<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>ดื่มแล้วขับ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ดื่มแล้วขับ/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:00:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>ดื่มแล้วขับ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/ดื่มแล้วขับ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=policy-drunk-driving</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 May 2021 08:59:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนะพงศ์ จินวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายป้องกันอุบัติเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ศวปถ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3788</guid>

					<description><![CDATA[<p>  ดื่มเหล้าบ้านเพื่อน ขับเร็วแล้วไม่สวมหมวก คือ สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์ ไปแค่นี้เอง – หลายคนอาจจะเผลอพูดประโยคแบบนี้บ่อยครั้งเวลาที่ออกไปสังสรรค์บ้านเพื่อนแล้วถูกใครสักคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงทักว่า ‘ไม่ควรขับรถไปแบบไม่สวมหมวกกันน็อก’ โดยหารู้ไม่ว่า ‘ไปแค่นี้’ เองนี่ล่ะคือเรื่องที่อันตรายที่สุด จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) พบว่า อุบัติเหตุกว่า 80% เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์และอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนของ อบต.และหมู่บ้านมากที่สุดถึง 37.9% ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือกว่า 19% หรือ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์จะเกิดในบริเวณที่ผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่อาศัยในรัศมี 3 กิโลเมตร หรือถ้าขีดวงกว้างออกมาอีกนิด คือจะเกิดเหตุบริเวณที่คนคนนั้นอยู่อาศัยในรัศมี 5 กิโลเมตรถึงร้อยละ 39 &#160; เราเห็นอะไรจากตัวเลขนี้?   นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ตีความสถิติที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เป็นตัวเลขสะท้อนรูปแบบการพบปะสังสรรค์ของคนชนบทที่ต่างจากคนกรุงเทพฯ หรือคนเมือง โดยปกติคนเมืองอาจจะเจอกันที่ร้านเหล้า สถานบันเทิง แต่สำหรับคนชนบท ถ้าไม่มีลักษณะการรวมตัวตามงานหมอลำ คอนเสิร์ต พวกเขาก็มักตั้งวงเหล้าดื่มกันง่ายๆ ที่บ้าน มอเตอร์ไซค์จึงกลายเป็นยานพาหนะหลักและเกือบทั้งหมดจะไม่ใส่หมวกกันน็อคเพราะเขามองว่าไปแค่นี้เอง “ลองนึกถึงภาพไปดื่มสังสรรค์ ตอนไปอาจจะคิดว่าแค่นี้ แต่ตอนกลับเขาเมาแล้ว และสิ่งที่เจอในช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่และสงกรานต์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/">ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<h3 style="text-align: left;"><strong>ดื่มเหล้าบ้านเพื่อน ขับเร็วแล้วไม่สวมหมวก คือ</strong><strong> สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์</strong></h3>
<p><em>ไปแค่นี้เอง</em> – หลายคนอาจจะเผลอพูดประโยคแบบนี้บ่อยครั้งเวลาที่ออกไปสังสรรค์บ้านเพื่อนแล้วถูกใครสักคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงทักว่า ‘ไม่ควรขับรถไปแบบไม่สวมหมวกกันน็อก’ โดยหารู้ไม่ว่า ‘ไปแค่นี้’ เองนี่ล่ะคือเรื่องที่อันตรายที่สุด</p>
<p>จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) พบว่า อุบัติเหตุกว่า 80% เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์และอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนของ อบต.และหมู่บ้านมากที่สุดถึง 37.9%</p>
<p>ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือกว่า 19% หรือ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์จะเกิดในบริเวณที่ผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่อาศัยในรัศมี 3 กิโลเมตร หรือถ้าขีดวงกว้างออกมาอีกนิด คือจะเกิดเหตุบริเวณที่คนคนนั้นอยู่อาศัยในรัศมี 5 กิโลเมตรถึงร้อยละ 39</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>เราเห็นอะไรจากตัวเลขนี้? </em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong>นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์</strong> <strong>ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน</strong> (ศวปถ.) ตีความสถิติที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เป็นตัวเลขสะท้อนรูปแบบการพบปะสังสรรค์ของคนชนบทที่ต่างจากคนกรุงเทพฯ หรือคนเมือง โดยปกติคนเมืองอาจจะเจอกันที่ร้านเหล้า สถานบันเทิง แต่สำหรับคนชนบท ถ้าไม่มีลักษณะการรวมตัวตามงานหมอลำ คอนเสิร์ต พวกเขาก็มักตั้งวงเหล้าดื่มกันง่ายๆ ที่บ้าน มอเตอร์ไซค์จึงกลายเป็นยานพาหนะหลักและเกือบทั้งหมดจะไม่ใส่หมวกกันน็อคเพราะเขามองว่า<em>ไปแค่นี้เอง</em></p>
