<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>HITAP Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/hitap/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/hitap/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:10:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>HITAP Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/hitap/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-danai-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2021 05:10:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดอาการติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การลดการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย ชินคำ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3538</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อราวปีกว่า ก่อนที่โลกจะรู้จักโรคระบาดอย่างโควิด-19 ดนัย ชินคำ นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำโครงการวิจัยเรื่อง  ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น สิ่งที่ดนัยและคณะต้องการค้นหาคำตอบคือ &#8220;เพราะเหตุใดคนจึงไม่เข้าถึงบริการบำบัดอาการติดสุรา?&#8221; เป็นคำถามที่ถามกันมานาน แต่ก็ดูยากที่จะตอบถึงสาเหตุที่แท้จริง ในช่วงเริ่มแรกของการทำวิจัย เราได้สนทนากับดนัยถึงที่มาที่ไปของโครงการ รวมถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่จังหวัดแรกๆ ตามแพลนที่โครงการวางไว้ ซึ่งพอฉายภาพคร่าวๆ ของปัญหาการติดสุราและการบำบัดสุราในไทยให้เราเห็น เวลาผ่านไปจนกระทั่งทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เสร็จสิ้นครบ 4 จังหวัดตามที่ตั้งใจไว้ เราจึงชวนดนัยสนทนายาวๆ กันอีกครั้งถึงความคืบหน้าของงานวิจัย ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ รวมถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อบริการบำบัดสุรา งานวิจัยและการลงพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้ดนัยและทีมวิจัยเห็นอะไร แนวโน้มของการบำบัดสุราที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เราจะสามารถมีนโยบายอะไรต่อไปได้ในอนาคต หาคำตอบได้ในบรรทัดด้านล่างนี้ &#160; &#160; จากที่คุณได้ไปลงพื้นที่ชุมชน เห็นประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเรื่องการบำบัดสุราบ้างไหม ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่เพิ่มเติมสองจังหวัด (จากที่เคยลงมาก่อนหน้านี้สองจังหวัด) ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะเห็นบริบทที่มีความแตกต่างกันระหว่างสองจังหวัดนี้ อย่างจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยบางคนที่อาจจะประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น คนที่ทำงานในสถานบันเทิง ถ้าถามต่อว่า แล้วพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการอย่างไรในเรื่องการตรวจคัดกรองและบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่วนมากจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ว่าสุราส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร และจะทำอย่างไรหากต้องการเข้ารับการบำบัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ เลยอาจจะควบคุมยากหน่อย ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุขและด้านบังคับใช้กฏหมายให้มาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเจาะไปที่ด้านสาธารณสุขเลยก็อาจจะเป็นการทำงานเชิงตั้งรับมากกว่า ซึ่งเราก็พอมองเห็นข้อจำกัดของคนทำงานในพื้นที่เหมือนกัน เช่น คนทำงานคนหนึ่งต้องรับภาระหลายอย่าง ส่วนถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวก็จะเข้าไปยังพื้นที่ง่ายกว่า เพราะไม่ได้มีคนไหลเข้าออกเยอะเหมือนจังหวัดท่องเที่ยว   [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/">อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อราวปีกว่า ก่อนที่โลกจะรู้จักโรคระบาดอย่างโควิด-19 <strong>ดนัย ชินคำ </strong>นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำโครงการวิจัยเรื่อง  ‘การประเมินปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา’ ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น สิ่งที่ดนัยและคณะต้องการค้นหาคำตอบคือ &#8220;เพราะเหตุใดคนจึงไม่เข้าถึงบริการบำบัดอาการติดสุรา?&#8221;</p>
<p>เป็นคำถามที่ถามกันมานาน แต่ก็ดูยากที่จะตอบถึงสาเหตุที่แท้จริง</p>
<p>ในช่วงเริ่มแรกของการทำวิจัย เราได้<a href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/"><strong>สนทนา</strong></a>กับดนัยถึงที่มาที่ไปของโครงการ รวมถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่จังหวัดแรกๆ ตามแพลนที่โครงการวางไว้ ซึ่งพอฉายภาพคร่าวๆ ของปัญหาการติดสุราและการบำบัดสุราในไทยให้เราเห็น เวลาผ่านไปจนกระทั่งทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เสร็จสิ้นครบ 4 จังหวัดตามที่ตั้งใจไว้ เราจึงชวนดนัยสนทนายาวๆ กันอีกครั้งถึงความคืบหน้าของงานวิจัย ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ รวมถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อบริการบำบัดสุรา</p>
