่มเยาวชนนั้นคงตัว พร้อมกันนั้น จากข้อมูลปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยพบว่า ปี 2561 มีอัตราการบริโภคต่ำที่สุดในรอบสิบปี และไม่มีแนวโน้มจะบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงโควิด เริ่มเกิดกระแสการดื่มออนไลน์ในบ้านตัวเอง หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเกาหลีอย่าง &#8216;โซจู&#8217; ตามภาพยนตร์หรือซีรีย์ ซึ่งนับเป็นการกระตุ้นคนชนชั้นกลางซึ่งมีเวลาและกำลังทรัพย์ให้หาเครื่องดื่มตามสื่อมาดื่มบ้าง</p>
<p>ในกรณีของแอลกอฮอล์กับโรคปอด มีงานวิจัยว่า แอลกอฮอล์ไปทำลายกลไกในปอดด้วยการทำให้ผนังถุงลมและเม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ จนไปเพิ่มอนุมูลอิสระในปอด และเพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ ตลอดจนมีผลวิจัยว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ มักมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวแบบ ARDS มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ถึง 1.89 เท่าในกลุ่มผู้ป่วยหนัก ซึ่งภาวะ ARDS คือภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยโควิดเสียชีวิต ดังนั้นจึงมีสมมติฐานว่า แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในไทยมีการแพร่ระบาดของโควิดจากวงเหล้าสองครั้งใหญ่ๆ คือที่ทองหล่อและจากกรณีคนขับรถเมล์ จนส่งให้มีผู้ป่วยเป็นวงกว้าง รัฐจึงประกาศห้ามขายแอลกอฮอล์โดยเริ่มที่จังหวัดสกลนครเป็นแห่งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม และเมื่อวันที่ 10 เมษายน กรุงเทพฯ ก็ประกาศจนทุกจังหวัดตื่นตัว ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะประกาศให้ทั้งประเทศห้ามขายแอลกอฮอล์เป็นเวลาราวสองสัปดาห์ ซึ่งการห้ามขายเป็นมาตรการที่องค์กรอนามัยโลก (WHO) แนะนำ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ได้ผลและต้นทุนไม่สูง โดยเป็นการจำกัดการเข้าถึงทางกายภาพในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ด้วยการจำกัดเวลาขาย</p>
<p>ภายหลังประเทศไทยห้ามขายแอลกอฮอล์ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ มีการสำรวจประชากรราว 1,500 คน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า แอลกอฮอล์เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ ในกลุ่มที่สำรวจนี้มีคนดื่มประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในนี้ราว 81 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าดื่มลดลงหรือไม่ได้ดื่มเลยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากหาซื้อได้ยาก กลัวจะติดเชื้อ ไม่มีเงินและไม่มีเพื่อนดื่ม ตลอดจนเหตุผลเรื่องสุขภาพ ดังนั้น แปลว่าคนรับรู้ว่าแอลกอฮอล์คือความเสี่ยง แต่แน่นอนว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังเข้าถึงแหล่งดื่มได้ โดยราว 1 ใน 3 คนตุนไว้ก่อน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายของชำหรือผลิตเองที่บ้าน</p>
<p>ขณะที่ฝั่งธุรกิจ มีการเชิญชวนให้ดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่าภายหลังโควิดระบาด มีการโพสต์กระตุ้นการขายเพิ่มขึ้นมากภายในเวลาไม่นานจนถึงวันที่ 13 เมษายนซึ่งมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์</p>
<p>อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงการแบนแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์ จะเห็นว่า โดยทั่วไปมาตรการที่เริ่มใช้ในช่วงสงกรานต์ตั้งแต่ปี 2551 ค่อนข้างได้ผลดีมาโดยตลอด เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ลดลง โดยเฉพาะในปีนี้ที่ลดลงมาราว 85 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่ามาตรการการห้ามขายช่วยลดสาเหตุได้จริง และยังลดสัดส่วนผู้ได้รับอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์จาก 30 เปอร์เซ็นต์เหลือ 12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับมูลค่าความเสียหาย ความสูญเสียทางใจในภาพรวมที่มีสาเหตุเกี่ยวกับแอลกอฮอล์คิดเป็นมูลค่าราว 400-634 ล้านบาท</p>
<p>สำหรับมาตรการห้ามขายของภาครัฐ ถือว่าค่อนข้างฉุกละหุกจนประชาชนออกมาซื้อแอลกอฮอล์ตุนไว้ และเมื่อจะกลับมาเปิดขาย คนก็กลับมาซื้อตุนอีกครั้งเนื่องจากไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่เกือบตลอดเวลา ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลสื่อสารได้ดีกว่านี้ สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นน้อยลง</p>
<p>ทั้งนี้ ธุรกิจแอลกอฮอล์พยายามใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนกลับมาดื่มอีกครั้ง รวมทั้งมีการตั้งแคมเปญจากเพจสาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ดื่มที่บ้านอย่างรับผิดชอบเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลออกมาตรการห้ามขายแอลกอฮอล์อีก</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ มีแนวคิดจากหลายเพจสาธารณะที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายห้ามขายแอลกอฮอล์ของภาครัฐ และแนวคิดการดื่มในไทยที่จำกัดสิทธิเสรีภาพการดื่มส่วนบุคคล เน้นการนำเสนอว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลนั้น รัฐไม่ควรมายุ่งเกี่ยวโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ แคมเปญดื่มอย่างรับผิดชอบนั้นเป็นแคมเปญที่รณรงค์โดยธุรกิจแอลกอฮอล์ทั่วโลกและถูกบรรจุเป็นยุทธศาสตร์หลักของธุรกิจ เช่น มีการกำหนดว่าต้องมีการจัดแคมเปญนี้ปีละกี่ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยว่าแคมเปญเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการดื่มหรือผลกระทบจากการดื่ม ในทางกลับกัน แคมเปญเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มยอดขายหรือสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อธุรกิจแอลกอฮอล์ด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อแนะนำเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ของ WHO ไม่มีคำว่าดื่มอย่างรับผิดชอบรวมอยู่ด้วย มีเพียงคำแนะนำว่าแอลกอฮอล์มีอันตรายอย่างไร</p>
<p>ผมคิดว่า ก่อนหน้าการระบาดของ COVID-19 พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอลของคนไทยค่อนข้างอยู่ตัว ในภาพรวมอาจลดลงด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ ในช่วงที่ไวรัสระบาด แอลกอฮอล์ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในปอดได้รับการก่อกวน เสี่ยงต่อการเกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และมาตรการห้ามขายแอลกอฮอล์ก็ส่งผลให้ประชาชนไม่ดื่ม แม้จะยังมีการกักตุนและหาซื้อได้อยู่บ้าง แต่การใช้มาตรการอย่างไร้ความคาดหมายของรัฐก็ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ประมาณหนึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้ มีโอกาสอย่างมากที่ไวรัสจะระบาดรอบสอง แทนที่รัฐจะประกาศห้ามขายตลอดทั้งวัน ก็อาจเปลี่ยนเป็นจำกัดเวลาขาย เช่น ช่วงเวลา 11.00-14.00 น. ซึ่งเป็นหนทางที่ไม่ตึงและไม่หย่อนเกินไป และในระยะยาว ผับ บาร์ ควรเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเพื่อความอยู่รอด และมีมาตรการควบคุมการขายออนไลน์ ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้ทางกฎหมายที่ทันสมัยและเรียนรู้จากต่างประเทศมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1913" aria-describedby="caption-attachment-1913" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-1913 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1913" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>สถานการณ์เด่นและบทเรียนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุคโควิด &#8211; ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดมาตรการใหม่ๆ จากภาครัฐมากมาย เช่น การกักตัวอยู่บ้านหรือการปิดการบริการที่ไม่จำเป็น การจำกัดการเดินทางหรือการปิดโรงเรียน นโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อความกังวลใจ ทำให้เกิดความเครียดและเบื่อ รวมทั้งส่งผลให้คนตกงาน ว่างงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