<p>“ลองนึกถึงภาพไปดื่มสังสรรค์ ตอนไปอาจจะคิดว่าแค่นี้ แต่ตอนกลับเขาเมาแล้ว และสิ่งที่เจอในช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่และสงกรานต์ คืออุบัติเหตุที่เกิดในลักษณะนี้ประมาณ 40% – 50% ไม่มีคู่กรณี” หมอธนะพงศ์กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘เมาไม่ขับ’</p>
<p>‘ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม’</p>
<p>‘เมาไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย’</p>
<p>‘ลดเร็ว ลดเสี่ยง กลับบ้านปลอดภัย’</p>
<p>‘สงกรานต์นี้ ขับขี่ปลอดภัย ไม่มีใครเป็นหนึ่งในสถิติ’</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขับรถเร็ว – ไม่สวมหมวก – ดื่มแล้วขับ นี่คือความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่คุณหมอธนะพงศ์บอกไว้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามักได้ยินสโลแกนเหล่านี้บ่อยครั้ง</p>
<p><strong>แล้วแต่ละปีแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันหรือไม่?</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>“แบบแผนความเสี่ยงของช่วงเทศกาลไม่ค่อยแตกต่างกันนัก หลักๆ มีแค่ 2 แบบแผน คือ แบบแผนความเสี่ยงช่วงเดินทางเป็นเรื่องของการขับเร็ว และแบบแผนความเสี่ยงช่วงการเฉลิมฉลองจะเป็นเรื่องการเมาแล้วขับ การไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นส่วนใหญ่” หมอธนะพงศ์ตอบ</p>
<p>แบบแผนความเสี่ยงไม่ต่าง แต่การมุ่งเน้นนั้นต่างกันซึ่งแต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขประกอบอื่นๆ เช่น นโยบายของรัฐหรือแม้กระทั่งการเกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา 2019</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter wp-image-3790 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13.jpg" alt="" width="1620" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13.jpg 1620w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1620px) 100vw, 1620px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>สถานการณ์เปลี่ยน แผนความเสี่ยงเปลี่ยนไปอย่างไร</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อเปรียบเทียบ 2 ปีที่โดนโควิดเล่นงานจะเห็นสถิติดังนี้</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2562      เกิดอุบัติเหตุ 3,338 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>386 ราย</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2563      อุบัติเหตุเกิดขึ้น 1,307 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>167 ราย</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2564      อุบัติเหตุรวม 2,365 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>277 ราย</strong></p>
<p><strong>สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ </strong><strong>35.18 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 22.13</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าดูจากสถิติจะเห็นได้ว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) มีจำนวนอุบัติเหตุการเสียชีวิตลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลพวงมาจาก ‘ยาแรงชุดใหญ่’ ที่รัฐฉีดไป ได้แก่</p>
<p>1. ล็อกดาวน์ ลดการเดินทาง ลดการออกจากบ้าน ลดงานรื่นเริง</p>
<p>2. มาตรการเคอร์ฟิวส์ หลังสี่ทุ่มห้ามออกจากบ้าน</p>
<p>3. มีมาตรการห้ามขายเหล้า</p>
<p>ยาแรง 3 หลอดนี้ทำให้การเสียชีวิตซึ่งปกติในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 380 คน หรือคิดเป็น 54 รายต่อวัน ลดฮวบเหลือเพียง 167 รายในปีที่แล้ว หรือกล่าวได้ว่าลดลงไป 219 ราย คิดเป็นราว 56.7%</p>
