<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>เมาแล้วขับ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/เมาแล้วขับ/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:17:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>เมาแล้วขับ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/เมาแล้วขับ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=policy-drunk-driving</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 May 2021 08:59:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนะพงศ์ จินวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายป้องกันอุบัติเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ศวปถ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3788</guid>

					<description><![CDATA[<p>  ดื่มเหล้าบ้านเพื่อน ขับเร็วแล้วไม่สวมหมวก คือ สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์ ไปแค่นี้เอง – หลายคนอาจจะเผลอพูดประโยคแบบนี้บ่อยครั้งเวลาที่ออกไปสังสรรค์บ้านเพื่อนแล้วถูกใครสักคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงทักว่า ‘ไม่ควรขับรถไปแบบไม่สวมหมวกกันน็อก’ โดยหารู้ไม่ว่า ‘ไปแค่นี้’ เองนี่ล่ะคือเรื่องที่อันตรายที่สุด จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) พบว่า อุบัติเหตุกว่า 80% เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์และอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนของ อบต.และหมู่บ้านมากที่สุดถึง 37.9% ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือกว่า 19% หรือ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์จะเกิดในบริเวณที่ผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่อาศัยในรัศมี 3 กิโลเมตร หรือถ้าขีดวงกว้างออกมาอีกนิด คือจะเกิดเหตุบริเวณที่คนคนนั้นอยู่อาศัยในรัศมี 5 กิโลเมตรถึงร้อยละ 39 &#160; เราเห็นอะไรจากตัวเลขนี้?   นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ตีความสถิติที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เป็นตัวเลขสะท้อนรูปแบบการพบปะสังสรรค์ของคนชนบทที่ต่างจากคนกรุงเทพฯ หรือคนเมือง โดยปกติคนเมืองอาจจะเจอกันที่ร้านเหล้า สถานบันเทิง แต่สำหรับคนชนบท ถ้าไม่มีลักษณะการรวมตัวตามงานหมอลำ คอนเสิร์ต พวกเขาก็มักตั้งวงเหล้าดื่มกันง่ายๆ ที่บ้าน มอเตอร์ไซค์จึงกลายเป็นยานพาหนะหลักและเกือบทั้งหมดจะไม่ใส่หมวกกันน็อคเพราะเขามองว่าไปแค่นี้เอง “ลองนึกถึงภาพไปดื่มสังสรรค์ ตอนไปอาจจะคิดว่าแค่นี้ แต่ตอนกลับเขาเมาแล้ว และสิ่งที่เจอในช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่และสงกรานต์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/">ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<h3 style="text-align: left;"><strong>ดื่มเหล้าบ้านเพื่อน ขับเร็วแล้วไม่สวมหมวก คือ</strong><strong> สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์</strong></h3>
<p><em>ไปแค่นี้เอง</em> – หลายคนอาจจะเผลอพูดประโยคแบบนี้บ่อยครั้งเวลาที่ออกไปสังสรรค์บ้านเพื่อนแล้วถูกใครสักคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงทักว่า ‘ไม่ควรขับรถไปแบบไม่สวมหมวกกันน็อก’ โดยหารู้ไม่ว่า ‘ไปแค่นี้’ เองนี่ล่ะคือเรื่องที่อันตรายที่สุด</p>
<p>จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) พบว่า อุบัติเหตุกว่า 80% เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์และอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนของ อบต.และหมู่บ้านมากที่สุดถึง 37.9%</p>
<p>ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือกว่า 19% หรือ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์จะเกิดในบริเวณที่ผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่อาศัยในรัศมี 3 กิโลเมตร หรือถ้าขีดวงกว้างออกมาอีกนิด คือจะเกิดเหตุบริเวณที่คนคนนั้นอยู่อาศัยในรัศมี 5 กิโลเมตรถึงร้อยละ 39</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>เราเห็นอะไรจากตัวเลขนี้? </em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong>นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์</strong> <strong>ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน</strong> (ศวปถ.) ตีความสถิติที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เป็นตัวเลขสะท้อนรูปแบบการพบปะสังสรรค์ของคนชนบทที่ต่างจากคนกรุงเทพฯ หรือคนเมือง โดยปกติคนเมืองอาจจะเจอกันที่ร้านเหล้า สถานบันเทิง แต่สำหรับคนชนบท ถ้าไม่มีลักษณะการรวมตัวตามงานหมอลำ คอนเสิร์ต พวกเขาก็มักตั้งวงเหล้าดื่มกันง่ายๆ ที่บ้าน มอเตอร์ไซค์จึงกลายเป็นยานพาหนะหลักและเกือบทั้งหมดจะไม่ใส่หมวกกันน็อคเพราะเขามองว่า<em>ไปแค่นี้เอง</em></p>
<p>“ลองนึกถึงภาพไปดื่มสังสรรค์ ตอนไปอาจจะคิดว่าแค่นี้ แต่ตอนกลับเขาเมาแล้ว และสิ่งที่เจอในช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่และสงกรานต์ คืออุบัติเหตุที่เกิดในลักษณะนี้ประมาณ 40% – 50% ไม่มีคู่กรณี” หมอธนะพงศ์กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘เมาไม่ขับ’</p>
<p>‘ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม’</p>
<p>‘เมาไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย’</p>
<p>‘ลดเร็ว ลดเสี่ยง กลับบ้านปลอดภัย’</p>
<p>‘สงกรานต์นี้ ขับขี่ปลอดภัย ไม่มีใครเป็นหนึ่งในสถิติ’</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขับรถเร็ว – ไม่สวมหมวก – ดื่มแล้วขับ นี่คือความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่คุณหมอธนะพงศ์บอกไว้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามักได้ยินสโลแกนเหล่านี้บ่อยครั้ง</p>
<p><strong>แล้วแต่ละปีแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันหรือไม่?</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>“แบบแผนความเสี่ยงของช่วงเทศกาลไม่ค่อยแตกต่างกันนัก หลักๆ มีแค่ 2 แบบแผน คือ แบบแผนความเสี่ยงช่วงเดินทางเป็นเรื่องของการขับเร็ว และแบบแผนความเสี่ยงช่วงการเฉลิมฉลองจะเป็นเรื่องการเมาแล้วขับ การไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นส่วนใหญ่” หมอธนะพงศ์ตอบ</p>
<p>แบบแผนความเสี่ยงไม่ต่าง แต่การมุ่งเน้นนั้นต่างกันซึ่งแต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขประกอบอื่นๆ เช่น นโยบายของรัฐหรือแม้กระทั่งการเกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา 2019</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter wp-image-3790 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13.jpg" alt="" width="1620" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13.jpg 1620w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/Dr-J-13-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1620px) 100vw, 1620px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>สถานการณ์เปลี่ยน แผนความเสี่ยงเปลี่ยนไปอย่างไร</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อเปรียบเทียบ 2 ปีที่โดนโควิดเล่นงานจะเห็นสถิติดังนี้</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2562      เกิดอุบัติเหตุ 3,338 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>386 ราย</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2563      อุบัติเหตุเกิดขึ้น 1,307 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>167 ราย</strong></p>
<p>สงกรานต์ปี 2564      อุบัติเหตุรวม 2,365 ครั้ง <strong>เสียชีวิต </strong><strong>277 ราย</strong></p>
<p><strong>สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ </strong><strong>35.18 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 22.13</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าดูจากสถิติจะเห็นได้ว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) มีจำนวนอุบัติเหตุการเสียชีวิตลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลพวงมาจาก ‘ยาแรงชุดใหญ่’ ที่รัฐฉีดไป ได้แก่</p>
<p>1. ล็อกดาวน์ ลดการเดินทาง ลดการออกจากบ้าน ลดงานรื่นเริง</p>
<p>2. มาตรการเคอร์ฟิวส์ หลังสี่ทุ่มห้ามออกจากบ้าน</p>
<p>3. มีมาตรการห้ามขายเหล้า</p>
<p>ยาแรง 3 หลอดนี้ทำให้การเสียชีวิตซึ่งปกติในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 380 คน หรือคิดเป็น 54 รายต่อวัน ลดฮวบเหลือเพียง 167 รายในปีที่แล้ว หรือกล่าวได้ว่าลดลงไป 219 ราย คิดเป็นราว 56.7%</p>
<p>แม้การระบาดของโรคโควิด – 19 จะยังไม่ซาลงแต่ปีนี้เงื่อนไขกลับต่างจากปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) โดยหมอธนะพงศ์เปรียบเทียบให้ฟังว่าปีนี้ไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีเคอร์ฟิวส์ ไม่มีการห้ามขายเหล้า มีเพียงแค่การขอความร่วมมือลดการรวมกลุ่ม ลดการสาดน้ำและหลีกเลี่ยงการจัดงานใหญ่ๆ รวมถึงตัวภาครัฐเองก็มีแนวโน้มอยากให้คนกลับบ้านเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล ซึ่งเห็นได้จากการให้มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ฉะนั้นมันก็จะเป็นเงื่อนไขที่ส่งเสริมให้คนเดินทางกลับบ้าน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ยิ่งมีโควิด คนยิ่งใช้รถส่วนบุคคลเพราะว่าคงไม่อยากไปใช้บริการกับรถสาธารณะ และใช้วิธีการทยอยกลับมากกว่าการรอเดินทางกลับในวันสุดท้าย นั่นแปลว่า เขามีโอกาสทำความเร็วได้”</p>