<p>งานวิจัยและการลงพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้ดนัยและทีมวิจัยเห็นอะไร แนวโน้มของการบำบัดสุราที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เราจะสามารถมีนโยบายอะไรต่อไปได้ในอนาคต</p>
<p>หาคำตอบได้ในบรรทัดด้านล่างนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone size-full wp-image-3571" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากที่คุณได้ไปลงพื้นที่ชุมชน เห็นประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเรื่องการบำบัดสุราบ้างไหม</strong></h4>
<p>ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่เพิ่มเติมสองจังหวัด (จากที่เคยลงมาก่อนหน้านี้สองจังหวัด) ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะเห็นบริบทที่มีความแตกต่างกันระหว่างสองจังหวัดนี้ อย่างจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยบางคนที่อาจจะประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวพันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น คนที่ทำงานในสถานบันเทิง</p>
<p>ถ้าถามต่อว่า แล้วพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการอย่างไรในเรื่องการตรวจคัดกรองและบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่วนมากจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ว่าสุราส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร และจะทำอย่างไรหากต้องการเข้ารับการบำบัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ เลยอาจจะควบคุมยากหน่อย ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุขและด้านบังคับใช้กฏหมายให้มาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเจาะไปที่ด้านสาธารณสุขเลยก็อาจจะเป็นการทำงานเชิงตั้งรับมากกว่า ซึ่งเราก็พอมองเห็นข้อจำกัดของคนทำงานในพื้นที่เหมือนกัน เช่น คนทำงานคนหนึ่งต้องรับภาระหลายอย่าง</p>
<p>ส่วนถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวก็จะเข้าไปยังพื้นที่ง่ายกว่า เพราะไม่ได้มีคนไหลเข้าออกเยอะเหมือนจังหวัดท่องเที่ยว</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เรานำข้อมูลหรือสิ่งที่เจอจากการลงพื้นที่มาต่อยอดในโครงการวิจัยอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>จากที่ลงพื้นที่มา 3-4 จังหวัด เราพอได้ข้อมูลชุดหนึ่งที่เกิดจากการนำข้อมูลย่อยทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกัน จะเห็นว่าแต่ละจังหวัดก็มีจุดที่เหมือนและจุดที่ต่างกันออกไป ถ้าจุดที่เหมือนกันของแต่ละจังหวัดคือ ทำอย่างไรให้คนมารับบริการมากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าสาธารณสุขยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คนในพื้นที่เข้ามารับบริการตรวจคัดกรอง รวมถึงสนับสนุนให้เลิกดื่ม แต่อีกส่วนที่สำคัญมากคือ &#8216;ผู้รับบริการ&#8217; หรือ &#8216;ผู้ติดสุรา&#8217; เจ้าหน้าที่ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่า การเลิกสุราขึ้นอยู่กับ ‘ใจ’ ของผู้ติดสุรา เพราะแม้บุคลากรด้านสาธารณสุขจะพยายามแค่ไหน แต่ถ้าคนติดสุราไม่ตระหนักหรือไม่เข้ามารับบริการก็ทำไม่ได้</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ สังคมรอบข้าง เพราะคนในหลายๆ พื้นที่ยังมองว่า คนติดสุราเป็นปัญหาของสังคมอยู่ เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเท่าที่ควร ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเหมือนกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เราเห็นความแตกต่างอะไรระหว่างคนในเมืองกับชนบทไหม</strong></h4>
<p>จริงๆ เรื่องการติดสุราเป็นปัญหาของทุกสังคม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมืองหรือชนบท เราลองนึกภาพว่ามีคนเมาสุรา คุมสติไม่อยู่จนทะเลาะวิวาท เรื่องแบบนี้กระทบทุกคน ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็กระทบกันเป็นลูกโซ่ต่อไป ฉะนั้นสุราถือเป็นปัญหาของชุมชน ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับบุคคล</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ ตอนที่ทางทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความร่วมมือทั้งจากภาคสาธารณสุข รวมถึงชุมชนก็เข้ามาช่วยกันอย่างแข็งขัน เพราะพวกเขามองว่านี่เป็นปัญหาของคนในชุมชนและช่วยกันแก้ปัญหา ทำให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเป็นอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วถ้าเป็นมุมของหน่วยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพ</strong><strong> เรามองได้ไหมว่าในเมืองจะมีหน่วยบริการมากกว่าจึงทำให้คนเข้าถึงบริการได้มากกว่า</strong></h4>
<p>อาจจะมองแบบนั้นได้ไม่ชัดเจนมากครับ คือเรื่องการบริการ ไม่ว่าจะเมืองหรือชนบทก็ให้บริการเหมือนกันอยู่แล้ว แต่คนในเมืองอาจจะเข้าถึงหน่วยบริการได้มากกว่า เพราะจำนวนหน่วยบริการและการเดินทางที่อาจจะสะดวกกว่าด้วย แต่ขณะนี้พื้นที่ชนบทจะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ให้บริการอยู่แล้ว ในตัวจังหวัดก็มีจะโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพชุมชน ก็ถือว่าอยู่ใกล้กับคนในพื้นที่มากขึ้น อย่างที่บอกครับว่าขึ้นกับคนติดสุราด้วยว่า จะเข้ามารับบริการหรือไม่</p>