<p>แม้การระบาดของโรคโควิด – 19 จะยังไม่ซาลงแต่ปีนี้เงื่อนไขกลับต่างจากปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) โดยหมอธนะพงศ์เปรียบเทียบให้ฟังว่าปีนี้ไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีเคอร์ฟิวส์ ไม่มีการห้ามขายเหล้า มีเพียงแค่การขอความร่วมมือลดการรวมกลุ่ม ลดการสาดน้ำและหลีกเลี่ยงการจัดงานใหญ่ๆ รวมถึงตัวภาครัฐเองก็มีแนวโน้มอยากให้คนกลับบ้านเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล ซึ่งเห็นได้จากการให้มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ฉะนั้นมันก็จะเป็นเงื่อนไขที่ส่งเสริมให้คนเดินทางกลับบ้าน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ยิ่งมีโควิด คนยิ่งใช้รถส่วนบุคคลเพราะว่าคงไม่อยากไปใช้บริการกับรถสาธารณะ และใช้วิธีการทยอยกลับมากกว่าการรอเดินทางกลับในวันสุดท้าย นั่นแปลว่า เขามีโอกาสทำความเร็วได้”</p>
<p><em>ดังนั้นแบบแผนความเสี่ยงในช่วงการเดินทางของปีนี้คือ เรื่องความเร็ว</em><em>,</em> คุณหมอสรุป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้จะมีการตั้งจุดตรวจในช่วงสงกรานต์เพื่อดูแลการขับขี่รถยนต์-จักรยานยนต์ แต่อาจไม่ถึงขั้นดูแลครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการคมนาคมบนถนนสายรองหรือถนนในหมู่บ้านได้ หมอธนะพงศ์จึงเสนอว่า “<strong>เราต้องคุยว่าทำยังไงให้ท้องถิ่นหรือชุมชนซึ่งเป็นเจ้าภาพของหมู่บ้านตัวเอง</strong> ลุกขึ้นมาบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ก็ทำตามแบบแผนชุมชน คิดว่าเรื่องการทำให้ด่านชุมชนเป็นด่านเชิงบูรณาการ”</p>
<p>เรามักคุ้นชินกับภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เฝ้าด่านตรวจวัดไข้ ใส่หน้ากากผู้ที่ขับรถสัญจรไปมาในหมู่บ้านช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ซึ่งหากชุมชนสามารถบูรณาการให้ด่านเหล่านี้ทำหน้าที่หลายอย่างรวมกัน คือ มีการตรวจวัดไข้ ใส่หน้ากากและสามารถตรวจแอลกอฮอล์ได้ด้วย ตรวจหมวกกันน็อกไปด้วยมันจะสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง</p>
<p>“เป็นการบูรณาการไปด้วยกันทั้งเรื่องโรคโควิด – 19 และความปลอดภัยบนท้องถนนในชุมชน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3791" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2.jpg" alt="" width="2048" height="1536" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ </strong><strong>‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตรงนี้เราคงพอเห็นรูปแบบมาตรการการรองรับความเสี่ยงในช่วงการฉลองได้ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ</p>
<p><strong>ต้นน้ำ</strong> คือ สถานที่พวกอุทยาน ชุมชน จุดจำหน่าย จุดรื่นเริงที่ต้องตัดวงจรการดื่มเหล้าให้ได้โดยเด็ดขาด</p>
<p><strong>กลางน้ำ</strong> คือ ด่านตรวจ ด่านชุมชน</p>
<p>และ<strong>ปลายน้ำ</strong> คือ เมื่อเกิดเหตุต้องตรวจแอลกอฮอล์ทุกราย ถ้าพบว่าเป็นเด็กก็ต้องสืบไปถึงต้นน้ำว่าใครขายเหล้าให้เด็กก็จะถูกลงโทษ</p>
<p>หมอธนะพงศ์บอกว่าถ้าสามารถบูรณาการได้แบบนี้จะทำให้มาตรการนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทิศทางมาตรการของรัฐบาลจะค่อยๆ มุ่งเน้นไปให้ความสำคัญกับระดับพื้นที่มากขึ้น”</p>
<p>หมอธนะพงศ์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าเดิมทีนโยบายหรือมาตรการต่างๆ มักมาจากส่วนกลาง แต่ตอนนี้นโยบายเริ่มกระจายแบบ area base โดยให้คนในพื้นที่เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหาแล้วสร้างมาตรการระดับพื้นที่เอง เช่นเดียวกับกรณีการแพร่ระบาดของโรคโควิด &#8211; 19 ที่ตอนนี้เน้นทิศทางแบบ area base</p>
<p>“ตอนนี้รัฐบาลกลางจะไม่กล้าออกมาตรการแบบสูตรสำเร็จแต่ใช้แบบ area base ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้ทิศทางนี้เป็นทิศทางหลักในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนหรือเรื่องอื่นๆ แล้วให้ความสำคัญกับอำเภอ พื้นที่ ให้คนท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วจัดการความเสี่ยงได้เอง ผมมองว่าเป็นทิศทางที่ถูก <strong>เพราะฉะนั้นคำตอบของเรื่องนี้คือทำอย่างไรให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดการความเสี่ยงของตัวเองได้</strong><strong>”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/">ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3788</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=why-we-drive-when-drunk</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Apr 