<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/สำนักงานกองทุนสนับสนุน/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/สำนักงานกองทุนสนับสนุน/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-policy-during-covid19</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2020 03:07:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ อึ้งชูศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระ วัชระปราณี]]></category>
		<category><![CDATA[นิพนธ์ ชินานนท์เวช]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[วิษณุ ศรีทะวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[สาวิตรี อัษณางค์กรชัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)]]></category>
		<category><![CDATA[อรทัย วลีวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศักดิ์  แซ่โง้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1886</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อราวเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งนอกเหนือจากการประกาศปิดเมืองหรือล๊อกดาวน์แล้ว อีกนโยบายที่สำคัญและถูกกล่าวถึงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการประกาศงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนถึงสิ้นเดือนเมษายน รวมถึงการงดตั้งวงสังสรรค์ทั้งนอกและในเคหะสถาน ดังที่เรารับรู้กัน แม้จะนโยบายดังกล่าวจะถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วปรากฏว่า ยอดผู้เสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกันกับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในช่วงเจ็ดวันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ลดลงเช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดการลอบขายแอลกอฮอล์ตามร้านขายปลีก ร้านค้าออนไลน์ หรือมีบริการขายเหล้าแบบเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งการพูดคุยกัน ถกเถียง และอภิปรายกันในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการขายเหล้าออนไลน์หรือขายเหล้าเดลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำงานกับเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ทั้งในช่วงโควิด-19 และในช่วงหลังโรคระบาดนี้ ว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด ทั้งหมดนี้นำมาสู่งานสัมมนา ‘นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19’ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นผู้เปิดการสัมมนา ร่วมด้วย นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 และกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ดร. ภญ.อรทัย วลีวงศ์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ นายธีระ วัชระปราณี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/">ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อราวเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งนอกเหนือจากการประกาศปิดเมืองหรือล๊อกดาวน์แล้ว อีกนโยบายที่สำคัญและถูกกล่าวถึงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการประกาศงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนถึงสิ้นเดือนเมษายน รวมถึงการงดตั้งวงสังสรรค์ทั้งนอกและในเคหะสถาน</p>
<p>ดังที่เรารับรู้กัน แม้จะนโยบายดังกล่าวจะถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วปรากฏว่า ยอดผู้เสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกันกับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในช่วงเจ็ดวันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ลดลงเช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดการลอบขายแอลกอฮอล์ตามร้านขายปลีก ร้านค้าออนไลน์ หรือมีบริการขายเหล้าแบบเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งการพูดคุยกัน ถกเถียง และอภิปรายกันในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการขายเหล้าออนไลน์หรือขายเหล้าเดลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำงานกับเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ทั้งในช่วงโควิด-19 และในช่วงหลังโรคระบาดนี้ ว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด</p>
<p>ทั้งหมดนี้นำมาสู่งานสัมมนา ‘นโยบายแอลกอฮอล์ในยุคโควิด-19’ โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี <strong>ศาสตราจารย์ ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย</strong> ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นผู้เปิดการสัมมนา ร่วมด้วย <strong>นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์</strong> คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 และกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ <strong>ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</strong> รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ <strong>ดร. ภญ.อรทัย วลีวงศ์</strong> สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ <strong>นายธีระ วัชระปราณี</strong> ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า <strong>นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล และ<strong>นายวิษณุ ศรีทะวงศ์</strong> ผู้จัดการแผนงานพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า</p>
<p>สาระสำคัญใหญ่ๆ จากงานสัมมนามีดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1912" aria-describedby="caption-attachment-1912" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-1912 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04580-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1912" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-</strong><strong>19 </strong><strong>ในไทย และต่างประเทศ &#8211; นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องของโควิดมีผลเกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลทั้งด้านที่ดีและด้านที่ท้าทาย สถานการณ์การติดเชื้อทั่วโลกตอนนี้มีผู้ติดเชื้อ 4.1 ล้านเกือบทุกประเทศ เสียชีวิตแล้ว 2.8 แสนคน โดยสถานการณ์ซีกโลกทางตะวันตกนั้นรุนแรงกว่าประเทศในตะวันออก และเกือบทุกประเทศพยายามใช้มาตรการล็อกดาวน์ และเนื่องจากเชื้อโรคแพร่ระบาดด้วยความรวดเร็ว หลายประเทศจึงตั้งตัวไม่ทัน และส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล</p>
<p>ขณะที่ไทยเราใช้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ส่งผลให้คนตกงานราวสิบล้านคน ธุรกิจขาดสภาพคล่อง การบินไทยกำลังล้มละลาย และรัฐบาลเริ่มต้นให้มีการผ่อนปรนเป็นสี่ระยะ คือพื้นที่สีขาว เขียว เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เหลืองและแดง สำหรับการระบาดระลอกแรกนั้นใกล้จะจบแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะจบทั้งหมดหรือมีการระบาดระลอกที่สองและสามตามมาทีหลัง อย่างไรก็ตาม การระบาดครั้งนี้น่าจะกินเวลาราว 12 เดือนหรือถึงเดือนมิถุนายนปี 2564 ซึ่งต้องรอให้มีการผลิตวัคซีน หรือให้มีการติดเชื้อตามธรรมชาติให้ได้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศไทยมีการติดเชื้ออย่างหนักก็มีเพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงยังมีคนที่พร้อมจะติดเชื้ออีกมากทีเดียว นี่จึงเป็นไปได้ยากมากที่จะหยุดการแพร่เชื้ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจต้องยอมรับให้มีการแพร่เชื้อในระดับที่ต่ำ แต่ก็ต้องดูด้วยว่า จะปล่อยให้มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบางพื้นที่ในเวลาต่อไป หรืออาจจะปล่อยให้มีการติดเชื้อในระดับกว้างขวาง ซึ่งทางหลังนี้เป็นทางที่เราไม่ควรเลือก แต่ควรจะเลือกแบบให้มีการแพร่เชื้อในระดับต่ำเพื่อหาทางรับมือได้ทันท่วงที</p>
<p>ทั้งนี้ มาตรการทางสาธารณสุขในอีก 12 เดือนข้างหน้า จำต้องเพิ่มความเข้มข้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เปลี่ยนรูปแบบให้ผู้คนในสังคมปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากไวรัส เช่น สวมหน้ากาก หรือเว้นระยะห่างอย่างสม่ำเสมอ และต้องปิดแหล่งแพร่โรคที่สำคัญ เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ ซึ่งนับเป็นพื้นที่กลุ่มสีแดง ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ พระราชกำหนดฉุกเฉินจะหมดระยะเวลาใช้ในเดือนมิถุนายนปี 2563 เนื่องจากนี่ไม่ใช่ พ.ร.ก. ที่จะใช้ได้ในระยะยาว บวกกับการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และคาดการณ์ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดในระดับประเทศ ส่วนตัวผมเสนอว่า หากมีการระบาดก็ต้องรีบปิดเฉพาะที่ แต่อย่าล็อกดาวน์เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก</p>
<p>ผลพวงของโควิดหลังประกาศ พ.ร.ก. ส่งผลให้มีการปิดสถานบันเทิงและห้ามขายแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดผลดีมาก ต่อมาจึงอนุญาตให้ขายได้แต่ห้ามนั่งดื่มที่ร้าน ซึ่งหลายธุรกิจก็เชิญชวนให้ดื่มที่บ้านแทน จึงนำมาสู่คำถามว่า การดื่มที่บ้านมีผลดีหรือมีผลข้างเคียงอย่างไรเมื่อเทียบกับการดื่มนอกบ้าน ส่วนตัวผมมองว่า ไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด และเป็นที่น่าหนักใจว่ามาตรการผ่อนปรนระยะที่สี่ ซึ่งมีข้อเสนอว่า ให้มีการเปิดสถานบันเทิงปลายเดือนมิถุนายน จะกระทบต่อโควิดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ ตรงนี้ต้องตั้งคำถามหรือดูแนวโน้มต่อไปว่า เราจะใช้พระราชบัญญัติอื่นที่เหมาะสมเพื่อรองรับกรณีเหล่านี้หรือไม่ ต่อไปด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ผลกระทบสถานการณ์โควิดที่มีต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย &#8211; ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>สถานการณ์แอลกอฮอล์ก่อนหน้ามีโควิดนับจากปี 2544 ดูแนวโน้มแล้วค่อนข้างลดลงมาเรื่อยๆ โดยเพศชายลดลงเยอะกว่าเพศหญิง และกลุ่มคนอายุเยอะจะดื่มน้อยลง ขณะที่กลุ่มเยาวชนนั้นคงตัว พร้อมกันนั้น จากข้อมูลปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยพบว่า ปี 2561 มีอัตราการบริโภคต่ำที่สุดในรอบสิบปี และไม่มีแนวโน้มจะบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงโควิด เริ่มเกิดกระแสการดื่มออนไลน์ในบ้านตัวเอง หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเกาหลีอย่าง &#8216;โซจู&#8217; ตามภาพยนตร์หรือซีรีย์ ซึ่งนับเป็นการกระตุ้นคนชนชั้นกลางซึ่งมีเวลาและกำลังทรัพย์ให้หาเครื่องดื่มตามสื่อมาดื่มบ้าง</p>
<p>ในกรณีของแอลกอฮอล์กับโรคปอด มีงานวิจัยว่า แอลกอฮอล์ไปทำลายกลไกในปอดด้วยการทำให้ผนังถุงลมและเม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ จนไปเพิ่มอนุมูลอิสระในปอด และเพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ ตลอดจนมีผลวิจัยว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ มักมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวแบบ ARDS มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ถึง 1.89 เท่าในกลุ่มผู้ป่วยหนัก ซึ่งภาวะ ARDS คือภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยโควิดเสียชีวิต ดังนั้นจึงมีสมมติฐานว่า แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในไทยมีการแพร่ระบาดของโควิดจากวงเหล้าสองครั้งใหญ่ๆ คือที่ทองหล่อและจากกรณีคนขับรถเมล์ จนส่งให้มีผู้ป่วยเป็นวงกว้าง รัฐจึงประกาศห้ามขายแอลกอฮอล์โดยเริ่มที่จังหวัดสกลนครเป็นแห่งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม และเมื่อวันที่ 10 เมษายน กรุงเทพฯ ก็ประกาศจนทุกจังหวัดตื่นตัว ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะประกาศให้ทั้งประเทศห้ามขายแอลกอฮอล์เป็นเวลาราวสองสัปดาห์ ซึ่งการห้ามขายเป็นมาตรการที่องค์กรอนามัยโลก (WHO) แนะนำ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ได้ผลและต้นทุนไม่สูง โดยเป็นการจำกัดการเข้าถึงทางกายภาพในการเข้าถึงแอลกอฮอล์ด้วยการจำกัดเวลาขาย</p>
<p>ภายหลังประเทศไทยห้ามขายแอลกอฮอล์ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ มีการสำรวจประชากรราว 1,500 คน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า แอลกอฮอล์เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ ในกลุ่มที่สำรวจนี้มีคนดื่มประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในนี้ราว 81 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าดื่มลดลงหรือไม่ได้ดื่มเลยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากหาซื้อได้ยาก กลัวจะติดเชื้อ ไม่มีเงินและไม่มีเพื่อนดื่ม ตลอดจนเหตุผลเรื่องสุขภาพ ดังนั้น แปลว่าคนรับรู้ว่าแอลกอฮอล์คือความเสี่ยง แต่แน่นอนว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังเข้าถึงแหล่งดื่มได้ โดยราว 1 ใน 3 คนตุนไว้ก่อน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายของชำหรือผลิตเองที่บ้าน</p>