<p>ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลใจต่อประชาชนโดยตรง การกักตัวอยู่บ้านที่ทำให้เกิดความเบื่อจึงทำให้หลายคนหันมาดื่มแอลกอฮอล์แก้เบื่อ ประเทศไหนที่ร้านขายแอลกอฮอล์ยังเปิดอยู่ก็จะมีอัตราการดื่มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความกังวลจากการว่างงานอาจทำให้ผู้คนทั้งดื่มมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียดหรือดื่มน้อยลงเพราะกำลังซื้อต่ำลง ตลอดจนการกักตัวและความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจยังก่อให้เกิดแนวโน้มการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และแอลกอฮอล์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้ จะเห็นว่า หากตัดการบริโภคแอลกอฮอล์ไปแล้วจะแก้ปัญหาในภาพรวมได้ค่อนข้างดี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าประเทศไทยแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อมาดูกิจกรรมการตลาดของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ ในระดับนานาชาติจะมีการกระตุ้นให้กักตุนสินค้า เช่น ออกโปรเจ็กต์ใหม่ๆ หรือโฆษณาเรื่องการดื่มเหล้าออนไลน์ ตลอดจนมีการผลิตเจลล้างมือแจกจ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร สถิติในออสเตรเลียบอกว่า ในช่วงการระบาดที่ผ่านมา มีการโฆษณาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น 107 ชิ้นทางออนไลน์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เชิญชวนให้ไปซื้อแอลกอฮอล์โดยไม่ต้องออกจากบ้าน</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงโรคระบาด และปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ต่อการออกแบบนโยบายรับมือกับโรคระบาดจะขึ้นกับว่า ประเทศนั้นๆ มองแอลกอฮอล์เป็นสินค้าจำเป็นหรือไม่ หรือร้านขายแอลกอฮอล์จัดเป็นบริการจำเป็นหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศมีคนดื่มมากน้อยเพียงใดและอิทธิพลของผู้ผลิตแอลกอฮอล์ในแต่ละประเทศจะเข้าไปแทรกแซงนโยบายได้หรือไม่ ดังนั้น จึงมีการควบคุมการดื่มทางกายภาพทั้งห้ามขายหรือจำกัดเวลาขาย เช่น บางประเทศในยุโรปจำกัดเวลาขายในช่วงเย็น เป็นต้น ในสหรัฐฯ ร้านขายแอลกอฮอล์จัดเป็นสินค้าจำเป็น แม้ในช่วงเวลาปิดเมืองก็ยังขายได้จนยอดขายแอลกอฮอล์พุ่งขึ้น ผู้คนเองก็ดื่มมากขึ้น และเมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ผู้คนก็เริ่มออกมาดื่มในที่สาธารณะ เช่นเดียวกับทางสหราชอาณาจักรที่จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสินค้าจำเป็นจึงอนุญาตให้ขาย แต่ปิดผับ บาร์ หรือสถานที่นั่งดื่ม</p>
<p>ประเทศที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยคือแอฟริกาใต้ โดยมีการจัดแอลกอฮอล์ไว้ในรายการสินค้าไม่จำเป็นและปิดการขายหรือบริการไป มีการจำกัดจำนวนลูกค้าไม่ให้เข้าไปในผับบาร์เกิน 50 คน และเปลี่ยนเวลาขายแอลกอฮอล์ เมื่อมีการปิดเมืองก็ปิดร้านค้าอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีแนวคิดเรื่องการลดภาระจากที่เกิดจากแอลกอฮอล์เช่น ด้านความรุนแรงต่างๆ ซึ่งนโยบายห้ามขายช่วยลดการเสียชีวิตราว 15 รายต่อวันเลยทีเดียว</p>
<p>ขณะที่ประเทศแห่งการผลิตวอดก้าอย่างรัสเซียที่มีสถิติผู้คนดื่มมากขึ้น ก็มีการปรับกฎหมายอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อแอลกอฮอล์ให้เพิ่มขึ้นจาก 18 ปีเป็น 21 ปี ส่วนประเทศอินเดียมีมิติการห้ามที่แตกต่างกันไป เนื่องจากเป็นประเทศที่กังวลเรื่องการสูญเสียรายได้จากการปิดร้านเหล้า จึงมีนโยบายเก็บภาษีร้านเหล้าโคโรนาไวรัส หรือให้ประชาชนไปลงทะเบียนเพื่อซื้อแอลกอฮอล์ อันจะเป็นการจำกัดจำนวนผู้คนไม่ให้แออัดในยามที่ไปซื้อแอลกอฮอล์</p>
<p>ถ้ามองมุมผลกระทบจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในระยะสั้น ผู้คนจะดื่มลดลง แต่ในระยะยาวจะมีการดื่มเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมาจากความกังวลเรื่องสุขภาพและความกังวลเรื่องปากท้อง ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลมีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว</p>
<p>สรุปแล้ว ในภาพรวมสำหรับประเทศไทย จำต้องใช้ฐานข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ติดตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง หาประชากรกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งการทำฐานข้อมูลจะใช้เพื่อดูว่านโยบายที่ทำนั้นได้ผลหรือไม่ ขณะที่บทบาททางธุรกิจ อาจมีการแทรกแซงนโยบายโดยอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศไทย และรัฐจำเป็นต้องให้คำจำกัดความให้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเป็นอย่างไร</p>
<p>โจทย์ที่สำคัญคือ เราจะยังวางตำแหน่งแอลกอฮอล์ให้เป็นสินค้าไม่จำเป็นต่อไปได้อย่างไร เพื่อให้ได้รับการยอมรับในเวลาที่รัฐออกนโยบายควบคุมการดื่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>แนวทางปรับตัวเข้าสู่ </strong><strong>new normal </strong><strong>ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบไทยๆ</strong> <strong>&#8211; ธีระ วัชระปราณี</strong><strong> </strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่ผ่านมา เราเจอกับวิกฤติสุขภาพนำมาสู่มาตรการล็อกดาวน์และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ บวกรวมกับปัญหาภัยแล้ง การเกษตรที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน และตอนนี้เมื่อคลายล็อกดาวน์แล้ว ประเด็นหัวข้อทางการเมืองจึงถูกนำมาถกเถียงบ่อยขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบายให้เงินเยียวยาของรัฐที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เท่ากับว่า ในเวลานี้ ประเทศไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสุขภาพ วิกฤตการเมืองและวิกฤตสังคม ซ้อนกันสี่วิกฤต</p>
<p>โดยส่วนตัว ผมเห็นโอกาสในการสร้างแรงกระตุ้นให้คนเลิกบุหรี่และเหล้าในช่วงเดือนเมษายนซึ่งมีมาตรการงดขายแอลกอฮอล์ และควรสนับสนุนให้คนเลิกแอลกอฮอล์ในระยะยาวจนถึงช่วงปลายปีซึ่งมีเทศกาลงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งนับเป็น new normal ในการควบคุมแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ดี คำว่า new normal เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ภาวะ COVID-19 ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เร็วขึ้นรวมถึงการควบคุมแอลกอฮอล์ที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นใน พ.ศ. 2554 ที่มีนโยบายงดเหล้าเข้าพรรษาของ สสส. และพ.ศ. 2551 ที่มีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมความท้าทายต่างๆ ในยุคก่อนโรคระบาด เช่น การเรียกร้องให้มีการจำหน่ายเบียร์หรือสุราอย่างเสรี การทำการตลาดออนไลน์ เป็นต้น</p>
<p>แต่เมื่อเกิดการระบาดของ COVID-19 และแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งทีก่อให้เกิดการแพร่ระบาด จึงเกิดการชะงักงันของกลุ่มธุรกิจ มีการสั่งห้ามขายแอลกอฮอล์ รวมทั้งเป็นประเด็นในสื่อ เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการขาดสุรา ซึ่งทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับแอลกอฮอล์</p>
