<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>Glasgow-effect Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/glasgow-effect/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/glasgow-effect/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:13:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>Glasgow-effect Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/glasgow-effect/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>Glasgow-effect: หรือเมืองซึมทำคนเศร้า?</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/glasgow-effect/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=glasgow-effect</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2020 04:26:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[Glasgow-effect]]></category>
		<category><![CDATA[กลาสโกว์]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[สกอตแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[อายุขัยสั้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1935</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;กลาสโกว์&#8217; เป็นเมืองแบบไหนในความทรงจำของคุณ? หากลองค้นหาชื่อ &#8216;กลาสโกว์&#8217; เป็นภาษาไทย ข้อมูลที่ไหลทะลักออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบทความเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น รวมไปถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองใหญ่ที่สุดของสกอตแลนด์แห่งนี้กลับเป็นที่รู้จักจากทั่วโลกในฐานะเมืองที่มี &#8216;อัตราคนตายก่อนวัยอันควร&#8217; มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับคนพื้นที่อื่นในสหราชอาณาจักร   งานวิจัยโดย The Glasgow Centre for Population Health พบว่า ระหว่างปี ค.ศ. 2003 -2007 มีชาวกลาสวีเจี้ยน (Glaswegian) 4,500 คนเสียชีวิตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจากการศึกษาของเดวิด วอลช์ (David Walsh) เรื่อง “It&#8217;s Not &#8216;Just Deprivation&#8217;: Why Do Equally Deprived UK Cities Experience Different Health Outcomes?” ในปีค.ศ. 2010 พบว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/glasgow-effect/">Glasgow-effect: หรือเมืองซึมทำคนเศร้า?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">&#8216;กลาสโกว์&#8217; เป็นเมืองแบบไหนในความทรงจำของคุณ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากลองค้นหาชื่อ &#8216;กลาสโกว์&#8217; เป็นภาษาไทย ข้อมูลที่ไหลทะลักออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบทความเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น รวมไปถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองใหญ่ที่สุดของสกอตแลนด์แห่งนี้กลับเป็นที่รู้จักจากทั่วโลกในฐานะเมืองที่มี &#8216;อัตราคนตายก่อนวัยอันควร&#8217; มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับคน</span><span style="font-weight: 400;">พื้นที่อื่นในสห</span><span style="font-weight: 400;">ราชอาณาจักร</span><span style="font-weight: 400;">  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยโดย <a href="https://www.gcph.co.uk/">T</a></span><span style="font-weight: 400;">he Glasgow Centre for Population Health พบว่า ระหว่างปี ค.ศ. 2003 -2007 มีชาวกลาสวีเจี้ยน (Glaswegian) 4,500 คนเสียชีวิตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจากการศึกษาของเดวิด วอลช์ (</span><span style="font-weight: 400;">David Walsh) เรื่อง <a href="https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20223487/">“It&#8217;s Not &#8216;Just Deprivation&#8217;: Why Do Equally Deprived UK Cities Experience Different Health Outcomes?” </a></span><span style="font-weight: 400;">ในปีค.ศ. 2010 พบว่า คนในเมืองกลาสโกว์มี</span><span style="font-weight: 400;">ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 65 ปี (อายุขัยปกติ) คิดเป็น 30% เมื่อเปรียบเทียบกับคนในเมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตหลักของพวกเขาเกิดจาก 4 ตัวการสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมอง และยังรวมไปถึงความตายที่เกิดจากความสิ้นหวัง อาทิ การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด และการฆ่าตัวตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเมืองที่ดูเป็นปกติจึงมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นเช่นนี้ ชวนไขคำตอบพร้อมกันนับจากบรรทัดด้านล่างนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>ในวันที่กลาสโกว์ (ยัง) เปล่งประกาย</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปก่อนที่กลาวโกว์จะกลายเป็นเมืองที่มีอัตราผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากที่สุด เมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำไคลด์แห่งนี้</span><span style="font-weight: 400;">ถือเป็นเมืองใหญ่ในสหราชอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองและล้ำหน้ามากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก ในศตวรรษที่ 16 กลาสโกว์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก เด่นในเรื่องจุดยุทธศาสตร์เพราะสามารถติดต่อค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นพื้นที่การค้าซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นที่บน (Highland) และพื้นที่ราบ (Lowland) และยังไม่ไกลจากเอดินเบอระ (Edinburgh) เมืองหลวงของสกอตแลนด์ ยิ่งเมื่อมีการรวมกันเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ในปีค.ศ. 1603 ความเจริญของกลาสโกว์ก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน อุตสาหกรรมเคมี การต่อเรือ และยานยนต์ได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่แห่งนี้ ในปีค.ศ.1870 ถึงกับมีการกล่าวกันว่า 1 ใน 4 ของหัวรถจักรถูกผลิตขึ้นที่กลาสโกว์ ความเจริญชักนำให้แรงงานหลั่งไหลเข้ามาในเมืองโดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  จนในที่สุดกลาสโกว์กลายเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรเกินหนึ่งล้านคน นับเป็นเมืองที่สามของยุโรป ต่อจากลอนดอน และปารีส ประเทศฝรั่งเศส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ความรุ่งโรจน์ก็ไม่อาจคงอยู่ตลอดไป ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ในช่วงปีค.ศ. 1960 กลาสโกว์เผชิญเศรษฐกิจตกต่ำ มีการถอนอุตสาหกรรมออกจากเมือง ส่วนหนึ่งก็เพราะมีคู่แข่งอย่างประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นที่ก้าวเข้าสู่สนามอุตสาหกรรรม ทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก และประชากรจำนวนมากที่เคยไหลหลั่งเข้ามาในช่วงแรก ก็เริ่มขยายตัวออกไปยังเมืองรอบนอกอย่าง</span><span style="font-weight: 400;"> East Kilbride และ Cumbernauld เพื่อช่วยลดความแออัดของเมืองชั้นใน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามานี้เอง ทำให้อายุไขของคนในกลาสโกว์เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>สาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากบทความเรื่อง <a href="https://www.economist.com/britain/2012/08/25/no-city-for-old-men">No city for old man</a> ของ The Economist ให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาระหว่างปีค.ศ. 1950 และปีค.ศ. 1980 เป็นเส้นเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เมืองกลาสโกว์มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจสูงกว่าเมืองอื่นๆ ในสหราชอาณาจักรอยู่แล้ว และเมื่อเริ่มปีค.ศ. 1980 ตัวเลขของผู้เสียชีวิตก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากตัวเลขการตายจากโรคร้ายอย่างมะเร็ง และหัวใจวายที่สูงอยู่แล้ว การฆ่าตัวตาย ความรุนแรง  การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ และอุบัติเหตุทางรถยนต์ยังเป็นสาเหตุในการพรากชีวิตคนในเมืองก่อนวัยอันควรอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดวิด วอลช์ (David Walsh) ผู้จัดการโครงการสาธารณสุขที่ The Glasgow Centre for Population Health อธิบายว่า แม้ความจนจะดูเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร </span><span style="font-weight: 400;">แต่จากข้อมูลพบว่า ลำพังสถานะทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้เป็นสาเหตุที่ชัดเจนมากนัก เมื่อมีรายงานว่าผู้ที่มีฐานะดีในเมืองกลาสโกว์ก็มีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าคนที่อยู่ในย่านลักษณะเดียวกันในเมืองใหญ่อื่นๆ ถึง 15% </span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2016 เดวิด วอลช์ และทีมงาน จึงเริ่มศึกษาต้นตอของปัญหา</span> <span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่การขาดแคลนวิตามินดี ไปจนถึงเรื่องโรคอ้วน แต่ก็ไม่อาจหาข้อสรุปได้ บางสมมติฐานคาดว่าเกิดจากการที่เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย อากาศของเมืองที่อึมครึม พื้นดินปนเปื้อนจากสารเคมี หรือการแบ่งแยกทางศาสนา ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึง คือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเกิดจาก ‘พฤติกรรมไม่ดี’ ที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อความเป็นเมืองเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความแออัดของเมือง ทำให้ที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่ไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ และส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“ผมอาศัยในห้องพักที่มีห้องครัว