<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>เล่าแล้วเปลี่ยน Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/เล่าแล้วเปลี่ยน/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:09:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>เล่าแล้วเปลี่ยน Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/เล่าแล้วเปลี่ยน/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/stephen-king/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=stephen-king</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2020 09:27:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[สตีเฟน คิง]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2307</guid>

					<description><![CDATA[<p>Cujo คือนิยายสยองขวัญตามสไตล์ &#8216;สตีเฟน คิง&#8217; ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1981 ว่าด้วยเจ้าหมาเซนต์เบอร์นาร์ดตัวยักษ์แสนเป็นมิตรนาม &#8216;คูโจ&#8217; ซึ่งบังเอิญติดเชื้อสุนัขบ้ากลับมาที่บ้านและไล่กัดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ขวางหน้ามัน จะเห็นว่าพล็อตเรื่องแสนดุเดือดจนตัวนิยายประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ แถมยังถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1983 แต่ถ้าไปถามคิงว่า จำช่วงเวลาที่เขียนนิยายเรื่องนี้ได้ไหม คิงอาจจะอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะความทรงจำครึ่งหนึ่งของชีวิตในช่วงนั้นถูกครอบครองโดยแอลกอฮอล์ตัวร้ายจนทำให้เขาจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากตื่นมาพร้อมอาการเมาค้าง (แต่ก็ยังเขียนหนังสือได้นะ!) ถ้าถามคิงว่าอะไรที่ผลักให้เขาดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายมากขนาดนั้น เขาอาจตอบได้ไม่ชัดนัก แต่เป็นไปได้ว่าความหวาดวิตกที่กัดกินเขามาตั้งแต่เด็กมีส่วนสำคัญในการไสส่งให้เขาทิ้งตัวลงกับน้ำกลั่นและสารพัดสารเสพติด เพราะย้อนกลับไปในวัยเด็ก คิงเติบโตมาในครอบครัวที่อยู่มาวันหนึ่ง พ่อก็เดินหายไปจากบ้าน ทิ้งเขาและพี่น้องไว้กับแม่เพียงลำพัง และอาการตกใจสุดขีดหลังตื่นมาไม่เจอพ่อนี่เองที่หล่อเลี้ยงให้คิงอยู่กับความกลัวมาตั้งแต่ยังเด็กว่าวันหนึ่ง แม่ก็อาจจะจากเขาไปแบบนั้นได้เหมือนกัน เขากลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจและมักจะฝันร้าย ควบคู่กับมีอาการเครียดเกร็งผิดปกติเสมอ คิงยังกลัวว่าจะถูกสูบลงไปในคอห่านชักโครกและปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ กลัวตัวตลกในสวนสนุก กลัวสิ่งสามัญธรรมดาต่างๆ ว่ามันอาจจะลุกขึ้นมากลืนกินเขาจนตาย หลังจากทุกข์ทรมานกับความกลัวเหล่านี้อยู่หลายปีเต็ม เมื่อโตขึ้น คิงพบว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเขียนมันออกมาเป็นนิยาย ดัดแปลงความหวาดกลัวนั้นให้เป็นเรื่องเล่าและตัวหนังสือ น่าเสียดายที่ระหว่างกระบวนการเขียน คิงมักจะต้องใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยอยู่เนืองๆ รวมไปถึงกัญชาและแอลเอสดีตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐเมน และก่อความวุ่นวายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐไม่รู้จบด้วยการเมาพับอยู่ที่บาร์จนกลับบ้านเองไม่ได้ หรือขโมยกรวยจราจรซึ่งอยู่ดีๆ ก็ดูเย้ายวนชวนหลงใหลขึ้นมาดื้อๆ ตอนเขาเมา &#8220;หลังจากที่ผมใช้เวลาทั้งคืนดื่ม Long Island Iced Tea (ค็อกเทลที่ผสมเหล้าห้าชนิดเข้าด้วยกัน) แบบหนักเป็นบ้าตรงแถวๆ มหาวิทยาลัย ผมฉวยเอากรวยจราจรอันนึงระหว่างขับรถกลับบ้านมาด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/stephen-king/">‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>Cujo</em> คือนิยายสยองขวัญตามสไตล์ &#8216;สตีเฟน คิง&#8217; ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1981 ว่าด้วยเจ้าหมาเซนต์เบอร์นาร์ดตัวยักษ์แสนเป็นมิตรนาม &#8216;คูโจ&#8217; ซึ่งบังเอิญติดเชื้อสุนัขบ้ากลับมาที่บ้านและไล่กัดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ขวางหน้ามัน</p>
<p>จะเห็นว่าพล็อตเรื่องแสนดุเดือดจนตัวนิยายประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ แถมยังถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1983 แต่ถ้าไปถามคิงว่า จำช่วงเวลาที่เขียนนิยายเรื่องนี้ได้ไหม คิงอาจจะอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะความทรงจำครึ่งหนึ่งของชีวิตในช่วงนั้นถูกครอบครองโดยแอลกอฮอล์ตัวร้ายจนทำให้เขาจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากตื่นมาพร้อมอาการเมาค้าง (แต่ก็ยังเขียนหนังสือได้นะ!)</p>