<p>ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ลักษณะพิเศษของทุกพื้นที่ที่จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน อสม. แต่ละคนจะมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเป็นของตัวเอง ประมาณ 4-5 หลังคาเรือน และด้วยความใกล้ชิดนี่แหละทำให้ อสม. รู้ว่าครอบครัวไหนบ้างที่มีคนติดสุราหรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ</p>
<p>อย่างไรก็ดี อสม. ก็จะมีขอบเขตการทำงานของตัวเองด้วย เช่น ทำการคัดกรองเบื้องต้นได้ ให้คำปรึกษาได้บ้าง หรือคอยติดตามเฝ้าระวังและลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้าน เรียกได้ว่าเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน รพ.สต.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3573" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ในภาพรวม การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อผู้ติดสุราหรือระบบการบำบัดรักษาอย่างไร เราเจอปัญหาหรือโอกาสอะไรจากวิกฤตในครั้งนี้บ้างไหม</strong></h4>
<p>ที่เห็นชัดๆ เลยคือ ตอนโควิดมีนโยบายห้ามขายเหล้า พอจำกัดการเข้าถึงก็ทำให้คนเมาน้อยลง เคสอุบัติเหตุหรือการทะเลาะวิวาทที่มีสาเหตุมาจากสุราก็จะพลอยลดลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นคนที่ดื่มเหล้าอยู่แล้วก็อาจจะทำให้เขาขาดสุรา บางคนถึงขั้นเกิดอาการลงแดงกะทันหัน แต่ทางโรงพยาบาลก็มีการวางแผนรับมือเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนในพื้นที่ บางทีกลุ่ม อสม. ก็มีรายชื่ออยู่แล้ว เขาก็รู้ว่าจะต้องเฝ้าระวังใครหรือครอบครัวใดเป็นพิเศษ</p>
<p>นอกจากนี้ บางโรงพยาบาลก็ถือจังหวะนี้โปรโมทเรื่องสุราไปในตัว เช่น สุราส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ทำไมช่วงโควิดถึงห้ามขายสุรา แต่หลายพื้นที่ก็พูดตรงกันว่า พองดขายสุราสถานการณ์บางอย่างก็ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าเรามองเห็นโอกาสจากเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นไหม</strong></h4>
<p>มีบางหน่วยที่เฝ้าระวังอยู่ครับ เช่น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เขาก็มีสถิติอยู่ว่า ก่อนโควิดมีผู้ติดสุราและลงแดงเท่าไหร่ และหลังโควิดมีเพิ่มเท่าไหร่ ประมาณนี้</p>
<p>ถ้าเป็นในพื้นที่ เราจะเห็นว่าเขาเน้นตั้งรับคนลงแดง เหมือนเป็นการเฝ้าระวังคนในพื้นที่ เพราะในพื้นที่จะพอมีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครติดสุรา เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็เป็นการเฝ้าระวัง</p>
<p>อีกอย่างคือ ภาคกฎหมายก็มีความเข้มแข็ง ทำตามนโยบายของภาครัฐที่ห้ามจำหน่าย คนในพื้นที่หลายคน เช่น เจ้าหน้าที่ รพสต. ผู้นำชุมชน ก็ชอบนโยบายนี้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสในการเลิกเหล้าไปในตัวสำหรับบางคน แต่ถามว่าจะต่อยอดอะไรจากนโยบายนี้ได้ไหม ก็อาจจะต้องคิดต่อด้วยว่า ควรจะมีระบบมารองรับไหม จะทำอย่างไรกับผู้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าเราลงไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้านในบางพื้นที่ จะเห็นว่าบางที่มีการทำสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม มองมุมหนึ่งก็เป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านหรือมีการจ้างงานคนในพื้นที่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเอื้อให้คนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นได้ด้วย คุณมองว่าเรามีวิธีสร้างสมดุลระหว่างเรื่องเศรษฐกิจกับสุขภาพไหม</strong></h4>
<p>จริงๆ ทุกวันนี้มีการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสุราในชุมชนอยู่ พูดง่ายๆ คือผลิตและจำหน่ายในชุมชนได้ ในพื้นที่ที่เราเคยไปก็มีอุตสาหกรรมในชุมชน ฉะนั้นถ้าถามว่ามีทางไหม มีครับ กฎหมายก็เปิดให้ผลิตและจำหน่าย ขึ้นทะเบียน และเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายเหมือนกับบริษัท เรามองว่าก็มีการสร้างสมดุลตรงนี้อยู่ เพราะบางพื้นที่ก็ชำนาญในการผลิต มีโรงงานหรือธุรกิจ SMEs เล็กๆ ที่ต้องจ้างแรงงานหรือใช้วัตถุดิบจากในชุมชน ตรงนี้ก็จะเป็นการช่วยสร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็ง เป็นการช่วยเรื่องเศรษฐกิจในพื้นที่</p>
<p>อย่างไรก็ดี เราควรมองอีกมุมด้วยว่า การที่มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในชุมชนอาจจะทำให้เกิดผลกระทบบางอย่างเพิ่มขึ้นด้วย เช่น เพิ่มแหล่งซื้อให้ชุมชน หรือทำให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่ายมากๆ ตรงนี้ก็อาจมองได้ว่า เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บางคนยังดื่มและเลิกสุราไม่ได้</p>
<p>จริงๆ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมใหญ่ก็มีประเด็นคล้ายกัน เพราะถ้าพูดกันตรงๆ เขาก็มีเรื่องการตลาดหรือการแสวงหากำไรของเขา ส่วนภาคสาธารณสุขก็อาจจะรับหน้าที่ในการให้ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น เราต้องหาสมดุลกันให้เจอ เพราะภาคธุรกิจก็มองเรื่องธุรกิจ ส่วนภาคสาธารณสุขก็มองเรื่องสุขภาพ จุดสำคัญคือการมาเจอกันตรงจุดกึ่งกลาง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามทำอยู่โดยการเจรจากับภาคธุรกิจ เช่น การจำกัดอายุการเข้าถึง จำกัดประเภทหรือจำกัดเวลาขาย รวมถึงพูดคุยเรื่องการโฆษณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3577" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit7-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จาก</strong><a href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai/"><strong>บทสัมภาษณ์ครั้งที่แล้ว</strong></a> <strong>คุณบอกว่าสนใจประเด็นที่เกี่ยวกับหน่วยบริการนอกระบบสุขภาพ ทำไมคุณถึงสนใจประเด็นนี้ และเมื่อลงพื้นที่เพิ่มขึ้นแล้ว เห็นอะไรที่น่าสนใจไหม</strong></h4>