<p><em>ดังนั้นแบบแผนความเสี่ยงในช่วงการเดินทางของปีนี้คือ เรื่องความเร็ว</em><em>,</em> คุณหมอสรุป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้จะมีการตั้งจุดตรวจในช่วงสงกรานต์เพื่อดูแลการขับขี่รถยนต์-จักรยานยนต์ แต่อาจไม่ถึงขั้นดูแลครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการคมนาคมบนถนนสายรองหรือถนนในหมู่บ้านได้ หมอธนะพงศ์จึงเสนอว่า “<strong>เราต้องคุยว่าทำยังไงให้ท้องถิ่นหรือชุมชนซึ่งเป็นเจ้าภาพของหมู่บ้านตัวเอง</strong> ลุกขึ้นมาบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ก็ทำตามแบบแผนชุมชน คิดว่าเรื่องการทำให้ด่านชุมชนเป็นด่านเชิงบูรณาการ”</p>
<p>เรามักคุ้นชินกับภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เฝ้าด่านตรวจวัดไข้ ใส่หน้ากากผู้ที่ขับรถสัญจรไปมาในหมู่บ้านช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ซึ่งหากชุมชนสามารถบูรณาการให้ด่านเหล่านี้ทำหน้าที่หลายอย่างรวมกัน คือ มีการตรวจวัดไข้ ใส่หน้ากากและสามารถตรวจแอลกอฮอล์ได้ด้วย ตรวจหมวกกันน็อกไปด้วยมันจะสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง</p>
<p>“เป็นการบูรณาการไปด้วยกันทั้งเรื่องโรคโควิด – 19 และความปลอดภัยบนท้องถนนในชุมชน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3791" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2.jpg" alt="" width="2048" height="1536" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-300x225.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-768x576.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/05/DEEB1C9B-E219-4866-B381-826CE61946A2-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ </strong><strong>‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตรงนี้เราคงพอเห็นรูปแบบมาตรการการรองรับความเสี่ยงในช่วงการฉลองได้ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ</p>
<p><strong>ต้นน้ำ</strong> คือ สถานที่พวกอุทยาน ชุมชน จุดจำหน่าย จุดรื่นเริงที่ต้องตัดวงจรการดื่มเหล้าให้ได้โดยเด็ดขาด</p>
<p><strong>กลางน้ำ</strong> คือ ด่านตรวจ ด่านชุมชน</p>
<p>และ<strong>ปลายน้ำ</strong> คือ เมื่อเกิดเหตุต้องตรวจแอลกอฮอล์ทุกราย ถ้าพบว่าเป็นเด็กก็ต้องสืบไปถึงต้นน้ำว่าใครขายเหล้าให้เด็กก็จะถูกลงโทษ</p>
<p>หมอธนะพงศ์บอกว่าถ้าสามารถบูรณาการได้แบบนี้จะทำให้มาตรการนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทิศทางมาตรการของรัฐบาลจะค่อยๆ มุ่งเน้นไปให้ความสำคัญกับระดับพื้นที่มากขึ้น”</p>
<p>หมอธนะพงศ์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าเดิมทีนโยบายหรือมาตรการต่างๆ มักมาจากส่วนกลาง แต่ตอนนี้นโยบายเริ่มกระจายแบบ area base โดยให้คนในพื้นที่เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหาแล้วสร้างมาตรการระดับพื้นที่เอง เช่นเดียวกับกรณีการแพร่ระบาดของโรคโควิด &#8211; 19 ที่ตอนนี้เน้นทิศทางแบบ area base</p>
<p>“ตอนนี้รัฐบาลกลางจะไม่กล้าออกมาตรการแบบสูตรสำเร็จแต่ใช้แบบ area base ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้ทิศทางนี้เป็นทิศทางหลักในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนหรือเรื่องอื่นๆ แล้วให้ความสำคัญกับอำเภอ พื้นที่ ให้คนท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วจัดการความเสี่ยงได้เอง ผมมองว่าเป็นทิศทางที่ถูก <strong>เพราะฉะนั้นคำตอบของเรื่องนี้คือทำอย่างไรให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดการความเสี่ยงของตัวเองได้</strong><strong>”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/policy-drunk-driving/">ย้อนดูแบบแผนความเสี่ยงช่วงสงกรานต์เพื่อออกแบบอนาคต  – ‘มาตรการสำเร็จรูป’ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3788</post-id>	</item>
		<item>
		<title>‘ระบบรถตรวจจับระดับแอลกอฮอล์’ เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตป้องกันการเมาแล้วขับ</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/car-non-drunk-driving-technology/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=car-non-drunk-driving-technology</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 03:24:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบตรวจจับระดับแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[วัดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[เมาไม่ขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3703</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยไหมนั่งชมภาพยนตร์อยู่ดีๆ แล้วเกิดอาการอยากเลียนแบบเทคโนโลยีเจ๋งๆ ในจอภาพ ลองเอาเท้าไปสัมผัสกับคันเร่ง หรือทดลองเล่นกับฟังก์ชันภายในรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้เราใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย แต่นอกเหนือไปจากความเร็วและความสะดวกสบาย สิ่งที่ต้องตามมากับการขับขี่ทุกครั้งคือความปลอดภัย ดังนั้น จะดียิ่งขึ้นไหม ถ้าหากเทคโนโลยีในรถยนต์แบบใหม่ คือเทคโนโลยีประเภทคอยตรวจจับแอลกอฮอล์ ที่จะไม่ยอมแม้แต่ให้คุณบิดกุญแจสตาร์ทหากมีระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินไป ย้อนมาดูเหตุผลกันสักนิดว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงสำคัญ จากสถิติการเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลปีใหม่ของประเทศไทย กรมคุมประพฤติ ระบุว่า วันที่ 29 ธันวาคม 2562 เพียงวันเดียวคดีขับรถขณะเมาสุรายอดพุ่งถึง 3,880 คดี คิดเป็นร้อยละ 99.64  เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ สะสม 3 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2563 พบว่า คดีขับรถขณะเมาสุรา ปี พ.ศ. 2562 มีจำนวน 2,944 คดี กับปี พ.ศ. 2563 มีจำนวน 4,452 คดี เพิ่มขึ้นถึง 1,508 คดี คิดเป็นร้อยละ 51.22   ขณะที่สถิติปี 2564 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/car-non-drunk-driving-technology/">‘ระบบรถตรวจจับระดับแอลกอฮอล์’ เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตป้องกันการเมาแล้วขับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมนั่งชมภาพยนตร์อยู่ดีๆ แล้วเกิดอาการอยากเลียนแบบเทคโนโลยีเจ๋งๆ ในจอภาพ ลองเอาเท้าไปสัมผัสกับคันเร่ง หรือทดลองเล่นกับฟังก์ชันภายในรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้เราใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย</span></p>
<p>แต่นอกเหนือไปจากความเร็วและความสะดวกสบาย สิ่งที่ต้องตามมากับการขับขี่ทุกครั้งคือความปลอดภัย</p>
<p>ดังนั้น <span style="font-weight: 400;">จะดียิ่งขึ้นไหม ถ้าหากเทคโนโลยีในรถยนต์แบบใหม่ คือ</span><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีประเภทคอยตรวจจับแอลกอฮอล์ ที่จะไม่ยอมแม้แต่ให้คุณบิดกุญแจสตาร์ทหากมีระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนมาดูเหตุผลกันสักนิดว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงสำคัญ จากสถิติการเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลปีใหม่ของประเทศไทย กรมคุมประพฤติ ระบุว่า วันที่ 29 ธันวาคม 2562 เพียงวันเดียวคดีขับรถขณะเมาสุรายอดพุ่งถึง 3,880 คดี คิดเป็นร้อยละ 99.64 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ สะสม 3 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2563 พบว่า คดีขับรถขณะเมาสุรา ปี พ.ศ. 2562 มีจำนวน 2,944 คดี กับปี พ.ศ. 2563 มีจำนวน 4,452 คดี เพิ่มขึ้นถึง 1,508 คดี คิดเป็นร้อยละ 51.22  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่สถิติปี 2564 อธิบดีกรมคุมประพฤติ แถลงสถิติอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้น 713 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 80 ราย ผู้บาดเจ็บ 709 คน สาเหตุหลักมาจากการ ‘เมาแล้วขับ’ ยอดอุบัติเหตุสะสม 4 วัน รวม 2,365 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 267 ราย ผู้บาดเจ็บ 2,362 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้เห็นสถิติดังที่กล่าวไป หลายคนอาจจะเริ่มคิดว่าดูเข้าท่า หากนำเทคโนโลยีระบบรถยนต์ตรวจจับแอลกอฮอล์มาปรับใช้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้นกำเนิดของเทคโนโลยีที่ว่ามานี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา โดย</span><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์การเมาแล้วขับยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงทุกปีไม่ต่างจากประเทศไทย แอลกอฮอล์คร่าชีวิตผู้คนที่เมาแล้วขับประมาณ 30%  และทศวรรษที่ผ่านมาตำรวจได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มคนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ราวๆ ล้านคนต่อปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าเทคโนโลยีช่วยหยุดยั้งไม่ให้ผู้ขับขี่ออกตัวหรือเคลื่อนที่ขณะร่างกายไม่พร้อมสามารถป้องกันผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ใน 4 ของประเทศและรักษาชีวิตผู้คนได้มากกว่า 9,000 ชีวิตต่อปี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>สำรวจเทคโนโลยีสหรัฐฯ</b></h1>