<p>ขณะที่ฝั่งธุรกิจ มีการเชิญชวนให้ดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่าภายหลังโควิดระบาด มีการโพสต์กระตุ้นการขายเพิ่มขึ้นมากภายในเวลาไม่นานจนถึงวันที่ 13 เมษายนซึ่งมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์</p>
<p>อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงการแบนแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์ จะเห็นว่า โดยทั่วไปมาตรการที่เริ่มใช้ในช่วงสงกรานต์ตั้งแต่ปี 2551 ค่อนข้างได้ผลดีมาโดยตลอด เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ลดลง โดยเฉพาะในปีนี้ที่ลดลงมาราว 85 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่ามาตรการการห้ามขายช่วยลดสาเหตุได้จริง และยังลดสัดส่วนผู้ได้รับอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์จาก 30 เปอร์เซ็นต์เหลือ 12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับมูลค่าความเสียหาย ความสูญเสียทางใจในภาพรวมที่มีสาเหตุเกี่ยวกับแอลกอฮอล์คิดเป็นมูลค่าราว 400-634 ล้านบาท</p>
<p>สำหรับมาตรการห้ามขายของภาครัฐ ถือว่าค่อนข้างฉุกละหุกจนประชาชนออกมาซื้อแอลกอฮอล์ตุนไว้ และเมื่อจะกลับมาเปิดขาย คนก็กลับมาซื้อตุนอีกครั้งเนื่องจากไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่เกือบตลอดเวลา ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลสื่อสารได้ดีกว่านี้ สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นน้อยลง</p>
<p>ทั้งนี้ ธุรกิจแอลกอฮอล์พยายามใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนกลับมาดื่มอีกครั้ง รวมทั้งมีการตั้งแคมเปญจากเพจสาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ดื่มที่บ้านอย่างรับผิดชอบเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลออกมาตรการห้ามขายแอลกอฮอล์อีก</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ มีแนวคิดจากหลายเพจสาธารณะที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายห้ามขายแอลกอฮอล์ของภาครัฐ และแนวคิดการดื่มในไทยที่จำกัดสิทธิเสรีภาพการดื่มส่วนบุคคล เน้นการนำเสนอว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลนั้น รัฐไม่ควรมายุ่งเกี่ยวโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ แคมเปญดื่มอย่างรับผิดชอบนั้นเป็นแคมเปญที่รณรงค์โดยธุรกิจแอลกอฮอล์ทั่วโลกและถูกบรรจุเป็นยุทธศาสตร์หลักของธุรกิจ เช่น มีการกำหนดว่าต้องมีการจัดแคมเปญนี้ปีละกี่ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยว่าแคมเปญเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการดื่มหรือผลกระทบจากการดื่ม ในทางกลับกัน แคมเปญเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มยอดขายหรือสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อธุรกิจแอลกอฮอล์ด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อแนะนำเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ของ WHO ไม่มีคำว่าดื่มอย่างรับผิดชอบรวมอยู่ด้วย มีเพียงคำแนะนำว่าแอลกอฮอล์มีอันตรายอย่างไร</p>
<p>ผมคิดว่า ก่อนหน้าการระบาดของ COVID-19 พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอลของคนไทยค่อนข้างอยู่ตัว ในภาพรวมอาจลดลงด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ ในช่วงที่ไวรัสระบาด แอลกอฮอล์ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในปอดได้รับการก่อกวน เสี่ยงต่อการเกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และมาตรการห้ามขายแอลกอฮอล์ก็ส่งผลให้ประชาชนไม่ดื่ม แม้จะยังมีการกักตุนและหาซื้อได้อยู่บ้าง แต่การใช้มาตรการอย่างไร้ความคาดหมายของรัฐก็ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ประมาณหนึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้ มีโอกาสอย่างมากที่ไวรัสจะระบาดรอบสอง แทนที่รัฐจะประกาศห้ามขายตลอดทั้งวัน ก็อาจเปลี่ยนเป็นจำกัดเวลาขาย เช่น ช่วงเวลา 11.00-14.00 น. ซึ่งเป็นหนทางที่ไม่ตึงและไม่หย่อนเกินไป และในระยะยาว ผับ บาร์ ควรเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเพื่อความอยู่รอด และมีมาตรการควบคุมการขายออนไลน์ ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้ทางกฎหมายที่ทันสมัยและเรียนรู้จากต่างประเทศมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1913" aria-describedby="caption-attachment-1913" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-1913 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04615-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1913" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>สถานการณ์เด่นและบทเรียนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุคโควิด &#8211; ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดมาตรการใหม่ๆ จากภาครัฐมากมาย เช่น การกักตัวอยู่บ้านหรือการปิดการบริการที่ไม่จำเป็น การจำกัดการเดินทางหรือการปิดโรงเรียน นโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อความกังวลใจ ทำให้เกิดความเครียดและเบื่อ รวมทั้งส่งผลให้คนตกงาน ว่างงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
<p>ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลใจต่อประชาชนโดยตรง การกักตัวอยู่บ้านที่ทำให้เกิดความเบื่อจึงทำให้หลายคนหันมาดื่มแอลกอฮอล์แก้เบื่อ ประเทศไหนที่ร้านขายแอลกอฮอล์ยังเปิดอยู่ก็จะมีอัตราการดื่มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความกังวลจากการว่างงานอาจทำให้ผู้คนทั้งดื่มมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียดหรือดื่มน้อยลงเพราะกำลังซื้อต่ำลง ตลอดจนการกักตัวและความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจยังก่อให้เกิดแนวโน้มการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และแอลกอฮอล์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้ จะเห็นว่า หากตัดการบริโภคแอลกอฮอล์ไปแล้วจะแก้ปัญหาในภาพรวมได้ค่อนข้างดี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าประเทศไทยแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อมาดูกิจกรรมการตลาดของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ ในระดับนานาชาติจะมีการกระตุ้นให้กักตุนสินค้า เช่น ออกโปรเจ็กต์ใหม่ๆ หรือโฆษณาเรื่องการดื่มเหล้าออนไลน์ ตลอดจนมีการผลิตเจลล้างมือแจกจ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร สถิติในออสเตรเลียบอกว่า ในช่วงการระบาดที่ผ่านมา มีการโฆษณาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น 107 ชิ้นทางออนไลน์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เชิญชวนให้ไปซื้อแอลกอฮอล์โดยไม่ต้องออกจากบ้าน</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงโรคระบาด และปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ต่อการออกแบบนโยบายรับมือกับโรคระบาดจะขึ้นกับว่า ประเทศนั้นๆ มองแอลกอฮอล์เป็นสินค้าจำเป็นหรือไม่ หรือร้านขายแอลกอฮอล์จัดเป็นบริการจำเป็นหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศมีคนดื่มมากน้อยเพียงใดและอิทธิพลของผู้ผลิตแอลกอฮอล์ในแต่ละประเทศจะเข้าไปแทรกแซงนโยบายได้หรือไม่ ดังนั้น จึงมีการควบคุมการดื่มทางกายภาพทั้งห้ามขายหรือจำกัดเวลาขาย เช่น บางประเทศในยุโรปจำกัดเวลาขายในช่วงเย็น เป็นต้น ในสหรัฐฯ ร้านขายแอลกอฮอล์จัดเป็นสินค้าจำเป็น แม้ในช่วงเวลาปิดเมืองก็ยังขายได้จนยอดขายแอลกอฮอล์พุ่งขึ้น ผู้คนเองก็ดื่มมากขึ้น และเมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ผู้คนก็เริ่มออกมาดื่มในที่สาธารณะ เช่นเดียวกับทางสหราชอาณาจักรที่จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสินค้าจำเป็นจึงอนุญาตให้ขาย แต่ปิดผับ บาร์ หรือสถานที่นั่งดื่ม</p>
<p>ประเทศที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยคือแอฟริกาใต้ โดยมีการจัดแอลกอฮอล์ไว้ในรายการสินค้าไม่จำเป็นและปิดการขายหรือบริการไป มีการจำกัดจำนวนลูกค้าไม่ให้เข้าไปในผับบาร์เกิน 50 คน และเปลี่ยนเวลาขายแอลกอฮอล์ เมื่อมีการปิดเมืองก็ปิดร้านค้าอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีแนวคิดเรื่องการลดภาระจากที่เกิดจากแอลกอฮอล์เช่น ด้านความรุนแรงต่างๆ ซึ่งนโยบายห้ามขายช่วยลดการเสียชีวิตราว 15 รายต่อวันเลยทีเดียว</p>
<p>ขณะที่ประเทศแห่งการผลิตวอดก้าอย่างรัสเซียที่มีสถิติผู้คนดื่มมากขึ้น ก็มีการปรับกฎหมายอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อแอลกอฮอล์ให้เพิ่มขึ้นจาก 18 ปีเป็น 21 ปี ส่วนประเทศอินเดียมีมิติการห้ามที่แตกต่างกันไป เนื่องจากเป็นประเทศที่กังวลเรื่องการสูญเสียรายได้จากการปิดร้านเหล้า จึงมีนโยบายเก็บภาษีร้านเหล้าโคโรนาไวรัส หรือให้ประชาชนไปลงทะเบียนเพื่อซื้อแอลกอฮอล์ อันจะเป็นการจำกัดจำนวนผู้คนไม่ให้แออัดในยามที่ไปซื้อแอลกอฮอล์</p>
<p>ถ้ามองมุมผลกระทบจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในระยะสั้น ผู้คนจะดื่มลดลง แต่ในระยะยาวจะมีการดื่มเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมาจากความกังวลเรื่องสุขภาพและความกังวลเรื่องปากท้อง ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลมีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว</p>
<p>สรุปแล้ว ในภาพรวมสำหรับประเทศไทย จำต้องใช้ฐานข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ติดตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง หาประชากรกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งการทำฐานข้อมูลจะใช้เพื่อดูว่านโยบายที่ทำนั้นได้ผลหรือไม่ ขณะที่บทบาททางธุรกิจ อาจมีการแทรกแซงนโยบายโดยอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศไทย และรัฐจำเป็นต้องให้คำจำกัดความให้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเป็นอย่างไร</p>
<p>โจทย์ที่สำคัญคือ เราจะยังวางตำแหน่งแอลกอฮอล์ให้เป็นสินค้าไม่จำเป็นต่อไปได้อย่างไร เพื่อให้ได้รับการยอมรับในเวลาที่รัฐออกนโยบายควบคุมการดื่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>แนวทางปรับตัวเข้าสู่ </strong><strong>new normal </strong><strong>ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบไทยๆ</strong> <strong>&#8211; ธีระ วัชระปราณี</strong><strong> </strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่ผ่านมา เราเจอกับวิกฤติสุขภาพนำมาสู่มาตรการล็อกดาวน์และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ บวกรวมกับปัญหาภัยแล้ง การเกษตรที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน และตอนนี้เมื่อคลายล็อกดาวน์แล้ว ประเด็นหัวข้อทางการเมืองจึงถูกนำมาถกเถียงบ่อยขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบายให้เงินเยียวยาของรัฐที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เท่ากับว่า ในเวลานี้ ประเทศไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสุขภาพ วิกฤตการเมืองและวิกฤตสังคม ซ้อนกันสี่วิกฤต</p>
<p>โดยส่วนตัว ผมเห็นโอกาสในการสร้างแรงกระตุ้นให้คนเลิกบุหรี่และเหล้าในช่วงเดือนเมษายนซึ่งมีมาตรการงดขายแอลกอฮอล์ และควรสนับสนุนให้คนเลิกแอลกอฮอล์ในระยะยาวจนถึงช่วงปลายปีซึ่งมีเทศกาลงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งนับเป็น new normal ในการควบคุมแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ดี คำว่า new normal เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ภาวะ COVID-19 ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เร็วขึ้นรวมถึงการควบคุมแอลกอฮอล์ที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นใน พ.ศ. 2554 ที่มีนโยบายงดเหล้าเข้าพรรษาของ สสส. และพ.ศ. 2551 ที่มีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมความท้าทายต่างๆ ในยุคก่อนโรคระบาด เช่น การเรียกร้องให้มีการจำหน่ายเบียร์หรือสุราอย่างเสรี การทำการตลาดออนไลน์ เป็นต้น</p>