<p>ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนประชากรคนไม่ดื่ม:คนดื่ม เป็นจำนวน 70:30 และยังนับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสามารถเพิ่มสัดส่วนคนที่ไม่ดื่มให้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น และยังมีโอกาสในการควบคุมสินค้าออนไลน์รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโอกาสควบคุมแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัดให้เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด พร้อมกันนี้ก็ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ด้วยการคิดกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างการกักตัว และสุดท้ายคือการช่วยเหลือคนติดเหล้าในช่วงโรคแพร่ระบาดนี้</p>
<p>สำหรับประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ผมอยากเสนอให้มีการจัดการ คือการเสนอมาตรการเพิ่มการโฆษณาและการขายออนไลน์ เดลิเวอร์รี่, การทำ CSR และการสร้างกระแสดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ยากพอสมควรเนื่องจากเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดให้อุตสาหกรรม ส่วนในกรณีการห้ามขายทั้งประเทศ เราอาจจะศึกษาจากจังหวัดบุรีรัมย์ที่เป็นจังหวัดเดียวที่มีการห้ามขาย และสุดท้ายคือการงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งเป็นเรื่องด่วนอันสำคัญที่ควรต้องทำ</p>
<p>ส่วนเรื่องสำคัญแต่ยังไม่ด่วนหรือต้องใช้เวลาระยะยาวในการจัดการ คือร่วมทำแผนปฏิบัติการควบคุมแอลกอฮอล์ระดับชาติที่สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทำให้เกิดแผนปฏิบัติการควบคุมแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัด ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน ป้องกันให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่และส่งเสริมการฟื้นฟูชุมชนในสถานการณ์ที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจในชุมชน</p>
<p>ดังนั้น ช่วงระยะงดเหล้าเข้าพรรษาจึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะรณรงค์ให้มีการเลิกเหล้าในประชาชนอย่างต่อเนื่อง นับจากช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1914" aria-describedby="caption-attachment-1914" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-1914 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1914" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ความท้าทายและโอกาสการพัฒนาในการทำงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาครัฐในยุคโควิด-</strong><strong>19 </strong><strong>&#8211; นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>การห้ามแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์เพราะ COVID-19 และการที่ผู้คนไม่เคลื่อนย้ายออกจากบ้าน เนื่องจากมาตรการล๊อกดาวน์เพราะ COVID-19 ทำให้ภาครัฐได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีรายงานคดีเมาแล้วขับเป็นระยะ เนื่องจากร้านค้าย่อยในชุมชนยังมีสินค้าในสต็อก และไม่มีเจ้าพนักงานไปไล่จับ ผู้บริโภคจึงยังหาซื้อได้ เมื่อเปิดขายแอลกอฮอล์จึงเกิดภาวะผู้คนและร้านค้าย่อย รวมถึงผู้ประกอบการมาแย่งซื้อเป็นจำนวนมาก จนสินค้าหมดทั้งแผงในเวลาอันรวดเร็ว จึงมีผู้เสนอว่า น่าจะมีการพูดถึงกฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์ในวันที่ 13 เมษายนอีกครั้ง</p>
<p>ประเด็นน่าสนใจที่เราพบจากการลงสำรวจคือ คนดื่มน้อยลงเพราะเข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้น และส่วนใหญ่ที่ดื่มคือหาซื้อได้จากร้านค้ารายย่อยหรือร้านชำ รวมถึงมีผู้ติดสุราที่เกิดอาการลงแดงเมื่อไม่ได้ดื่มจนเกิดผลกระทบด้านสุขภาพอย่างฉับพลัน รวมไปถึงการนำยาแผนโบราณที่มีแอลกอฮอล์มาดื่มแทนด้วยการผสมกับโซดาเป็นสินค้าทดแทนเหล้าหรือเบียร์ด้วย</p>
<p>ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เมื่อมีการเปิดขายแอลกอฮอล์แล้วจะไม่ทำให้คนที่เลิกเหล้าแล้วหวนกลับมาดื่มอีก เราจึงอาจจะจัดกิจกรรมที่น่าจะทำต่อเนื่อง เป็นแคมเปญชวนเชิญให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชวนตัวเองและครอบครัว รวมถึงคนใกล้เคียง ลด ละ เลิก เหล้าเพื่อป้องกัน COVID-19 และเป็นการเลิกเหล้าในระยะยาว</p>
<p>อีกปัญหาที่เราพบคือ มีการขายออนไลน์เยอะมากจนต้องมีการดำเนินคดีเพจออนไลน์เหล่านี้ตลอด ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดสามารถตรวจสอบเรื่องพวกนี้ได้ และเครือข่ายต่างๆ สามารถดำเนินการเรื่องการบังคับใช้กฎหมายได้ในทันที รวมถึงควรมีการเสนอกฎหมายห้ามขายออนไลน์โดยมีเป้าหมายคือให้การเลิกเหล้าในประชาชนเกิดความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อลดอุบัติเหตุและลดการป่วยเรื้อรังของผู้คน และจัดทำแนวทางควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุค COVID-19 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการและประชาชน และผลักดันการออกอนุบัญญัติฯ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในลักษณะการขายออนไลน์และห้ามขายในช่วงเทศกาลด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ความท้าทายและโอกาสการพัฒนาในการทำงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาคประชาสังคมในยุคโควิด &#8211; วิษณุ ศรีทะวงศ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดมาตารการต่างๆ มากมายที่เอื้อให้กระบวนการงดเหล้าได้ผลไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น แม้วงสังสรรค์จะลดลง รวมถึงเหล้า บาร์ก็ปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ แต่ในขณะเดียวกัน การขายแอลกอฮอล์ออนไลน์กลับเพิ่มมากขึ้นจนถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล</p>
<p>ในระยะแรก ทางภาคประชาสังคมมีความพยายามที่จะช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ โดยหลายภาคส่วนช่วยกันทำหน้ากากผ้าและเจลล้างมือ รวมถึงระดมทุน ทรัพยากรเพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์และขยับขยายไปยังอีกหลายจังหวัด ในมุมนี้ภาคประชาสังคมควรจะต้องทำอยู่เรื่อยๆ และสร้างพันธมิตรในการทำงานเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส เพราะเจลล้างมือยังจำเป็นอยู่แม้ในปัจจุบัน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ work from home ซึ่งน่าจะอยู่กับเราไประยะยาว ซึ่งทำให้เราอยู่กับบ้านและครอบครัวได้มากขึ้น มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้าน หลายคนมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มโปรด มีการปลูกผัก ซึ่งเราพบว่าร้านขายวัสดุอุปกรณ์การเกษตรคึกคักขึ้นอย่างมาก เครือข่ายงดเหล้าในภาคเหนือก็มีการชวนเยาวชนไปเรียนรู้กระบวนการปลูกผัก ไปลงพื้นที่ และยังมีกิจกรรมซ่อมแซม ต่อเติมบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงวงเหล้า ตลอดจนกิจกรรมทำอาหารด้วยเมนูต่างๆ หรือเรียนคอร์สอบรมออนไลน์เพื่อพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะเยาวชนที่โรงเรียนยังไม่เปิด ก็ลงทะเบียนเรียนออนไลน์กิจกรรมต่างๆ เช่น กีตาร์ หรือตัดต่อวิดีโอ</p>
<p>เราจึงอาจมองได้ว่า ในช่วงกักตัวและทำงานที่บ้าน ผู้คนมีกิจกรรมให้ทำมากขึ้น การตั้งวงดื่มเหล้าจึงลดลง แต่ปัญหาหนึ่งที่เราเจอคือ การส่งเสริมการขายแอลกอฮอล์ออนไลน์ ซึ่งกิจกรรมการส่งเสริมการขายของธุรกิจเหล้าเป็นเสมือนพาหะสำคัญที่อาจทำให้การระบาดเกิดขึ้นมาอีกรอบได้ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มี new normal หรือความปกติรูปแบบใหม่คือ นักดื่มหน้าใหม่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยเนื่องจากสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่า เช่น การพัฒนาตนเองหรือศักยภาพ ขณะที่นักดื่มตามโอกาสเพื่อเข้าสังคมก็ลดปริมาณการดื่ม เรื่องจากไม่มีวงสังสรรค์และไม่มีร้านค้าเปิด ส่วนนักดื่มประจำนั้นลดปริมาณและความถี่ในการดื่ม อาจจะมีการสั่งซื้อทางออนไลน์หรือเดลิเวอร์รี่บ้างตามโอกาสซึ่งหาได้ยากขึ้น ส่วนนักดื่มหนักหรือมีภาวะติดสุราเรื้อรังก็ต้องเข้าระบบบำบัด ซึ่งต้องช่วยกันดูแลต่อไป</p>