<p>ถ้าถามคิงว่าอะไรที่ผลักให้เขาดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายมากขนาดนั้น เขาอาจตอบได้ไม่ชัดนัก แต่เป็นไปได้ว่าความหวาดวิตกที่กัดกินเขามาตั้งแต่เด็กมีส่วนสำคัญในการไสส่งให้เขาทิ้งตัวลงกับน้ำกลั่นและสารพัดสารเสพติด เพราะย้อนกลับไปในวัยเด็ก คิงเติบโตมาในครอบครัวที่อยู่มาวันหนึ่ง พ่อก็เดินหายไปจากบ้าน ทิ้งเขาและพี่น้องไว้กับแม่เพียงลำพัง และอาการตกใจสุดขีดหลังตื่นมาไม่เจอพ่อนี่เองที่หล่อเลี้ยงให้คิงอยู่กับความกลัวมาตั้งแต่ยังเด็กว่าวันหนึ่ง แม่ก็อาจจะจากเขาไปแบบนั้นได้เหมือนกัน เขากลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจและมักจะฝันร้าย ควบคู่กับมีอาการเครียดเกร็งผิดปกติเสมอ คิงยังกลัวว่าจะถูกสูบลงไปในคอห่านชักโครกและปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ กลัวตัวตลกในสวนสนุก กลัวสิ่งสามัญธรรมดาต่างๆ ว่ามันอาจจะลุกขึ้นมากลืนกินเขาจนตาย</p>
<p>หลังจากทุกข์ทรมานกับความกลัวเหล่านี้อยู่หลายปีเต็ม เมื่อโตขึ้น คิงพบว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเขียนมันออกมาเป็นนิยาย ดัดแปลงความหวาดกลัวนั้นให้เป็นเรื่องเล่าและตัวหนังสือ น่าเสียดายที่ระหว่างกระบวนการเขียน คิงมักจะต้องใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยอยู่เนืองๆ รวมไปถึงกัญชาและแอลเอสดีตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐเมน และก่อความวุ่นวายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐไม่รู้จบด้วยการเมาพับอยู่ที่บาร์จนกลับบ้านเองไม่ได้ หรือขโมยกรวยจราจรซึ่งอยู่ดีๆ ก็ดูเย้ายวนชวนหลงใหลขึ้นมาดื้อๆ ตอนเขาเมา</p>
<p>&#8220;หลังจากที่ผมใช้เวลาทั้งคืนดื่ม Long Island Iced Tea (ค็อกเทลที่ผสมเหล้าห้าชนิดเข้าด้วยกัน) แบบหนักเป็นบ้าตรงแถวๆ มหาวิทยาลัย ผมฉวยเอากรวยจราจรอันนึงระหว่างขับรถกลับบ้านมาด้วย แล้วเป็นไงมาไงไม่รู้ มันฉีกท่อไอเสียเจ้ารถฟอร์ดวากอนเก่าแก่ของผมจนพังเละเลย ซึ่งสำหรับตรรกะแบบคนเมานะ ผมเลยตัดสินใจจะขับวนไปทั่วทั้งเมืองในสภาพแบบนั้น ขับอย่างช้าๆ ปลอดภัยเหลือแสน แล้วหยิบเอากรวยจราจรที่เห็นตามทางติดมือกลับบ้านมาหมด พอตื่นในเช้าวันต่อมาก็เห็นกรวยจราจรเต็มบ้าน กับท่อไอเสียพังๆ ของเจ้าแก่ฟอร์ดวากอน ผมไม่โทษเลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะโกรธจัดขนาดนั้น&#8221; คิงเล่า</p>
<p>แม้จะเรียนจบ ทำงาน และมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว คิงก็ยังไม่เลิกนิสัยนักดื่ม (แม้จะไม่ขโมยกรวยขราจรอีกแล้วก็ตาม) แม้หลายคนจะตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนเขาจะ &#8216;ตระหนักรู้&#8217; ภาวะติดเหล้าของตัวเองอยู่เนืองๆ ผ่านการเขียนถึงตัวละครที่มีสภาวะนี้ ซึ่งปรากฏเด่นชัดในตัวละคร แจ็ค ทอร์แรนซ์ จากนิยายปี 1977 <em>The Shining</em> ที่ว่าด้วยชายนักเขียนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวซึ่งติดเหล้าอย่างรุนแรง และต้องหอบเอาครอบครัวไปเขียนนิยายเรื่องใหม่ในโรงแรมร้างห่างไกลผู้คน นำมาสู่โศกนาฏกรรมท้ายเรื่องในที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจากนิยายเรื่องก่อนๆ รวมถึง <em>The Shining</em> นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดื่มเหล้าไปเขียนหนังสือไปมีส่วนช่วยเขาได้มากทีเดียว และท้ายที่สุด แม้แต่คิงเองก็ออกปากว่า มันช่างเป็นส่วนผสมของชีวิตที่น่ามหัศจรรย์เสียจริงๆ ก่อนที่ฮอลลีวูดจะพาเขาไปอีกขั้น เมื่อนิยายหลายๆ เรื่องของเขาถูกสร้างเป็นหนัง คิงมีโอกาสได้พบเจอคนในแวดวงภาพยนตร์ซึ่งมาพร้อมโคเคน สารเสพติดหน้าใหม่ที่คิงเชื่อว่าจะทำให้เขาผ่อนคลายและเขียนงานได้มากขึ้น และบทลงเอยของการเสพโคเคนไปพลาง ดื่มเหล้าไปพลางคือ <em>Maximum Overdrive</em> (1986) หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตที่เขากำกับเอง ซึ่งออกมาชวนหดหู่อย่างน่าเศร้าใจ</p>
<p>&#8220;ปัญหาคือ ในระหว่างถ่ายหนัง ผมเสพโคเคนเกือบตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่&#8221; เขาบอก พร้อมกันนั้นเอง นิยายหลายๆ เรื่องของเขาก็เผชิญกับคำวิจารณ์รุนแรงว่าไม่มีอะไรอื่นนอกจากความกลวงเปล่าและเส้นเรื่องที่วนไปวนมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งคิงทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับคำวิจารณ์เผ็ดร้อนนั้นและกลับมาเขียนนิยายเรื่องใหม่ เพียงเพื่อจะพบกับคำวิจารณ์ชุดเดิม</p>