<p>แต่เมื่อเกิดการระบาดของ COVID-19 และแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งทีก่อให้เกิดการแพร่ระบาด จึงเกิดการชะงักงันของกลุ่มธุรกิจ มีการสั่งห้ามขายแอลกอฮอล์ รวมทั้งเป็นประเด็นในสื่อ เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการขาดสุรา ซึ่งทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับแอลกอฮอล์</p>
<p>ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนประชากรคนไม่ดื่ม:คนดื่ม เป็นจำนวน 70:30 และยังนับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสามารถเพิ่มสัดส่วนคนที่ไม่ดื่มให้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น และยังมีโอกาสในการควบคุมสินค้าออนไลน์รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโอกาสควบคุมแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัดให้เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด พร้อมกันนี้ก็ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ด้วยการคิดกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างการกักตัว และสุดท้ายคือการช่วยเหลือคนติดเหล้าในช่วงโรคแพร่ระบาดนี้</p>
<p>สำหรับประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ผมอยากเสนอให้มีการจัดการ คือการเสนอมาตรการเพิ่มการโฆษณาและการขายออนไลน์ เดลิเวอร์รี่, การทำ CSR และการสร้างกระแสดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ยากพอสมควรเนื่องจากเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดให้อุตสาหกรรม ส่วนในกรณีการห้ามขายทั้งประเทศ เราอาจจะศึกษาจากจังหวัดบุรีรัมย์ที่เป็นจังหวัดเดียวที่มีการห้ามขาย และสุดท้ายคือการงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งเป็นเรื่องด่วนอันสำคัญที่ควรต้องทำ</p>
<p>ส่วนเรื่องสำคัญแต่ยังไม่ด่วนหรือต้องใช้เวลาระยะยาวในการจัดการ คือร่วมทำแผนปฏิบัติการควบคุมแอลกอฮอล์ระดับชาติที่สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทำให้เกิดแผนปฏิบัติการควบคุมแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัด ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน ป้องกันให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่และส่งเสริมการฟื้นฟูชุมชนในสถานการณ์ที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจในชุมชน</p>
<p>ดังนั้น ช่วงระยะงดเหล้าเข้าพรรษาจึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะรณรงค์ให้มีการเลิกเหล้าในประชาชนอย่างต่อเนื่อง นับจากช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1914" aria-describedby="caption-attachment-1914" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-1914 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04724-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1914" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ความท้าทายและโอกาสการพัฒนาในการทำงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาครัฐในยุคโควิด-</strong><strong>19 </strong><strong>&#8211; นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>การห้ามแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์เพราะ COVID-19 และการที่ผู้คนไม่เคลื่อนย้ายออกจากบ้าน เนื่องจากมาตรการล๊อกดาวน์เพราะ COVID-19 ทำให้ภาครัฐได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีรายงานคดีเมาแล้วขับเป็นระยะ เนื่องจากร้านค้าย่อยในชุมชนยังมีสินค้าในสต็อก และไม่มีเจ้าพนักงานไปไล่จับ ผู้บริโภคจึงยังหาซื้อได้ เมื่อเปิดขายแอลกอฮอล์จึงเกิดภาวะผู้คนและร้านค้าย่อย รวมถึงผู้ประกอบการมาแย่งซื้อเป็นจำนวนมาก จนสินค้าหมดทั้งแผงในเวลาอันรวดเร็ว จึงมีผู้เสนอว่า น่าจะมีการพูดถึงกฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์ในวันที่ 13 เมษายนอีกครั้ง</p>
<p>ประเด็นน่าสนใจที่เราพบจากการลงสำรวจคือ คนดื่มน้อยลงเพราะเข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้น และส่วนใหญ่ที่ดื่มคือหาซื้อได้จากร้านค้ารายย่อยหรือร้านชำ รวมถึงมีผู้ติดสุราที่เกิดอาการลงแดงเมื่อไม่ได้ดื่มจนเกิดผลกระทบด้านสุขภาพอย่างฉับพลัน รวมไปถึงการนำยาแผนโบราณที่มีแอลกอฮอล์มาดื่มแทนด้วยการผสมกับโซดาเป็นสินค้าทดแทนเหล้าหรือเบียร์ด้วย</p>
<p>ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เมื่อมีการเปิดขายแอลกอฮอล์แล้วจะไม่ทำให้คนที่เลิกเหล้าแล้วหวนกลับมาดื่มอีก เราจึงอาจจะจัดกิจกรรมที่น่าจะทำต่อเนื่อง เป็นแคมเปญชวนเชิญให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชวนตัวเองและครอบครัว รวมถึงคนใกล้เคียง ลด ละ เลิก เหล้าเพื่อป้องกัน COVID-19 และเป็นการเลิกเหล้าในระยะยาว</p>
<p>อีกปัญหาที่เราพบคือ มีการขายออนไลน์เยอะมากจนต้องมีการดำเนินคดีเพจออนไลน์เหล่านี้ตลอด ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดสามารถตรวจสอบเรื่องพวกนี้ได้ และเครือข่ายต่างๆ สามารถดำเนินการเรื่องการบังคับใช้กฎหมายได้ในทันที รวมถึงควรมีการเสนอกฎหมายห้ามขายออนไลน์โดยมีเป้าหมายคือให้การเลิกเหล้าในประชาชนเกิดความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อลดอุบัติเหตุและลดการป่วยเรื้อรังของผู้คน และจัดทำแนวทางควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุค COVID-19 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการและประชาชน และผลักดันการออกอนุบัญญัติฯ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในลักษณะการขายออนไลน์และห้ามขายในช่วงเทศกาลด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>ความท้าทายและโอกาสการพัฒนาในการทำงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาคประชาสังคมในยุคโควิด &#8211; วิษณุ ศรีทะวงศ์</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดมาตารการต่างๆ มากมายที่เอื้อให้กระบวนการงดเหล้าได้ผลไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น แม้วงสังสรรค์จะลดลง รวมถึงเหล้า บาร์ก็ปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ แต่ในขณะเดียวกัน การขายแอลกอฮอล์ออนไลน์กลับเพิ่มมากขึ้นจนถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล</p>
<p>ในระยะแรก ทางภาคประชาสังคมมีความพยายามที่จะช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ โดยหลายภาคส่วนช่วยกันทำหน้ากากผ้าและเจลล้างมือ รวมถึงระดมทุน ทรัพยากรเพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์และขยับขยายไปยังอีกหลายจังหวัด ในมุมนี้ภาคประชาสังคมควรจะต้องทำอยู่เรื่อยๆ และสร้างพันธมิตรในการทำงานเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส เพราะเจลล้างมือยังจำเป็นอยู่แม้ในปัจจุบัน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ work from home ซึ่งน่าจะอยู่กับเราไประยะยาว ซึ่งทำให้เราอยู่กับบ้านและครอบครัวได้มากขึ้น มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้าน หลายคนมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มโปรด มีการปลูกผัก ซึ่งเราพบว่าร้านขายวัสดุอุปกรณ์การเกษตรคึกคักขึ้นอย่างมาก เครือข่ายงดเหล้าในภาคเหนือก็มีการชวนเยาวชนไปเรียนรู้กระบวนการปลูกผัก ไปลงพื้นที่ และยังมีกิจกรรมซ่อมแซม ต่อเติมบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงวงเหล้า ตลอดจนกิจกรรมทำอาหารด้วยเมนูต่างๆ หรือเรียนคอร์สอบรมออนไลน์เพื่อพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะเยาวชนที่โรงเรียนยังไม่เปิด ก็ลงทะเบียนเรียนออนไลน์กิจกรรมต่างๆ เช่น กีตาร์ หรือตัดต่อวิดีโอ</p>
<p>เราจึงอาจมองได้ว่า ในช่วงกักตัวและทำงานที่บ้าน ผู้คนมีกิจกรรมให้ทำมากขึ้น การตั้งวงดื่มเหล้าจึงลดลง แต่ปัญหาหนึ่งที่เราเจอคือ การส่งเสริมการขายแอลกอฮอล์ออนไลน์ ซึ่งกิจกรรมการส่งเสริมการขายของธุรกิจเหล้าเป็นเสมือนพาหะสำคัญที่อาจทำให้การระบาดเกิดขึ้นมาอีกรอบได้ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มี new normal หรือความปกติรูปแบบใหม่คือ นักดื่มหน้าใหม่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยเนื่องจากสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่า เช่น การพัฒนาตนเองหรือศักยภาพ ขณะที่นักดื่มตามโอกาสเพื่อเข้าสังคมก็ลดปริมาณการดื่ม เรื่องจากไม่มีวงสังสรรค์และไม่มีร้านค้าเปิด ส่วนนักดื่มประจำนั้นลดปริมาณและความถี่ในการดื่ม อาจจะมีการสั่งซื้อทางออนไลน์หรือเดลิเวอร์รี่บ้างตามโอกาสซึ่งหาได้ยากขึ้น ส่วนนักดื่มหนักหรือมีภาวะติดสุราเรื้อรังก็ต้องเข้าระบบบำบัด ซึ่งต้องช่วยกันดูแลต่อไป</p>
<p>เราทราบกันดีว่า สังคมไทยมีงานบุญประเพณีค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ปีนี้คงต้องยกเลิกงานใหญ่ๆ เพื่อปรับตัวในช่วงโรคระบาด เช่น งานสงกรานต์ เหลือเพียงกิจกรรมชุมชนเล็กๆ เช่น ทำข้าวแช่หรืองานบุญงานบวชหรืองานศพเท่านั้น ขณะที่งานเทศกาลอาหาร งานถนนคนเดินก็มีการปรับตัวด้วยการจัดเสวนาออนไลน์หรือหามาตรการแนวทางสู้ COVID-19</p>
<p>ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงยังต้องร่วมมือกันดำเนินนโยบายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพต่อประชาชน ฟื้นฟูความทุกข์ยาก และช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก อันเป็นเรื่องทางโครงสร้างที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1915" aria-describedby="caption-attachment-1915" style="width: 2048px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1915 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC04997-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><figcaption id="caption-attachment-1915" class="wp-caption-text">ภาพโดย เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่อง: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>ภาพ: เมธิชัย เตียวนะ (The101.world)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-policy-during-covid19/">ก้าวต่อไปของนโยบายเรื่อง &#8216;เหล้า&#8217; ในคราว COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1886</post-id>	</item>
		<item>
		<title>‘เราต้องการให้ธุรกิจขายแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ’ คุยกับ ‘เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี’</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-songkran-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-songkran-interview</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Nov 2019 04:52:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การโฆษณาแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาของธุรกิจแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์ ภาคโชคดี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1253</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้รังเกียจคนที่ดื่มเหล้า ถ้าดื่มแล้วไม่สร้างปัญหาอะไรให้สังคม เราก็เคารพสิทธิของเขาและไม่ได้ว่าอะไร” เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี กล่าวถึงทัศนคติของเขาในการทำงานรณรงค์เรื่องลด ละ เลิกสุราตลอด 16 ปีที่ผ่านมา “แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาหลังดื่มเหล้า ทั้งกับตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังนั้นเราจึงต้องทำการรณรงค์ให้คนเหล่านี้ลดการดื่มเหล้าลงหรือเลิกดื่มเพื่อลดปัญหาสังคม” เมื่อพูดถึงผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากสุรา หลายคนอาจนึกว่าสาเหตุหลักของปัญหามาจากตัวผู้ดื่ม แต่สำหรับเภสัชกรสงกรานต์ ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายองค์กรงดเหล้าคนปัจจุบันกลับคิดต่างออกไป เขามองเห็นภาพรวมและต้นเหตุที่ใหญ่กว่านั้น คือ วิธีทำการตลาดและการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของธุรกิจเอกชน “บางทีธุรกิจก็ออกมาพูดให้คนดื่มอย่างรับผิดชอบ แต่เรามองว่านั่นเป็นการโยนความผิดให้ลูกค้าตัวเอง เหมือนบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเขาไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่คนดื่ม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติด และตัวมันเองก็มีโทษต่อสุขภาพอีกมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าเหล้าเป็นสาเหตุหนึ่งของ 200 โรคและการบาดเจ็บ ดังนั้นเราต้องการให้เขาเริ่มต้นทำการตลาดและขายอย่างรับผิดชอบมากกว่า อย่าพยายามเลี่ยงกฎหมายและอย่าเห็นเยาวชนเป็นเหยื่อ” เภสัชสงกรานต์จึงไม่หยุดแค่การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคน แต่ยังมุ่งผลักดันนโยบายสาธารณะที่ใช้ควบคุมภาคธุรกิจแอลกอฮอล์ จนเกิดเป็นพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญบนเส้นทางการทำงานของเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศ แต่การออกมาตรการทางกฎหมายและบังคับใช้ใช่ว่าจะกระทำได้โดยง่าย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า จึงชวนเภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี มาเล่าถึงสถานการณ์การดื่มสุราในสังคมไทยที่เปลี่ยนไปเพราะธุรกิจแอลกอฮอล์ ความท้าทายของการออกนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมภาคธุรกิจ และประสบการณ์การทำงานรณรงค์ร่วมกับชุมชนภายใต้ชื่อสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า &#160; คุณเริ่มต้นทำงานขับเคลื่อนเรื่องการลด ละ เลิก สุราได้อย่างไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-songkran-interview/">‘เราต้องการให้ธุรกิจขายแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ’ คุยกับ ‘เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เราพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้รังเกียจคนที่ดื่มเหล้า ถ้าดื่มแล้วไม่สร้างปัญหาอะไรให้สังคม เราก็เคารพสิทธิของเขาและไม่ได้ว่าอะไร”</p>