<p>เราว่าหน่วยบริการนอกระบบสุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเลิกสุราประสบผลสำเร็จ เพราะนอกจากหน่วยงานในระบบสุขภาพแล้ว ชุมชนก็มีส่วนสำคัญมากๆ เพราะผู้นำชุมชนหรือคนในชุมชนเขาอยู่ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว และรู้จักคนในพื้นที่ด้วย เมื่อผู้นำเห็นความสำคัญของการบำบัดสุรา คนในชุมชนก็มีแนวโน้มจะเกิดความตระหนักและสานต่อเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยเรื่องจิตใจเป็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหน่วยบริการนอกระบบต้องอาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของหน่วยบริการในระบบด้วย โดยเฉพาะในเรื่ององค์ความรู้ เหมือนกับเข้ามาดูแลในเรื่องร่างกายควบคู่กันไป</p>
<p>อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราเปรียบเทียบพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จกับพื้นที่ที่ยังเจอความท้าทายอยู่ จะเห็นว่าพื้นที่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะมีลักษณะคือ ผู้นำยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มองว่าสุราเป็นเรื่องปกติที่ดื่มกัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนในพื้นที่ก็มองว่านี่ไม่ใช่ปัญหา เวลาดื่มเขาก็ดื่มอยู่บ้านกัน ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานในหน่วยงานด้านสาธารณสุข เรามองว่า ถ้าคนตระหนักถึงผลเสียของการดื่มสุรามากเกินไปก็จะเป็นเรื่องดี ทั้งต่อชุมชนและตัวผู้ดื่มเองด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สุดท้ายนี้ คุณมีข้อเสนอแนะอะไรให้ผู้กำหนดนโยบายบ้างไหม</strong></h4>
<p>เท่าที่ทบทวนวรรณกรรมและการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เราพอมีข้อเสนอคร่าวๆ เช่น การขับเคลื่อนและผลักดันการคัดกรองและบำบัดสุราให้เป็นแผนระดับประเทศเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่หน่วยงานภาคสาธารณสุขจะยึดปฏิบัติ ซึ่งเราเห็นว่าแต่ละพื้นที่จะให้ความสำคัญต่างกันและมีรูปแบบบริการที่แตกต่างกันอยู่ แต่แกนหลักคือการคัดกรอง เมื่อเจอปัญหาก็เข้ากระบวนการบำบัด</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งคืองานสุราจะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งภาคสาธารณสุข ภาคการปกครอง หรือองค์กรท้องถิ่น ดังนั้น อีกโจทย์หนึ่งคือการหาวิธีการทำงานร่วมกันเพื่อให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะบางที่อาจจะยังแยกความรับผิดชอบกันอยู่ ส่วนพื้นที่ที่ทำงานร่วมกันก็ทำงานประสานกันได้อย่างดี เราเลยอยากเสนอเรื่องการทำงานบูรณาร่วมกัน และมีการกำกับติดตามร่วมกัน</p>
<p>สำหรับผู้รับบริการเอง เราคิดว่ามีประเด็นคือ ทำอย่างไรให้คนที่ติดสุราเห็นว่าเขาควรเข้ารับการบำบัด ซึ่งตอนนี้ก็มีการรณรงค์หรือประชาสัมพันธ์อยู่ แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้เข้าถึงพวกเขา และจะทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญจริงๆ เพราะตอนนี้เราก็เริ่มเห็นมีการโฆษณา หรือในโรงพยาบาลเอง เวลามีคนรับบริการก็จะมีการให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ แต่มันก็จะไปถึงเฉพาะคนมารับบริการซึ่งอาจจะยังเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ใต้ยอดภูเขาน้ำแข็งเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ นี่ก็เป็นข้อเสนอและความท้าทายที่ต้องทำงานกันต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3575" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/02/20190628-ดนัย-interview-edit5-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-danai-2/">อ่านปัญหาการบำบัดสุราในประเทศไทย กับ ดนัย ชินคำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3538</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=medicine-for-aud</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2020 09:30:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดผู้ติดสุราด้วยยา]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้ยาในการบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ HITAP]]></category>