<p>เราทราบกันดีว่า สังคมไทยมีงานบุญประเพณีค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ปีนี้คงต้องยกเลิกงานใหญ่ๆ เพื่อปรับตัวในช่วงโรคระบาด เช่น งานสงกรานต์ เหลือเพียงกิจกรรมชุมชนเล็กๆ เช่น ทำข้าวแช่หรืองานบุญงานบวชหรืองานศพเท่านั้น ขณะที่งานเทศกาลอาหาร งานถนนคนเดินก็มีการปรับตัวด้วยการจัดเสวนาออนไลน์หรือหามาตรการแนวทางสู้ COVID-19</p>
<p>ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงยังต้องร่วมมือกันดำเนินนโยบายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพต่อประชาชน ฟื้นฟูความทุกข์ยาก และช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก อันเป็นเรื่องทางโครงสร้างที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1915" aria-describedby="caption-attachment-1915" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1915 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1915" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่อง: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>ภาพ: เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/">ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1886</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ความรุนแรงในครัวเรือน &#8211; ขาดสุรา &#8211; สภาวะจน เครียด กินเหล้า : เรื่องเหล้าเมื่อคราว COVID-19 ระบาด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/no-alcohol-during-covid19/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=no-alcohol-during-covid19</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2020 06:56:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[การงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงในครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ติดสุราเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ลงแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1801</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก หลายประเทศต้องออกมาตรการทั้งทางกฎหมายและการรณรงค์ เพื่อจะหยุดการแพร่ระบาดในครั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาคือ การออกคำสั่งห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนในการสัมผัสเชื้อโรคในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์ในวงกว้าง ท้ังจากผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน มาตรการห้ามขายเหล้าก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรังอย่างหนัก ที่อาจจะเกิดอาการลงแดงในช่วงห้ามจำหน่ายสุรา และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงมีบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและคนที่ทำงานเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ออกมาให้ความรู้ รวมถึงแนะนำให้ผู้ที่ติดสุราเรื้อรังพบแพทย์ เพื่อจะได้รับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ เพราะในบางประเทศก็มีการห้ามจำหน่ายสุราเช่นกัน เช่น ประเทศแอฟริกาใต้ ที่รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าและงดการขนส่งเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักเป็นการดื่มแบบรวมกลุ่ม ทำให้คนจำเป็นต้องพบปะกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสได้ นอกจากนี้ แอฟริกาใต้ยังมีเป้าหมายลดความรุนแรงในประเทศ เพราะประเทศต้องสำรองเตียงและบุคลากรทางการแพทย์ไว้สำหรับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้ นอกจากปัญหาที่เกิดกับผู้ติดสุราเรื้อรังแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่แม้ไม่ได้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์โดยตรง แต่เป็นผลกระทบที่ถูก &#8216;เร่ง&#8217; ได้ด้วยแอลกอฮอล์คือ &#8216;ปัญหาความรุนแรงในครัวเรือน&#8217; ที่เพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงโควิด-19 ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเงิน และความไม่แน่นอนของสังคม ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านอาจเกิดความเครียด และแปรเปลี่ยนเป็นผู้ก่อความรุนแรงได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์ ที่หากผู้ดื่มไม่ระมัดระวังการดื่มของตน ก็อาจจะทำให้ขาดสติจนก่อความรุนแรงกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน เท่ากับว่า &#8216;บ้าน&#8217; ที่ดูจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในยุคไวรัสแพร่ระบาด อาจไม่ได้ปลอดภัยหรืออบอุ่นสำหรับทุกคน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่เราคิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/no-alcohol-during-covid19/">ความรุนแรงในครัวเรือน &#8211; ขาดสุรา &#8211; สภาวะจน เครียด กินเหล้า : เรื่องเหล้าเมื่อคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก หลายประเทศต้องออกมาตรการทั้งทางกฎหมายและการรณรงค์ เพื่อจะหยุดการแพร่ระบาดในครั้งนี้</p>
<p>หนึ่งในมาตรการที่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาคือ การออกคำสั่งห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนในการสัมผัสเชื้อโรคในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์ในวงกว้าง ท้ังจากผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน มาตรการห้ามขายเหล้าก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรังอย่างหนัก ที่อาจจะเกิดอาการลงแดงในช่วงห้ามจำหน่ายสุรา และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงมีบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและคนที่ทำงานเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ออกมาให้ความรู้ รวมถึงแนะนำให้ผู้ที่ติดสุราเรื้อรังพบแพทย์ เพื่อจะได้รับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้อง</p>
<p>อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ เพราะในบางประเทศก็มีการห้ามจำหน่ายสุราเช่นกัน เช่น ประเทศแอฟริกาใต้<span style="font-weight: 400;"> ที่รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าและงดการขนส่งเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักเป็นการดื่มแบบรวมกลุ่ม ทำให้คนจำเป็นต้องพบปะกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสได้ นอกจากนี้ แอฟริกาใต้ยังมีเป้าหมายลดความรุนแรงในประเทศ เพราะประเทศต้องสำรองเตียงและบุคลากรทางการแพทย์ไว้สำหรับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้</span></p>
<p>นอกจากปัญหาที่เกิดกับผู้ติดสุราเรื้อรังแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่แม้ไม่ได้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์โดยตรง แต่เป็นผลกระทบที่ถูก &#8216;เร่ง&#8217; ได้ด้วยแอลกอฮอล์คือ &#8216;ปัญหาความรุนแรงในครัวเรือน&#8217; ที่เพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงโควิด-19 ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเงิน และความไม่แน่นอนของสังคม ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านอาจเกิดความเครียด และแปรเปลี่ยนเป็นผู้ก่อความรุนแรงได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์ ที่หากผู้ดื่มไม่ระมัดระวังการดื่มของตน ก็อาจจะทำให้ขาดสติจนก่อความรุนแรงกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน</p>