<p>แต่การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้นอย่างเรียบง่ายในวันหนึ่ง เมื่อ ทาบิธา คิง ภรรยารักที่เข้าอกเข้าใจถึงภาระการงานและสุขภาพของสามีทุกประการ โกยเอาโคเคน บุหรี่ และขวดเหล้าทุกยี่ห้อที่คิงมีไว้ในครอบครอง โยนโครมลงกลางห้องนั่งเล่นต่อหน้าต่อตาสามี เพื่อนฝูง และสมาชิกของครอบครัว นั่นเป็นนาทีที่คิงรู้ว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการบำบัด</p>
<p>หลังจากเลิกเหล้า สิ่งหนึ่งที่คิงค้นพบคือนิยายของเขากลับมาเป็นที่รักของนักวิจารณ์และผู้อ่านอีกหน โดยเฉพาะตัวละครที่ไม่ได้เอาแต่เผชิญหน้ากับสิ่งสยองขวัญอย่างกลวงเปล่า แต่ยังมีมิติของการต่อสู้และการหลอกหลอนโดยตัวเองอีกด้วย เช่น  <em>The Green Mile</em> นิยายที่ในเวลาต่อมาถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันปี 1999 ซึ่งพูดถึงภาวะการต่อสู้ในจิตใจของตัวละครในสภาพแวดล้อมชวนเป็นบ้าอย่างเรือนจำและโทษประหารชีวิต รวมถึงงานเขียนของเขาในยุคหลังเลิกเหล้าได้ครบทศวรรษอย่าง <em>Doctor Sleep</em> ซึ่งเพิ่งถูกสร้างเป็นหนังในปี 2019 ราวกับเป็นการอุทิศให้ตัวตนของเขาในช่วงยุค 80 ที่ติดเหล้าอย่างหนัก ผ่านตัวละคร แดนนี ชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกชายของแจ็คใน <em>The Shining</em> และเติบโตมาพร้อมกับภาพจำฝังใจรุนแรงเกี่ยวกับพ่อ ก่อนจะลงเอยด้วยการติดเหล้าอย่างหนักเช่นเดียวกัน โดยคิงเฉือนเศษเสี้ยวของตัวเองลงไปในเรื่องเล่านี้ ตามคำแนะนำของ โอเวน ลูกชายซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นชายหนุ่ม</p>
<p>&#8220;เงื่อนไขเดียวคือเราต้องเขียนถึงความจริง&#8221; คิงบอก &#8220;เขียนถึงสถานการณ์เฉพาะอย่างซึ่งมีแค่คุณเท่านั้นที่รู้ และที่ผ่านมา ผมไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้กับใครว่ามันเป็นประสบการณ์ของผมในช่วงที่กำลังบำบัดเลิกเหล้า&#8221;</p>
<p>หลังโอเวนอ่านต้นฉบับร่างแรกของ <em>Doctor Sleep</em> ที่พ่อเขียน เขาออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ามีบางอย่างขาดหายไป &#8220;ลูกบอกผมว่า มีอยู่ฉากหนึ่งจาก <em>The Shining</em> ที่เขาฝังใจมากคือฉากที่แจ็ค ทอร์เรนซ์กับเพื่อนเมายับกันในคืนหนึ่ง พวกเขาลงเอยด้วยการขับรถมอเตอร์ไซค์ไปชนอะไรเข้าโครมใหญ่และเข้าใจกันว่าคงฆ่าเด็กสักคนไปแล้ว และพวกเขาบอกว่า &#8216;จบเห่ เราจะไม่ดื่มอีกแล้ว&#8217; และโอเวนบอกผมว่า &#8216;ในหนังสือ Doctor Sleep มันไม่มีฉากที่เอาไว้ใช้เปรียบเทียบแบบนี้ พ่อต้องเขียนให้คนอ่านเห็นเลยว่าจุดต่ำสุดของแดนอยู่ตรงไหน&#8217; ซึ่งผมว่าโอเวนพูดถูกเผงเลย&#8221;</p>
<p>คิงจึงเขียนฉาก &#8216;จุดตำต่ำ&#8217; ของแดนนี ทอร์เรนซ์ในวัยผู้ใหญ่ ที่ลุกขึ้นมากลางดึกหลังร่วมรักกับหญิงแปลกหน้าที่เจอในผับ ขโมยเงินเธอมาและทิ้งลูกชายทารกของเธอไว้กับผ้าอ้อมที่ถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว พลางควานหายาเสพติดที่อาจจะหลงเหลืออยู่บนโต๊ะกาแฟ &#8220;ผมว่าฉากนี้แหละ ที่คนติดเหล้าน่าจะเทียบเคียงตัวเองด้วยได้ มันคือช่วงเวลาที่เป็นจุดตกต่ำของคุณน่ะ</p>
<p>&#8220;แต่ผมเองไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรแบบนั้นหรอกนะ แน่ล่ะว่าในนิยาย เราต้องเล่าถึงอะไรที่มันรุนแรงสุดโต่ง&#8221; เขาออกตัว &#8220;สำหรับผม เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจำได้ว่าไปงานแข่งเบสบอลลิตเติลลีกของลูกชาย ใส่เบียร์กระป๋องนึงได้มั้งลงไปในถุงกระดาษ โค้ชของทีมพุ่งเข้ามาหาผมและบอกว่า &#8216;ถ้านั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล่ะก็ คุณต้องออกไปจากที่นี่นะครับ&#8217; และนั่นแหละเป็นจังหวะที่ผมบอกตัวเองว่า จะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้อย่างเด็ดขาด จะเก็บเป็นแค่ความลับไว้กับตัวเอง&#8221;</p>
<p>ด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เรื่องราวของสองพ่อลูกทอร์เรนซ์จาก <em>The Shining</em> ถึง <em>Doctor Sleep</em> กลายเป็นเสมือนบันทึกการต่อสู้ของสตีเฟน คิง ที่เขามีต่ออาการติดเหล้ามาโดยตลอด และน่ายินดีอย่างยิ่งที่ในเวลานี้ เขาประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับตัวละครแดนนี ทอร์เรนซ์ ที่ตั้งหลักใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์อีกเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<div dir="auto">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p class="content__headline "><a href="https://www.theguardian.com/books/2013/sep/21/stephen-king-shining-sequel-interview"><span class="content__headline--interview-wrapper">Stephen King: on alcoholism and returning to the Shining</span></a></p>
</div>
</div>
<p class="entry-title"><a href="https://detoxtorehab.com/celebrity/stephen-king-alcoholism-drug-addiction-and-fame">Stephen King: Alcoholism, Drug Addiction and Fame</a></p>