		<category><![CDATA[ยาบำบัดอาการติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[สุจิระ ปรีชาวิทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1706</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข้อมูลการสำรวจด้านระบาดวิทยา ปี 2556 ที่พบว่าคนไทยมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา รวมกันถึง 2.7 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด หากในจำนวน 2.7 ล้านคนนี้ มีคนเข้าถึงบริการบำบัดเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขมักพูดถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการบำบัดเป็นหลัก แต่แท้จริงแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ปัญหาเรื่องยารักษาผู้ติดสุรา แม้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยจากหลายแหล่งล้วนระบุตรงกันว่า การใช้ยาสำคัญต่อการรักษาภาวะติดสุราไม่น้อยไปกว่าจิตสังคมบำบัด (Psychosocial Treatment) ทว่าปัจจุบัน ยาที่สามารถเบิกใช้รักษาผู้ติดสุราในประเทศไทยกลับมีเพียงรายการเดียว คือ Disulfiram ยา Disulfiram ขึ้นทะเบียนในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นที่รู้จักกันในฐานะยาช่วยรักษาอาการติดสุรามานาน กระนั้น การใช้ยาดังกล่าวกลับมีข้อจำกัดมากมาย เช่น สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยเลิกดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดแล้วเท่านั้น โรงพยาบาลหลายแห่งไม่นำเข้ายาชนิดนี้ ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ Disulfiram รักษาเท่าที่ควร ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าข้อจำกัดเรื่องยาคือกับดักใหญ่ที่ทำให้ระบบการรักษาและบำบัดผู้ติดสุราก้าวหน้าเชื่องช้า มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จึงร่วมมือกับคณะผู้วิจัยของ นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์ จากโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ทำ “การทบทวนวรรณกรรมเรื่องยาสำหรับดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในประเทศไทย” เพื่อมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการนำตัวยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้การรับรองมาใช้ในระบบสาธารณสุขของไทย และนี่คือความคืบหน้าเรื่องยาที่ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/">เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข้อมูลการสำรวจด้านระบาดวิทยา ปี 2556 ที่พบว่าคนไทยมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา รวมกันถึง 2.7 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด หากในจำนวน 2.7 ล้านคนนี้ มีคนเข้าถึงบริการบำบัดเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขมักพูดถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการบำบัดเป็นหลัก</p>
<p>แต่แท้จริงแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ปัญหาเรื่องยารักษาผู้ติดสุรา</p>
<p>แม้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยจากหลายแหล่งล้วนระบุตรงกันว่า การใช้ยาสำคัญต่อการรักษาภาวะติดสุราไม่น้อยไปกว่าจิตสังคมบำบัด (Psychosocial Treatment) ทว่าปัจจุบัน ยาที่สามารถเบิกใช้รักษาผู้ติดสุราในประเทศไทยกลับมีเพียงรายการเดียว คือ Disulfiram</p>
<p>ยา Disulfiram ขึ้นทะเบียนในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นที่รู้จักกันในฐานะยาช่วยรักษาอาการติดสุรามานาน กระนั้น การใช้ยาดังกล่าวกลับมีข้อจำกัดมากมาย เช่น สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยเลิกดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดแล้วเท่านั้น โรงพยาบาลหลายแห่งไม่นำเข้ายาชนิดนี้ ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ Disulfiram รักษาเท่าที่ควร</p>
<p>ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าข้อจำกัดเรื่องยาคือกับดักใหญ่ที่ทำให้ระบบการรักษาและบำบัดผู้ติดสุราก้าวหน้าเชื่องช้า มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จึงร่วมมือกับคณะผู้วิจัยของ <strong>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์</strong> จากโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ทำ “การทบทวนวรรณกรรมเรื่องยาสำหรับดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในประเทศไทย” เพื่อมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการนำตัวยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้การรับรองมาใช้ในระบบสาธารณสุขของไทย</p>
<p>และนี่คือความคืบหน้าเรื่องยาที่ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า เก็บจากงานประชุมเสวนาการพัฒนาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ยาในการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มาฝากคุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ติดสุรา = ปัญหาใหญ่ของไทยและโลก</h1>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1714" aria-describedby="caption-attachment-1714" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1714" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270114-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1714" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพสถานการณ์ปัญหาการดื่มสุราด้วยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าปัจจุบัน ตัวเลขผู้มีปัญหาการดื่มสุราพุ่งสูงถึง 75 ล้านคนทั่วโลก ความชุกพบได้ร้อยละ 20-36 ในระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ โดยพฤติกรรมการดื่มสุรามีแนวโน้มพบในกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาของต่างประเทศ เด็กบางกลุ่มเริ่มมีปัญหาการดื่มสุราตั้งแต่อายุ 14 ปีด้วยซ้ำ</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีปัญหาการดื่มเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p>“งานวิจัยชิ้นหนึ่งในอเมริกาบอกว่า ผู้มีปัญหาการดื่มสุราเพียง 1 ใน 6 เท่านั้นที่ได้รับการประเมิน คัดกรองเข้าสู่กระบวนการรักษา หรือได้รับคำแนะนำจากบุคลากรด้านสุขภาพ ส่วนในประเทศไทย จำนวนผู้เข้าถึงการรักษาเต็มรูปแบบยังไม่มีรายงานแน่ชัด” นพ.สุจิระกล่าว</p>