<p>เท่ากับว่า &#8216;บ้าน&#8217; ที่ดูจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในยุคไวรัสแพร่ระบาด อาจไม่ได้ปลอดภัยหรืออบอุ่นสำหรับทุกคน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่เราคิด ทั้งผลจากการห้ามขาย และผลจากการดื่มมากจนขาดการยับยั้งชั่งใจ</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า สนทนากับ<strong>วิทย์ วิชัยดิษฐ</strong> นักวิจัยจาก<strong><a href="http://cas.or.th/cas/">ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)</a> </strong>เกี่ยวกับ &#8216;เรื่องเหล้า&#8217; ในวันที่ไม่มีเหล้าขาย และโควิด-19 แพร่ระบาด ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาดังกล่าวกับการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงคุยเรื่องผลกระทบจากมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมองสถานการณ์ &#8216;จน เครียด กินเหล้า&#8217; กับชีวิตในยุคโควิด-19</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1817" aria-describedby="caption-attachment-1817" style="width: 2048px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1817" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC04316.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC04316.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC04316-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC04316-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC04316-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1817" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ปัจจุบัน ภาพรวมสถานการณ์ความรุนแรงของประเทศไทยเป็นอย่างไร และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ อย่างไร</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติในช่วงปี 2560 ซึ่งสำรวจการดื่มสุราและสูบบุหรี่ของประชากรไทย มีการสอบถามเรื่องพฤติกรรมการดื่มสุราในครัวเรือน และสอบถามคนในครัวเรือนนั้นๆ ว่า ที่ผ่านมา คุณเคยได้รับผลกระทบอะไรจากการดื่มสุราบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอเจอคำถามแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางวาจา ซึ่งเขาไม่ได้บอกนะ ว่าเกี่ยวกับอะไร แต่เราพออนุมานได้ว่า คงมีการตะคอกใส่กัน ส่วนการรายงานความรุนแรงทางกายมีค่อนข้างน้อย อาจจะเป็นเพราะเราถามเขาว่า เขาเจอความรุนแรงอะไรในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาบ้าง ไม่ใช่ว่าเจออะไรที่เป็นความรุนแรงต่อชีวิต คำตอบที่ได้เลย</span><span style="font-weight: 400;">น้อยกว่าความรุนแรงที่ผลสำรวจอื่นเจอ คือหญิงไทยประมาณ 1 ใน 6 บอกว่าเคยโดนแฟนหรือสามีทำร้ายร่างกาย แต่พอเป็นการสำรวจการดื่มสุราและสูบบุหรี่ของประชากรไทย เราพบเรื่องนี้น้อยมาก อาจจะเป็นเพราะเราจำกัดแค่ 12 เดือนอันเนื่องมาจากการบริโภคสุรา จึงอาจจะทำให้คนที่ตอบตัดสินเองว่าเพราะเหล้าเป็นเหตุ หรือเป็นเพราะบุคลิกของบุคคลนั้นหรือเปล่า ข้อมูลตรงนี้จึงอาจจะคลาดเคลื่อนได้</span></p>
<p>ต่อมา เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผม<span style="font-weight: 400;">เจอรายงานความรุนแรงในครัวเรือนมากขึ้น คือการเกิดโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ข่าวการเกิดอาชญากรรมลดลง ความรุนแรงก็ยังมีรายงานอยู่ อย่างน้อยในเชิงปริมาณ แปลว่าโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงหายไปเสียทีเดียว ยังมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงอยู่เป็นระยะๆ แต่เราต้องดูด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ด้วยไหม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เราจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับความรุนแรงในครัวเรือนได้อย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราดูธรรมชาติของความรุนแรงในครัวเรือน ปัจจัยเสี่ยงที่มากที่สุดคือ พฤติกรรมของฝ่ายชายที่จะควบคุมฝ่ายหญิง </span><span style="font-weight: 400;">ถ้ามองจากตรงนี้ สุราจะทำหน้าที่เป็นตัว &#8216;เร่ง&#8217; ปฏิกิริยา ทำให้คนที่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงมีโอกาสใช้ความรุนแรงมากขึ้น เราเคยคุยกับนักปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">(paramedics) ที่เป็นด่านแรกๆ ในการตอบสนองต่อคดีความรุนแรงในครอบครัว พบว่า เวลาเกิดเหตุการณ์พวกนี้ขึ้นมา </span><span style="font-weight: 400;">แพทเทิร์นมันจะคล้ายๆ กันเกือบทั้งโลกเลย คือแอลกอฮอล์เป็นตัวเร่งให้เกิดความรุนแรงได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p>เพื่อให้เห็นภาพกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงชัดขึ้น เราลองดูเหตุการณ์จำพวกวัยรุ่นตีกันตามงานสงกรานต์ก็ได้ เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะตีกันอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่ตีกันก็เพราะมีแอลกอฮอล์เป็นตัวเร่ง ส่วนคนที่ไม่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงก็จะดื่มเหล้ากันเฉยๆ แต่ก็จะมีความเสี่ยงอย่างอื่นแทน เช่น เมาแล้วขับ ดื่มแล้วขับ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ แต่เรื่องการตีกัน แอลกอฮอล์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้ความยับยั้งช่างใจลดลง จากที่อาจจะแค่คิดเฉยๆ ก็เปลี่ยนเป็นใช้ความรุนแรงจริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>แล้วเราจะแก้ไขความรุนแรงในครัวเรือนได้อย่างไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางการแก้ไขทั้งของไทยและต่างประเทศคือ เราต้องสื่อสารกับผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ ให้พวกเธอรู้ว่า ถ้าเกิดเหตุขึ้นมา เธอจะขอความช่วยเหลือได้ที่ไหนบ้าง และให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ทราบว่า พวกเธอสามารถแจ้งหรือติดต่อตำรวจได้โดยตรง</span></p>
<p>ถ้าเป็นต่างประเทศ จะมีคำแนะนำด้วยว่า หากผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงไปพบแพทย์หรือเภสัชกร และอยากจะรายงานเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะมีวิธีใช้คำพูดแบบสื่อสารทางอ้อมเพื่อจะสามารถส่งตัวผู้หญิงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้</p>
<p>สุดท้ายคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะ<span style="font-weight: 400;">จัดตั้งศูนย์พักพิงสำหรับผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งประเด็นที่อยากเสริมคือ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ความรุนแรงในครัวเรือนมักจะเกิดจากพฤติกรรมที่ฝ่ายชายต้องการ &#8216;ควบคุม&#8217; ฝ่ายหญิง และความต้องการควบคุมอย่างหนึ่ง การควบคุมทางเศรษฐกิจ</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่สามารถหนีไปไหน เพราะกลัวว่าหากหนีไปแล้วจะไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เราจึงอาจจะต้องหาทางให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบตรงนี้มีแนวทางประกอบอาชีพด้วย </span><span style="font-weight: 400;">ให้เขาออกมาแล้วหาเลี้ยงตัวเองได้ ให้เขามีความพร้อม จะได้มีแรงจูงใจที่จะออกมาจากสถานการณ์ตรงนั้นได้มากขึ้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อีกประเด็นคือ ตอนนี้มีประกาศห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในฐานะนักวิจัยเรื่องสุรา คุณมองเห็นอะไร มีคนกลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามผม ผมมีความกังวลสองสามเรื่อง เรื่องแรกคือ เมื่อช่วงนี้ไม่สามารถขายแอลกอฮอล์ได้ตามช่องทางห้างร้านปกติ ก็อาจจะมีคนนำไปขายในตลาดมืดแทน อีกอย่างหนึ่ง มีการใช้สารชดเชยแอลกอฮอล์แทนในช่วงนี้ เช่นที่เร็วๆ นี้ ข่าวออกว่ามีการต้มน้ำกระท่อมแทนเพื่อเป็นการชดเชยแอลกอฮอล์</span><span style="font-weight: 400;"> และประเด็นที่สำคัญคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h4><b>มีการใช้สารทดแทนแอลกอฮอล์เกิดขึ้น แสดงว่ากฎหมายห้ามไม่ให้มีการซื้อขายแอลกอฮอล์ก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนไม่น้อย ซึ่งรวมทั้งกลุ่มผู้ป่วยติดสุราด้วย?</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ ในจังหวัดที่ห้ามขายเหล้าจะมีข่าวคนลงแดงตาย อาการหนัก แต่ช่วยเหลือไว้ได้ทันวันละ 1-2 ราย โรงพยาบาลต่างๆ ก็จะมีผู้ป่วยติดเหล้าเข้าการรักษาเสมอ มีอาการหลากหลายมาก ตั้งแต่ลงแดงไปจนถึงไม่ลงแดง ซึ่งก็จะมีบางรายที่เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง พอออกมาก็กลับไปดื่มอีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสำรวจระบาดวิทยาจิตเวชคาดว่า ในประเทศไทยมีประชากรเป็นโรคติดสุราประมาณ 9 แสน ถึง 1 ล้านคน คาดว่ามีผู้ที่ติดสุราในภาวะรุนแรงอยู่ราวๆ 5 หมื่นถึง 1 แสนคนทั่วประเทศ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า ผู้ที่ติดสุราคนนั้นเป็นผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง และเราจะมีวิธีสังเกตอาการลงแดงหรือไม่ อย่างไร</strong></h4>