<h1 style="text-align: center;"><b>‘ระบบรถตรวจจับระดับแอลกอฮอล์’</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2563 โดย</span><span style="font-weight: 400;">สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง </span><span style="font-weight: 400;">(องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากอุตสาหกรรมรถยนต์) ตรวจสอบถึงศักยภาพการช่วยชีวิตในระบบตรวจจับแอลกอฮอล์บนรถยนต์ ซึ่งจะเปิดเผยตัวเลขเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ที่สูงกว่าขีดจำกัดที่กำหนดไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรายังไม่มีความคืบหน้ามากนักในการพยายามต่อสู้กับอาการเมาแล้วขับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990” ชาร์ลลี ฟาร์มเมอร์ (Charles Farmer) รองประธานฝ่ายวิจัยและบริการทางสถิติของสถาบันและผู้เขียนบทความในแถลงการณ์ ระบุ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่เทคโนโลยีการตรวจจับอาจทำให้เกิดแก้ปัญหาการเมาแล้วขับได้อย่างแท้จริง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลรถชนที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับเพื่อประเมินระบบของผลกระทบ จะต้องแบ่งคนขับรถยนต์ออกเป็นรายกรณี เช่น ผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ผู้ที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 0.08% และ ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในการขับขี่ที่บกพร่องจากแอลกอฮอล์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 2015-2018 นักวิจัยระบุว่า 1 ในส่วน 4 ของผู้เสียชีวิตจากรถยนต์ชนสามารถป้องกันได้ หากผู้ขับนั้นมีระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดต่ำกว่า 0.08% และหากคนขับคนนั้นมีระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดเป็น 0 ผู้เสียชีวิต 1 ในส่วน 3  หรือประมาณ 12,000 คนต่อปี อาจจะไม่เสียชีวิตจากการถูกรถชน</span></p>
<p>ดังนั้นในปัจจุบัน จึงมีเทคโนโลยี<span style="font-weight: 400;">อุปกรณ์เชื่อมต่อจุดระเบิดแอลกอฮอล์ (innigtion interlock) อธิบายง่ายๆ อุปกรณ์นี้คล้ายๆ ที่เป่าวัดแอลกอฮอล์ แต่ต่างที่จะถูกติดไว้กับคอนโซลรถ ถ้าเป่าแล้วเกิน สตาร์ทรถไม่ได้ </span></p>
<p>มีรายงานระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ลดการเมาแล้วขับในสหรัฐฯ โดยเขตอำนาจศาลหลายแห่งกำหนดให้ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดปกติด้านเมาแล้วขับติดเจ้าสิ่งนี้ไว้ในรถ ผลคือเมื่อบังคับให้<span style="font-weight: 400;">ผู้ขับขี่ติดอุปกรณ์ดังกล่าว ร่วมกับกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำความผิดเมาแล้วขับแล้วนั้น ผู้จับจ่</span><span style="font-weight: 400;">มีโอกาสน้อยที่จะกระทำความผิดซ้ำ แสดงให้เห็นว่า</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้ช่วยลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการชนที่เกิดจากการเมาแล้วขับได้</span></p>
<p>รายงานดังกล่าวยังเสนอแนะด้วยว่าหากรัฐบาลกลางช่วยผลักดันกฎระเบียบให้เทคโนโลยีตรวจจับเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางจะต่อสู้กับปัญหาเมาแล้วขับได้ดียิ่งขึ้น เพราะตอนนี้มีผู้ผลิตบางราย อย่าง<span style="font-weight: 400;">วอลโว่</span><span style="font-weight: 400;"> (Volvo) ได้ทดลองนำเสนอเทคโนโลยีนี้เป็นอุปกรณ์เสริมในรถของตนเองแล้ว และคาดว่าผู้ผลิตอีกหลายรายจะเร่งสร้างมาตรฐานเทคโนโลยีตรวจจับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเร็วๆนี้ ก่อนมีกฎหมายออกบังคับใช้อย่างจริงจัง</span></p>
<p>นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ ยังมี<span style="font-weight: 400;">โปรเจกต์</span><span style="font-weight: 400;">ระบบตรวจจับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่เพื่อความปลอดภัย </span><span style="font-weight: 400;">(DADSS) ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน กล่าวคือ </span><span style="font-weight: 400;">สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง</span><span style="font-weight: 400;">ได้รับทุนจากผู้ผลิตรถยนต์มาทำการทดสอบเซนเซอร์แอลกอฮอล์บนท้องถนน เพื่อตรวจจับระดับความเข้นข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ผ่านการวัดอากาศโดยรอบในรถยนต์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าของโปรเจค DADSS </span>คาดว่าผู้ผลิตบางรายจะเริ่มนำเสนอระบบที่วัดระดับแอลกอฮอล์ผ่านอากาศโดยรอบเป็นตัวเลือกในช่วงต้นปี 2025 ถือเป็นทางเลือกใหม่ของเทคโนโลยีป้องกันการเมาแล้วขับที่น่าจับตาเช่นกัน</p>
<p>แล้วทางผู้ขับขี่ล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเทคโนโลยีเหล่านี้? จาก<span style="font-weight: 400;">การสำรวจผู้ขับขี่ในสหรัฐฯ เมื่อหลายปีก่อน เกือบ 2 ใน 3 สนับสนุนการติดตั้งระบบตรวจจับแอลกอฮอล์ในรถยนต์ทุกคัน ตราบเท่าที่อุปกรณ์นั้น รวดเร็ว แม่นยำ และไม่สร้างความรำคาญ และส่วนหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขายินดีจะจ่ายเพิ่มหากระบบมีราคาต่ำกว่า 500 เหรียญดอลลาร์</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปของงานวิจัย<span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวงคือ หากมีการใช้ระบบตรวจจับแอลกอฮอล์เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถรุ่นใหม่ทั้งหมดในปีนี้ ก็อาจจะต้องใช้เวลาเกือบ 12 ปี กว่าจะติดตั้งในยานพาหนะรุ่นเก่าที่มีอยู่บนท้องถนน ซึ่งเป็นเวลาที่ช้าพอสมควร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยจำนวนมาก ที่เริ่มต้นจากการเป็นตัวเลือก จนกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว” ชาร์ลลีกล่าว “เทคโนโลยีนี้อาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดศักยภาพเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ในการลดความบกพร่องในการขับขี่”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><b>เมาแล้วไม่ขับ</b></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดื่มสังสรรค์เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นวาระสำคัญ ฉลองวันเกิด ฉลองปีใหม่ หรือแม้แต่การเที่ยวกลางคืน คนเราย่อมมีโอกาสเมาได้ แต่ต้องพึงระลึกไว้ว่าการเมานั้นจะทำให้ขาดสติ เวลาขับรถก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากเทคโนโลยีอุปกรณ์รถยนต์ตรวจจับแอลกอฮอล์ถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพราะอย่างน้อยที่สุดเทคโนโลยีที่</span><span style="font-weight: 400;">ว่านี้ก็ยังช่วยเตือนให้เหล่านักดื่มต่างๆ ไม่ชะล่าใจในการขับขี่ แล้วหันรบกวนเพื่อนไปส่งที่บ้าน หาที่พักแถวๆ นั้น หรือนั่งแท็กซี่กลับ ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะชีวิตแห่งอนาคต ควรจะเป็นชีวิตที่ ‘เมาแล้วไม่ขับ’ แต่สามารถกลับบ้านได้อย่างสุขใจและปลอดภัย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: Technology To Stop Drunk Drivers Could Significantly Slash Traffic Crash Deaths : <a href="https://www.forbes.com/sites/tanyamohn/2020/07/26/technology-to-stop-drunk-drivers-could-significantly-slash-traffic-crash-deaths/?sh=5d9a84bb4942">https://www.forbes.com/sites/tanyamohn/2020/07/26/technology-to-stop-drunk-drivers-could-significantly-slash-traffic-crash-deaths/?sh=5d9a84bb4942</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/car-non-drunk-driving-technology/">‘ระบบรถตรวจจับระดับแอลกอฮอล์’ เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตป้องกันการเมาแล้วขับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3703</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=why-we-drive-when-drunk</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Apr 2021 12:08:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[อุบัติเหตุบนท้องถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3730</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดไทม์ไลน์สถิติเมาแล้วขับ &#160; &#8211; ในทุกๆ ปีจะมีผู้คนกว่า 3 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และในจำนวนนี้ได้รับบาดเจ็บและพิการถึง 50 ล้านคน นั่นคือตัวเลขจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) &#160; &#8211; WHO คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก &#160; &#8211; 90% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกเกิดในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ – ปานกลางซึ่งมักเกิดกับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คนเดินถนนและคนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะที่ไม่ปลอดภัย &#160; &#8211; ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยปีละ 12,000 คน หรือวันละ 33 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ &#160; &#8211; จากการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 232,845 ล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็น 2.