2021 12:08:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[อุบัติเหตุบนท้องถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3730</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดไทม์ไลน์สถิติเมาแล้วขับ &#160; &#8211; ในทุกๆ ปีจะมีผู้คนกว่า 3 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และในจำนวนนี้ได้รับบาดเจ็บและพิการถึง 50 ล้านคน นั่นคือตัวเลขจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) &#160; &#8211; WHO คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก &#160; &#8211; 90% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกเกิดในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ – ปานกลางซึ่งมักเกิดกับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คนเดินถนนและคนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะที่ไม่ปลอดภัย &#160; &#8211; ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยปีละ 12,000 คน หรือวันละ 33 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ &#160; &#8211; จากการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 232,845 ล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็น 2.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งที่ค่าเฉลี่ยทั่วไปไม่ควรเกิน 1-2% ของ GDP &#160; &#8211; สถานการณ์ล่าสุดปี 2564 ช่วง 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/">เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong>เปิดไทม์ไลน์สถิติเมาแล้วขับ </strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; ในทุกๆ ปีจะมีผู้คนกว่า <strong>3 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน </strong>และในจำนวนนี้ได้รับบาดเจ็บและพิการถึง 50 ล้านคน นั่นคือตัวเลขจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO)</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; WHO คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็น<strong>สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ</strong> ของคนทั่วโลก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; 90% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก<strong>เกิดในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ – ปานกลาง</strong>ซึ่งมักเกิดกับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คนเดินถนนและคนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะที่ไม่ปลอดภัย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยปีละ 12,000 คน หรือวันละ 33 คน และ<strong>มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาล</strong>สงกรานต์และปีใหม่</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; จากการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 232,845 ล้านบาทต่อปีหรือ<strong>คิดเป็น 2.8</strong><strong>% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) </strong>ทั้งที่ค่าเฉลี่ยทั่วไปไม่ควรเกิน 1-2% ของ GDP</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>&#8211; สถานการณ์ล่าสุดปี </strong><strong>2564 </strong>ช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่เกิดอุบัติเหตุกว่า 3,333 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 392 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี 2563 กว่า 19 ราย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>&#8211; ‘เมาแล้วขับ’ เป็นคดีที่มียอดสะสมสูงสุด</strong> 4,435 คดี หรือคิดเป็น 42% จากคดีทั้งหมด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; เมื่อปี 2560 มีการศึกษาการบาดเจ็บของผู้ป่วยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องฉุกเฉิน พบข้อมูลน่าสนใจว่าผู้บาดเจ็บมีพฤติกรรมการดื่มก่อนเกิดการบาดเจ็บภายใน 6 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธ์ที่ดื่มเฉลี่ย 108.3 มิลลิกรัม หรือ<strong>เท่ากับการดื่มเบียร์ขวดใหญ่ 3.5 ขวด</strong></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงผลที่ตามมาของเหตุการณ์เมาแล้วขับ ทุกคนต่างเห็นร่วมกันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อเมาแล้วขับหรือผู้ที่กระทำความผิดเอง เป็นความโหดร้ายที่เกิดจากการไม่ทันได้ยั้งคิดของผู้ดื่มเกี่ยวกับผลที่อาจตามมาในอนาคตอันใกล้และผลต่อผู้อื่นในสังคมด้วย</p>