<p>นิยามของผู้ที่ติดสุราเรื้อรังคือ <span style="font-weight: 400;">ดื่มครึ่งขวดกลมขึ้นไปต่อวัน มีโรคประจำตัวทุกวันมา 5 ปีขึ้นไป หรือว่าเป็นตับแข็ง ก็อาจมีโอกาสเกิดภาวะขาดเหล้ารุนแรง เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล</span></p>
<p>ถ้าผู้ติดสุรามีอาการลงแดง อาการสามารถแสดงออก<span style="font-weight: 400;">ได้ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้อาการตัวเอง ส่วนมากจะหงุดหงิด เวียนหัว ร่วมกับอาการอื่นๆ ซึ่ง</span>ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีอาการลงแดงต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะแพทย์จะมียาให้กินทดแทนพิษเหล้าได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ในฐานะที่ศูนย์วิจัยปัญหาสุราทำการวิจัยด้านนี้โดยตรง อยากชวนลองประเมินภาพรวมระยะยาวหลังจากนี้ สถานการณ์การระบาดของโรคจะส่งผลให้ผู้คนดื่มเครื่องแอลกอฮอล์มากขึ้น หรือผู้ที่ติดสุราอยู่แล้วมีแนวโน้มของอาการมากขึ้นหรือไม่ เพราะในช่วงของการระบาดมีทั้งความเครียดจากเศรษฐกิจและความเครียดจากการกักตัว </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ การติดสุรามีหลายระดับ ถ้าดูภาพสังคมไทยโดยรวม ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ดื่มสุรา ส่วนในกลุ่มคนดื่มที่อยู่ในระดับติด ถ้าไม่ถึงขั้นลงแดง ก็จะมีระบบสนับสนุนอย่างอื่นเพื่อการควบคุมได้ ผมเลยคิดว่า จำนวนผู้ดื่มสุราที่ไม่ได้ติดหนัก ‘น่าจะลดลง’ </span><span style="font-weight: 400;">เพราะการดื่มในสังคมไทยโดยรวมเป็นการดื่มทางสังคมค่อนข้างเยอะ พอมีการปิดประเทศ ก็ไม่ได้มีบริบทของการชวนกันดื่ม พอไม่ได้เจอกันตัวต่อตัวก็ไม่ค่อยได้ดื่มมากเหมือนเดิม อีกทั้งยังมีคำสั่งห้ามขายและห้ามสังสรรค์ในงานใหญ่ๆ ด้วย </span>ดังนั้นแนวโน้มน่าจะลดลงโดยรวม</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนถ้าถามว่า จะมีสภาวะ ‘จน เครียด กินเหล้า’ เกิดขึ้นบ้างไหม โดยส่วนตัวผมมองว่าไม่น่าถึงขนาดนั้นนะ อาจจะมีบ้างที่กินเหล้าเพื่อลืมทุกข์ ซึ่งก็มีคนจำนวนหนึ่งที่มี Hoping Mechanism แบบนี้ แต่เท่าที่เห็นแนวโน้มในตอนนี้ </span><span style="font-weight: 400;">มันยังไม่น่าจะกระจายเพราะมีคำสั่งห้ามขายสุรา ตอนนี้เหมือนกับคนเข้าถึงสุราไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า ถ้ายังมีคำสั่งห้ามขายแอลกอฮอล์อยู่ การดื่มแอลกอฮอล์น่าจะลดลง    </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1818" aria-describedby="caption-attachment-1818" style="width: 2048px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1818" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC03088.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC03088.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC03088-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC03088-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/DSC03088-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1818" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><b><br />
</b><b>เกร็ดน่ารู้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ผู้ชายไทยประมาณ 3.5% เป็นโรคติดสุรา (alcohol dependence) ส่วนผู้หญิงเป็นโรคติดสุราแค่ 0.2% เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ความผิดปกติของดื่มแอลกอฮอล์ (alcohol use disorder เป็นโรคซึ่งคล้ายโรคติดสุรา แต่ความรุนแรงน้อยกว่า) ความชุกของอาการฯ สูงที่สุดในภาคเหนือ (ประมาณ 3.5%) และในกลุ่มคนอายุ 25-34 ปี (ประมาณ 9.1%) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การใช้สารชดเชยสุรา (เช่น น้ำกระท่อม) ในช่วงนี้ พบว่ามีการเสพน้ำต้มใบกระท่อม (สี่คูณร้อย) เพิ่มขึ้นหลังประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ห้ามขายเหล้าเบียร์ทั่วประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า มีการจับกุมกลุ่มบุคคลมั่วสุมขัด พรก.ฉุกเฉิน เสพยาบ้า-กัญชา-ต้มสี่คูณร้อยดื่มที่ปทุมธานีและศรีสะเกษ ส่วนที่ภูเก็ตมีพนักงานส่งอาหารลักลอบขนใบกระท่อมและน้ำสี่คูณร้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; แม้ในวันที่ 10 มีนาคม 2563 ทางคณะรัฐมนตรีจะมีมติอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยให้ยกเลิกพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 และเลิกบทกำหนดโทษ แต่ยังมีข้อจำกัดให้การใช้กระท่อมอยู่ในบริบทของวิถีชาวบ้าน ส่วนการค้าขายหรือส่งออกกระท่อมยังต้องอยู่ภายใต้การได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ให้มีการค้าเสรีแต่อย่างใด </span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ่านสรุปข้อควรระวังเรื่องเหล้าและการดูแลผู้ติดเหล้าที่ต้องหยุดดื่มจนอาจ ‘ลงแดง’ ได้ <a href="https://alcoholrhythm.com/aud-treatment-covid19/"><strong>ที่นี่</strong></a> (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และ สสส.)</p>
<blockquote><p>&nbsp;</p></blockquote>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p>WHO. Thailand.  Global Alcohol Report. 2018. Accessed on 22 April 2020. URL: <a href="https://www.who.int/substance_abuse/publications/global_alcohol_report/profiles/tha.pdf">https://www.who.int/substance_abuse/publications/global_alcohol_report/profiles/tha.pdf</a></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> ปริทรรศ ศิลปกิจ และคณะ. ความชุดของความผิดปกติของการดื่มแอลกอฮอล์ในคนไทย โรคร่วมทางจิตเวชและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง. ว.สุขภาพจิตแห่งประเทศไทย 2560; 25(2): 107-121. URL: </span><a href="https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/142712/105660"><span style="font-weight: 400;">https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/142712/105660</span></a></p>
<p><a href="https://www.komchadluek.net/news/breaking-news/427884">แฉขาเมายุคโควิด-19 ห้ามขายสุราหันเสพดื่มน้ำกระท่อม</a></p>
<p><a href="https://www.mcot.net/viewtna/5e96ac48e3f8e40af8431629">นายกฯ กำชับ “สมศักดิ์” เข้มคดีต้ม 4 คูณ100 พุ่ง หลังประกาศห้ามขายเหล้า</a></p>
<p><a href="https://www.prachachat.net/economy/news-430437">ครม.เตรียมปลดล็อก “กระท่อม” ออกจากยาเสพติดประเภท 5 ใช้เพื่อ การแพทย์-เศรษฐกิจ</a></p>