<p class="rr-page-header"><a href="https://www.thefix.com/stephen-kings-scariest-monster-addiction">Stephen King&#8217;s Scariest Monster: Addiction</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/stephen-king/">‘แค่ต้องสัมผัสจุดตกต่ำที่สุด’ บทบันทึกการเลิกเหล้าของ สตีเฟน คิง ผ่านงานเขียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2307</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ben-affleck</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2020 05:05:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เบน แอฟเฟล็ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1977</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น Sad Batman ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก Good Will Hunting (1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ Armageddon (1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง Good Will Hunting, ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น </span><span style="font-weight: 400;">Sad Batman </span><span style="font-weight: 400;">ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting (</span><span style="font-weight: 400;">1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon (</span><span style="font-weight: 400;">1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting, </span><span style="font-weight: 400;">ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น มันอาจเป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาเขาจากบาดแผลบางอย่างของครอบครัวที่เขาจำต้องรับมืออย่างยาวนานก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พ่อดื่มเหล้าทุกวัน ไม่เคยหยุดจนผมอายุ 19 นั่นแหละ&#8221; เขาเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์สไว้เช่นนั้น ในวัยเด็ก แอฟเฟล็คคือเด็กชายจากแคลิฟอร์เนียที่เติบโตขึ้นมาโดยเห็นพ่อดื่มเหล้า &#8220;ทั้งวันและทุกวัน&#8221; ทั้งยังใช้ความรุนแรงและก่อปัญหาอันเนื่องมาจากสุรา จนเมื่อแอฟเฟล็คอายุได้ 11 ขวบ พ่อก็ตัดสินใจหย่าขาดจากแม่ของเขา และกลายเป็นคนไร้บ้านซึ่งก็ยังคงดื่มหนักอย่างต่อเนื่องจนถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่ก็นะ ยิ่งโต ผมก็ยิ่งเข้าใจว่า พ่อได้พยายามทำเพื่อพวกเราอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ในเวลานั้นแล้ว ในครอบครัวผมเต็มไปด้วยคนที่ติดสุราและมีปัญหาทางจิตรายล้อมรอบตัวไปหมด มันส่งผ่านมายังพวกเราซึ่งเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะสลัดให้หลุด&#8221; แอฟเฟล็คว่า ย่าของเขาฆ่าตัวตายในห้องด้วยวัย 46 เช่นเดียวกันกับลุงที่ปลิดชีวิตด้วยปืนสั้น และป้าซึ่งติดเฮโรอีน ทำให้แอฟเฟล็คเติบโตขึ้นมาโดยมีเรื่องราวเหล่านี้เป็นฉากประดับในชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถอยนาฬิกาย้อนกลับไปสมัยที่เขายังวัยรุ่น สี่ปีภายหลังจากที่พ่อเดินออกจากบ้านและไม่หวนกลับเข้ามาอีก เบน แอฟเฟล็คในวัย 15 ปีเริ่มหัดลองดื่มเหล้า จนแม่ต้องส่งเขาไปเข้าค่ายสำหรับเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงจะก้าวร้าวและใช้ความรุนแรง ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เจ้าหนุ่มแอฟเฟล็คหย่าขาดจากแอลกอฮอล์แต่อย่างใด มิหนำซ้ำ เมื่อชื่อเสียงของเขาระเบิดเป็นพลุตอนวิ่งขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ในฐานะคนเขียนบทหนังร่วมกับแมตต์ ดามอนเพื่อนรัก บวกกับความสำเร็จจาก </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เขายังต้องเจอพายุชื่อเสียงถาโถมจนทำให้หวนกลับไปใช้แอลกอฮอล์เยียวยาอีกครั้ง และถูกส่งเข้ารับการบำบัดอย่างเร่งด่วนเป็นครั้งแรกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างนั้น แอฟเฟล็คปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูดแทบจะทุกปี กล่าวได้ว่า ราวปี 2000 เรื่อยมาจนถึงช่วงกลางๆ คือยุครุ่งเรืองของเบน แอฟเฟล็คโดยแท้จริง เขาอยู่ในหนังแอ็กชั่น หนังโรแมนติกและหนังดราม่า วุ่นวายอยู่กับเส้นแบ่งความมีชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวที่ชักจะลางเลือนเข้าไปทุกที ทำให้ในที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">เขากลับมาดื่มสุราอีกครั้ง และอาจจะหนักกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมจะดื่มจนกว่าจะน็อคหลับคาโซฟาที่บ้านนั่นแหละ&#8221; เขาว่า