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งที่ค่าเฉลี่ยทั่วไปไม่ควรเกิน 1-2% ของ GDP &#160; &#8211; สถานการณ์ล่าสุดปี 2564 ช่วง 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/">เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong>เปิดไทม์ไลน์สถิติเมาแล้วขับ </strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; ในทุกๆ ปีจะมีผู้คนกว่า <strong>3 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน </strong>และในจำนวนนี้ได้รับบาดเจ็บและพิการถึง 50 ล้านคน นั่นคือตัวเลขจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO)</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; WHO คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็น<strong>สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ</strong> ของคนทั่วโลก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; 90% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก<strong>เกิดในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ – ปานกลาง</strong>ซึ่งมักเกิดกับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คนเดินถนนและคนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะที่ไม่ปลอดภัย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยปีละ 12,000 คน หรือวันละ 33 คน และ<strong>มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาล</strong>สงกรานต์และปีใหม่</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; จากการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 232,845 ล้านบาทต่อปีหรือ<strong>คิดเป็น 2.8</strong><strong>% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) </strong>ทั้งที่ค่าเฉลี่ยทั่วไปไม่ควรเกิน 1-2% ของ GDP</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>&#8211; สถานการณ์ล่าสุดปี </strong><strong>2564 </strong>ช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่เกิดอุบัติเหตุกว่า 3,333 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 392 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี 2563 กว่า 19 ราย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>&#8211; ‘เมาแล้วขับ’ เป็นคดีที่มียอดสะสมสูงสุด</strong> 4,435 คดี หรือคิดเป็น 42% จากคดีทั้งหมด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>&#8211; เมื่อปี 2560 มีการศึกษาการบาดเจ็บของผู้ป่วยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องฉุกเฉิน พบข้อมูลน่าสนใจว่าผู้บาดเจ็บมีพฤติกรรมการดื่มก่อนเกิดการบาดเจ็บภายใน 6 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธ์ที่ดื่มเฉลี่ย 108.3 มิลลิกรัม หรือ<strong>เท่ากับการดื่มเบียร์ขวดใหญ่ 3.5 ขวด</strong></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงผลที่ตามมาของเหตุการณ์เมาแล้วขับ ทุกคนต่างเห็นร่วมกันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อเมาแล้วขับหรือผู้ที่กระทำความผิดเอง เป็นความโหดร้ายที่เกิดจากการไม่ทันได้ยั้งคิดของผู้ดื่มเกี่ยวกับผลที่อาจตามมาในอนาคตอันใกล้และผลต่อผู้อื่นในสังคมด้วย</p>
<p><em>‘ทำไมเมาแล้วต้องขับ?’ –</em> นั่นคงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของหลายๆ คนเมื่อเห็นข่าวผ่านหน้าจอทีวี โทรศัพท์หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์</p>
<p><em>และนักวิจัยก็คงสงสัยเช่นเดียวกับเรา</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>เปิดงานวิจัยอธิบายพฤติกรรมเมาแล้วขับ</strong><strong> : </strong></h2>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ความสามารถควบคุมตนเองต่ำ นิยมความสุขเดี๋ยวนั้น และอยู่กับปัจจุบันมากเกินไป</strong></h2>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>ความสามารถควบคุมตนเองต่ำ</strong></h3>
<p>‘คนเรามีแนวโน้มที่จะกระทำผิดหรือประกอบอาชญากรรมได้ทุกคน ถ้าขาดความอดกลั้น ขาดความยับยั้งชั่งใจ<strong>’</strong></p>
<p>หลักทฤษฎี <strong>General Theory of crime</strong> หรือ <strong>Self-control Theory</strong> ของ Michael Gottfredson ว่าไว้แบบนั้น หรือคนทั่วไปอาจจะเรียกว่า <strong>ความสามารถในการควบคุมตนเอง</strong></p>
<p><em>และความสามารถในการควบคุมตนเองนี่แหละ</em><em>, คือปัจจัยสำคัญในกรณีเมาแล้วขับ</em></p>
<p>กัลป์ลิกา ฉินวิรุฬห์ศิริทรัพย์ นักวิจัยผู้สนใจเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเมาแล้วขับ ทำวิจัยโดยศึกษาจากผู้ที่ถูกคุมความประพฤติคดีเมาแล้วขับกว่าจำนวน 400 คน และพบว่าความสามารถในการควบคุมตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราถึง 27.2% หมายความว่าทฤษฎีการควบคุมตนเองแสดงให้เห็นว่า การมีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการขับรถของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>พูดให้ง่ายกว่านั้น</em>,</p>
<p>การมีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำเป็นปัจจัยพื้นฐานของการเมาแล้วขับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>งานวิจัยกล่าวถึงลักษณะของคนที่มีการควบคุมตนเองต่ำจะมีบุคลิกภาพแบบหุนหันพลันแล่น มักจะยึดถือตนเองเป็นจุดศูนย์กลางและฉุนเฉียวง่าย ที่สำคัญ คนที่ขาดการควบคุมตนเองมักจะแสวงหาความสุขให้ตนเองอยู่เสมอ และมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เป็นอันตรายเพราะชอบความเสี่ยงและความตื่นเต้นเร้าใจเป็นทุนเดิม ทั้งการดื่มเหล้า หรือการขับรถเร็ว กล่าวได้ว่าบุคคลที่ขาดการควบคุมตนเองมักมีแรงกระตุ้นต่อพฤติกรรมที่ขาดสติได้ง่าย</p>
<p>แต่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีการควบคุมตนเองเท่านั้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังพูดถึงทฤษฎีทางอาชญาวิทยาที่น่าสนใจอีก 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีความผูกพันต่อครอบครัว และ ทฤษฎีการผูกมัดทางสังคม ซึ่งหลักๆ มีใจความว่า</p>
<p>‘มนุษย์เรามีแนวโน้มจะกระทำผิดกฎหมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพียงแต่ควบคุมเอาไว้เท่านั้น’</p>
<p>เหตุที่มนุษย์สามารถควบคุมไว้ได้และไม่กระทำผิดเพราะกลัวว่าจะทำให้เสียความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนฝูง ครอบครัว พี่น้อง เพื่อนบ้าน ครู-อาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>หากความสัมพันธ์เหล่านั้นขาดความเหนียวแน่น ขาดความผูกพัน</em><em>,</em></p>
<p><em>คนเราก็จะเป็นอิสระที่จะกระทำผิด</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในขณะที่ตามหลักทฤษฎีความผูกมัดทางสังคมบอกว่า การที่คนเราทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องอาชีพ เรื่องเกียรติยศ และชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้จะสร้างข้อผูกมัดทางสังคมไว้ และเมื่อคนเรามีข้อผูกมัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะกระทำผิดก็จะลดน้อยลงเพราะการที่คนเราจะกระทำผิดหรือไม่นั้นจะต้องชั่งใจไตร่ตรองอยู่เสมอว่า ‘การกระทำผิดครั้งนี้เสี่ยงต่อการสูญเสียในเรื่องที่ตนได้มีข้อผูกมัดหรือพันธสัญญาหรือไม่’ – ซึ่งหากเห็นว่ามีโอกาสที่จะสูญเสียในเรื่องที่เป็นข้อผูกมัด บุคคลนั้นก็จะไม่กระทำความผิด</p>
<p>จากทั้ง 2 ทฤษฎีมองว่าคนที่ขาดความผูกพันต่อสังคมและคนที่ขาดข้อผูกมัดทางสังคมอาจมีผลต่อพฤติกรรมการกระทำผิดซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า<strong>ปัจจัยความผูกพันต่อครอบครัวและปัจจัยความผูกมัดทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ถูกคุมความประพฤติคดีเมาแล้วขับ ในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>นิยมความสุขเดี๋ยวนั้น (</strong><strong>instant gratification)</strong></h3>
<p>ความสุขทันที (instant gratification) เป็นสิ่งตรงข้ามกับการชะลอการได้รับความสุขในระยะสั้น  (Delay Gratification) หลายคนอาจรู้จักในชื่อ <strong>‘ความอดทนรอคอย’</strong></p>
<p>ความอดทนรอคอย หมายถึง ความสามารถในการต่อสู้กับความรู้สึกต้องการที่จะได้รับในทันที และสามารถอดทนรอคอยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า</p>
<p>‘และคนเมาเเล้วขับมักจะให้น้ำหนักกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าความสุขในอนาคตมากจนเกินไป’</p>
<p>งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า the Survey of Alcohol and Driving โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ 3 คนจากมหาวิทยาลัย Duke – Frank A. Sloan, Lindsey M. Eldred และ Yanzhi Xu – ได้วิเคราะห์ข้อมูลของคนที่ดื่มเเล้วขับในสหรัฐอเมริกาและพบว่า</p>
<p><strong>“พวกเขาชื่นชอบความสุขแบบทันที ส่วนเรื่องร้ายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขาในอนาคต พวกเขาแทบไม่ได้คิดถึงมันเลย”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>อยู่กับปัจจุบันมากเกินไป</strong></h3>
<p>การให้น้ำหนักกับความสุขปัจจุบันมากเกินไป จนละเลยผลที่อาจตามมาในอนาคตอาจกลายเป็นปัญหา <strong>&#8211; </strong>นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกพฤติกรรมนั้นว่า time-inconsistency</p>
<p>Time-Inconsistent Preference พฤติกรรมเบี่ยงเบนในการเลือกเชิงเวลา สมมติฐานพื้นฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กําหนดให้ความพอใจในแต่ละช่วงเวลาเป็นลักษณะคงที่ (Exponential Discounting) ซึ่งสามารถวัดได้จากค่าคิดลด (Discounting Factor) ของอรรถประโยชน์ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งงานศึกษาเชิงพฤติกรรมชี้ให้เห็นว่า</p>
<p>“มนุษย์มีลักษณะให้คุณค่าหรือความพอใจในปัจจุบันมากกว่าในอนาคต (Present Bias)”</p>
<p>และนั่นเป็นผลให้แม้ว่าผู้ที่เมาแล้วขับจะเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือเข้าใจได้ว่าการเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่ไม่ดีและเสี่ยงที่จะเกิดผลร้ายกับตนเองและผู้อื่น แต่พวกเขาก็จะยังคงเลือกทำตามความพอใจซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะมากกว่าการคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หากเป็นเช่นนั้นแล้วนโยบายแบบไหน?</strong></p>
<p><strong>การบังคับใช้กฎหมายเช่นไร?</strong></p>
<p><strong>จะแก้ปัญหาเมาแล้วขับได้</strong></p>
<p><em>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ‘<a href="https://alcoholrhythm.com/drunk-driving-responsibilty-culture/" target="_blank" rel="noopener">เมาแล้วขับ – สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมของรัฐ ร้านเหล้าและคนดื่ม</a>’</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา</strong><strong>:</strong></p>