<p class="section_title section_title_medium_var2"><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/873526">ความรุนแรงในครอบครัว คือภัยเงียบในวิกฤติ ‘โควิด-19</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/no-alcohol-during-covid19/">ความรุนแรงในครัวเรือน &#8211; ขาดสุรา &#8211; สภาวะจน เครียด กินเหล้า : เรื่องเหล้าเมื่อคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1801</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม ‘เหล้า’ ทำให้ &#8216;เรา&#8217; ต้องจ่ายมากกว่าที่คิด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-and-drinker-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2020 09:34:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนจากการดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ธัชนันท์ โกมลไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[เหล้ากับเรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1719</guid>

					<description><![CDATA[<p>:: Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านรวมบทความสั้น ‘เหล้ากับเรา’ ชุดที่สอง &#8211; เมื่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สร้าง &#8216;ต้นทุน&#8217; ให้กับสังคมและครัวเรือนมากกว่าที่เราคิด :: &#160; -1- เพราะ &#8216;การดื่ม&#8217; ส่งผลกับสังคม &#160; มีรายงานพบว่า บ้านของเรากับร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ หรือ มินิมาร์ททุกประเภทที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขาย มีระยะห่างจากกันเฉลี่ยเพียง 324 เมตรเท่านั้น หรือหากคิดเป็นการเดินทางจากบ้านไปยังร้านค้าเพื่อซื้อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะใช้เวลาสั้นๆ ราว 4.5 นาที หากจะพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ เราทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างง่ายดาย และด้วยความอยาก (ดื่ม) ที่แพ้ชิดใกล้นี้เอง ทำให้ไทยกลายเป็นแชมป์ในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ หรือจำนวนคดีความที่เกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า นอกจากค่าสังสรรค์ที่เหล่านักดื่มต้องจ่ายในแต่ละเดือนแล้วเนี่ย ถ้ามองในภาพใหญ่แล้ว แอลกอฮอล์สร้างต้นทุนอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง? งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย: การพัฒนาไฟล์ต้นแบบการประเมิน” โดย ผศ.ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยต้นทุนที่เราทุกคนต้องจ่ายให้กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ที่รัฐจะต้องมีต้นทุนสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-2/">เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม ‘เหล้า’ ทำให้ &#8216;เรา&#8217; ต้องจ่ายมากกว่าที่คิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>:: Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านรวมบทความสั้น ‘เหล้ากับเรา’ ชุดที่สอง &#8211; เมื่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สร้าง &#8216;ต้นทุน&#8217; ให้กับสังคมและครัวเรือนมากกว่าที่เราคิด ::</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1720" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-1-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>-1-</strong></h1>
<h1 style="text-align: center;"><strong>เพราะ &#8216;การดื่ม&#8217; ส่งผลกับสังคม</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีรายงานพบว่า บ้านของเรากับร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ หรือ มินิมาร์ททุกประเภทที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขาย มีระยะห่างจากกันเฉลี่ยเพียง 324 เมตรเท่านั้น หรือหากคิดเป็นการเดินทางจากบ้านไปยังร้านค้าเพื่อซื้อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะใช้เวลาสั้นๆ ราว 4.5 นาที</p>
<p>หากจะพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ เราทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างง่ายดาย และด้วยความอยาก (ดื่ม) ที่แพ้ชิดใกล้นี้เอง ทำให้ไทยกลายเป็นแชมป์ในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ หรือจำนวนคดีความที่เกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ</p>
<p>แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า นอกจากค่าสังสรรค์ที่เหล่านักดื่มต้องจ่ายในแต่ละเดือนแล้วเนี่ย ถ้ามองในภาพใหญ่แล้ว แอลกอฮอล์สร้างต้นทุนอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง?</p>
<p>งานวิจัยเรื่อง <a href="http://cas.or.th/cas/wp-content/uploads/2019/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.pdf">“การศึกษาต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย: การพัฒนาไฟล์ต้นแบบการประเมิน”</a> โดย ผศ.ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยต้นทุนที่เราทุกคนต้องจ่ายให้กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ที่รัฐจะต้องมีต้นทุนสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก สูงถึง 5,491 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับสถิติที่บอกว่า ประชากรไทยกว่า 2.1 ล้านคน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดสุรา</p>
<p>นอกจากนี้ ภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทยที่มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน หนึ่งในปัจจัยที่ชี้ให้เห็นเรื่องนี้คือ ปีสุขภาวะ ซึ่งหมายถึงดัชนีชี้วัดสถานะสุขภาพของประชากรแบบองค์รวม (Disability &#8211; Adjusted Life Year: DALY) โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปีสุขภาวะบกพร่องทางสุขภาพ และ ปีสุขภาวะการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีหน่วยวัดเป็น ปีสุขภาวะ หรือ 1DALY</p>
<p>จากสถิติการสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรไทยพบว่า ชายไทยสูญเสียปีสุขภาวะ 6.1 ล้านปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ส่วนการสูญเสียปีสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของชายไทย ก็เกี่ยวข้องกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยสูญเสียปีสุขภาวะไปถึง 3.6 ล้านปี และดัชนีตัวสุดท้ายคือ การสูญเสียปีสุขภาวะจากภาวะบกพร่องทางสุขภาพของประชากรชายไทย ซึ่งสูงถึง 2.2 ปี ซึ่งก็เป็นผลที่สืบเนืองมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง</p>
<p>นอกจากต้นทุนด้านสาธารณสุขแล้ว อีกด้านที่สังคมไทยต้องจ่ายคือด้านกระบวนการยุติธรรม ทั้งคดีที่เกี่ยวกับเรื่องการบริโภคแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเมาแล้วขับหรือชนแล้วหนี ซึ่งก็สอดคล้องกับสถิติปีสุขภาวะของผู้คนที่สูญเสียไปเพราะสาเหตุบนท้องถนน รวมถึงคดีที่เกี่ยวกับกรณีพิพาทอันมีสาเหตุมาจากน้ำเมาด้วย จากรายงานพบว่า ต้นทุนสำหรับกระบวนการยุติธรรมคิดเป็นเงินสูงถึง 242 ล้านบาท ส่วนต้นทุนทางตรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ อันมีสาเหตุจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ก็สูงถึง 779,407,750 ล้านบาท</p>
<p>อีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวลคือ ต้นทุนทางอ้อมของผลิตภาพที่สูญเสียไปจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อันมีสาเหตุมาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสูงถึง 104,127 ล้านบาท เพราะเราต้องอย่าลืมว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) ผู้ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจึงหมายถึงกำลังแรงงานที่สามารถสร้างผลิตผลในการผลิตอย่างต่อเนื่องลดลงไปด้วย และนับเป็นการสูญเสียโอกาสของสังคมเช่นกัน งานวิจัยเผยว่า ต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับจากการที่ผลิตภาพ (productivity) ในการทำงานของบุคคลลดลง เนื่องจากการบริโภคแอลกอฮอล์ มีมูลค่า 45,464.6 ล้านบาท เพราะการทำงานเพื่อผลิตภาพจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่การบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงนั่นเอง</p>