<p>เมื่อไม่ได้รับการรักษาบำบัด ผลกระทบที่ตามมาจากการดื่มสุราจึงยิ่งทวีความรุนแรง แน่นอนว่าประการแรกย่อมเป็นปัญหาสุขภาพของผู้ดื่ม สุราทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคตับ โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม</p>
<p>นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการเกิดอาการสมองเสื่อม โดยพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 36 กรัมต่อวันทำให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง (cognitive decline) เมื่อเทียบกับคนดื่มในระดับที่ต่ำกว่า</p>
<p>“ต่อมาเป็นผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อสังคม โดยเฉพาะปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ ปัญหาการใช้ความรุนแรง มีการศึกษากับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในต่างประเทศ พบว่า  นักเรียนที่มีการใช้แอลกอฮอล์ จะมีแนวโน้มก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มไม่ดื่ม</p>
<p>“ปัญหาด้านอุบัติเหตุ ก็มีงานศึกษาของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือเม็กซิโก ต่างพบว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง (Severe Injury) แทบทั้งสิ้น” นพ.สุจิระชี้แจง และเสริมว่าการดื่มสุรายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ อย่างการก่ออาชญากรรม ปัญหาครอบครัว ปัญหาด้านการศึกษา รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มากก็น้อย</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือมีรายงานว่าการดื่มสุราส่งผลให้ระดับความพิการ (Disability) และการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจากปกติถึง 13 เปอร์เซ็นต์</p>
<p>“ตัวอย่างเช่น การฆ่าตัวตาย เราพบว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงและแรงกระตุ้นที่สำคัญ จริงอยู่ว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมีหลายด้าน อาจเป็นเพราะป่วยเป็นโรคจิตเวช แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ฆ่าตัวตายได้สำเร็จ มักเป็นผู้ป่วยที่มีการใช้แอลกอฮอล์ร่วมด้วย” นพ.สุจิระอธิบาย</p>
<p>ทั้งนี้ จากการสำรวจทางระบาดวิทยาในปี 2557 พบว่า ความผิดปกติด้านพฤติกรรมการดื่มสุรา ทำให้สูญเสียปีสุขภาวะ หรือจำนวนปีที่เสียไปเพราะประชากรในประเทศสุขภาพไม่แข็งแรง พิการ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มากถึง 434,428 ปี คิดเป็นอันดับ 1 หรือร้อยละ 42.6 ของกลุ่มโรคจิตเวชทั้งหมด รวมถึงเทียบเป็นร้อยละ 2.89 ของภาวะโรคทั้งหมดในไทย</p>
<p>“จะเห็นได้ว่า ปัญหาแอลกอฮอล์เป็นปัญหาเร่งด่วนสำหรับระบบสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและทั่วโลก ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานอื่นๆ จึงพยายามหาแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วย  โดยเริ่มมีการใช้แบบประเมินคัดกรองผู้ป่วยที่มีปัญหาการดื่มสุราในระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย ไปจนถึงการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงเพื่อรักษา”</p>
<p>และก้าวต่อไปของการพัฒนา คือการหาตัวยาใหม่ๆ เข้ามาช่วยบำบัดรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ทำความรู้จักยาใหม่ เลือกที่ใช่สำหรับชีวิต</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>“เดิมเป้าหมายสูงสุดของการรักษาผู้มีปัญหาการดื่ม คือทำให้เข้าสู่ภาวะหยุดดื่มสุรา (abstinent) จนกระทั่งปี 2006 มีงานศึกษาที่เรียกว่า COMBINE Study ในประเทศอเมริกาเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวคิดการรักษา จากที่มีเป้าหมายเป็นภาวะหยุดดื่มโดยสิ้นเชิง ก็เพิ่มเป้าหมายด้านการลดปริมาณการดื่ม หรือเปลี่ยนพฤติกรรมดื่มหนัก (Heavy Drinking) อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าการรักษาที่สำเร็จคือการทำให้เลิกสุราได้เสมอไป” นพ.สุจิระเล่าที่มาที่ไปของแนวคิดการบำบัดผู้ติดสุราในปัจจุบัน</p>
<p>เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน การใช้ตัวยาเองก็ต้องเปลี่ยน และดูเหมือนว่าประเทศไทยที่มีเพียงยา Disulfiram รักษาผู้ติดสุราจะไม่ตอบโจทย์การรักษาแนวคิดใหม่ เพราะยาชนิดนี้ หากรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์จะเกิดผลข้างเคียง เช่น หน้าแดง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาจำเป็นต้องหยุดดื่มเท่านั้นหากต้องการใช้ยาช่วย ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีเป้าหมายลดปริมาณการดื่มจะไม่สามารถใช้ยา Disulfiram ในการบำบัดได้เลย</p>