ส่วนห้องน้ำถูกแชร์กันสามครอบครัว คิดว่ามีประมาณ 11 คนใช้ห้องน้ำห้องเดียวกัน” </span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บิล พิทชาด (Bill Pritchard) ผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์อธิบายถึงความแออัดของตึกที่มีคนหลักพันอาศัยอยู่ด้วยกัน เมื่อสภาพห้องพักไม่เหมาะกับการพักผ่อน พื้นที่สำหรับนั่งเอนกายยังแทบไม่มี ทำให้ผู้ชายมักออกจากบ้านไปเที่ยวผับ</span><span style="font-weight: 400;"> และแน่นอน มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลลงไปในขวดเหล้าเบียร์ บางครั้งอาจหนักถึงขั้นนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว และ</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อเด็กคนหนึ่งต้องเกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงทางเพศ มีการทำร้ายร่างกาย และการปล่อยปละละเลยไม่เลี้ยงดู รวมถึงเห็นพ่อแม่ติดยาเสพติดและแอลกอฮอล์ ส่งผลให้เกิดบาดแผลในจิตใจ และทำให้พวกเขามักจะมีปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาความเป็นอยู่ในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกด้านหนึ่ง มีคนมองว่า การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเป็นผลกระทบจากการถอนอุตสาหกรรมจากพื้นที่จนทำให้เกิดการตกงาน เพราะแรงงานที่เคยทำงานหนักถึง 44 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ในอุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ฯลฯ เมื่อไม่มีงานทำก็นำไปสู่ความเครียดจนหันไปพึ่งแอลกอฮอล์และยาเสพติด </span><span style="font-weight: 400;">ช่วงปีค.ศ. 1980 เป็นต้นไป มีผู้เสียชีวิตที่เป็นผลมาจากการใช้แอลกอฮอล์สูงถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่นในสหราชอาณาจักร ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่คือโรคตับ  </span><span style="font-weight: 400;">กอปรกับนโยบาย</span><span style="font-weight: 400;">การย้ายเมืองใหม่</span><span style="font-weight: 400;"> โดยจากรายงานเรื่อง <a href="https://www.gcph.co.uk/publications/635_history_politics_and_vulnerability_explaining_excess_mortality">History, politics and vulnerability: explaining excess mortality</a> พบว่า มีการดึงคนที่เป็นหัวกะทิและแรงงานมีฝีมือที่ยังหนุ่มสาวไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ และทิ้งแรงงานที่ตกงาน จน และอายุมากไว้ยังพื้นที่ชั้นในของเมือง จนทำให้เกิดความไม่สมดุลของประชากรขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>ออกแบบเมืองใหม่เพื่อลดการจากไป</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริง แต่หลายคนคาดการณ์ว่า การออกแบบเมืองส่งผลต่อสุขภาพจิตและอายุขัยของคนในเมือง พวกเขาจึงพยายามออกแบบเมืองที่จะช่วยให้สุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่พวกเรากำลังพยายามทำคือ ทำให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น และเป็นมนุษย์มากขึ้น” คริสโตเฟอร์ มาร์ติน</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">Christopher Martin) นักวางผังเมือง ให้สัมภาษณ์ในบทความของ The Guardian เรื่อง <a href="https://www.theguardian.com/cities/2019/oct/16/urban-living-makes-us-miserable-this-city-is-trying-to-change-that">The &#8216;Glasgow effect&#8217; implies cities make us sad. Can the city prove the opposite?</a> ถึงถนน Sauchiehall ซึ่งเป็นพื้นที่แรกในการพัฒนาถนนให้คนเดินเท้าและคนใช้จักรยานได้ใช้เส้นทางร่วมกัน มีม้านั่งและต้นไม้ให้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ แทนที่จะเป็นถนนกว้างสี่เลนอันเป็นรูปแบบมาตรฐานของถนนเมืองสกอตแลนด์ที่มีรถคันใหญ่ขับอย่างรวดเร็ว ทว่าโดดเดี่ยว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความพยายามแก้ไขอีกด้านคือการพัฒนาพื้นที่สีเขียว โดยในปี 2012 เอมิลี่ คัตส์ (Emily Cutts) พบว่า ทุ่งหญ้าใกล้บ้านกำลังจะถูกแปรสภาพไปเป็นแฟลตหรูหรา เธอจึงทำแคมเปญรณรงค์เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวขึ้น จนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2016 รัฐบาลสกอตแลนด์ตัดสินให้รักษาและคงสภาพเดิมของทุ่งหญ้าแห่งนี้ไว้ </span><span style="font-weight: 400;">ต่อมา พื้นที่ส่วนนี้เป็นที่รู้จักในนามป่าของเด็กๆ (children’s wood) และยังมีเป้าหมายในการสร้างให้ทุ่งหญ้านี้เป็นตัวเชื่อมต่อให้เด็กและชุมชนมีความสุขมากยิ่งขึ้น ขณะที่</span><span style="font-weight: 400;">ในปี 2019 พื้นที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กๆ มากกว่า 20 โรงเรียนและเนอสเซอรี่ใกล้เคียง โดย</span><span style="font-weight: 400;">เด็กๆ จะได้ใช้เวลาไปกับการ “แกว่งเปลญวน สนุกกับการปีนป่าย และขุดดินเล่น” มากกว่าจะต้องไปอุดอู้อยู่ในห้องเรียน โดยเอมิลี่ได้ทำงานกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์เพื่อทดสอบว่า