<p><strong>เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี</strong> กล่าวถึงทัศนคติของเขาในการทำงานรณรงค์เรื่องลด ละ เลิกสุราตลอด 16 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>“แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาหลังดื่มเหล้า ทั้งกับตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังนั้นเราจึงต้องทำการรณรงค์ให้คนเหล่านี้ลดการดื่มเหล้าลงหรือเลิกดื่มเพื่อลดปัญหาสังคม”</p>
<p>เมื่อพูดถึงผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากสุรา หลายคนอาจนึกว่าสาเหตุหลักของปัญหามาจากตัวผู้ดื่ม แต่สำหรับเภสัชกรสงกรานต์ ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายองค์กรงดเหล้าคนปัจจุบันกลับคิดต่างออกไป เขามองเห็นภาพรวมและต้นเหตุที่ใหญ่กว่านั้น คือ วิธีทำการตลาดและการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของธุรกิจเอกชน</p>
<p>“บางทีธุรกิจก็ออกมาพูดให้คนดื่มอย่างรับผิดชอบ แต่เรามองว่านั่นเป็นการโยนความผิดให้ลูกค้าตัวเอง เหมือนบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเขาไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่คนดื่ม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติด และตัวมันเองก็มีโทษต่อสุขภาพอีกมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าเหล้าเป็นสาเหตุหนึ่งของ 200 โรคและการบาดเจ็บ ดังนั้นเราต้องการให้เขาเริ่มต้นทำการตลาดและขายอย่างรับผิดชอบมากกว่า อย่าพยายามเลี่ยงกฎหมายและอย่าเห็นเยาวชนเป็นเหยื่อ”</p>
<p>เภสัชสงกรานต์จึงไม่หยุดแค่การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคน แต่ยังมุ่งผลักดันนโยบายสาธารณะที่ใช้ควบคุมภาคธุรกิจแอลกอฮอล์ จนเกิดเป็นพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญบนเส้นทางการทำงานของเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศ</p>
<p>แต่การออกมาตรการทางกฎหมายและบังคับใช้ใช่ว่าจะกระทำได้โดยง่าย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า จึงชวนเภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี มาเล่าถึงสถานการณ์การดื่มสุราในสังคมไทยที่เปลี่ยนไปเพราะธุรกิจแอลกอฮอล์ ความท้าทายของการออกนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมภาคธุรกิจ และประสบการณ์การทำงานรณรงค์ร่วมกับชุมชนภายใต้ชื่อสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1257" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4></h4>
<h4><strong>คุณเริ่มต้นทำงานขับเคลื่อนเรื่องการลด ละ เลิก สุราได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ผมเริ่มทำงานด้านนี้เมื่อปี 2546 หลังสสส.ก่อตั้งได้ 2 ปี ตอนนั้นสสส. ยังไม่รู้จะรณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์อย่างไร จนกระทั่งหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เข้ามาเป็นหนึ่งในบอร์ดผู้บริหารและอาสาว่าจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เผอิญหมออุดมศิลป์รู้จักกับผมมาก่อน เพราะเคยทำงานการเมืองมาด้วยกันในช่วงที่ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยคุณหญิงหน่อย (สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) และก่อนหน้านั้นผมเคยทำงานเป็นเลขาพลตรีจำลอง ศรีเมืองสมัยท่านเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ท่านมีโครงการหนึ่งเรียกว่าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วยอบรมเจ้าหน้าที่ พนักงานของกทม. เรื่องต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องลดอบายมุข งดเหล้างดบุหรี่ ผมก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายเรื่องนี้ ดังนั้นจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่ระดับหนึ่ง หมออุดมศิลป์จึงชวนมาร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์เลิกเหล้ากับสสส. โดยเริ่มจากงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมแรกของการรณรงค์เรื่องเหล้าของสสส. ท่านให้ผมทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในปีแรก ถัดมาคือช่วยจัดตั้งสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จากวันนั้นก็นับว่าทำงานด้านนี้มากว่า 16 ปีแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ช่วงที่เริ่มรณรงค์เรื่องเหล้า มีความท้าทายอะไรในสังคมไทยบ้าง</strong></h4>
<p>สังคมไทยไม่มีคนรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อน และสมัยนั้นยังไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเหล้ามาก เป็นแค่ความรู้พื้นๆ ทั่วไปไม่ได้เจาะลึก บางครั้งคนที่รณรงค์ยังโดนข่มขู่จากธุรกิจแอลกอฮอล์ ทำให้การรณรงค์เรื่องเหล้าไม่ได้เป็นกระแสในสังคมเท่าไร ฉะนั้น สังคมไทยจึงรู้สึกว่าการดื่มเป็นเรื่องปกติธรรมดา และยิ่งมีคนรู้สึกว่าธรรมดาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการทำการตลาด การโฆษณาของภาคธุรกิจ ซึ่งมีผลทำให้พฤติกรรมการดื่มในสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก</p>
<p>ในหนังสือของพระไพศาล วิสาโลเกี่ยวกับเหล้าและสังคมไทยซึ่งอ้างอิงจากบันทึกของฝรั่งที่เข้ามาอยู่ในไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์กล่าวว่าเดิมคนไทยที่ดื่มสุรามีน้อยมาก ในหนึ่งหมู่บ้านจะมีคนดื่มแค่คนสองคน ส่วนผู้หญิงไม่มีการดื่มเลย ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ถ้าข้าราชการคนไหนไปดื่มให้ชาวบ้านเห็นจะถูกลงโทษอย่างหนักเพราะถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่เมื่อเหล้ากลายเป็นสินค้าเสรี โฆษณาได้อย่างเสรี ทำให้สังคมเปลี่ยนไป การดื่มกลายเป็นเรื่องสนุกสนานปกติ และมีค่านิยมผิดๆ เกิดขึ้น เช่น ถ้าผู้ชายไม่ดื่มก็ถือว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย เหยียดหยามคนที่ไม่ดื่ม</p>
<p>ผลกระทบจากการทำการตลาดและโฆษณาที่เห็นได้อย่างชัดเจนอีกเรื่องคือพฤติกรรมการดื่มเบียร์ ถ้าถอยหลังไปหลายสิบปีก่อนหน้านี้จะเห็นว่าคนไทยดื่มเบียร์ไม่เป็น ดื่มแต่เหล้าขาว เหล้าสาโท เหล้าพื้นบ้าน แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาด เช่น ขายเหล้าพ่วงเบียร์ให้กับร้านค้า ทำให้ร้านค้าต้องพยายามขายเบียร์ และทุกคนเข้าถึงเบียร์ได้ง่าย ใช้พรีเซนเตอร์เป็นนักร้องดังมาร้องเพลงประกอบโฆษณา จนทุกวันนี้คนไทยดื่มเบียร์มากที่สุด และตลาดเบียร์ไทยมีมูลค่ากว่าสองแสนล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การทำโฆษณาของธุรกิจแอลกอฮอล์สร้างค่านิยมเรื่องการดื่ม แต่อีกแง่หนึ่งธุรกิจเหล่านี้ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเช่นกัน แล้วเราจะสามารถมีจุดร่วมกันระหว่างการขายเครื่องดื่มและการรณรงค์ให้คนดื่มน้อยลงได้หรือไม่</strong></h4>
<p>เป้าหมายของเราตรงข้ามกัน ฝ่ายธุรกิจเขาไม่มีเป้าหมายให้คนดื่มน้อยลงอยู่แล้ว เพราะในระบบทุนนิยมชัดเจนว่าต้องทำธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด ถ้ามีอะไรที่ทำให้เพิ่มยอดขายได้ เขาก็จะทำ และเข้าใจผิดว่าธุรกิจน้ำเมา จะช่วยสร้างเศรษฐกิจประเทศ ทั้งที่เมื่อคำนวนตามวิธีการมาตรฐานสากล ผลเสียหายกับเศรษฐกิจส่วนรวมมากกว่าภาษีที่เก็บได้ประมาณ 2 เท่า แม้แต่ธนาคารโลกยังเคยแนะนำว่า ยิ่งควบคุมธุรกิจน้ำเมาและบุหรี่มากเท่าไร ยิ่งดีกับเศรษฐกิจและสังคมมากเท่านั้น การทำงานของฝ่ายเราส่งผลให้ยอดขายของเขาลดลง ดังนั้นจึงเป็นข้อขัดแย้งกันระหว่างธุรกิจและนักรณรงค์</p>
<p>เรื่องการรณรงค์ ผมก็ยอมรับว่าถ้ารณรงค์เพียงอย่างเดียวก็สู้การตลาดของภาคธุรกิจแอลกอฮอล์ไม่ได้ เพราะ เงินที่ใช้ทำโครงการเรื่องเหล้ามีแค่หลักร้อยล้าน ขณะที่ธุรกิจแอลกอฮอล์ลงทุนการตลาดและโฆษณาเป็นหมื่นล้าน เขามีเงินทุนในการทำการตลาดมากกว่าเป็นร้อยเท่า ถ้าถามว่าเราควรได้งบมากกว่านี้ไหม ก็ควร เนื่องจากงบส่วนใหญ่ที่ได้รับตอนนี้ครอบคลุมถึงแค่เรื่องการจัดกิจกรรม ยังไม่เพียงพอต่อการผลิตสื่อให้ความรู้และสนับสนุนให้คนในพื้นที่ทำงาน แต่งบจากทางสสส.ที่มี 3-4 พันล้านต้องแบ่งทำงานสร้างสุขภาพแทบทุกเรื่องของคนไทย ตั้งแตเกิดจนตายหลายประเด็นมากในเวลาเดียวกัน เราได้แต่ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้นเราจึงหันไปเน้นเรื่องการทำนโยบายสาธารณะให้เข้มแข็ง ใช้กฎหมายควบคุมภาคธุรกิจ มีบทลงโทษ ถึงจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการเหมือนกันทั่วโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณมีส่วนผลักดัน</strong><strong>พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 บริบทสังคมไทยตอนนั้นเป็นอย่างไร ทำไมถึงเกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้น</strong></h4>
<p>ที่จริงมันเป็นกฎหมายที่ควรมีมานานแล้ว ประเทศไหนๆ ก็มีกฎหมายใช้ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง และประเทศไทยมีการปล่อยปละละเลยมานาน อย่างเรื่องการรณรงค์ก็ไม่ค่อยมีใครทำ เพิ่งจะได้เริ่มเกิดกระบวนการทำงานขับเคลื่อนอย่างจริงจังเมื่อปี 2546 โดยมีการสนับสนุนจากสสส. ขยายเครือองค์กรงดเหล้าให้ครอบคลุมแทบทุกจังหวัด และมีการรณรงค์ในทุกๆ เทศกาล ทั้งงดเหล้าเข้าพรรษา ปีใหม่ พื้นที่เล่นน้ำปลอดเหล้าช่วงสงกรานต์ งานบุญงานศพปลอดเหล้า ฯลฯ เราพยายามทำให้กิจกรรมเป็นข่าวเพื่อให้เกิดกระแสขึ้นมาในสังคม ให้คนรู้ถึงโทษภัยของเหล้าจะได้มีแรงสนับสนุนในการผลักดันกฎหมาย</p>
<p>ตอนที่เริ่มเสนอพรบ.เป็นช่วงปลายปี 2549 จนสำเร็จเมื่อต้นปี 2551 จากระยะเวลาที่ทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องกันมาก็ถือว่านานและเริ่มเกิดเป็นกระแสสังคมมากขึ้น แต่ในความเห็นของผม กระแสสังคมตอนนั้นยังถือว่าไม่พอสำหรับการผลักดันกฎหมายให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่ทำให้สำเร็จคือจังหวะทางการเมือง พอดีว่าสภาหลังการรัฐประหารปี 2549 มีคนที่ทำงานภาคประชาสังคม NGO ต่างๆ อยู่มากพอสมควร และฝ่ายอาจารย์หมอมงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถึงขั้นชวนนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ตั้งสัจจะต่อหน้าพระในงานกฐินปลอดเหล้าที่วัดชลประทานว่าจะช่วยผลักดันพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ทางท่านนายกฯ ก็เอาจริง และเสนอพรบ.นี้เป็นกฎหมายฉบับต้นๆ ของสภาสมัยนั้น</p>
<p>แต่ไม่ใช่ว่าพรบ.นี้จะผ่านสภาได้ง่ายๆ ถึงแม้เราจะเสนอกันตั้งแต่ช่วงต้นเปิดสภา แต่กลับออกเป็นกฎหมายฉบับสุดท้ายของสภานั้น เมื่อผ่านพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ปิดสภาเลย เรียกได้ว่าถูกดึงจนเกือบตกไปแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4> <strong>ทำไม</strong><strong>พระราชบัญญัติดังกล่าว</strong><strong>จึงกลายเป็นกฎหมายฉบับสุดท้ายที่ได้ผ่านสภา </strong></h4>
<p>แน่นอนว่ามีการต่อต้านและความพยายามจากภาคธุรกิจเพื่อไม่ให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ มีกระบวนการล็อบบี้หลายอย่าง คนในสภาบางคนที่บอกว่าจะสนับสนุนพรบ.ของเรา ภายหลังกลายไปเป็นฝ่ายเดียวกับภาคธุรกิจก็มี หรือบางทีส่งตัวแทน (nominee) จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแอลกอฮอล์เข้ามาเป็นฝ่ายค้านในกรรมมาธิการพิจารณาร่างพรบ. ทำให้มีการปรับแก้กฎหมายหลายครั้งจนล่าช้า และทำให้พรบ.ของเราไม่เหมือนต้นฉบับที่ร่างไว้ โดยเฉพาะการแก้มาตราที่สำคัญที่สุดคือการห้ามโฆษณา</p>