<p>ดังนั้น ถ้ามียาชนิดอื่นให้ผู้มีปัญหาการดื่มได้เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์และเป้าหมายของตน ย่อมทำให้การบำบัดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งนพ.สุจิระกล่าวว่า องค์การอาหารและยาในสหรัฐอเมริกาได้รับรองยาที่ใช้รักษาผู้ติดสุราไว้อีก 3 ชนิดนอกจาก Disulfiram ได้แก่ ยา Naltrexone แบบรับประทานและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และยา Acamposate ทั้งยังมียาบางตัว เช่น Topiramate Gabapentin Balcofen และ Ondansetron ที่มีงานวิจัยรองรับว่าปลอดภัยและใช้รักษาได้มีประสิทธิภาพดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1715" aria-describedby="caption-attachment-1715" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1715" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2280131-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1715" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากเรานำยาทุกชนิดมาวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย และหลักฐานงานวิจัยที่รองรับจะได้ผลดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Naltrexone</h4>
<p>+ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่ยังดื่มสุราอยู่ได้อย่างปลอดภัย</p>
<p>+ สามารถใช้ลดพฤติกรรมดื่มหนัก (Heavy drinking) ได้</p>
<p>+ ใช้ง่าย รับประทานวันละ 1 เม็ด หรือฉีดแค่เดือนละ 1 ครั้ง</p>
<p>&#8211; ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน(acute hepatitis) หรือ ตับวาย (hepatic failure)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Acamposate</h4>
<p>+ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับได้</p>
<p>+ สามารถใช้ร่วมกับยารักษาอาการจิตเวชต่างๆ ได้</p>
<p>+ มีการศึกษากับกลุ่มคนเอเชียในปี 2018 ระบุว่าคนที่ได้รับยามีแนวโน้มเลิกดื่มกว่าคนที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>&#8211; ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องเลิกดื่มก่อนจึงรับยาได้</p>
<p>&#8211; รับประทานบ่อยวันละ 3 เวลา ครั้งละ 2 เม็ด</p>
<p>&#8211; ยานี้ถูกขับออกโดยไต จึงต้องตรวจดูภาวะค่าไตของผู้รับด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Disulfiram</h4>
<p>+ เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทย ใช้มานาน</p>
<p>&#8211; ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องเลิกดื่มก่อนจึงรับประทานยาได้อย่างปลอดภัย หากยังดื่มสุราอยู่ ไม่แนะนำให้ใช้ทุกกรณี</p>
<p>&#8211; มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการตับวาย (hepatic failure) ของผู้ป่วยบางกลุ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Topiramate</h4>
<p>+ เป็นยาที่ค่อนข้างคุ้นเคยกันดีในวงการแพทย์จิตเวช</p>
<p>+ มีผลรบกวนประสิทธิภาพยาจิตเวชชนิดอื่นค่อนข้างน้อย ทำให้ใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชได้</p>
<p>&#8211; ยานี้ถูกขับออกโดยไต จึงต้องตรวจดูภาวะค่าไตของผู้รับด้วย</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการทำงานของระบบประสาท (Cognitive Dysfuction) อาจมีอาการมึนงง เฉื่อยชา (psychomotor slowing) ตั้งสมาธิยาก</p>
<p>&#8211; ลดความอยากอาหารของผู้รับประทานยา ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Gabapentin</h4>
<p>+ ไม่ใช้ตับในกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับสามารถรับประทานได้</p>
<p>&#8211; แพทย์ต้องปรับปริมาณ (dose) ให้ผู้ป่วยแต่ละคนอย่างเหมาะสม</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงเรื่องกดการหายใจ เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม benzodiazepine</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Ondansetron</h4>
<p>+ ใช้ได้ดี มีประสิทธิภาพกับกลุ่มผู้ติดสุราขั้นต้น (early-onset AUD)</p>
<p>&#8211; ไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วยโรคตับ และผู้ใช้ยาจิตเวชบางประเภท</p>
<p>&#8211; อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิด Serotonin Syndrome ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Balcofen</h4>
<p>+ รู้จักกันทั่วไปในชื่อยาคลายกล้ามเนื้อ</p>
<p>+ ใช้กับผู้ป่วยโรคตับได้โดยไม่ต้องปรับปริมาณยา (dose)</p>
<p>&#8211; อาจกระตุ้นอาการโรคจิตเวช (Psychiatric disease) บางประเภท</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Valproic</h4>
<p>+ ใช้กับผู้ป่วย Bipolar ที่มีปัญหาการดื่มได้มีประสิทธิภาพดี แต่ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าช่วยลดการดื่มสุราหรือช่วยรักษาอาการ Bipolar เพราะงานวิจัยระบุเพียงผู้ป่วยประเภทนี้ได้รับยาแล้วดื่มน้อยลง</p>
<p>&#8211; ควรระวังการใช้ยากับผู้ป่วยโรคตับและผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">โมเดลการรักษาจากอเมริกามาสู่ไทย</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>นพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์ สรุปโมเดลการรักษาซึ่งอ้างอิงจากองค์กร American Psychological Association หรือ APA ว่าควรปฏิบัติตามแบบแผนดังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>#1</strong> เมื่อผู้มีปัญหาการดื่มสุรามาที่สถานพยาบาล ต้องได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ออาการขาดสุราหรือไม่ หากมี ควรรักษาหรือหาวิธีป้องกันอาการขาดสุราก่อน เพื่อลดอันตรายรุนแรงที่อาจเกิดตามมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>#2</strong> คัดแยกออกเป็นกลุ่มผู้ดื่มระดับ mild และ moderate ไปจนถึง severe</p>