<p>ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งคือ ครัวเรือนไทยกว่า 70% มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ครัวเรือนละ 1 คน หรือพูดให้ง่ายกว่านั้น ถ้ามีครอบครัวจำนวน 100 ครอบครัว จะมี 70 ครอบครัวที่มีนักดื่มอยู่ในบ้าน และเกือบครึ่งหนึ่งของครัวเรือนมีสมาชิกในครอบครัวเป็นกลุ่มนักดื่มประจำอย่างน้อย 1 คน ทำให้โดยสรุปแล้ว ครอบครัวชาวไทยกว่า 70 % มีส่วนในการสร้างต้นทุนที่สังคมไทยจะต้องจ่าย</p>
<p>จะเห็นว่า แม้การดื่มเหล้าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การดื่มเหล้า ‘มาก’ เกินไปจนกระทั่งเมา ป่วย หรือติดสุรา ย่อมสร้างผลกระทบและสร้างต้นทุนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข กำลังแรงงาน หรือการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้ดื่มจึงจำเป็นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจดื่มแอลกอฮอล์สักแก้ว เพื่อไม่ให้สังคมของเราต้องแบกรับ ‘ต้นทุน’ มหาศาลนี้ต่อไป</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1721" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/20200312-AR-2-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>-2-</strong></h1>
<h1 style="text-align: center;"><strong>เพราะ &#8216;การดื่ม&#8217; ส่งผลกับครัวเรือน</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่สังคมที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ครัวเรือนก็ได้รับผลกระทบและมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเช่นกัน</p>
<p>จากงานวิจัยว่าด้วย<a href="http://cas.or.th/cas/?p=6105">ผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต่อครัวเรือนไทย</a> โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้แบ่งต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มาจากการดื่มสุรา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง กล่าวคือ ทันทีที่เราตัดสินใจเดินออกจากบ้าน (ด้วยระยะเวลาเฉลี่ย 4.5 นาที) ไปยังร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าที่ใกล้บ้านที่สุดเพื่อหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์แบบทางตรงได้ถูกจ่ายไปแล้ว</p>
<p>ส่วนต้นทุนอีกแบบคือ (2) ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากผลกระทบอย่างเฉียบพลันในกรณีที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ เช่น อุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ ซึ่งจะก่อให้เกิดต้นทุนด้านการรักษาพยาบาล หรือหากมีพฤติกรรมความรุนแรงหรือการเสียชีวิตเกิดขึ้น ก็จะก่อให้เกิดต้นทุนที่ต้องเสียไปเช่นเดียวกัน</p>
<p>งานวิจัยดังกล่าวเลือกมองปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับ &#8216;ครัวเรือน&#8217; โดยเชื่อว่า สุราเป็นเรื่องในระดับครัวเรือนมากกว่าจะเป็นแค่ปัญหาในระดับปัจเจก เพราะผู้ดื่ม 1 คน สามารถเพิ่มระดับความเสี่ยงต่อครัวเรือนได้มากถึง 20-40 เท่า เท่ากับว่า ครัวเรือนกลายเป็นหน่วยที่ต้องรับความเสี่ยงจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หน่วยครัวเรือนที่อยู่ใกล้ชิดผู้ดื่มมากที่สุด ก็เป็นผู้ที่สามารถป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีที่สุดเช่นกัน จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายของงานวิจัยที่เสนอว่า เมื่อหน่วยครัวเรือนเป็นทั้งหน่วยที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดนักดื่มที่สุด และมีความเสี่ยงที่สุด ดังนั้น หากต้องมีการดูแลรักษาบำบัด ก็จะต้องทำในระดับครัวเรือนด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยยังทำลายมายาคติที่เราได้ยินกันซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘โง่ จน เจ็บ’ หรือความคิดที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับฐานะของผู้ดื่ม เพราะตัวงานวิจัยไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างระดับรายได้กับสาเหตุที่เริ่มดื่ม หรือเท่ากับว่า ฐานะของครัวเรือนไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจดื่มแอลกอฮอล์เสมอไป เพราะไม่ว่าจะชนชั้นไหน หากดื่มเหล้าอย่างขาดสติและปราศจากการตระหนักรู้ ก็ย่อมสร้างผลกระทบให้กับสังคมได้เช่นกัน</p>
<p>ดังนั้น ถ้าคุณคิดอยากดื่มเหล้า ลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนสักนิด ควบคุมสติตัวเองให้ดี ก่อนที่จะแอลกอฮอล์จะกลายเป็นฝ่ายดื่มเราแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><strong>เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย</strong></p>
<p>จากรายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทยประจำปี 2560 ที่ได้ทำการสำรวจและสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จากพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ประชากรไทยตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 55.9 ล้านคน มีผู้ที่ไม่เคยดื่มสุราเลย 57.8 % ดื่มแล้วเลิกแล้ว 14.41 % และยังดื่มสุราอยู่จนถึงปัจจุบัน 28.41 % ขณะที่ภาคซึ่งมีนักดื่มมากที่สุดคือภาคเหนือ คิดเป็น 35.40% และภาคที่มีนักดื่มน้อยที่สุดคือภาคใต้ คิดเป็น 16.05%</p>
<p>ขณะที่ถ้าเราแยกดูสถิติโดยใช้เพศของนักดื่มเป็นเกณฑ์ จะพบว่า เพศหญิงจะดื่มเบียร์บ่อยที่สุด ส่วนเพศชายและผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปเลือกดื่มสุรา โดยเฉพาะกลุ่มเหล้าขาว เหล้าแดง วิสกี้ และบรั่นดี โดยนักดื่มทั้งหมดในปัจจุบันจะดื่มเอธานอลบริสุทธิ์เฉลี่ยอยู่ที่ 8.22 ลิตรต่อคนต่อปี และส่วนมาก (71.66%) จะซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์จากร้านขายของชำ</p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p>บทความอ่านเพิ่มเติม:</p>
<p>อ่านบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล เจ้าของงานวิจัย &#8216;การศึกษาต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย: การพัฒนาไฟล์ต้นแบบการประเมิน&#8217; ได้ <a href="https://alcoholrhythm.com/tatchanun-interview/"><strong>ที่นี่</strong></a></p>
<p>และหากคุณสนใจเจาะลึกเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; กับ &#8216;โครงสร้างสังคม&#8217; พร้อมกับการทำลายมายาคติ &#8216;โง่ จน เจ็บ&#8217; ในสังคมไทย เราขอแนะนำให้คุณอ่านบทสัมภาษณ์ &#8216;จะเด็จ เชาวน์วิไล : เพราะเหล้าเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง&#8217; ได้ <a href="https://alcoholrhythm.com/interview-jaded/"><strong>ที่นี่</strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p><a href="http://cas.or.th/cas/wp-content/uploads/2019/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.pdf">งานวิจัยเรื่อง การศึกษาต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในประเทศไทย: การพัฒนาไฟล์ต้นแบบการประเมิน โดย ธัชนันท์ โกมลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</a></p>
<p class="entry-title"><a href="https://www.tcijthai.com/news/2017/22/watch/7445">จับตา: ค่าใช้จ่ายครัวเรือนจากการดื่ม ‘แอลกอฮอล์’-สถานการณ์คนไทยติดสุรา 2.1 ล้านคน</a></p>
<p class="entry-title"><a href="http://cas.or.th/cas/?p=6105">รายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในสังคมไทยประจำปี 2560: ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วยผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีต่อครัวเรือนไทย</a> โดย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-2/">เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม ‘เหล้า’ ทำให้ &#8216;เรา&#8217; ต้องจ่ายมากกว่าที่คิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1719</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