และนั่นคือพฤติกรรมการดื่มประจำวันที่หากมองเข้าไปจากภายนอก เราคงตั้งข้อสังเกตว่า พ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นอาการติดสุราเป็นแน่แท้ แต่เขาก็เพียรปฏิเสธมาตลอด จนเมื่อสังเกตเห็นว่าร่างกายชักจะไม่ไหวและ &#8220;เราเหมือนจะหลับบนโซฟามากกว่าเตียงนะนี่&#8221; เขาจึงต้องจัดการตัวเองอย่างเร่งด่วนด้วยการเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;นานทีเดียวล่ะ กว่าผมจะตระหนักอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ เพื่อจะยอมรับว่าตัวเองกำลังติดเหล้า&#8221; เขาว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคย์ซี แอฟเฟล็ค น้องชายแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน (และถูกพี่ชายจิ้มมาให้ช่วยแสดงนำในหนังที่กำกับเองครั้งแรกอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Gone Baby Gone </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อปี 2007 ซึ่งปรากฏว่าเป็นการแจ้งเกิดของแอฟเฟล็คคนพี่ในฐานะผู้กำกับหนังได้อย่างงดงามทีเดียว) เคยกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างอึดอัดว่า &#8220;ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันครับ เราล้วนเผชิญหน้ากับอาการติดแอลกอฮอล์มาด้วยกันอย่างยาวนาน เบนก็ติดสุรา ปู่ย่าของผมก็ติดสุรา พ่อของผมก็ด้วย ติดสุราหนักเท่าที่ใครสักคนจะติดได้น่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เบนก็พยายามมากเลยนะครับ ซึ่งมันก็ยากเหลือเกิน เขาโชคดีที่มีคนช่วยและมีเวลาในการเยียวยาตัวเองน่ะ&#8221; แอฟเฟล็คคนน้องอธิบาย ก่อนขยายความถึงสภาพการณ์ที่ทำให้พี่ชายของเขาหวนไปติดเหล้าหรือแม้แต่ทำให้เลิกเหล้าลำบาก &#8220;มันไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรโดยที่มีแต่คนจ้องจะถ่ายรูปคุณไปขาย ผมไม่ได้ริษยาอะไรพี่เขาเลย ผมเคยเห็นพ่อต่อสู้กับอาการติดเหล้ามาตั้งเป็นปีๆ ขนาดว่านั่นไม่มีใครตามถ่ายรูปหรือตามจ้องเขาทุกฝีก้าวนะ แต่มันดูไม่จืดเท่าไหร่หรอก แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้มีอะไรต้องอับอายนะครับ และดีแล้วที่เบนหาทางรับมือกับมันได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดจากนั้น เบน แอฟเฟล็ค ก็ระเบิดฟอร์มร้อนแรงในฐานะคนทำหนังเมื่อกำกับ </span><span style="font-weight: 400;">The Town (</span><span style="font-weight: 400;">2010) จนส่ง เจเรมี เรนเนอร์ เข้าชิงสมทบชายอดเยี่ยมของออสการ์และตามมาด้วย </span><span style="font-weight: 400;">Argo (</span><span style="font-weight: 400;">2012) ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์แห่งปีของออสการ์จนแอฟเฟล็คน้ำตาซึมตอนขึ้นไปรับรางวัล (ส่วนในอีกสี่ปีต่อมา เคซีย์ แอฟเฟล็คก็เป็นฝ่ายคว้าออสการ์ในฐานะนำชายยอดเยี่ยมจาก </span><span style="font-weight: 400;">Manchester by the Sea </span><span style="font-weight: 400;">และทำเอาเบน แอฟเฟล็ค ระเบิดน้ำตาที่งานด้วยความตื้นตันใจอีกรอบ แถมในปีเดียวกันนั้น เบน แอฟเฟล็คยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายยอดแย่ของราซซีอวอร์ดอีกต่างหาก กลายเป็นที่แซวขำขันของสื่อมวลชนอยู่พักหนึ่ง) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบน แอฟเฟล็ค ต้องหวนกลับมาตั้งหลักการบำบัดอีกครั้งภายหลังกลับมาดื่มอย่างหนักอีกครั้ง &#8220;แหงล่ะครับ การบำบัดมันน่าอาย&#8221; เขาว่า &#8220;ผมหวังว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง หวังสุดหัวใจว่ามันจะไม่ไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตเพราะเดี๋ยวลูกๆ จะโตมาแล้วเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่การพูดเรื่องการติดเหล้าและการบำบัดไม่ได้รบกวนอะไรผมอีกแล้วล่ะ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เป็นเรื่องที่ผมข้ามผ่านมาได้ และมันก็ไม่ได้ทำลายตัวตนของผมหรือกลายเป็นทุกสิ่งในชีวิต แต่มันเป็นเรื่องที่คุณต้องรู้ว่า จะต้องรับมือกับมันให้ได้ ผมแค่รู้สึกว่าผมมีปัญหาและต้องจัดการมันซะ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็ภูมิใจอยู่นะที่บำบัดจนได้ เพราะมันคือตัวคุณ ชีวิตคุณ ครอบครัวของคุณ และคนรอบๆ ตัวที่จะประคับประคองให้คุณผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p><strong>ที่มา</strong></p>
<p id="link-6dee0dfa" class="css-j54zk9 e1h9rw200" data-test-id="headline"><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/18/movies/ben-affleck.html">Ben Affleck Tried to Drink Away the Pain. Now He’s Trying Honesty</a></p>