<p><a href="https://www.voicetv.co.th/read/475431">https://www.voicetv.co.th/read/475431</a></p>
<p><a href="https://thestandard.co/happiness-behavior-drunkdriving/?fbclid=IwAR1yEZrWqxbQLNuinX83_WY5yG134TgIJMM_5WKiHNMHNG4j6zN_Y9fgMgM">https://thestandard.co/happiness-behavior-drunkdriving/?fbclid=IwAR1yEZrWqxbQLNuinX83_WY5yG134TgIJMM_5WKiHNMHNG4j6zN_Y9fgMgM</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/why-we-drive-when-drunk/">เข้าใจพฤติกรรม &#8216;เมาแล้ว ทำไม(ต้อง)ขับ?&#8217; ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาและอาชญาวิทยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3730</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เมาแล้วขับ – สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมของรัฐ ร้านเหล้าและคนดื่ม</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drunk-driving-responsibilty-culture/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drunk-driving-responsibilty-culture</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2021 09:09:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[Mayday]]></category>
		<category><![CDATA[กรวิชญ์ ขวัญอารีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบขนส่งสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในประเด็น ‘เมาแล้วขับ’ นอกจากตัวผู้ดื่ม เราเห็นใครอีกบ้าง? อาจจะเป็น รัฐ – ในฐานะผู้ออกนโยบายและมาตรการเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ร้านเหล้า – ในฐานะผู้ขายและผู้ให้บริการ กฎหมาย – ในฐานะผู้รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม หรืออาจจะเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนของสังคมที่ต้องแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า พูดคุยกับ กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ ตัวแทน MAYDAY ทีมคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส. สังกัดพรรคก้าวไกล เกี่ยวกับทางออกของประเด็นเมาแล้วขับในสังคมไทย &#160; &#160; ปรับปรุงรถเมล์กลางคืน &#160; “ในลอนดอน ประเทศอังกฤษจะมีรถเมล์จำเพาะคือรถเมล์กลางคืนซึ่งมีเส้นทางที่วิ่งเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น หมายถึงกลางวันวิ่งแบบหนึ่ง กลางคืนวิ่งอีกเส้นหนึ่งซึ่งมันถูกลากเส้นขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับคนที่เดินทางกลางคืนจริงๆ” ในฐานะคนที่ทำประเด็นเรื่องขนส่งสาธารณะ วิช – กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของทีม MAYDAY มองว่าเรื่องเมาแล้วขับมีความเชื่อมโยงกันไม่มากก็น้อยกับการขนส่งสาธารณะ – เพราะขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางของคนมากพออาจเป็นหนึ่งในส่วนเสริมที่ทำให้คนต้องเลือกขับรถไปในวันที่มีนัดปาร์ตี้หรือพบปะเพื่อนในช่วงเวลากลางคืน “ในลอนดอนจะมีรถไฟสายหนึ่งที่วิ่งผ่านดาวน์ทาวน์ใจกลางเมือง ผ่านย่านผับบาร์ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึงตีสอง มันเป็นการเอื้อให้ขนส่งสาธารณะมันสอดคล้องกับบริบทการเดินทางของคนจริงๆ” &#160; &#160; แล้วประเทศไทยล่ะ มีไหม? ,มี แต่มันไม่ได้ทำให้ถูกมองเห็น จากเซ็นทรัลเวิลด์ ถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drunk-driving-responsibilty-culture/">เมาแล้วขับ – สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมของรัฐ ร้านเหล้าและคนดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในประเด็น ‘เมาแล้วขับ’ นอกจากตัวผู้ดื่ม เราเห็นใครอีกบ้าง?</p>
<p>อาจจะเป็น <strong>รัฐ </strong>– ในฐานะผู้ออกนโยบายและมาตรการเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน</p>
<p><strong>ร้านเหล้า</strong> – ในฐานะผู้ขายและผู้ให้บริการ</p>
<p><strong>กฎหมาย</strong> – ในฐานะผู้รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม</p>
<p>หรืออาจจะเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนของสังคมที่ต้องแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า พูดคุยกับ <strong>กรวิชญ์ ขวัญอารีย์</strong> ตัวแทน MAYDAY ทีมคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและ <strong>เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร</strong> ส.ส. สังกัดพรรคก้าวไกล เกี่ยวกับทางออกของประเด็นเมาแล้วขับในสังคมไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ปรับปรุงรถเมล์กลางคืน</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ในลอนดอน ประเทศอังกฤษจะมีรถเมล์จำเพาะคือรถเมล์กลางคืนซึ่งมีเส้นทางที่วิ่งเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น หมายถึงกลางวันวิ่งแบบหนึ่ง กลางคืนวิ่งอีกเส้นหนึ่งซึ่งมันถูกลากเส้นขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับคนที่เดินทางกลางคืนจริงๆ”</p>
<p>ในฐานะคนที่ทำประเด็นเรื่องขนส่งสาธารณะ <strong>วิช – กรวิชญ์ ขวัญอารีย์</strong> หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของทีม MAYDAY มองว่าเรื่องเมาแล้วขับมีความเชื่อมโยงกันไม่มากก็น้อยกับการขนส่งสาธารณะ – เพราะขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางของคนมากพออาจเป็นหนึ่งในส่วนเสริมที่ทำให้คนต้องเลือกขับรถไปในวันที่มีนัดปาร์ตี้หรือพบปะเพื่อนในช่วงเวลากลางคืน</p>
<p>“ในลอนดอนจะมีรถไฟสายหนึ่งที่วิ่งผ่านดาวน์ทาวน์ใจกลางเมือง ผ่านย่านผับบาร์ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึงตีสอง มันเป็นการเอื้อให้ขนส่งสาธารณะมันสอดคล้องกับบริบทการเดินทางของคนจริงๆ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_3724" aria-describedby="caption-attachment-3724" style="width: 1201px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-3724 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_4.jpg" alt="กรวิชญ์ ขวัญอารีย์" width="1201" height="801" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_4.jpg 1201w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_4-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_4-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_4-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1201px) 100vw, 1201px" /><figcaption id="caption-attachment-3724" class="wp-caption-text">กรวิชญ์ ขวัญอารีย์</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>แล้วประเทศไทยล่ะ มีไหม? </em><em>,มี แต่มันไม่ได้ทำให้ถูกมองเห็น</em></p>
<p><strong>จากเซ็นทรัลเวิลด์ ถึง ลาดพร้าว ใช้เวลาแค่ 30 นาที</strong> <strong>&#8211; นั่นคือศักยภาพที่รถเมล์ในช่วงเวลากลางคืนทำได้ ตามที่ Mayday เคยการันตีไว้!</strong></p>
<p>ถ้าอ้างอิงจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Mayday ราว 2-3 ปีก่อน จะพบว่าประเทศไทยมีรถเมล์หลายสายที่ให้บริการในช่วงเวลากลางคืน ได้แก่</p>
<p>รถเมล์สาย 3 จาก หมอชิต 2 &#8211; คลองสาน</p>
<p>รถเมล์สาย 25 จาก ปากน้ำ – สนามหลวง</p>
<p>รถเมล์สาย 29 ที่วิ่งจาก ตลาดรังสิต &#8211; หัวลำโพง</p>
<p>“ในไทยไม่ได้เรียกว่ารถเมล์กลางคืน แต่เป็นรถเมล์ 24 ชั่วโมงเพราะวิ่งในเส้นทางเดิมแต่แค่มีในช่วงเวลากลางคืนด้วย ซึ่งบางสายผ่านย่านสถานบันเทิงก็สามารถตอบสนองคนที่กลับดึกได้ และไม่ใช่แค่คนที่ไปดื่มแต่พนักงานหรือคนทำงานกลางคืนเอง เขาก็จะได้มีระบบแบบนี้รองรับ ฉะนั้นมันเกิดขึ้นได้ในไทยแต่รัฐต้องมีข้อมูล”</p>
<p>ถ้าประเทศไทยต้องการสร้างเส้นทางพิเศษในเวลากลางคืนเพื่อรองรับการเดินทางของเหล่านักดื่มหรือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงกลางคืนเอง สิ่งที่รัฐไทยต้องมีคือข้อมูลว่าในพื้นที่ไหนมีคนต้องการใช้บริการมากน้อยเท่าไหร่</p>
<p>เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกการขีดเส้นทางใหม่ มันมีต้นทุนที่ตามมาเสมอ</p>
<p>วิชเสนอว่าการแก้ปัญหาเบื้องต้นจึงเป็นการทำให้ทุกคนรู้ข้อมูลก่อนว่ามีสิ่งนี้อยู่ ให้เขามีทางเลือกแล้วค่อยตัดสินใจว่าเขาไปได้หรือไม่ได้ และถ้าสามารถเก็บข้อมูลได้ว่าเขาไปไม่ได้เพราะอะไร ขาดอะไรไปก็จะสามารถนำข้อมูลมาพัฒนาต่อไปในอนาคต</p>
<p>“อาจจะลองทำในช่วงวันศุกร์ก่อนก็ได้เพราะวันศุกร์คนชอบไปพักผ่อน ลองให้รถเมล์บางเส้นทางมันเลิกดึกขึ้นมาหน่อยจาก 4 ทุ่มเป็น 5 ทุ่ม หรือเที่ยงคืน เป็นการทดลองค่อยๆ ทำไป อันนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเกิดรถเมล์กลางคืนหรือขนส่งสาธารณะที่ตอบสนองบริบทการเดินทางกลางคืนได้ วิชพูดชัดว่ารัฐต้องเปลี่ยน mindset เสียก่อน</p>
<p>“สังคมต้องมองกลับมาก่อนว่าการดื่มสุราไม่ใช่เรื่องผิด การออกไปพบปะสังสรรค์กันในเวลากลางคืนไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเพราะว่าถ้ามองแบบนั้นเป็นบรรทัดฐานของสังคมแล้ว อะไรก็ตามที่ไปเอื้อสิ่งเหล่านี้มันก็จะถูกมองว่าไม่ดีตามไปด้วย&#8221;</p>
<p>วิชกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลพลอยได้จากกรอบของศาสนาและสังคมที่กำหนดไว้ แต่ถ้าต้องการช่วยเหลือคนเดินทาง ลดความเสี่ยงต่อการเมาแล้วขับ อาจต้องทำความเข้าใจ เปิดใจรับวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์คนที่แตกต่างกันยิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>สร้างร้านเหล้าที่ไม่ฆ่าลูกค้าตัวเอง</strong></h2>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>“ผมเชื่อว่าไม่มีผู้ประกอบการหรือคนทำเบียร์คนไหนอยากฆ่าลูกค้าตัวเอง”</strong></p>