<p><em>‘ทำไมเมาแล้วต้องขับ?’ –</em> นั่นคงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของหลายๆ คนเมื่อเห็นข่าวผ่านหน้าจอทีวี โทรศัพท์หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์</p>
<p><em>และนักวิจัยก็คงสงสัยเช่นเดียวกับเรา</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>เปิดงานวิจัยอธิบายพฤติกรรมเมาแล้วขับ</strong><strong> : </strong></h2>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ความสามารถควบคุมตนเองต่ำ นิยมความสุขเดี๋ยวนั้น และอยู่กับปัจจุบันมากเกินไป</strong></h2>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>ความสามารถควบคุมตนเองต่ำ</strong></h3>
<p>‘คนเรามีแนวโน้มที่จะกระทำผิดหรือประกอบอาชญากรรมได้ทุกคน ถ้าขาดความอดกลั้น ขาดความยับยั้งชั่งใจ<strong>’</strong></p>
<p>หลักทฤษฎี <strong>General Theory of crime</strong> หรือ <strong>Self-control Theory</strong> ของ Michael Gottfredson ว่าไว้แบบนั้น หรือคนทั่วไปอาจจะเรียกว่า <strong>ความสามารถในการควบคุมตนเอง</strong></p>
<p><em>และความสามารถในการควบคุมตนเองนี่แหละ</em><em>, คือปัจจัยสำคัญในกรณีเมาแล้วขับ</em></p>
<p>กัลป์ลิกา ฉินวิรุฬห์ศิริทรัพย์ นักวิจัยผู้สนใจเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเมาแล้วขับ ทำวิจัยโดยศึกษาจากผู้ที่ถูกคุมความประพฤติคดีเมาแล้วขับกว่าจำนวน 400 คน และพบว่าความสามารถในการควบคุมตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราถึง 27.2% หมายความว่าทฤษฎีการควบคุมตนเองแสดงให้เห็นว่า การมีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการขับรถของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>พูดให้ง่ายกว่านั้น</em>,</p>
<p>การมีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำเป็นปัจจัยพื้นฐานของการเมาแล้วขับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>งานวิจัยกล่าวถึงลักษณะของคนที่มีการควบคุมตนเองต่ำจะมีบุคลิกภาพแบบหุนหันพลันแล่น มักจะยึดถือตนเองเป็นจุดศูนย์กลางและฉุนเฉียวง่าย ที่สำคัญ คนที่ขาดการควบคุมตนเองมักจะแสวงหาความสุขให้ตนเองอยู่เสมอ และมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เป็นอันตรายเพราะชอบความเสี่ยงและความตื่นเต้นเร้าใจเป็นทุนเดิม ทั้งการดื่มเหล้า หรือการขับรถเร็ว กล่าวได้ว่าบุคคลที่ขาดการควบคุมตนเองมักมีแรงกระตุ้นต่อพฤติกรรมที่ขาดสติได้ง่าย</p>
<p>แต่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีการควบคุมตนเองเท่านั้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังพูดถึงทฤษฎีทางอาชญาวิทยาที่น่าสนใจอีก 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีความผูกพันต่อครอบครัว และ ทฤษฎีการผูกมัดทางสังคม ซึ่งหลักๆ มีใจความว่า</p>
<p>‘มนุษย์เรามีแนวโน้มจะกระทำผิดกฎหมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพียงแต่ควบคุมเอาไว้เท่านั้น’</p>
<p>เหตุที่มนุษย์สามารถควบคุมไว้ได้และไม่กระทำผิดเพราะกลัวว่าจะทำให้เสียความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนฝูง ครอบครัว พี่น้อง เพื่อนบ้าน ครู-อาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>หากความสัมพันธ์เหล่านั้นขาดความเหนียวแน่น ขาดความผูกพัน</em><em>,</em></p>
<p><em>คนเราก็จะเป็นอิสระที่จะกระทำผิด</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในขณะที่ตามหลักทฤษฎีความผูกมัดทางสังคมบอกว่า การที่คนเราทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องอาชีพ เรื่องเกียรติยศ และชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้จะสร้างข้อผูกมัดทางสังคมไว้ และเมื่อคนเรามีข้อผูกมัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะกระทำผิดก็จะลดน้อยลงเพราะการที่คนเราจะกระทำผิดหรือไม่นั้นจะต้องชั่งใจไตร่ตรองอยู่เสมอว่า ‘การกระทำผิดครั้งนี้เสี่ยงต่อการสูญเสียในเรื่องที่ตนได้มีข้อผูกมัดหรือพันธสัญญาหรือไม่’ – ซึ่งหากเห็นว่ามีโอกาสที่จะสูญเสียในเรื่องที่เป็นข้อผูกมัด บุคคลนั้นก็จะไม่กระทำความผิด</p>