<p class="headline"><a href="https://www.latimes.com/entertainment-arts/movies/story/2020-02-20/ben-affleck-alcohol-addiction-depression-disappointment">Ben Affleck opens up about alcohol addiction, depression and his biggest disappointment</a></p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=hRwcYKZ2YzU&amp;feature=emb_title">Ben Affleck shares how he got better and moved on after struggles with alcohol, Part 1 | ABC News</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เรื่องและภาพ:</strong> ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1977</post-id>	</item>
		<item>
		<title>อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=eric-clapton</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 04:02:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก แคล็ปตัน]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1975</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;When your day is done, and you want to ride on cocaine.&#8221; &#160; บทเพลง Cocaine จากอัลบั้ม Slowhand (1977) ของ อีริก แคล็ปตัน ทะลวงชาร์ตเพลงทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอย่างยากจะต้าน ทั้งที่จริงๆ เพลงถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 1976 โดย เจ เจ เคล ก่อนที่แคล็ปตันจะนำมาร้องคัฟเวอร์ลงอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ห้าของเขาจนเพลงดังระเบิด  มันมีเหตุผลอยู่ที่แคล็ปตัน -ราชากีตาร์ชาวอังกฤษ- เลือกหยิบเพลงนี้มาร้อง &#8220;ผมว่ามันไม่ได้เรื่องหรอกที่จะเขียนเพลงต่อต้านการใช้ยาเสพติดแบบเจตนาแล้วหวังว่ามันจะไปจับใจคนฟัง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนมักจะรู้สึกต่อต้านมัน อย่างเวลาที่พวกเขารู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดอะไรบางอย่างนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือหยิบยื่นเนื้อหาบางอย่างผ่านการสอดแทรกโดยไม่ต้องบอกพวกเขาตรงๆ ว่านี่คือการต่อต้านการเสพยา ซึ่งผมว่าเพลง Cocaine ก็เป็นเพลงต้านการใช้สารเสพติดโคเคนที่ดี โดยถ้าคุณลองพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ทั้งจากระยะไกลหรือใกล้ เพลงนี้อาจจะดูฟังเหมือนเพลงที่ว่าด้วยโคเคนล้วนๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเพลงต่อต้านการใช้สารโคเคนแหละครับ&#8221; แคล็ปตันอธิบาย  นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือ ตัวแคล็ปตันเองเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ติดทั้งยาและเหล้ามาแล้วสมัยยังหนุ่มฟ้อ เป็นมือกีตาร์สัญชาติอังกฤษจากวง Cream ที่เข้ามาถล่มชาร์ตเพลงและความนิยมในดินแดนสหรัฐฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/">อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">&#8220;When your day is done, and you want to ride on cocaine.&#8221;</span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Cocaine </span><span style="font-weight: 400;">จากอัลบั้ม </span><span style="font-weight: 400;">Slowhand (1977) </span><span style="font-weight: 400;">ของ อีริก แคล็ปตัน ทะลวงชาร์ตเพลงทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอย่างยากจะต้าน ทั้งที่จริงๆ เพลงถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี </span><span style="font-weight: 400;">1976</span><span style="font-weight: 400;"> โดย เจ เจ เคล ก่อนที่แคล็ปตันจะนำมาร้องคัฟเวอร์ลงอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ห้าของเขาจนเพลงดังระเบิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันมีเหตุผลอยู่ที่แคล็ปตัน -ราชากีตาร์ชาวอังกฤษ- เลือกหยิบเพลงนี้มาร้อง &#8220;ผมว่ามันไม่ได้เรื่องหรอกที่จะเขียนเพลงต่อต้านการใช้ยาเสพติดแบบเจตนาแล้วหวังว่ามันจะไปจับใจคนฟัง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนมักจะรู้สึกต่อต้านมัน อย่างเวลาที่พวกเขารู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดอะไรบางอย่างนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือหยิบยื่นเนื้อหาบางอย่างผ่านการสอดแทรกโดยไม่ต้องบอกพวกเขาตรงๆ ว่านี่คือการต่อต้านการเสพยา ซึ่งผมว่าเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Cocaine </span><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นเพลงต้านการใช้สารเสพติดโคเคนที่ดี โดยถ้าคุณลองพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ทั้งจากระยะไกลหรือใกล้ เพลงนี้อาจจะดูฟังเหมือนเพลงที่ว่าด้วยโคเคนล้วนๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเพลงต่อต้านการใช้สารโคเคนแหละครับ&#8221; แคล็ปตันอธิบาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือ ตัวแคล็ปตันเองเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ติดทั้งยาและเหล้ามาแล้วสมัยยังหนุ่มฟ้อ เป็นมือกีตาร์สัญชาติอังกฤษจากวง </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">ที่เข้ามาถล่มชาร์ตเพลงและความนิยมในดินแดนสหรัฐฯ ยุค </span><span style="font-weight: 400;">60</span><span style="font-weight: 400;"> จนในเวลาต่อมาก็มีชื่อปรากฏอยู่ในหอเกียรติยศหรือ </span><span style="font-weight: 400;">Hall of fame </span><span style="font-weight: 400;">ของอุตสาหกรรมดนตรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มกันจากตรงนี้เลยก็ได้ ข้ามพ้นวัยเด็กของแคล็ปตันซึ่งเป็นเด็กเนิร์ดๆ จากย่านเซอร์รีย์ ได้รับกีตาร์โฮเยอร์สัญชาติเยอรมันตอนวันเกิดอายุครบ 13 ปีและกลายเป็นเด็กหนุ่มที่หมกมุ่นกับกีตาร์ทั้งวันทั้งคืน ก่อนจะถลำลึกไปกับดนตรีบลูส์และออกแสดงในผับหรือเปิดหมวกข้างถนนแถวบ้าน และกลายมาเป็นนักดนตรีอาชีพไม่นานหลังจากนั้นในนามของมือกีตาร์วง </span><span style="font-weight: 400;">The Yardbirds </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย </span><span style="font-weight: 400;">Cream</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวไปแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายทั้งในบ้านเกิดและอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อวงปล่อยอัลบั้มลำดับที่สองอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Disraeli Gears (1967) </span><span style="font-weight: 400;">ที่พวกเขาได้ออกทัวร์ยังสหรัฐฯ และสร้างปรากฏการณ์เป็นวงที่หยิบเอาแนวเพลงไซคีเดลิกร็อกจากฝั่งอังกฤษมาผสมรวมกับดนตรีบลูส์แบบอเมริกัน ตารางทัวร์สุดหฤโหดของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับปาร์ตี้ที่รอให้พวกเขาเข้าร่วมภายหลังชื่อเสียงรุมเร้า รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เมาหัวทิ่มกับเหล้าและสารพัดสารเสพติดที่ผสมอยู่ในน้ำสีอำพัน และจากที่เคยดื่มเพื่อผ่อนคลายหลังการแสดงดนตรีสุดอลังการ ในที่สุดแล้วพวกเขาก็ค่อยๆ ดื่มก่อนขึ้นแสดงจริง ไปๆ มาๆ ก็แทบจะยกไปดื่มระหว่างแสดง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้นี่เองที่ทำให้แคล็ปตันตัดสินใจไปบำบัด และประสบความสำเร็จด้วยการเดินออกจากสถานบำบัดอย่างภาคภูมิที่เลิกเหล้าได้ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เขาก็กลับไปเป็นชายที่นั่งจ่อมอยู่หลังแผงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สารพัดสูตรเหมือนเดิม แถมคราวนี้ยังดื่มหนักและนานกว่าที่เคยด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการของแคล็ปตันย่ำแย่กว่าที่เคย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากวง </span><span style="font-weight: 400;">Cream </span><span style="font-weight: 400;">สลายตัวกันในปี </span><span style="font-weight: 400;">1968</span><span style="font-weight: 400;"> แคล็ปตันมักไปปรากฏตัวในคอนเสิร์ตของนักดนตรีคนอื่นในฐานะแขกรับเชิญบ่อยครั้ง และครั้งที่อื้อฉาวที่สุดหนีไม่พ้นงานแสดงของ จอร์จ แฮร์ริสัน ที่บังกลาเทศปี </span><span style="font-weight: 400;">1972</span><span style="font-weight: 400;"> ที่หลังจากขึ้นไปยืนบนเวทีได้ไม่นาน แคล็ปตันก็เป็นลมล้มตึงลงไปท่ามกลางสายตาคนดูเรือนหมื่น และแม้เป็นคอนเสิร์ตของตัวเอง เขาก็ยังเมาหัวปักขึ้นเวทีจนทีมงานจำต้องเก็บภาพเขานอนโซโล่กีตาร์บนพื้นแบบหมดสภาพมาบ่อยๆ &#8220;ตอนนั้นมันก็ไม่ได้ฟังดูเป็นเรื่องพิกลสำหรับผมเท่าไหร่นะ และเอาจริงๆ นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำไหวแล้วน่ะ คือสภาพผมนี่ ถ้าไม่ขึ้นไปนอนไหลบนเวทีก็คงไปนอนไหลอยู่ที่อื่น อย่างน้อยที่สุด ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าการได้ไปนอนเลอะๆ บนเวทีก็ถือว่าผมปรากฏตัวแล้ว&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า คนรอบตัวไม่ปลื้มใจกับเหตุการณ์เช่นนี้นัก (ก็แน่ล่ะสิ!) อาห์เม็ด เออร์เตกัน เจ้าของค่ายเพลงแอ็ตแลนติก เรคอร์ดส์ซึ่งแคล็ปตันสังกัดอยู่ พยายามเข้ามาช่วยเหลือแคล็ปตันทุกทาง หากแต่ก็แทบไม่เป็นผลนัก จนต้นยุค </span><span style="font-weight: 400;">80</span><span style="font-weight: 400;"> ที่คนรอบตัวพากันเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้ารับการบำบัดอย่างจริงจังเสียทีที่สถานบำบัดฮาสเซลเด็นในมินเนโซต้า