<p>แรกเริ่มเราร่างพรบ.ฉบับนี้เหมือนกฎหมายควบคุมบุหรี่ หมายความว่าห้ามโฆษณาเด็ดขาด แต่สุดท้ายถูกแก้ให้สามารถโฆษณาได้ โดยต้องเป็นการโฆษณาที่สร้างสรรค์สังคม ห้ามนำเสนอสินค้าโดยตรง ซึ่งนักโฆษณานักการตลาดเห็นช่องว่างนี้ก็สามารถพลิกแพลงไปได้ กลายเป็นการโฆษณาแฝงเลี่ยงกฎหมายในปัจจุบัน เมื่อเราไม่สามารถแบนได้อย่างสมบูรณ์ ธุรกิจก็หาทางโฆษณาในรูปแบบอื่นจนได้ เช่น เปลี่ยนเป็นการโฆษณาน้ำแร่ โซดา ที่มีโลโก้ สีสันเหมือนกับแบรนด์เหล้า เราดูแล้วก็รู้ว่าเจตนาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนทั่วไปมองก็นึกว่าเป็นโฆษณาเบียร์ และอีกเรื่องหนึ่งที่ทำมานานแล้วคือการโฆษณาแฝงในละคร ภาพยนตร์ สังเกตว่าถ้าตัวละครดื่มแอลกอฮอล์ แสดงว่ามีธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นผู้สนับสนุนหลัก ถึงไม่ได้เป็นความลับหรือนำเสนออย่างโจ๋งครึ่ม แต่คนที่ดูเองก็มีแนวโน้มจะดื่มตาม</p>
<p>นอกจากโฆษณาแฝงในละคร ฝั่งธุรกิจเขาก็จงใจไปอยู่ในงานกีฬา งานคอนเสิร์ต ทำการตลาดที่เรียกว่า Music Marketing หรือ Sport Marketing หรือกระทั่งงานบุญเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งทางเราพยายามเปลี่ยนแปลงจุดอ่อนเรื่องโฆษณาแฝงมาโดยตลอด อย่างคุณหมอสมาน ฟูตระกูล สมัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เคยร้องเรียนให้ธุรกิจห้ามใช้ตราสินค้าที่เหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโฆษณาเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สุดท้ายไม่เป็นผล เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้แต่แรก ทุกวันนี้จึงยังมีการโฆษณาโดยไม่ได้โชว์ภาพ ผลิตภัณฑ์ หรือไม่ได้แสดงเจตนาชวนดื่มทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีโฆษณาเลยจะดีกว่า เพราะน้ำเมาทำลายสังคมไม่น้อยกว่าบุหรี่ที่ห้ามโฆษณาเด็ดขาดมานานแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1258" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-2.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-2.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-2-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-2-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-2-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>นอกจากมาตราเรื่องการโฆษณาที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ พระราชบัญญัติที่ใช้ในปัจจุบันยังมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนในการควบคุมตรงไหนอีกหรือไม่</strong></h4>
<p>มีแน่นอน นอกจากเรื่องโฆษณายังมีเรื่องการควบคุมสถานที่จำหน่าย เกณฑ์การกำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ที่นับว่าเป็นสุรา และการแอบอ้างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นยา เป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร ทำให้สามารถใส่ขวดขายตามร้านค้าได้เหมือนเครื่องดื่มชูกำลัง ทำการตลาดโฆษณาได้ บางคนทั้งรู้และไม่รู้ ซื้อมาดื่มก็เมา แม้แต่พระสงฆ์</p>
<p>หัวใจหลักของพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือเราต้องการควบคุมภาคธุรกิจมากกว่าควบคุมคนดื่ม สำหรับคนดื่มเราจะห้ามแค่ในสถานที่ที่ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสถานที่ราชการ ซึ่งบางทีก็ถูกโจมตีจากนักมานุษยวิทยาว่าไปลิดรอนสิทธิคน ทั้งที่จริงๆ เป้าหมายของเราคือต้องการป้องกันสังคม เราพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้รังเกียจคนที่ดื่มเหล้า ถ้าดื่มแล้วไม่สร้างปัญหาอะไรให้สังคม เราก็เคารพสิทธิของเขาและไม่ได้ว่าอะไร แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาหลังดื่มเหล้า ทั้งกับตนเอง ครอบครัวและสังคม ที่ชัดเจนคือเมาแล้วขับ ก่ออาชญากรรมตามที่เห็นข่าวบนหน้าสื่อแทบทุกวัน ดังนั้นเราจึงต้องทำการรณรงค์ให้คนเหล่านี้ลดการดื่มเหล้าลงหรือเลิกดื่มเพื่อลดปัญหาสังคม</p>
<p>บางทีธุรกิจก็ออกมาพูดให้คนดื่มอย่างรับผิดชอบ แต่เรามองว่านั่นเป็นการโยนความผิดให้ลูกค้าตัวเอง เหมือนบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเขาไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่คนดื่ม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติด และตัวมันเองก็มีโทษต่อสุขภาพอีกมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าเหล้าเป็นสาเหตุหนึ่งของ 200 โรคและการบาดเจ็บ ดังนั้นเราต้องการให้เขาเริ่มต้นทำการตลาดและขายอย่างรับผิดชอบมากกว่า อย่าพยายามเลี่ยงกฎหมายและอย่าเห็นเยาวชนเป็นเหยื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเหล้ากับบุหรี่ ดูเหมือนกฎหมายควบคุมบุหรี่จะเด็ดขาดและเข้มแข็งกว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น </strong></h4>
<p>เหตุผลแรกคือการยอมรับในสังคม ในปัจจุบัน ถ้าเทียบระหว่างเหล้ากับบุหรี่ คนจะรู้สึกปฏิเสธบุหรี่มากกว่า แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการรณรงค์เรื่องบุหรี่ก่อนแอลกอฮอล์มานับ 20 ปีตั้งแต่ก่อนสสส.เกิด ดังนั้นมันจึงเป็นกระแสในสังคมมากกว่า สำหรับแอลกอฮอล์ตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่สังคมยังไม่ตระหนักมากนัก ทั้งๆ ที่เราเห็นข่าวปัญหาจากน้ำเมาแทบทุกวัน หรือกระทั่งในระดับโลกยังรู้สึกการดื่มไม่เป็นปัญหา เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวมากขึ้น</p>
<p>เหตุผลต่อมาเป็นเรื่องของกฎหมาย บุหรี่มีกฎหมายระดับโลกควบคุม เป็นมาตรฐานสากลที่บังคับให้ประเทศไทยต้องออกกฎหมายตาม แต่เหล้ายังไม่มี ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้วแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดปัญหาสังคมหลายมิติมากกว่าบุหรี่ บุหรี่มีปัญหาเรื่องของสุขภาพคนสูบเป็นหลักและใช้เวลา แต่คนดื่มจนสร้างปัญหาต่อคนอื่นๆ อย่างมากและอาจเกิดเฉียบพลัน ตอนนี้เราจึงเริ่มมีคำว่า “เหล้ามือสอง” เพิ่มมาในการรณรงค์ ซึ่งมีความ  หมายในทำนองเดียวกับ “ควันบุหรี่มือสอง” คือคนรอบข้างได้รับผลกระทบจากคนดื่ม ทั้งความรุนแรงในครอบครัว จากงานวิจัยของมูลนิธิเพื่อนหญิงบอกว่าความรุนแรงในครอบครัวที่มีคนดื่มมีมากกว่าครอบครัวที่ไม่มีคนดื่ม 3-4 เท่า หรือปัญหาชัดเจนอย่างการเมาแล้วขับก็เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตบนท้องถนน จนทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ยิ่งในช่วงเทศกาลยิ่งมีมากขึ้น</p>
<p>ปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ คือปัญหาเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเคยทำวิจัยพบว่าเยาวชนเกือบครึ่งที่อยู่ในสถานพินิจทำความผิดหลังจากดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 5 ชั่วโมง ดังนั้นแอลกอฮอล์ก็ทำให้เด็กเสียอนาคตเช่นกัน ส่วนปัญหาเอดส์ ถึงยังไม่มีงานวิจัยที่ระบุตัวเลขชัดเจน แต่พระอาจารย์อลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุเคยพูดไว้ว่าคนส่วนใหญ่ติดเอดส์เพราะเมาแล้วมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ด้านข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราบอกว่าถ้าคำนวณผู้เสียชีวิตจากการดื่มเหล้าอย่างละเอียดโดยนับโรคต่างๆ ที่เกิดจากการดื่ม (BOD) ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นคนต่อปี เรียกได้ว่าแอลกอฮอล์ก็ทำลายสังคมหลายมิติ</p>
<p>อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องการขายเหล้าอย่างเสรีในประเทศไทย ถ้าเปรียบเทียบธุรกิจแอลกอฮอล์กับบุหรี่ ธุรกิจโรงงานยาสูบเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ธุรกิจแอลกอฮอล์ของไทยส่วนใหญ่เป็นเอกชน แม้เราจะพูดอยู่เสมอว่าการค้าเสรีไม่ควรใช้กับสินค้าที่ทำลายสุขภาพ รัฐควรจะเป็นคนขาย เพราะเมื่อรัฐเป็นคนทำ เขาจะขายเท่าที่จำเป็นในวงที่จำกัด ซึ่งเดิมไทยก็ทำอย่างนั้น แต่ต่อมารัฐปล่อยให้เอกชนทำเพราะเชื่อว่าช่วยเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ พอรัฐไม่ได้ทำจึงควบคุมได้ยาก และธุรกิจแอลกอฮอล์ของเอกชนเป็นทุนใหญ่ของพรรคการเมืองแทบทุกพรรค ดังนั้นไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ยังมีอิทธิพลต่อฝ่ายการเมือง ทำให้การออกกฎหมายหรือนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องยาก</p>
<p>อีกด้านหนึ่ง เราพยายามมองหาโอกาสจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องร้ายในสังคมให้กลายเป็นการควบคุม ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดคือการห้ามขายเหล้าบนรถไฟ เมื่อก่อนเราเสนอการรถไฟแห่งประเทศไทยว่าห้ามขายเหล้าบนรถไฟ ไม่มีใครฟัง เพราะติดเรื่องผลประโยชน์ แต่เมื่อเกิดคดีฆ่าข่มขืน เป็นข่าวดังมาก พอเราไปเสนอเลยไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ทุกวันนี้จึงเกิดข้อบัญญัติเรื่องห้ามขายห้ามดื่มเหล้าบนรถไฟ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กว่า 11 ปีหลังจากประกาศพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมไทยบ้าง และอะไรที่ไม่เปลี่ยนไปเลย</strong></h4>
<p>มีคนเปรียบเทียบว่าเราเสนออาวุธเป็นกระบองไปแต่สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาได้เป็นไม้จิ้มฟัน เพราะกฎหมายของเราถูกเปลี่ยนแปลงไปมาก และปัญหาหนึ่งของประเทศไทยคือการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านนี้เคยทำแต่งานที่เป็นคุณแก่ประชาชน เช่น ไปให้ความรู้คน เมื่อต้องมาทำงานคอยควบคุมคนตามกฎหมาย ต้องไปขัดแย้งกับคนอื่นๆ เขาก็รู้สึกไม่อยากทำ เจ้าหน้าที่บางคนที่มีตำแหน่งคอยควบคุมดูแลเรื่องควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้กระตือรือร้นเข้าร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  นอกจากนี้ยังมีเรื่องอิทธิพลของธุรกิจแอลกอฮอล์ในแต่ละพื้นที่ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น ฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายจึงยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ด้วยกฎหมายมากมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าบังคับใช้ได้จริงจะช่วยควบคุมและแก้ไขปัญหาได้มาก</p>
<p>แต่โดยรวมยังเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าการไม่มีกฎหมายบังคับเลย กฎหมายทำให้มีการทำงานเชื่อมกันระหว่างภาคประชาสังคมในแต่ละจังหวัด ช่วยกันทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้ายาม (Watchdog) เฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ และร้องเรียนต่อสำนักงานควบคุมแอลกอฮอล์หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ดีและเอาจริงก็มี หลายคดีที่เป็นการโฆษณาที่ผิดอย่างชัดเจนก็ถูกฟ้องและถูกปรับไปแล้ว หรือถ้าเราลงโทษไม่ได้อย่างน้อยก็สามารถปรามได้ เช่น ครั้งหนึ่งเคยมีคนทำงานภาคประชาสังคมไปร้องเรียนหน่วยราชการหนึ่งในจังหวัดเรื่องการจัดงานเลี้ยง ดื่มเหล้ากันในบริเวณสถานที่ราชการ ถึงอีกฝ่ายจะแถลงว่าไม่ได้มีการดื่มเหล้าจริง แต่เบื้องหลังเขาก็ไปกำชับกันเองว่าห้ามไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ดังนั้นถึงเราจะเป็นแค่ไม้จิ้มฟัน แต่อย่างน้อยถ้าเป็นไม้จิ้มฟันที่คอยทิ่มแทงให้ถูกที่อยู่เรื่อยๆ ก็ส่งผลต่อสังคมเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณมองว่าทิศทางของการสร้างมาตรการทางกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อจากนี้ควรให้ความสำคัญในเรื่องใดบ้าง</strong></h4>
<p>เราต้องเน้นเรื่องกฎหมายที่ป้องกันเยาวชนให้มากขึ้น ทั้งเรื่องการโฆษณา โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเพิ่มขึ้นและหลีกเลี่ยงกฎหมาย การขายผ่านงานแสดงดนตรี กีฬา หรือใกล้สถานศึกษาที่เข้าถึงเยาวชน รวมถึงการใช้เด็กทำงานที่ต้องดื่ม เช่น สาวเชียร์เบียร์ ด้านมาตรการทางกฎหมายที่ช่วยควบคุมจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ยังจำเป็นต้องทำให้ดีกว่านี้ คำว่านักดื่มหน้าใหม่หมายถึงคนที่ไม่เคยดื่มแล้วหันมาลองดื่ม อย่างผู้หญิงและเด็กรุ่นใหม่ ถึงแม้เมื่อเปรียบเทียบกับสิบปีก่อน จำนวนนักดื่มโดยรวมในสังคมไทยดีขึ้น บางปีจะลดหรือเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่นักดื่มหน้าใหม่ก็ถือว่ายังมีมากขึ้น อีกทั้งนักดื่มยังมีแนวโน้มอายุต่ำลง เรื่องนี้จึงเป็นจุดอ่อนที่เรายังทำได้ไม่ดี เราถึงพยายามผลักดันมาตรการห้ามขายเหล้ารอบสถานศึกษา เพราะเราเชื่อว่าถ้าเด็กออกมาจากสถานศึกษาแล้วเห็นเพื่อน รุ่นพี่นั่งกินเหล้า จะถูกกดดันหรือชักชวนให้เริ่มดื่มได้ง่าย ถึงเรารู้ว่ากลุ่มคนที่ตั้งใจจะกินจริงๆ มาตรการเหล่านี้คงห้ามไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถป้องกันให้เด็กที่ไม่ต้องการกินไม่ต้องถูกชักชวนกดดันได้ในทางหนึ่ง</p>