<p>ไม่มีใครอยากให้ลูกค้าตัวเองไปชนคนอื่นตายหรือได้รับบาดเจ็บหรอกครับ, <strong>เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร</strong> ย้ำชัด หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในฐานะส.ส. แต่สายนักดื่มมักจะรู้จักเขาในนามของคนทำคราฟต์เบียร์และผู้ประกอบการร้านเหล้า เท่าพิภพมองว่าร้านเหล้ามีพลังมากพอที่จะช่วยสร้างมาตรฐานสังคมเพื่อให้ความปลอดภัยบนท้องถนนของลูกค้ามีมากขึ้น</p>
<p>“ต้องรณรงค์ว่ามันเป็นเรี่องความรับผิดชอบของผู้ขายด้วยไม่ใช่แค่การตำหนิผู้ดื่มอย่างเดียว” – เขาบอกแบบนั้น</p>
<p>“ผู้ประกอบการควรมีมาตรการหลายทางเพื่อส่งเสริมให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมันลดลง เพียงแต่แนวคิดนี้ยังไม่แพร่หลายและยังไม่มีใครทำให้ดูเท่าที่ควร”</p>
<p>ว่ากันตามจริงแล้วในฐานะผู้ขายและให้บริการด้านความบันเทิง ไม่ว่าจะร้านเหล้า ผับ บาร์ กลุ่มผู้ประกอบการควรเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ต้องพูดถึงในทุกๆ นโยบายของรัฐ แต่จนถึงตอนนี้เรากลับพบว่าบทบาทในแง่ของผู้ร่วมรับผิดชอบของร้านเหล้านั้นยังคงเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_3725" aria-describedby="caption-attachment-3725" style="width: 1200px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-3725 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_2.jpg" alt="เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร" width="1200" height="801" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_2.jpg 1200w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_2-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_2-768x513.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/20210411-arphoto_2-1024x684.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption id="caption-attachment-3725" class="wp-caption-text">เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>แล้วร้านเหล้าทำอะไรได้บ้าง?</em></p>
<p>“ผมไม่เคยทำร้านเหล้าที่มีที่จอดรถเลยเพราะผมรู้สึกว่าผมไม่สนับสนุนการดื่มแล้วขับ ดังนั้นร้านเหล้าไม่ควรมีที่จอดรถด้วยซ้ำ หรือถ้ามีก็ควรจำกัดที่จอดเพื่อทำให้มันยากขึ้น แม้แต่ในการโปรโมตร้านก็ไม่ควรบอกว่ามีที่จอดรถ” เท่าพิภพตอบคำถามนี้ในฐานะอดีตเจ้าของร้านเหล้า</p>
<p><em>ไม่ดื่ม ฉันขับ </em>&#8211; เป็นหนึ่งในมาตรการที่ร้านอาหารทั่วไปหรือร้านเหล้าสามารถทำได้ เช่น การติดสติกเกอร์ที่คนขับรถเพื่อบ่งบอกว่า ‘ฉันไม่ drink ฉัน drive’ &#8211; เพราะมันคือความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่ดูแลผู้ดื่ม</p>
<p>“อย่างน้อยร้านคราฟต์เบียร์ควรมีเปอร์เซ็นต์ของแอลกอฮอล์ว่าเท่าไหร่ หรือ อาจต้องมีเครื่องวัดแอลกอฮอล์ก็ได้ ถ้ามันเกินเกณฑ์ก็ไม่เสิร์ฟเพราะเขาอาจไม่มีข้อมูลเท่าเราว่ากินอันนี้เท่าไหร่ กินอันนี้แล้วไม่ควรต่อด้วยอันนี้ หรือกินอันนี้แล้วควรพักนะ มันควรเป็นความรับผิดชอบของผู้ขายที่ต้องให้ข้อมูลเขาเหมือนกัน”</p>
<p>“มันควรจะทำให้เป็น norm ด้วยซ้ำ” &#8211; เท่าพิภพเล่าต่อ</p>
<p>“เพื่อสักวันหนึ่งเขาจะรู้สึกว่าถ้าฉันขับรถมาฉันก็จะอดปาร์ตี้กับเพื่อนเพราะงั้นนั่งแท็กซี่มาดีกว่าง่ายกว่าและเมื่อถึงจุดนั้นขนส่งสาธารณะที่ดีก็จะเข้ามารองรับเขาได้มากขึ้น”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>จ่ายแล้วจบ </strong><strong>&#8211; กฎหมายไทยไม่เคยเด็ดขาด</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้การพูดคุยกับผู้ประกอบการในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมถึงกับตัวหน่วยงานมูลนิธิเมาไม่ขับเอง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าอยากทำให้มันปลอดภัยขึ้น แต่ประเด็นปัญหาอีกอย่างที่พบคือ ‘กฎหมาย’</p>
<p>“กฎหมายประเทศนี้คนรวยอยู่ง่าย จ่ายแล้วจบเหมือนซื้อตั๋วเข้าดิสนีย์แลนด์”เท่าพิภพกล่าว</p>
<p>การจ่ายค่าปรับในกฎหมายไทยสำหรับเท่าพิภพแล้ว นอกจากจะไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ดีในการแก้ปัญหาเมาแล้วขับ มันยังเป็นแค่เครื่องตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันของการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้</p>
<p><em>ค่าปรับ </em><em>2 หมื่นบาทอาจเป็นเงินที่คนรวยหาได้ในวันเดียว</em></p>
<p><em>แต่กับคนจนนั่นอาจหมายถึงเงินเก็บทั้งชีวิต</em></p>
<p><em>บทลงโทษจึงควรเป็นอะไรที่เด็ดขาดและเท่าเทียมกว่าการปรับด้วยเงิน</em></p>
<p>“สุดท้ายกฎหมายจะเป็นตัวบังคับ แต่บทลงโทษต้องหนักพอที่เขาจะไม่กล้าทำอีก เช่น การยึดใบขับขี่ตลอดชีวิต ยึดพาสปอร์ตหรือถ้าเป็นแพทย์ก็ยึดใบประกอบโรคศิลป์ ทนายความก็ยึดใบอนุญาตว่าความ หลายประเทศอย่างเกาหลีใต้ก็ใช้วิธีนี้มันจะทำให้คนไม่กล้าทำ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ถึงอย่างนั้น, แม้เราจะมีกฎหมายที่เด็ดขาดพอ มีผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อลูกค้า สังคมก็ยังคงต้องการผู้ดื่มที่รับผิดชอบต่อคนอื่นเช่นกัน</p>
<p><strong>“เราต้องสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน”</strong> – เท่าพิภพสรุป</p>
<p>เพราะแม้ว่ารัฐจะมีขนส่งสาธารณะ แต่เราลืมไม่ได้ว่ายังมีผู้ใช้บริการที่หลากหลายและปัญหาการดื่มสุราไม่ได้มีเพียงเรื่องเมาแล้วขับเพียงอย่างเดียว ทว่าอาจมีปัญหาทะเลาะวิวาท โวยวายเสียงดังในที่สาธารณะ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น Toxic สำหรับคนอื่นและสังคมเช่นเดียวกัน<strong> </strong></p>
<p>สำหรับวิชเอง นั่นก็เป็นอีกประเด็นที่เขาอยากให้ผู้ดื่มตระหนักถึง</p>
<p>“แม้ว่ารัฐจะมีขนส่งสาธารณะบริการในเวลากลางคืน แต่ก็อาจจะมีเงื่อนไขที่ตัวผู้ดื่มเองก็ต้องพร้อมด้วย อย่างเช่นหลายประเทศเองก็ไม่ให้คนเมาขึ้นรถไฟฟ้าหรือประเทศไทยเองก็ไม่อยากให้คนเมาขึ้นเหมือนกัน เพราะเขารับประกันไม่ได้ว่าคนเหล่านี้เมาแล้วจะก่อเรื่องหรือเปล่า? หรืออาเจียนหรือเปล่า? ซึ่งเขาไม่สามารถประเมินได้เลย</p>
<p><strong>เราจึงต้องขอความร่วมมือทั้งฝั่งคนดื่มเอง ผู้ประกอบการและรัฐด้วย</strong><strong>”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drunk-driving-responsibilty-culture/">เมาแล้วขับ – สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมของรัฐ ร้านเหล้าและคนดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3718</post-id>	</item>
		<item>
		<title>(Quote) เปลี่ยนมุมมองเรื่องเมาแล้วขับ กับ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/quote-taejing-siripanij/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=quote-taejing-siripanij</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2020 10:14:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเมาไม่ขับ]]></category>
		<category><![CDATA[อุบัติเหตุบนท้องถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[เมาไม่ขับ]]></category>
		<category><![CDATA[แท้จริง ศิริพานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2076</guid>

					<description><![CDATA[<p>นอกจากเป็นจักษุแพทย์แล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของ ‘นพ.แท้จริง ศิริพานิช’ คือเลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และนั่นทำให้หลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘หมอเมาไม่ขับ’ การทำงานรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องทำให้นพ.แท้จริง เห็นภาพของสังคมในหลากหลายมุม และนั่นนำมาซึ่งความคิดตกผลึกของเขาว่า อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือความเคราะห์ร้าย แต่มีส่วนมาจากโครงสร้างของสังคมที่บิดเบี้ยว ดังนั้น หากเราจะแก้ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน เราจะต้องแก้ปัญหาไปถึงรากฐานของสังคมไทยด้วย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านทัศนะของ นพ.แท้จริง ศิริพานิช ผู้ทำงานรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับมากว่า 23 ปี และยังคงทำต่อไปจนกว่าสังคมไทยจะปลอดภัยกว่านี้ – ภาพอุบัติเหตุในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร และเราจะแก้ปัญหาอุบัติเหตุในสังคมไทยให้ยั่งยืนได้อย่างไร ชวนหาคำตอบได้ด้านล่างนี้ (อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่) &#160; :: ดื่มเหล้า แต่เราต้องไม่ขับ :: &#160; ได้ยินว่าคุณหมอทำงานเรื่องเมาไม่ขับมา 23 ปี อะไรเป็นแรงผลักดันให้เริ่มทำเรื่องนี้ และทำมาได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ตอบง่ายๆ เลยนะ เพราะว่าเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่อันตรายไง ผมคิดว่า เวลาออกไปนอกบ้าน ไปทำงาน ผมมีโอกาสโดนคนเมาขับรถชนตาย ก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะได้ความปลอดภัยในชีวิตคืนมาด้วย นี่มันต่างกับคนสูบบุหรี่นะ เพราะถ้าเห็นคนสูบบุหรี่ เราก็อาจจะเลี่ยงไม่เข้าใกล้ได้ ป้องกันตัวเองได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/quote-taejing-siripanij/">(Quote) เปลี่ยนมุมมองเรื่องเมาแล้วขับ กับ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นอกจากเป็นจักษุแพทย์แล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของ ‘นพ.แท้จริง ศิริพานิช’ คือเลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และนั่นทำให้หลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘หมอเมาไม่ขับ’ การทำงานรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องทำให้นพ.