ในเวลาต่อมา แคล็ปตันเขียนเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาถูกส่งตัวไปยังสถานบำบัดว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ในจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต เหตุผลเดียวที่ผมยังไม่ฆ่าตัวตายไปเสียก็คือ ความหวั่นกลัวว่าผมจะไม่ได้กลับมาดื่มเหล้าอีกถ้าตายไปซะก่อน นั่นเป็นสิ่งเดียวจริงๆ ที่ผมคิดว่าควรค่าจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อมัน และเพราะผมดื่มหนักทุกวัน เอาแต่ดื่มเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายจนคนรอบตัวต้องพยายามลากให้ผมห่างจากเหล้าหรือแอลกอฮอล์ พวกเขาจึงพาผมมาส่งที่สถานบำบัดจนได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลาต่อมา เขาเขียนเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Holy Mother (</span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม </span><span style="font-weight: 400;">August </span><span style="font-weight: 400;">ปี </span><span style="font-weight: 400;">1986) </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อบรรยายความรู้สึกหนักหน่วงของการติดเหล้า &#8220;ตอนปี </span><span style="font-weight: 400;">80</span><span style="font-weight: 400;"> ผมอยู่ในช่วงติดทั้งเหล้าและยาอย่างหนัก หลุดออกนอกลู่นอกทางไปเยอะ&#8221; แคล็ปตันระลึกอดีต &#8220;และได้ดูหนังเรื่อง </span><span style="font-weight: 400;">Purple Rain (1984 &#8211;</span><span style="font-weight: 400;">หนังที่นำแสดงโดย ปรินซ์ นักดนตรีชาวอเมริกัน ว่าด้วยเด็กผู้เปี่ยมพรสวรรค์ แต่มีอุปสรรคมากมายระหว่างที่พยายามเป็นนักดนตรีอาชีพ) ในโรงหนังที่แคนาดา ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร แต่การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจเลยล่ะ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่กับภาวะซึมเศร้า ทั้งยังรู้สึกว่าวัฒนธรรมทางดนตรีกำลังเปลี่ยนไป เอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาเหมือนเป็นแสงสว่างเดียวท่ามกลางความมืดมิดของผม ผมเลยกลับไปยังโรงแรม -และท่ามกลางกระป๋องเบียร์เปล่าๆ ที่รายล้อมรอบตัว- ผมเขียนเพลง </span><span style="font-weight: 400;">Holy Mother </span><span style="font-weight: 400;">ขึ้นมาตอนนั้นนั่นเอง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่แท้ว่าในที่สุด แคล็ปตันก็เลิกเหล้าจนได้ ภายหลังจากการกัดฟันต่อสู้ยิบตาจากอาการอยากเหล้าจนแทบจะลงแดง &#8220;ผมอยากจะบอกว่า การฟังดนตรีมันแสนสำคัญมากเท่าๆ กับที่เราเล่นดนตรีได้ ท่ามกลางช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ผมพบว่าบทเพลงทั้งเก่าและใหม่ล้วนเยียวยาผมทั้งสิ้น ไม่ว่าผมจะเล่นเพลงนั้นได้ไม่ดีหรือเล่นไม่ได้เลยก็ตาม มันก็ช่วยผมได้เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><span style="font-weight: 400;">ผมเคยดื่มหนักมากกว่าที่คุณจะจินตนาการถึงเสียอีก ผมดื่มเบียร์สเปเชียล บรูว์ผสมกับว็อดก้า มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ดื่มเบียร์ลาเกอร์ ซึ่งในเวลาต่อมา ผมว่าอดีตของผมก็อาจจะเป็นสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมีก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;อีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะลูกๆ ของผมด้วย </span><span style="font-weight: 400;">ผมจึงตระหนักได้ว่าผมต้องเลิกเหล้า ต้องมีความรับผิดชอบกับชีวิตให้ได้ เพราะงั้น ผมเลยพยายามกลับมามุ่งมั่นอยู่กับงานดนตรีน่ะครับ&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา:</p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=t3m6G9_RK18">Eric Clapton On Overcoming Heavy Drinking Past</a></p>
<p><a href="https://www.bramptonguardian.com/whatson-story/8043868-eric-clapton-admits-to-making-alcoholic-strange-brew/#:~:text=Clapton%20openly%20admits%20his%20binge,his%20insatiable%20thirst%20for%20alcohol">Eric Clapton admits to making alcoholic strange brew</a></p>
<p class="content-header__row content-header__hed"><a href="https://www.vanityfair.com/style/2007/11/clapton200711">Eric Clapton’s Salvation Road</a></p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/eric-clapton/">อีริก แคล็ปตัน และเส้นทางดนตรีอันมึนเมาในยุค 60</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1975</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