<p>เรื่องกฎหมายที่มีอยู่แต่เดิมอย่างมาตราที่ระบุว่าห้ามขายให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปี ถึงยังมีจุดอ่อนเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็มีผลต่อร้านที่มีแบรนด์บ้าง อย่างห้างสรรพสินค้าหรือเซเว่นจะไม่กล้าขาย เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ แต่ร้านชำทั่วไปต้องควบคุมด้วยพลังของชุมชน ถ้าชุมชนไหนเข้มแข็งหรือเป็นเครือข่ายทำงานร่วมกับเรา เขาจะช่วยกันดูแลได้ดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1259" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าของคุณร่วมทำงานกับชุมชนในลักษณะไหนบ้าง</strong></h4>
<p>เราไปรณรงค์ให้คนเลิกเหล้าและสร้างเครือข่ายคนเคยดื่มในแต่ละจังหวัดแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คนหัวใจหิน คือคนที่งดเหล้าครบเข้าพรรษา 3 เดือน หลังจากนั้นถ้าเขาตั้งใจเลิกต่อ จะเรียกว่าคนหัวใจเหล็ก และถ้าเลิกต่อเนื่องมาได้ 3 ปีจะเรียกว่าคนหัวใจเพชร ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 4000 กว่าคน คนเหล่านี้มีแนวโน้มว่าสามารถเลิกได้ตลอดชีวิต และเราพยายามฝึกกลุ่มคนหัวใจเพชรให้เป็นนักรณรงค์ต่อไปด้วย เพราะเราเชื่อว่าการทำให้เขาเป็นวิทยากร พูดด้วยประสบการณ์ของเขาเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยวิชาการมาก บางทีก็มีพลังมากกว่าการพูดด้วยหลักวิชาการด้วยซ้ำ เช่น มีกำนันคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตครอบครัวเขาเกือบจะล้มเหลวเพราะตัวเองดื่มหนัก เสียเงิน แต่พอเลิกได้ มีเงินส่งลูกเรียน เมียชื่นชม ทั้งหมู่บ้านก็ชื่นชม จนกลายมาเป็นผู้นำชุมชนที่ดี มันกลายเป็นพลังที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นว่าคนติดหนักๆ ยังเลิกได้เลย มีตัวอย่างหลายคนที่เปลี่ยนจากคนขี้เมาไปเป็นผู้นำชุมชน คนเหล่านี้สามารถเป็นนักรณรงค์ที่ดี และอาจจะดีกว่าผมอีกที่ไม่ค่อยได้ดื่ม เวลาพูดก็พูดด้วยวิชาการ ไม่ใช่ประสบการณ์ตรง นอกจากนี้เรายังมีเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ที่ทำงานร่วมกัน ถือว่าประเทศไทยมีเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็งพอสมควร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อะไรเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลิกดื่มได้</strong></h4>
<p>ส่วนใหญ่คนจะเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้เพราะคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ลูกเป็นแรงจูงใจที่ดีในการขอให้พ่อแม่งดเหล้า และถ้าเขาได้ลองงด บางคนจะคิดว่าทำไมงดแค่เข้าพรรษา ในเมื่องดต่อไปได้ ต่อไปก็จะมีกำลังใจในการเลิกเหล้าได้ตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงจัดโครงการให้คนในครอบครัว อย่างลูกหรือภรรยามาพูดความในใจให้คนดื่มฟัง ว่ามีความทุกข์อย่างไรบ้าง ตัวคนดื่มจะได้ตระหนักและรู้สึกอยากเลิกเพื่อคนสำคัญ หรือตอนนี้เราจัดโครงการโพธิสัตว์น้อยในโรงเรียน ให้ลูกเขียนจดหมายขอพ่อแม่ลด ละ เลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษาและเลิกต่อไป พร้อมกับการรณรงค์ต่อเนื่องทุกปีเพื่อช่วยกระตุ้นให้คนเลิกเหล้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การรณรงค์ในช่วงเทศกาลได้ผลแตกต่างจากการรณรงค์ในช่วงเวลาปกติอย่างไร </strong></h4>
<p>ความเชื่อต่างๆ มีส่วนทำให้คนเลิกเหล้าได้ อย่างช่วงเทศกาลเข้าพรรษาจะมีทุนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาสนาพุทธอยู่ ซึ่งก่อนจะมีโครงการจากสสส. ช่วงเข้าพรรษาเดิมมีคนลด ละ เลิก สิ่งไม่ดีอย่างเหล้าอยู่แล้ว แค่ช่วงหลังมีน้อยลง เหลือแต่คนทำอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ เช่น ชาวประมงแถบมหาชัยที่ดื่มหนักกันมาก เพราะอยู่บนเรือแล้วไม่มีอะไรทำ พอเข้าพรรษา 3 เดือนก็งดกันได้ เชื่อว่าได้บุญกุศล หมออุดมศิลป์ท่านได้ประสบการณ์ตรงจากตรงนี้จึงริเริ่มจัดโครงการงดเหล้าให้แพร่หลายขึ้น</p>
<p>อีกตัวอย่างคือกลุ่มมุสลิม เราจะเห็นได้ว่ามุสลิมเชื่อในหลักศาสนาอย่างเข้มแข็ง มีศรัทธาในพระเจ้ามาก ดังนั้นมุสลิมส่วนใหญ่จะไม่ดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด หรืออย่างฮาโลวีน มีความเชื่อเรื่องการปล่อยผี ผมเลยไปค้นดูจนรู้ว่า  แต่เดิมมีที่มาจากชาวไอริช เขาเชื่อว่าเป็นวันที่มีวิญญาณทั้งดีและไม่ดี และวันฮาโลวีนเป็นวันที่จะขับไล่วิญญาณไม่ดีให้ออกไป เราก็เอาเรื่องนี้มาประยุกต์ สื่อสารว่าวิญญาณไม่ดีนี้ในทางพุทธคืออบายมุข เป็นผีที่ต้องขับไล่ไปจากตัวเรา ดังนั้น เมื่อถึงวันฮาโลวีนแล้วก็ควรไล่วิญญาณที่ติดเหล้าออกไป หรือถ้าไม่ติด ก็อย่าให้วิญญาณไม่ดีเหล่านี้เข้ามาในตัว</p>
<p>หลังจากรณรงค์ให้งดเหล้าแล้ว เราก็มาคิดต่อว่าจะกระตุ้นให้เขาเลิกดื่มต่อได้อย่างไร เพราะเราได้รับคำถามว่างดเหล้าแล้ว เวลาที่เคยนำไปกินเหล้า เวลาที่อยู่กับเพื่อนจะให้ทำอะไร ตอนนี้เราจึงพยายามจัดกิจกรรมแบบบูรณาการหลายด้าน เช่น จัดกิจกรรมวิ่งพักตับเข้ามาเสริม ซึ่งได้ผลดีเพราะเป็นการนำเวลาที่เคยทำลายสุขภาพมาสร้างสุขภาพที่ดี ทางสมาพันธ์ชมรมวิ่งก็บอกว่าคนที่วิ่งแต่เดิมมีแนวโน้มจะลดเหล้าบุหรี่อยู่แล้วเพราะเป็นห่วงสุขภาพ เราก็ได้ผลประโยชน์ทั้งสองทาง ทั้งคนที่เคยกิน ให้หยุดแล้วมาวิ่ง และมาชวนคนที่วิ่งอยู่ก่อนให้เลิก และเราบูรณาการไปถึงวิถีชุมชน โดยนอกจากให้งดเหล้า มาวิ่งร่วมกันแล้ว ภายในงานจะมีซุ้มขายของจากชุมชนที่เป็นของพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แสดงว่าปัจจุบันการทำงานรณรงค์ให้เลิกดื่มอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ แต่ต้องหาทางเลือกและกิจกรรมอื่นๆ ให้คนดื่มอีกด้วย</strong></h4>
<p>ใช่ครับ โดยเฉพาะเยาวชน ถ้าเราไปชักชวนให้เลิกดื่มเฉยๆ โดยไม่มีกิจกรรมทางเลือกให้ เขาจะไม่รู้ว่าควรทำอะไร หรือควรไปอยู่ที่ไหน เพราะเด็กบางคนที่จริงไม่ได้ต้องการดื่ม แค่ต้องการพื้นที่รวมตัวกันทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น ทำงานด้วยกัน นั่งคุยกัน ผมเห็นบางพื้นที่ที่กลายเป็นเขตห้ามเกิดร้านขายเหล้ารอบสถานศึกษา เขาก็ทำร้านนม คาเฟ่ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นั่งได้นานๆ แทน ซึ่งทำให้เด็กมารวมตัวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเหล้าเพราะเขาแค่ต้องการพื้นที่สังสรรค์ด้วยกันเท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1260" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-4.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-4.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-4-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-4-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-4-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากการที่คุณได้ทำงานร่วมกับชุมชนหลายแห่ง คุณเห็นความแตกต่างด้านพฤติกรรมการดื่มระหว่างคนกรุงและคนต่างจังหวัดบ้างหรือไม่ </strong></h4>
<p>ในต่างจังหวัด คนมักใช้เวลากินเหล้ากับกลุ่มเพื่อนนานและดื่มกันหนัก งานท้องถิ่นอย่างงานบุญหรืองานศพส่วนใหญ่มักเลี้ยงเหล้าฟรี บางครอบครัวจัดงานโดยไม่เลี้ยงเหล้าก็ไม่ได้ เพราะจะถูกหาว่าขี้เหนียว ไปร่วมงานบ้านคนอื่นยังไปกินของเขาเลย ทำไมงานบ้านตัวเองถึงไม่เลี้ยง การที่งานเหล่านี้มีแอลกอฮอล์ให้ดื่มฟรีเป็นการส่งเสริมให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ และการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความเข้มแข็งของชุมชน ชุมชนต้องประชุมกัน มีข้อตกลงเป็นมติร่วมกันจึงจะสำเร็จ เราจึงไปทำงานร่วมกับร่วมกับผู้นำในท้องถิ่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำนันผู้ใหญ่บ้านที่จะเป็นสื่อกลางไปสร้างเวทีประชาคมให้ชาวบ้าน กำหนดกติกาและรณรงค์ให้งานบุญงานศพปลอดเหล้า ผลคือชาวบ้านให้ความร่วมมือดี เสียงส่วนใหญ่ในเวทีประชาคมทุกแห่งเห็นด้วย  แสดงว่าอันที่จริงตัวชาวบ้านเองก็ไม่อยากเลี้ยงเหล้าอยู่แล้ว เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง แค่ไม่กล้าทำด้วยตัวคนเดียว ถ้าชุมชนควบคุมกันเองได้ ผมคิดว่าทำได้ดีกว่าการใช้กฎหมายระดับชาติอีกนะ</p>
<p>ส่วนในกรุงเทพ เราอาจทำงานร่วมกับชุมชนในบางพื้นที่ที่เป็นชุมชนแออัด เพราะคนกรุงส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร คนก็ไม่ค่อยดื่มเหล้าสังสรรค์ร่วมกับคนอื่นอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ามีคนดื่มในบ้านก็อาจเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนจนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่ในอนาคต มีงานวิจัยศึกษาเช่นกันว่าถ้ามีคนในครอบครัวดื่ม ลูกหลานจะเริ่มดื่มเร็วกว่าครอบครัวที่ไม่มีคนดื่ม เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ บางทีพ่อแม่ยังคิดว่าสอนให้ลูกดื่มตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องดี โตขึ้นจะได้คอแข็ง นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดที่เราต้องช่วยกันแก้ไข</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ทิศทางการทำงานของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจะเป็นอย่างไรต่อไป</strong></h4>
<p>เรื่องหลักคงเหมือนเดิม คือการทำให้นโยบายสาธารณะเข้มแข็งขึ้น ทั้งด้านการสร้างกฎหมายใหม่ และการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ดีขึ้น มีการรณรงค์ส่งเสริมให้คนแต่ละระดับสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการลด ละ เลิก ส่งเสริมประชาชนเลิกได้เอง และสร้างความเข้าใจว่าเหล้าเป็นปัญหาอย่างไร</p>
<p>เรื่องการรณรงค์ต้องอาศัยความต่อเนื่อง เราก็วางแผนว่าจะเพิ่มพื้นที่ปลอดเหล้าไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล สงกรานต์ งานบุญ งานศพในแต่ละจังหวัด และในงานสาธารณะที่คนมาร่วมมากๆ อย่างงานกาชาดก็ปลอดเหล้าแทบทุกจังหวัดแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ในแง่ของการศึกษา ความรู้เรื่องเหล้า เราควรพัฒนาอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ </strong></h4>
<p>ความรู้วิชาการด้านเดียวช่วยให้คนตระหนักเรื่องการดื่มได้แต่ยังไม่พอ สำหรับผม อาจบอกได้ว่าช่วยได้น้อยด้วยซ้ำ ขนาดหมอทุกคนรู้ว่าดื่มแอลกอฮอล์ไม่ดีต่อสุขภาพ และมีงานวิจัยยืนยันว่าไม่มีขนาดของการดื่มที่ปลอดภัย (ผลวิจัยล่าสุดชี้ &#8220;ระดับปลอดภัย&#8221; ในการดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีจริง : bbc.com/thai/international-45297195) แต่ก็ยังมีหมอจำนวนไม่น้อยที่ยังดื่ม</p>
<p>แต่จะไม่ให้ความรู้วิชาการเลยก็คงไม่ได้ ต้องให้คนรู้โทษภัยของเหล้าว่าเป็นอย่างไรตั้งแต่ในโรงเรียน ซึ่งวิธีการสอนอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นการทำกิจกรรมที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง เช่น การชวนพ่อแม่เลิกเหล้าก็เป็นการสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเอง ต่อไปคิดจะดื่มคงยาก หรือกิจกรรมที่ให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการลงมือทำ  ดีกว่าเรียนรู้ด้วยการอ่านและฟัง เช่น ทดลองนำเครื่องในสัตว์มาแช่เหล้า ทำให้เห็นภาพอวัยวะที่มีสีและลักษณะเปลี่ยนไปด้วยตาตนเอง จะทำให้เด็กตระหนักถึงผลกระทบจากการดื่มชัดเจนกว่า และจะทำให้เด็กมีพลังในการชวนคนอื่นเลิกเหล้ามากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ระบบสาธารณสุขเกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดเหล้าตอนนี้แพร่หลายและเข้าถึงชุมชนต่างๆ มากพอแล้วหรือยัง </strong></h4>
<p>ทางสสส.มีแผนงานหนึ่งที่พยายามเร่งพัฒนาโรงพยาบาลต่างๆ ในชุมชนให้ถึงระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) เพื่อกระจายโรงพยาบาลที่สามารถบำบัดผู้ติดสุราได้มากที่สุด อีกแผนงานหนึ่งทำโดยกรมสุขภาพจิต คือการอบรมพยาบาลในรพสต.เรื่องการใช้สติบำบัดของคุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ช่วยให้คนเลิกเหล้า เป็นความพยายามที่ทำมาเรื่อยๆ</p>
<p>ส่วนตัวผมไม่ได้ทำงานร่วมกับด้านคนบำบัดโดยตรง ฝั่งของเราจะเน้นเรื่องการรณรงค์ ชวนให้เริ่มต้นเลิก เมื่อคนดื่มจะเลิกก็ส่งต่อให้รพสต.ในพื้นที่หรือเครือข่ายที่ดูแลเรื่องการบำบัดเพื่อเข้ารับการบำบัดต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ในฐานะที่คุณเป็นเภสัชกร บทบาทการดูแลผู้ติดเหล้าของเภสัชกรแตกต่างจากหมอหรือนักจิตวิทยาอย่างไร</strong></h4>