แท้จริง เห็นภาพของสังคมในหลากหลายมุม และนั่นนำมาซึ่งความคิดตกผลึกของเขาว่า อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือความเคราะห์ร้าย แต่มีส่วนมาจากโครงสร้างของสังคมที่บิดเบี้ยว ดังนั้น หากเราจะแก้ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน เราจะต้องแก้ปัญหาไปถึงรากฐานของสังคมไทยด้วย</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านทัศนะของ นพ.แท้จริง ศิริพานิช ผู้ทำงานรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับมากว่า 23 ปี และยังคงทำต่อไปจนกว่าสังคมไทยจะปลอดภัยกว่านี้ – ภาพอุบัติเหตุในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร และเราจะแก้ปัญหาอุบัติเหตุในสังคมไทยให้ยั่งยืนได้อย่างไร ชวนหาคำตอบได้ด้านล่างนี้ (อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้<a href="https://alcoholrhythm.com/taejing-siripanich-interview/" target="_blank" rel="noopener"><em><strong>ที่นี่</strong></em></a>)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">:: ดื่มเหล้า แต่เราต้องไม่ขับ ::</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2069" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1.jpg" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-1-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><b>ได้ยินว่าคุณหมอทำงานเรื่องเมาไม่ขับมา 23 ปี อะไรเป็นแรงผลักดันให้เริ่มทำเรื่องนี้ และทำมาได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอบง่ายๆ เลยนะ เพราะว่าเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่อันตรายไง ผมคิดว่า เวลาออกไปนอกบ้าน ไปทำงาน ผมมีโอกาสโดนคนเมาขับรถชนตาย ก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะได้ความปลอดภัยในชีวิตคืนมาด้วย นี่มันต่างกับคนสูบบุหรี่นะ เพราะถ้าเห็นคนสูบบุหรี่ เราก็อาจจะเลี่ยงไม่เข้าใกล้ได้ ป้องกันตัวเองได้ แต่สำหรับคนเมาแล้วขับ คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ขับมาชนเรา หรือเราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเมา เรามีโอกาสโดนคนเมาชนได้ทุกเมื่อแหละ ป้องกันตัวเองไม่ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละราว 2 หมื่นคน ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเมาแล้วขับ จริงๆ เมื่อก่อนหนักกว่านี้ คือคิดเป็นราว 80% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เราทำการรณรงค์เรื่องนี้มานาน จะว่าสำเร็จก็สำเร็จ แต่จะว่าไม่ก็ไม่ เพราะถึงมันจะลดลงมาได้ครึ่งหนึ่ง แต่เมาแล้วขับก็ยังเป็นสาเหตุใหญ่อยู่ดี และสถิตินี้ นับแค่เฉพาะกรณีที่โดนเรียกตรวจแอลกอฮอล์แล้วเจอว่าเมา (มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ยังมีคนอีกเยอะที่หลุดไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น หากถามว่าทำไมผมยังรณรงค์เรื่องนี้อยู่ ก็เพราะมันยังไม่ปลอดภัยไง พอคนเมาขับรถชนคนอื่น บอกแค่ว่า “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่เมา” คนไทยก็จะมองว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา เรื่องก็จบไป เรามองคนเมาแล้วขับเป็นมิตรเกินไป เหล้ากับสังคมเป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก ซึ่งต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ห้ามคุณดื่มเหล้านะ การดื่มเป็นสิทธิของคุณ แต่จะดื่มแล้วไปขับรถไม่ได้ เราไม่ยอมเรื่องนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">:: เพราะชีวิตเอาคืนมาไม่ได้ ::</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2070" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2.jpg" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-2-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><b>มีส่วนไหนของการรณรงค์ที่คุณคิดว่า ยังเป็นความท้าทาย หรือต้องพยายามให้มากขึ้น</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมยังไม่พอใจเรื่องผลลัพธ์เท่าไหร่ จำนวนคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังไม่ได้เปลี่ยนไปมาก เราไม่ได้บอกว่า ห้ามเกิดอุบัติเหตุ มันเกิดได้ แต่ถ้าเกิดแล้ว ไม่มีคนเสียชีวิตได้ไหม ขาหักดามได้ แต่ชีวิตเอากลับคืนมาไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่อุบัติเหตุรุนแรงเพราะความเมา ถ้าเรามีสติ เรายังพอควบคุมได้ แต่ถ้าเมาเราไม่รู้เรื่องเลย ทำอะไรลงไปไม่รู้ ยกโทษให้ที แล้วคนอื่นก็บ้าจี้ตาม บอกว่าอย่าถือสาคนเมา คือมันไม่ได้ไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนตอนเราเริ่มรณรงค์ใหม่ๆ มีคนบอกว่า “จะบ้าเหรอ คนไทยเมาทั้งประเทศ มีเหล้าขายเยอะขนาดนี้ จะรณรงค์ไปทำไม” คนไทยชอบมองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องของโชคชะตา ถ้าดวงดีก็ไม่ตาย ซึ่งมันไม่ใช่ ตอนนี้คนไทยเริ่มรับแนวคิดเมาไม่ขับแล้ว แต่ถ้าถามว่าคนเมายังขับไหม ก็ยังขับอยู่ แถมเยอะด้วย เวลาดื่มเหล้ากับเพื่อนเสร็จ แทนที่จะบอกกันว่า “เมาไม่ขับนะ” คนส่วนใหญ่กลับบอกว่า “ขับรถดีๆ” แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณจะดื่มเราไม่ว่า แต่อย่าขับออกไป เราไม่โอเค คุณจะดื่มหรือไม่ดื่ม มันคือทางเลือกของคุณ แต่ถ้าคุณขับออกไป คุณอาจจะเลือกแทนคนอื่น ซึ่งเขาไม่ได้เลือก เขาไม่ได้เมากับคุณด้วย แต่เขาอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะคุณ มันไม่แฟร์ การเลือกคืออิสระของมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิเลือก ผมเลือกที่จะตายเองได้ มันเป็นชีวิตของผม แต่ถ้าคนเมามายัดเยียดให้ ผมไม่ยอม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">:: เพราะคนไทยอาจไม่มีวินัยมากพอ(?) ::</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2071" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3.jpg" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-3-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><b>สภาพสังคมไทยก็เป็นตัวเอื้อให้เกิดอุบัติเหตุด้วย?</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ ผมเชื่อนะว่าคนไม่ได้ไม่รู้เรื่องกฎหมาย จะเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว หรือขับย้อนศร เขารู้หมด แต่ถามว่ารู้แล้วทำไมยังทำ ก็เพราะเขารู้ว่า ทำแล้วมันรอดได้ ลองเป็นคนไทยที่ทำผิดกฎจราจรไปขับรถที่ญี่ปุ่นสิ ขับดี เคารพวินัยจราจรเชียว เพราะกฎหมายเขาไม่มีช่องว่าง เขาไม่รู้ว่าจะหาใครมาช่วยได้ เลยต้องขับรถให้ดีๆ นี่เป็นตรรกะเดียวกับฝรั่งที่มาเมืองไทยแล้วทำตัวตามสบายนั่นแหละ คนไทยเราโดนปลูกฝังแบบนี้มานานโดยที่เราไม่รู้ตัว เราอยู่ในประเทศที่โคตรสบาย ไร้ระเบียบวินัยโดยสิ้นเชิง ปัญหาที่เราพูดถึงกันมันเป็นแค่ 10% ของยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้อีก 90% เป็นพวกความเชื่อเรื่องเวรกรรม โชค ดวง ฉะนั้น คนไทยชุ่ยเพราะระบบโครงสร้างสังคมที่เป็นแบบนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">:: สร้างจิตสำนึก คือทางออก(?) ::</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2072" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4.jpg" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-4-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><b>คุณหมอคิดว่า ด้วยสภาพสังคมไทยที่เป็นแบบนี้ เราจะสร้างจิตสำนึกยังไงดี</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">การจะสร้างจิตสำนึกได้ต้องมีสภาพและเงื่อนไขที่เหมาะสม จิตสำนึกก็เหมือนต้นไม้ จะสร้างจิตสำนึกคือการปลูกต้นไม้ ต้องมีดินดี น้ำดี อากาศดี และแดดดี ตอนนี้จิตสำนึกของสังคมเราเหมือนโดนบังแดดอยู่ แล้วในเมื่อต้นไม้ที่เราปลูกไม่เคยโดนแดดเลย ถามว่ามันจะเจริญงอกงามไหม ไม่หรอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถามว่าอะไรเป็นตัวบังแดดของเรา นั่นคือสิ่งที่พูดมาทั้งหมด ทั้งระบบอุปถัมภ์ การคอร์รัปชัน พวกนี้เป็นตัวบังแดดทั้งนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งคิดถึงแต่ตัวเองและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง จะทำตามแต่ที่ตัวเองพอใจ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นแหละที่ยอม ลองไปอยู่ประเทศอื่นสิ ไม่ได้หรอก ประเทศอื่นไม่มีระเบียบอยู่ไม่ได้ แต่ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ถ้ามีระเบียบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณจำได้ไหม ย้อนกลับไปสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดว่า คนเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการนั่งหลังรถกระบะ เลยจะออกกฎหมายห้ามนั่งหลังกระบะ ทีนี้โวยวายกันใหญ่ จน คสช. ต้องถอย ให้นั่งได้แต่ไม่เกิน 7 คน เห็นไหมว่านี่คือสังคมไทย เอาระเบียบเข้ามาจับ จะพังทันทีเลย แถมบางทีอ้างความจนอีก สุดท้ายก็ไม่เคยมีใครพูดถึงกฎหมายฉบับนี้อีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ผมว่าเราต้องทำการแก้พฤติกรรมก่อน คำว่าพฤติกรรมมันไม่ตรงไปตรงมา เพราะเรากำลังทำเรื่องนี้กับคน ซึ่งมีความลึกซึ้ง แต่ถ้าเราแก้ถูกจุด คลิกกับเขาแล้ว มันจะง่ายเลย ผมเชื่อว่า ตอนนี้เรากำลังหาลูกกุญแจมาไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ เราบอกว่าเราไม่มีแสงแดด แต่จำเป็นต้องเป็นแสงจากดวงอาทิตย์เท่านั้นไหม อาจจะไม่ เพราะเดี๋ยวนี้เรามีเทคโนโลยีที่อาจจะเอามาช่วยส่องแสงให้ต้นไม้หรือจิตสำนึกของเราแทนได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;">:: ร่วมด้วยช่วยกัน ระวังอย่างต่อเนื่อง ::</h1>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2073" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5.jpg" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5.jpg 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/07/20200722-quote-5-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><b>มีคนบอกว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์ยอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งมาก