ระหว่างเด็กที่ใช้เวลากลางวันกับทุ่งหญ้าและเด็กอีกกลุ่มเล่นในห้องเรียน เด็กในกลุ่มไหนจะมีสมาธิจดจ่อมากกว่ากัน ผลการทดลองพบว่า เด็กที่เล่นในธรรมชาติจะมีสมาธิในการจดจ่อดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เรียนรู้วิชาคำนวณได้ดีขึ้นและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเด็กที่เรียนรู้ผ่านกรอบกำแพงคอนกรีต และนอกจากพื้นที่ดังกล่าวจะเปิดเป็นพื้นที่เล่นสนุกของเด็กๆ แล้ว ทุ่งหญ้าแห่งนี้ยังจัดกิจกรรมเพื่อชักชวนเยาวชนให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกันผ่านการทำสวน อีกทั้ง เด็กส่วนใหญ่ที่มาเติบโตจากครอบครัวที่ขาดแคลน จึงถือเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขา</span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงธรรมชาติในพื้นที่ใจกลางที่ต้อนรับคนทุกกลุ่มด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>ปัจจุบันของกลาสโกว์</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของ National Records of Scotland (NRS) อายุขัยของคนสกอตแลนด์เมื่อแรกเกิดยังคงน้อยกว่าทุกประเทศในยุโรปตะวันตก โดยเด็กผู้ชายที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 2015-2017 คาดว่าจะมีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด 77 ปี ขณะที่เด็กผู้หญิงที่เกิดในช่วงเดียวกันมีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด 81.1 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ในปีค.ศ. 2018 พฤติกรรมของชาวสกอตแลนด์ก็ยังคงพึ่งแอลกอฮอล์อยู่ โดยมีอัตราการดื่มแอลกอฮอล์ 19 ยูนิตต่ออาทิตย์ ซึ่งเทียบเท่ากับการดื่มวอดก้า 40 ขวดหรือไวน์ประมาณ 100 ขวดต่อปี หมายความว่าผู้ใหญ่ในสกอตแลนด์ดื่มมากกว่าคนในสหราชอาณาจักรที่ได้รับคำแนะนำให้ดื่มเพียง 14 ยูนิตต่ออาทิตย์ คิดเป็น 37%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องอายุขัยของชาวเมืองกลาสโกว์คงไม่อาจแก้ได้ทันทีทันใด แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนเพื่อหาสาเหตุ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสร้างเมืองที่ดีสำหรับคนรุ่นถัดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ตอนนี้กลาสโกว์ยังเผชิญปัญหาโควิด-19 ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นในโลก โดยจากข้อมูลของ NHS Greater Glasgow and Clyde ที่ครอบคลุมเมืองกลาสโกว์ และเมืองทางตะวันตกของสกอตแลนด์ ซึ่งถือเป็นเขตความดูแลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตสะสม 1,232 คน ซึ่งถือเป็นเขตที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในสกอตแลนด์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วโรคระบาดจะส่งผลต่ออายุขัยของคนในเมืองกลาสโกว์ หรือจะทำให้คนในเมืองซึมและเศร้าลงไปอีกหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p><strong>ที่มาและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:</strong></p>
<p class="content__headline--immersive--with-main-media content__headline content__headline--immersive content__headline--immersive-article"><a href="https://www.theguardian.com/cities/2019/oct/16/urban-living-makes-us-miserable-this-city-is-trying-to-change-that">The &#8216;Glasgow effect&#8217; implies cities make us sad. Can the city prove the opposite?</a></p>
<p><a href="https://www.economist.com/britain/2012/08/25/no-city-for-old-men"><span class="article__headline" data-test-id="Article Headline">No city for old men</span></a></p>
<p class="headline"><a href="https://www.who.int/bulletin/volumes/89/10/11-021011/en/">Behind the “Glasgow effect”</a></p>
<p><a href="https://www.britannica.com/place/Glasgow-Scotland">Glasgow CITY, SCOTLAND, UNITED KINGDOM</a></p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=httIQ81X9dk">The Glasgow Effect</a></p>
<p class="content__headline"><a href="https://www.theguardian.com/cities/2016/jun/10/glasgow-effect-die-young-high-risk-premature-death">The Glasgow effect: &#8216;We die young here &#8211; but you just get on with it&#8217;</a></p>
<p class="container-width-only"><a href="https://www.bbc.com/news/uk-scotland-47161342">Life expectancy rise in Scotland grinding to a halt</a></p>
</div>
</div>
<p class="article-header__title"><a href="https://www.gov.scot/policies/alcohol-and-drugs/">Alcohol and drugs</a></p>
<p><strong>เรื่องและภาพ:</strong> ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/glasgow-effect/">Glasgow-effect: หรือเมืองซึมทำคนเศร้า?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1935</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