<p>เภสัชกรจะทำงานร่วมกับบุคลากรในโรงพยาบาล เป็นคนดูแลเรื่องยาตามแพทย์สั่ง และให้คำแนะนำเรื่องผลข้างเคียง แต่ถ้าเป็นเภสัชกรตามร้านขายยาก็ค่อนข้างดูแลผู้ติดเหล้าได้อย่างจำกัด เพราะคงทำได้แค่ซักถาม ให้คำแนะนำเบื้องต้นในแง่การตรวจร่างกายหรือให้คำแนะนำว่าปรึกษาสายด่วน 1413 ที่มีคุณหมอช่วยดูแลและมีข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น เพราะการเลิกเหล้าไม่เหมือนการเลิกบุหรี่ที่เขาแนะนำให้หักดิบ หยุดทันที การเลิกเหล้าเราจะผลีผลามไม่ได้ บางคนที่ติดสุราเรื้อรังถ้าเลิกทันทีอาจถึงขั้นเสียชีวิต อีกทั้งยาที่ช่วยเลิกเหล้ามีอย่างจำกัด ต้องให้ตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น</p>
<p>ส่วนตัวผมไม่ค่อยแนะนำเรื่องการกินยาช่วยเลิกเหล้าเท่าไร เพราะการกินยาก็มีความเสี่ยงหลายอย่าง แต่ต้องดูระดับการติดเหล้าของคนเป็นกรณีไป ถ้าติดถึงขั้นไปโรงพยาบาล บางครั้งก็ต้องได้รับการควบคุม บำบัด กินยาช่วย เราได้แต่แนะนำให้เขาระวัง รวมถึงเชิญชวนให้ตระหนักถึงโทษภัย ลด ละ เลิก ก่อนถึงขั้นติดสุราจนเป็นอันตราย</p>
<p>ส่วนเรื่องสมุนไพรที่เขาว่าช่วยเลิกเหล้าได้ ตอนนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนว่าได้ผลจริง โดยรวมแล้วผมคิดว่าการเลิกเหล้าเป็นเรื่องของใจล้วนๆ ยาหรือสมุนไพรเป็นแค่ตัวเสริมเท่านั้น อย่างกรณีชาวประมงที่เลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษาก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการเลิกเหล้าอาศัยแรงใจมากกว่าตัวช่วยอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1261" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-5.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-5-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-5-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-AR-5-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-songkran-interview/">‘เราต้องการให้ธุรกิจขายแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ’ คุยกับ ‘เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1253</post-id>	</item>
		<item>
		<title>#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=party-no-alcohol</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2019 04:40:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[คุณนิพนธ์ ทับนิล]]></category>
		<category><![CDATA[คุณวศิน บรรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.พรหมมินทร์  กัณธิยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปาร์ตี้ปลอดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1232</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต มีข้อมูลสถิติบอกว่า คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 50-70 คน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ตัวเลขย่อมพุ่งสูงมากกว่านี้ นี่จึงทำให้ไทยวนเวียนอยู่ใน Top 10 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เสมอ และเมื่อมองลึกลงไป หนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือ ‘เมา’ หรือขับรถเร็ว แน่นอนว่า การติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และนั่นทำให้หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์แนวคิด ‘เมาไม่ขับ’ เพื่อมุ่งลดการสูญเสียนี้ ขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องเมาไม่ขับแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยคือ แอลกอฮอล์มาคู่กับการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เรามักเฉลิมฉลองด้วยแอลกอฮอล์ จึงทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสูงเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล ดังนั้น รณรงค์เมาไม่ขับอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราอาจจะต้องเริ่มคิดถึงเรื่องรณรงค์การเฉลิมฉลองแบบปลอดแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแม้การดื่มจน ‘เมา’ จะเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเมาคิดจะขับรถ การอ้างสิทธิก็เป็นเพียงการอ้างที่ปราศจากความรับผิดชอบ และสามารถนำไปสู่อันตรายบนท้องถนนได้โดยง่าย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอจับควันหลงวันฮาโลวีน ชวนคุณอ่านสรุปจากวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Halloween 2019 No AL Party #หยุดผีซิ่ง จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/">#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต มีข้อมูลสถิติบอกว่า คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 50-70 คน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ตัวเลขย่อมพุ่งสูงมากกว่านี้ นี่จึงทำให้ไทยวนเวียนอยู่ใน Top 10 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เสมอ และเมื่อมองลึกลงไป หนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือ ‘เมา’ หรือขับรถเร็ว</p>
<p>แน่นอนว่า การติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และนั่นทำให้หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์แนวคิด ‘เมาไม่ขับ’ เพื่อมุ่งลดการสูญเสียนี้ ขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องเมาไม่ขับแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยคือ แอลกอฮอล์มาคู่กับการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เรามักเฉลิมฉลองด้วยแอลกอฮอล์ จึงทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสูงเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล</p>
<p>ดังนั้น รณรงค์เมาไม่ขับอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราอาจจะต้องเริ่มคิดถึงเรื่องรณรงค์การเฉลิมฉลองแบบปลอดแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแม้การดื่มจน ‘เมา’ จะเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเมาคิดจะขับรถ การอ้างสิทธิก็เป็นเพียงการอ้างที่ปราศจากความรับผิดชอบ และสามารถนำไปสู่อันตรายบนท้องถนนได้โดยง่าย</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอจับควันหลงวันฮาโลวีน ชวนคุณอ่านสรุปจากวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ<strong>กิจกรรม </strong><strong>Halloween 2019 No AL Party #หยุดผีซิ่ง</strong> จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ในวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่สถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทย แอลกอฮอล์กับวันฮาโลวีน เรื่องราวจากผู้สูญเสีย ไปจนถึงความรับผิดชอบของสถานประกอบการปลอดเหล้าเพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตพนักงาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1244" aria-describedby="caption-attachment-1244" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1244 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1244" class="wp-caption-text">คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ </strong>รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงที่มาของกิจกรรมในวันนี้ว่า กิจกรรมดังกล่าวเกิดจากความเป็นห่วงของภาคีเครือข่ายเยาวชน ที่มองว่าฮาโลวีนเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสังสรรค์ซึ่งอาจมาพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์ และเมื่อมีการดื่ม ก็สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้ จึงเกิดการตั้งประเด็นเพื่อชักชวนให้สังคมไทยหันมามองเรื่องนี้</p>
<p>“การดูแลความปลอดภัยจะช่วยรักษาชีวิตและความสูญเสีย และถึงจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องเสียไปหากมีผู้เสียชีวิตหรือพิการ แต่มูลค่าเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียทางจิตใจที่เกิดกับญาติ ครอบครัว ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป หรือต้องดูแลบุคคลเหล่านั้นไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น กิจกรรมในวันนี้จะเป็นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ที่เยาวชนของเราลุกขึ้นมาร่วมจัดกิจกรรมและแสดงออกเองว่า ขอพื้นที่ต้นแบบที่สามารถสนุกได้โดยปราศจากแอลกอฮอล์”</p>
<p>รุ่งอรุณปิดท้ายว่า มีความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากหลายภาคส่วนที่จัดงานฉลองโดยปราศจากแอลกอฮอล์ เช่น คอนเสิร์ตโคตรอินดี้ ที่จัดมายาวนานเกือบสิบปี แต่ไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เลย สสส.จึงอยากสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมแบบนี้ เพื่อช่วยให้ทุกคนมีความสนุกคู่กับความปลอดภัย ซึ่งเป็นความสุขที่สุขจริงและคุ้มค่ากับการเฉลิมฉลอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง</strong></h2>
<p><strong> </strong></p>
<p>หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจของงานคือ การจัดวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งมีวิทยากรจากหลายภาคส่วน มาร่วมอภิปรายและเล่าประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ โดยผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย <strong>นพ</strong><strong>.พรหมมินทร์  กัณธิยะ</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ <strong>ภก</strong><strong>.สงกรานต์ ภาคโชคดี </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) <strong>คุณนิพนธ์ ทับนิล </strong>คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ และ <strong>คุณวศิน บรรณาการ </strong>ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี ดำเนินรายการโดย <strong>คุณนฤบดี จันทรส </strong>จากเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1245" aria-describedby="caption-attachment-1245" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1245 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1245" class="wp-caption-text">นพ.พรหมมินทร์  กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก โดย <strong>นพ</strong><strong>.พรหมมินทร์  กัณธิยะ</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เล่าให้ฟังว่า ปีๆ หนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24,000 รายต่อปี โดยนับจากฐานข้อมูลของตำรวจ โรงพยาบาล และบริษัทกลางที่เกี่ยวกับการประกันภัย</p>
<p>“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไทยถูกจัดให้อยู่อันดับ 2 ของโลก ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน พอมาปีที่แล้ว อันดับของเราร่วงลงเป็นที่ 9 แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราการเสียชีวิตของเราลดลง แต่เป็นเพราะมีประเทศอื่นแซงเรา พอมาปีนี้ ยังไม่ทันครบปีก็มีแนวโน้มว่าตัวเลขจะมากกว่าปีที่แล้ว เท่ากับว่าสถานการณ์ของเรายังรุนแรงอยู่”</p>
<p>นพ.พรหมมินทร์ขยายความว่า ตัวเลขที่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้คือประมาณ 13,000 คน ซึ่งมาจากบริษัทกลางที่วิเคราะห์ผ่านระบบประกันภัย แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เพราะมีการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในระบบด้วย</p>
<p>สาเหตุหลักของตัวเลขดังกล่าวมาจากการเมาแล้วขับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ที่จะคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของอัตราการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนถ้านอกเทศกาลจะเป็นเรื่องการขับรถเร็ว แต่นพ.พรหมมินทร์ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นการขับรถเร็ว ก็อาจจะมีเรื่องเมาแทรกเข้ามาด้วย เพียงแต่ไม่ได้ถูกตรวจจับและนับรวมเข้าไป</p>
<p>“เรามักจะเจอปัญหา 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ช่วงปีใหม่ คนมักจะรีบกลับบ้านก่อน เช่น ช่วงวันที่ 24 ธันวาคมเป็นต้นไปก็จะทยอยกลับบ้านแล้ว บางรายไม่พักผ่อน เลิกงานแล้วขับรถกลับเลย ก็จะมีอาการเพลีย ง่วง หรือวูบหลับในระหว่างทาง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ส่วนลักษณะที่สองคือการฉลองที่ทำให้เกิดปัญหา บางคนนานๆ กลับบ้านที ก็มีคนตั้งวงรอแล้ว”</p>