<p>จากทั้ง 2 ทฤษฎีมองว่าคนที่ขาดความผูกพันต่อสังคมและคนที่ขาดข้อผูกมัดทางสังคมอาจมีผลต่อพฤติกรรมการกระทำผิดซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า<strong>ปัจจัยความผูกพันต่อครอบครัวและปัจจัยความผูกมัดทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ถูกคุมความประพฤติคดีเมาแล้วขับ ในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>นิยมความสุขเดี๋ยวนั้น (</strong><strong>instant gratification)</strong></h3>
<p>ความสุขทันที (instant gratification) เป็นสิ่งตรงข้ามกับการชะลอการได้รับความสุขในระยะสั้น  (Delay Gratification) หลายคนอาจรู้จักในชื่อ <strong>‘ความอดทนรอคอย’</strong></p>
<p>ความอดทนรอคอย หมายถึง ความสามารถในการต่อสู้กับความรู้สึกต้องการที่จะได้รับในทันที และสามารถอดทนรอคอยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า</p>
<p>‘และคนเมาเเล้วขับมักจะให้น้ำหนักกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าความสุขในอนาคตมากจนเกินไป’</p>
<p>งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า the Survey of Alcohol and Driving โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ 3 คนจากมหาวิทยาลัย Duke – Frank A. Sloan, Lindsey M. Eldred และ Yanzhi Xu – ได้วิเคราะห์ข้อมูลของคนที่ดื่มเเล้วขับในสหรัฐอเมริกาและพบว่า</p>
<p><strong>“พวกเขาชื่นชอบความสุขแบบทันที ส่วนเรื่องร้ายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขาในอนาคต พวกเขาแทบไม่ได้คิดถึงมันเลย”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>อยู่กับปัจจุบันมากเกินไป</strong></h3>
<p>การให้น้ำหนักกับความสุขปัจจุบันมากเกินไป จนละเลยผลที่อาจตามมาในอนาคตอาจกลายเป็นปัญหา <strong>&#8211; </strong>นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกพฤติกรรมนั้นว่า time-inconsistency</p>
<p>Time-Inconsistent Preference พฤติกรรมเบี่ยงเบนในการเลือกเชิงเวลา สมมติฐานพื้นฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กําหนดให้ความพอใจในแต่ละช่วงเวลาเป็นลักษณะคงที่ (Exponential Discounting) ซึ่งสามารถวัดได้จากค่าคิดลด (Discounting Factor) ของอรรถประโยชน์ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งงานศึกษาเชิงพฤติกรรมชี้ให้เห็นว่า</p>
<p>“มนุษย์มีลักษณะให้คุณค่าหรือความพอใจในปัจจุบันมากกว่าในอนาคต (Present Bias)”</p>
<p>และนั่นเป็นผลให้แม้ว่าผู้ที่เมาแล้วขับจะเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือเข้าใจได้ว่าการเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่ไม่ดีและเสี่ยงที่จะเกิดผลร้ายกับตนเองและผู้อื่น แต่พวกเขาก็จะยังคงเลือกทำตามความพอใจซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะมากกว่าการคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หากเป็นเช่นนั้นแล้วนโยบายแบบไหน?</strong></p>
<p><strong>การบังคับใช้กฎหมายเช่นไร?</strong></p>
<p><strong>จะแก้ปัญหาเมาแล้วขับได้</strong></p>
<p><em>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ‘<a href="https://alcoholrhythm.com/drunk-driving-responsibilty-culture/" target="_blank" rel="noopener">เมาแล้วขับ – สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมของรัฐ ร้านเหล้าและคนดื่ม</a>’</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา</strong><strong>:</strong></p>
<p><a href="https://www.voicetv.co.th/read/475431">https://www.voicetv.co.th/read/475431</a></p>
<p><a href="https://thestandard.co/happiness-behavior-drunkdriving/?fbclid=IwAR1yEZrWqxbQLNuinX83_WY5yG134TgIJMM_5WKiHNMHNG4j6zN_Y9fgMgM">https://thestandard.co/happiness-behavior-drunkdriving/?fbclid=IwAR1yEZrWqxbQLNuinX83_WY5yG134TgIJMM_5WKiHNMHNG4j6zN_Y9fgMgM</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/">เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3730</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