<p>ต้องมีการประเมินคัดแยกโดยแพทย์เพื่อเลือกการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>การรักษากลุ่มผู้ดื่มระดับ </u><u>mild</u></strong></p>
<p>สำหรับกลุ่ม mild แนะนำให้รักษาโดยใช้จิตสังคมบำบัดเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้ยา หากผู้ป่วยสามารถลดการดื่มลงได้ ก็รักษาด้วยวิธีเดิมต่อเนื่อง 12 เดือน แต่ถ้าผู้ป่วยกลับไปดื่ม ให้ปรับโปรแกรมจิตสังคมบำบัดแบบเข้มข้นขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>การรักษากลุ่มผู้ดื่มระดับ </u><u>moderate </u><u>ไปจนถึง</u><u> severe</u></strong></p>
<p>จากงานวิจัย COMBINE Study ในประเทศอเมริกา แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการรักษาโดยใช้ยาเพียงอย่างเดียว การรักษาโดยใช้จิตสังคมบำบัดเพียงอย่างเดียว หรือใช้ยาร่วมกับจิตสังคมบำบัด ล้วนได้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ผู้ป่วยสามารถเลือกการรักษาที่เหมาะสมและสะดวกต่อตนเองได้</p>
<p>ทั้งนี้ บุคลากรการแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่า หากทดลองใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล การเพิ่มจิตสังคมบำบัดควบคู่ด้วยจะเห็นผลมากขึ้น</p>
<p>ในแง่ของการใช้ยา APA แนะนำว่ายาขนานแรกที่ควรเลือกใช้รักษาผู้ติดสุรา คือ Naltrexone หรือAcamposate โดยควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ</p>
<p>กรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยาขนานแรกภายใน 3-4 เดือน แพทย์สามารถพิจารณาให้</p>
<p>-รักษาด้วยจิตสังคมบำบัดแบบเข้มข้นเพิ่มเติม</p>
<p>-ปรับปริมาณยาเพิ่มขึ้น</p>
<p>หรือ –เปลี่ยนตัวยา ซึ่งเบื้องต้น ให้ทดลองเปลี่ยนการรับประทานยา Naltrexone เป็น Acamposate หรือถ้าเริ่มต้นจากการรับประทาน Acamposate ให้เปลี่ยนเป็น Naltrexone</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาทั้งคู่ ค่อยหันมาใช้ยาขนานที่สอง คือ Disulfiram และ Topiramate โดยประเมินว่าผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการหยุดดื่มหรือไม่ ถ้าสามารถหยุดดื่มได้อย่างเด็ดขาด ให้รับประทาน Disulfiram แต่ถ้าไม่มีแรงจูงใจหยุดดื่ม ให้เลือกใช้ยา Topiramate จะปลอดภัยยิ่งกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">ความเป็นไปได้ของไทย</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อกลับมามองความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบบำบัดรักษาของไทย  เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากแวดวงคนทำงานได้ฉายภาพปัญหาของการให้บริการขณะนี้ว่า มีปัญหาทั้งฝั่งผู้ให้การรักษาและผู้เข้ารับการรักษา กล่าวคือ ผู้ให้การรักษายังมีปัญหาด้านองค์ความรู้ในการบริการไม่มากพอ บุคลากรและงบประมาณไม่เพียงพอ ส่วนผู้เข้ารับการรักษาเองก็ไม่เข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรักษาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร</p>
<p>นอกจากนี้ เรื่องการรับรองหรือขึ้นทะเบียนยาสำหรับการรักษาผู้ติดสุราก็สำคัญ เพราะจากการสอบถามบุคลากรจากสถานพยาบาลหลายแห่ง พบว่า หลายโรงพยาบาลมียาที่สามารถใช้รักษาผู้ติดสุราอย่าง Topiramate แต่ไม่สามารถขอเบิกเพื่อรักษากลุ่มผู้ติดสุราได้ เพราะ Indication หรือแนวทางการใช้ยาที่กำหนดไว้ไม่ได้ระบุกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ยาให้ครอบคลุม หรือสามารถผลักดันยา Naltrexone และ Accamposate เข้ามาใช้รักษาได้อย่างถูกต้อง ทำการศึกษาผลดีผลเสียของการนำยาเข้ามาใช้ในไทยเพื่อยืนยันความคุ้มค่า พัฒนา Guideline ในการใช้ยารูปแบบใหม่ๆ แน่นอนว่าคงทำให้ระบบการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการผลักดันนี้ต้องเกิดจากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งองค์การเภสัชกรรม (GPO) ที่คอยดูแลเรื่องการผลิตและขึ้นทะเบียนบริษัทนำเข้า คณะอนุกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ราชวิทยาลัยที่ศึกษา ทำการรับรองตัวยา ไปจนถึงภาคประชาสังคมช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดกระแสในหมู่ประชาชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1716" aria-describedby="caption-attachment-1716" style="width: 4608px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1716" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128.jpg" alt="" width="4608" height="3456" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128.jpg 4608w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/03/P2270128-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 4608px) 100vw, 4608px" /><figcaption id="caption-attachment-1716" class="wp-caption-text">ภาพจาก HITAP</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm และ HITAP</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/medicine-for-aud/">เปิดตำรายาใหม่ ความหวังในการรักษาผู้ติดสุรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1706</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