<p>“ที่น่าห่วงอีกอย่างคือ เด็กและเยาวชน เพราะผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างให้เขาเห็น บางครอบครัวพ่อแม่ตั้งวง แถมวานให้เด็กไปซื้อน้ำแข็งให้อีก พอเด็กโตมาก็อยากลอง พอลองแล้วก็มักลงเอยด้วยการไปฉลองนอกบ้าน บางรายไปฉลองแล้วไม่ได้กลับมาเลยก็มี” นพ.พรหมมินทร์กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1246" aria-describedby="caption-attachment-1246" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1246 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1246" class="wp-caption-text">ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>“วันฮาโลวีนเป็นวันที่ชาวไอริชโบราณเชื่อว่า ประตูระหว่างโลกวิญญาณและโลกมนุษย์จะเปิด ทำให้มีทั้งวิญญาณดีและผีออกมายังโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะใช้วันนี้เป็นวันปล่อยผี เราควรจะปล่อยผีในตัวเราออกไปก่อน” <strong>ภก</strong><strong>.สงกรานต์ ภาคโชคดี </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวนำ “ชาวพุทธเราก็มีพูดถึงผี จะเรียกอบายมุขว่าผี 6 ตัว หนึ่งในนั้นคือน้ำเมา ดังนั้น ถ้าเราจะปล่อยผีให้ถูกต้อง ก็อย่าปล่อยให้ผีน้ำเมาเข้าสิงเรา ใครดื่มอยู่ก็ปล่อยผีน้ำเมาออกไป ไม่เช่นนั้น คนในเขตโลกมนุษย์อาจจะไปอยู่ในเขตของโลกผีจริงๆ คือเสียชีวิตจากการเมา”</p>
<p>นอกจากการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุแล้ว แอลกอฮอล์ยังสามารถก่อให้เกิดการเสียชีวิตหรือความรุนแรงแบบอื่นอีกด้วย เช่น เมาจนไปก่ออาชญากรรม โดยภก.สงกรานต์ยกงานวิจัยของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ระบุว่า เด็กในสถานพินิจเกือบครึ่งหนึ่งทำผิด หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 5 ชั่วโมง บางคนเปลี่ยนจากคนที่นิสัยดีมากเป็นผู้กระทำผิดด้วยฤทธิ์น้ำเมา จนต้องถูกส่งตัวเข้าสู่สถานพินิจ</p>
<p>“เป้าหมายวันนี้คือ เราต้องทำให้ชีวิตของเราเป็นอิสรภาพ ปล่อยผีออกไป และให้วิญญาณที่ดีเข้ามาทดแทน ในทางพุทธจะเรียกว่าสติปัญญาก็ได้ เราควบคุมตัวเราเองว่า เราจะไปที่ไหนก็ไปด้วยสติปัญญา ขับรถก็ไม่เมา โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง แล้วเราจะเลือกชีวิตที่ดีกว่านี้ได้”</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นน่าขบคิดคือ ในช่วงเทศกาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มักจะมีโปรโมชันเชิญชวนคนดื่ม และนำเสนอในเชิงว่าให้คนดื่มดื่มอย่างรับผิดชอบ ทั้งที่ความจริง แอลกอฮอล์เป็นสารพิษในตัวเอง สามารถก่อให้เกิดโรคได้เกือบสองร้อยโรค ทำให้คนขาดสติและประมาท เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องทบทวนเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ของตนเองด้วย</p>
<p>การเมาไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ดื่มเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย และในบางครั้ง ก็ทำให้ผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องพลอยได้รับเคราะห์ไปด้วย ดังที่ <strong>คุณนิพนธ์ ทับนิล </strong>คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวความสูญเสียให้เราฟัง</p>
<p>ไอซ์ ลูกสาวของนิพนธ์อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขณะที่เสียชีวิต เธอยังเรียนอยู่ชั้นปีที่สองเท่านั้น โดยนิพนธ์เล่าย้อนไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ลูกสาวของเขาเสียชีวิตว่า ในวันนั้น ไอซ์เพิ่งกลับจากเข้าค่ายอาสาบนดอย และโทรคุยกับพ่อตามปกติ ไอซ์ยังบอกว่า ตนเองเหนื่อยมาก จึงจะรีบทานข้าวและนอนพักผ่อนเลย</p>
<p>“แต่ต่อมาตอนสามทุ่ม เพื่อนโทรมาชวนเขาออกไปกินขนมข้างนอก ก็ไปกันห้าคน ลูกสาวของผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ไป มีเพื่อนสนิทของเขาซ้อนท้าย ตอนขากลับ ทุกคนชิดขวาอยู่ตรงเกาะกลางถนนที่ใหญ่เกือบสองเมตร เตรียมยูเทิร์นเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย รถลูกสาวของผมอยู่ตรงกลาง มีรถของเพื่อนอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง”</p>
<p>“ตอนนั้นมีรถยนต์คันหนึ่ง ผู้ดื่มดื่มเหล้าตั้งแต่เที่ยงวัน ขับออกมาและต้องผ่านหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้วยความเมา เขาขับชนแท่งแบริเออร์ เหินมาชนเกาะกลางถนนที่เป็นปูนแข็งด้านขวา แล้วเหินมาอีกฝั่งหนึ่งชนลูกสาวผม ทั้งลูกสาวผมกับเพื่อนที่ซ้อนท้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และเจ้าหน้าที่วัดแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับคนนั้นได้สูงถึง 121 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1247" aria-describedby="caption-attachment-1247" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1247 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1247" class="wp-caption-text">คุณนิพนธ์ ทับนิล คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>หัวอกพ่อแม่ย่อมห่วงลูกและหวังว่าลูกจะเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพ นิพนธ์เองก็เช่นกัน การสูญเสียครั้งนี้จึงทำให้เขารู้สึกราวกับว่า ต้องสูญเสียลูกสาวไปถึงสองคนพร้อมกัน โดยคุณพ่อท่านนี้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่การเมาแล้วขับมาจากการตั้งใจดื่มเหล้า ตั้งใจเมา และตั้งใจขับรถ ทั้งที่ผู้ดื่มสามารถหยุดทุกอย่างได้ ตั้งแต่ไม่ดื่มเหล้า ไม่ขับรถ หรือไม่ขับเร็ว แต่เขาไม่ทำ ซึ่งนิพนธ์มองว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนการประมาทโดยตั้งใจ</p>
<p>“โทษของการเมาแล้วขับจนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตคือจำคุก 5-10 ปี แต่ถ้าผู้กระทำผิดรับสารภาพเอง โทษจะลดเหลือ 5 ปีทันที ถ้าเราไม่อยู่ในเหตุการณ์ เราอาจจะมองว่าโทษนี้น่ากลัว แต่สำหรับผู้เสียหาย โทษนี้นิดเดียวเองนะครับ”</p>
<p>ในความคิดของนิพนธ์ เขาอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษตรงนี้ ซึ่งเขามองว่า เป็นโทษที่เบาสำหรับผู้เสียหาย เบาสำหรับชีวิตที่ต้องเสียไป และเบาเหลือเกินสำหรับความหวังของผู้สูญเสีย</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องกฎหมาย นพ.พรหมมินทร์ร่วมอภิปรายว่า คณะทำงานพยายามที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายอยู่ โดยเมื่อมองดูกฎหมายเรื่องนี้ จะเห็นว่ามีกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบที่ยังไม่เอื้ออีกเยอะ เช่น โทษจำคุกไม่เกินสิบปี แต่เมื่อผู้ต้องหาสารภาพ ก็ลดโทษเหลือไม่เกินห้าปี และเมื่อครบห้าปี ศาลจะสามารถสั่งให้รอลงอาญาได้</p>
<p>“เราพยายามจะปิดช่องโหว่ตรงนี้คือ ให้ดื่มแล้วขับหรือเมาแล้วขับเท่ากับฆาตกร เราพยายามจะปรับให้เป็นเรื่องเจตนา แต่ปรากฏว่ามันติดขัด เพราะการทำให้เรื่องเจตนาเป็นกฎหมายอาญาจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายใหญ่ เราจึงพยายามผลักดันให้เมาแล้วขับเป็นโทษที่ใช้คำว่า ประมาทอย่างร้ายแรง แต่ให้รับโทษเสมือนเจตนา”</p>
<p>การบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ โดยภก.สงกรานต์ได้ร่วมแบ่งปันว่า แต่ก่อน ประเทศญี่ปุ่นก็มีอัตราผู้เสียชีวิตจากการเมาแล้วขับเยอะมากเช่นกัน แต่ญี่ปุ่นสามารถลดจำนวนคนเสียชีวิตบนถนนได้ต่อเนื่องกันสิบปี จนปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีคนเสียชีวิตทั้งปีประมาณ 300-400 คน ซึ่งน้อยกว่าผู้เสียชีวิตจาก 7 วันอันตรายของไทยเสียอีก ซึ่งสาเหตุที่สามารถลดจำนวนคนเสียชีวิตได้คือ คนที่เมาแล้วขับต้องติดคุกทันที ไม่มีการรอลงอาญา ซึ่งภก.สงกรานต์ทิ้งท้ายว่า ประเทศที่ลดอุบัติเหตุได้จริงจะมีโทษประมาณนี้ทั้งสิ้น นี่จึงอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปร่วมขบคิดและหาทางออกกันต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1248" aria-describedby="caption-attachment-1248" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1248 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1248" class="wp-caption-text">คุณวศิน บรรณาการ ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้การดื่มเป็นเรื่องของปัจเจก แต่เมื่อใดที่ดื่มเกินพอดี ดื่มแล้วไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ สถานประกอบการ เพราะเมื่อใดก็ตามที่แรงงานคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ หรือเมาแล้วขับ ก็ย่อมส่งผลต่อบริษัทอย่างมาก ทำให้หลายบริษัทเริ่มมีมาตรการดูแลพนักงานในเรื่องของการติดสุรา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นการรักษาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทด้วย</p>
<p>“เบทาโกรให้ความสำคัญในการดูแลพนักงาน เพราะเราให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เมื่อมีนโยบายชัดแบบนี้ เราจึงมองว่า ถึงเวลาแล้วรึยังที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก”</p>
<p><strong>คุณวศิน บรรณาการ </strong>ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี เล่าเรื่องราวความพยายามของสถานประกอบการให้เราฟัง “เราเลยเริ่มต้นจากการปรารภกับผู้บริหารก่อน ให้มองเห็นถึงนโยบายดังกล่าวว่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร คนไทยจัดงานฉลองกันบ่อย แล้วภาวะเสี่ยงก็อยู่ในช่วงกิจกรรมพวกนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยนแปลงหรือออกแบบวัฒนธรรมใหม่ๆ เรากล้าจะเปลี่ยนแปลงไหม ซึ่งเจ้านายก็บอกว่า เราน่าจะถึงจุดเปลี่ยนแล้ว”</p>
<p>แม้จะเห็นถึงปัญหาและอยากเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความที่บริษัทเบทาโกรเป็นบริษัทใหญ่ มีพนักงานจำนวนมาก จึงต้องมีการพูดคุยกันว่าจะมีกลยุทธ์อย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนเรื่องดังกล่าว</p>
<p>วศินเล่าว่า โรงงานที่เขาอยู่มีพนักงานประมาณ 250 คน และมีชมรมคุณภาพชีวิต 4 ชมรม โดยคาดหวังว่าจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานได้ ซึ่งนี่เข้าทางกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะการดื่มจะทำให้พนักงานมีความสุ่มเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และความสัมพันธ์ในครอบครัว สมาชิกทุกคนจึงต้องมาระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการเปลี่ยนแปลง และยังให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลแสดงสถิติว่าความสุ่มเสี่ยงเกิดจากอะไร รวมถึงวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนที่เกิดขึ้น</p>
<p>“เราพบว่าจุดอ่อนคือ พนักงานยังไม่มีความตื่นตัว เราจึงเริ่มต้นที่ตัวพนักงานก่อน ต้องออกแบบกิจกรรม ให้เขาตระหนักว่าเขาเกิดมา ต้องรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัว และสังคม เราก็กระตุ้นและสร้างแกนนำ เริ่มดึงกลุ่มเสี่ยงเข้ามาละลายพฤติกรรมก่อน”</p>
<p>“เรายังเอาเงินที่จะใช้ดื่มเหล้ามาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน เช่น เพิ่มการจับฉลากประจำปี และยังมีการสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่อยากจะเปลี่ยนแปลงมาเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา และถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็จะได้เงินพิเศษประจำปีเพิ่มเข้าไป เพราะคุณสร้างแรงจูงใจให้คนอื่นได้”</p>
<p>ผลที่ได้จากความพยายามดังกล่าวคือ โรงงานข้างเคียงสนใจจนเกิดเป็นการขยายผลในปีถัดไป อีกทั้งสถิติอุบัติเหตุยังเป็นศูนย์ พนักงานเลิกงานตรงเวลา ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสุขได้โดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์</p>
<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ต้นทุนของบริษัทจากการสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพหนึ่งคน ซึ่งวศินอธิบายว่า พนักงานคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากขององค์กร ต้นทุนขององค์กรจะเริ่มตั้งแต่การรับสมัครงาน การฝึกฝน กว่าจะทำงานได้จริง บางตำแหน่งงานต้องใช้เวลา 2-5 ปีกว่าจะมีทักษะเพียงพอ ซึ่งเมื่อเบทาโกรนำแนวคิดเรื่องโรงงานปลอดเหล้าเข้ามาใช้ ก็พบว่า อัตรา turn over ลดลง คนอยู่ถึงเกษียณมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณด้วย</p>
<p>“เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงก่อน สิ่งที่ยากคือการคิดจะเปลี่ยน เราต้องคิดว่าเราทำได้ และถ้าท่านใดกังวล เบทาโกรยินดีเป็นพี่เลี้ยงให้ เพราะเราถือว่าเรารับผิดชอบสังคมร่วมกัน เพื่อสังคมจะได้น่าอยู่ขึ้น เราต้องมาผนึกกำลังกัน และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง” วศินกล่าวปิดท้าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1249 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4.png" alt="" width="720" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4.png 720w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4-200x300.png 200w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4-683x1024.png 683w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/">#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1232</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