เรื่องนี้เท็จจริงยังไง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงครับ เราจึงเอาเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์เป็นตัวตั้ง ผลักดันเรื่อง 7 วันอันตราย อย่างที่บอกว่า เมื่อก่อนคนไม่ได้สนใจเรื่องอุบัติเหตุ การนำเรื่องเทศกาลเข้ามาก็เป็นลูกเล่นหนึ่งที่จะทำให้คนสนใจและตระหนักได้ว่า มันอันตราย ถามว่าได้ผลไหม ก็ได้ผลนะ เพราะเมื่อก่อนนี้ สักช่วงสมัยที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ 7 วันอันตรายมีคนตายราว 700 คนเลย ตอนนี้เหลือประมาณ 400 แล้ว แต่มันก็ลดแค่ 7 วันแหละ อีก 300 กว่าวันเรายังทำไม่ได้ เหมือนพอครบ 7 วันก็ปิดสวิตช์เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ เรายังมองอุบัติเหตุเหมือนเป็นภัยธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ใช่ อุบัติเหตุเกิดทุกวัน ต้องทำทุกวัน ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณอยากฟันดี ลงทุนไปหาหมอฟันปีหนึ่งสองครั้ง นอน 7 วันให้หมอฟันทำความสะอาดฟันทุกอย่าง แต่พอกลับมาไม่เคยแปรงฟันเลย ถามว่าฟันคุณจะดีไหมล่ะ นี่ก็เหมือนกัน เรายังต้องทำตลอด ทำทุกวัน ไม่ใช่ 7 หรือ 14 วันต่อปี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/quote-taejing-siripanij/">(Quote) เปลี่ยนมุมมองเรื่องเมาแล้วขับ กับ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2076</post-id>	</item>
		<item>
		<title>“เรามองอุบัติเหตุเป็นเหมือนภัยธรรมชาติ และอยู่กับมันอย่างมีความสุข” คุยกับ ‘หมอเมาไม่ขับ’ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/taejing-siripanich-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=taejing-siripanich-interview</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2020 10:36:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเมาไม่ขับ]]></category>
		<category><![CDATA[อุบัติเหตุบนท้องถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[เมาไม่ขับ]]></category>
		<category><![CDATA[แท้จริง ศิริพานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1994</guid>

					<description><![CDATA[<p>เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวคราวใด ย่อมได้ยินเรื่องราว &#8216;อุบัติเหตุบนท้องถนน&#8217; คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากอยู่เป็นระยะ และสาเหตุอันดับต้นๆ ของเหตุเลวร้ายดังกล่าว ย่อมมี &#8216;เมาแล้วขับ&#8217; ติดโผแทบทุกครั้ง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีหลายฝ่ายพยายามรณรงค์เพื่อแก้ปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ คือหนึ่งในผู้ที่เดินบนเส้นทางการรณรงค์มายาวนานกว่าสองทศวรรษ นั่นทำให้เขามองเห็นแนวโน้มและภาพรวมของปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมเห็นรากลึกที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็งมานาน “เราทุกคนมีโอกาสเสียชีวิตจากคนเมาแล้วขับกันหมด ทั้งผม ทั้งคุณ” คือคำกล่าวแรกของคุณหมอแท้จริงตอนเริ่มต้นสนทนากัน “วันนี้คุณสัมภาษณ์ผมเสร็จ ตอนออกไปอาจจะเจอคนเมาก็ได้ ใครจะไปรู้ และนั่นคือสาเหตุที่เราต้องทำเรื่องนี้อยู่ตลอด” Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวน นพ.แท้จริง ศิริพานิช สนทนาเกี่ยวกับเส้นทางการรณรงค์ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา &#8211; ปัญหาเมาแล้วขับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ยอดภูเขาน้ำแข็ง และเราจะร่วมกันแก้ปัญหาเรื้อรังดังกล่าวได้อย่างไร หาคำตอบได้ นับจากบรรทัดด้านล่างนี้ &#160; &#160; ได้ยินว่าคุณหมอทำงานเรื่องเมาไม่ขับมา 23 ปี อะไรเป็นแรงผลักดันให้เริ่มทำเรื่องนี้ และทำมาได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ตอบง่ายๆ เลยนะ เพราะว่าเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่อันตรายไง ผมคิดว่า เวลาออกไปนอกบ้าน ไปทำงาน ผมมีโอกาสโดนคนเมาขับรถชนตาย ก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้สำเร็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/taejing-siripanich-interview/">“เรามองอุบัติเหตุเป็นเหมือนภัยธรรมชาติ และอยู่กับมันอย่างมีความสุข” คุยกับ ‘หมอเมาไม่ขับ’ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวคราวใด ย่อมได้ยินเรื่องราว &#8216;อุบัติเหตุบนท้องถนน&#8217; คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากอยู่เป็นระยะ และสาเหตุอันดับต้นๆ ของเหตุเลวร้ายดังกล่าว ย่อมมี &#8216;เมาแล้วขับ&#8217; ติดโผแทบทุกครั้ง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีหลายฝ่ายพยายามรณรงค์เพื่อแก้ปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>นพ.แท้จริง ศิริพานิช </strong>เลขาธิการ<em><a href="https://www.ddd.or.th/">มูลนิธิเมาไม่ขับ</a> </em>คือหนึ่งในผู้ที่เดินบนเส้นทางการรณรงค์มายาวนานกว่าสองทศวรรษ นั่นทำให้เขามองเห็นแนวโน้มและภาพรวมของปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมเห็นรากลึกที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็งมานาน</p>
<p>“เราทุกคนมีโอกาสเสียชีวิตจากคนเมาแล้วขับกันหมด ทั้งผม ทั้งคุณ” คือคำกล่าวแรกของคุณหมอแท้จริงตอนเริ่มต้นสนทนากัน “วันนี้คุณสัมภาษณ์ผมเสร็จ ตอนออกไปอาจจะเจอคนเมาก็ได้ ใครจะไปรู้ และนั่นคือสาเหตุที่เราต้องทำเรื่องนี้อยู่ตลอด”</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวน นพ.แท้จริง ศิริพานิช สนทนาเกี่ยวกับเส้นทางการรณรงค์ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา &#8211; ปัญหาเมาแล้วขับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ยอดภูเขาน้ำแข็ง และเราจะร่วมกันแก้ปัญหาเรื้อรังดังกล่าวได้อย่างไร</p>
<p>หาคำตอบได้ นับจากบรรทัดด้านล่างนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1996" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-14.png" alt="" width="1380" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-14.png 1380w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-14-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-14-768x513.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-14-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1380px) 100vw, 1380px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ได้ยินว่าคุณหมอทำงานเรื่องเมาไม่ขับมา</strong><strong> 23 ปี อะไรเป็นแรงผลักดันให้เริ่มทำเรื่องนี้ และทำมาได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้</strong></h4>
<p>ตอบง่ายๆ เลยนะ เพราะว่าเมาแล้วขับเป็นเรื่องที่อันตรายไง ผมคิดว่า เวลาออกไปนอกบ้าน ไปทำงาน ผมมีโอกาสโดนคนเมาขับรถชนตาย ก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะได้ความปลอดภัยในชีวิตคืนมาด้วย นี่มันต่างกับคนสูบบุหรี่นะ เพราะถ้าเห็นคนสูบบุหรี่ เราก็อาจจะเลี่ยงไม่เข้าใกล้ได้ ป้องกันตัวเองได้ แต่สำหรับคนเมาแล้วขับ คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ขับมาชนเรา หรือเราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเมา เรามีโอกาสโดนคนเมาชนได้ทุกเมื่อแหละ ป้องกันตัวเองไม่ได้เลย</p>
<p>ประเทศไทยมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละราว 2 หมื่นคน ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเมาแล้วขับ จริงๆ เมื่อก่อนหนักกว่านี้ คือคิดเป็นราว 80% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เราทำการรณรงค์เรื่องนี้มานาน จะว่าสำเร็จก็สำเร็จ แต่จะว่าไม่ก็ไม่ เพราะถึงมันจะลดลงมาได้ครึ่งหนึ่ง แต่เมาแล้วขับก็ยังเป็นสาเหตุใหญ่อยู่ดี และสถิตินี้ นับแค่เฉพาะกรณีที่โดนเรียกตรวจแอลกอฮอล์แล้วเจอว่าเมา (มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ยังมีคนอีกเยอะที่หลุดไปได้</p>
<p>เพราะฉะนั้น หากถามว่าทำไมผมยังรณรงค์เรื่องนี้อยู่ ก็เพราะมันยังไม่ปลอดภัยไง พอคนเมาขับรถชนคนอื่น บอกแค่ว่า “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่เมา” คนไทยก็จะมองว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา เรื่องก็จบไป เรามองคนเมาแล้วขับเป็นมิตรเกินไป เหล้ากับสังคมเป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก ซึ่งต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ห้ามคุณดื่มเหล้านะ การดื่มเป็นสิทธิของคุณ แต่จะดื่มแล้วไปขับรถไม่ได้ เราไม่ยอมเรื่องนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณหมอรณรงค์เรื่องเมาแล้วขับมานาน และเคยโดนคนเมาขับรถชนด้วย อยากให้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย</strong></h4>
<p>เมื่อสักตอนปี 2559 ผมรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับช่วงสงกรานต์เสร็จ ก็ไปหาคุณพ่อที่สระบุรีกับภรรยา ตอนขับรถเข้าบ้าน ผมโดนคนเมาขับชนท้ายรถจนบู้บี้ไปหมด เรียกได้ว่ารถผมเละเลย หมุนไปสองสามตลบ จนผมคิดว่าตัวเองตายแน่แล้ว เผอิญมีคนมาช่วยพอดี เขาบอกว่า รถที่ชนผมจอดอยู่ข้างหน้า คงชนหนักมากจนขับต่อไปไม่ได้ ผมโมโหจึงวิ่งไปหาเจ้าของรถคันนั้น ปรากฏว่าเจอคนขับเดินเมาแอ๋ลงมาเลย</p>
<p>คืนนั้นผมไปนอนพักที่โรงพยาบาล ความรู้สึกแวบแรกคือ น้อยใจ เรารณรงค์เรื่องนี้มาเป็นสิบปี แต่วันนี้โดนคนเมาชนเอง มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมยังบอกภรรยาเลยว่า จะเลิกรณรงค์แล้ว แต่เช้าวันต่อมา ผมคิดได้ว่า ขนาดเรารณรงค์มาสิบกว่าปียังโดน ถ้าเลิกจะไม่ยิ่งแย่กว่าเดิมเหรอ อีกอย่าง การโดนรถชนมันไม่เหมือนเป็นหวัดนะ ไม่ใช่ว่าโดนแล้วจะมีภูมิคุ้มกัน โดนแล้วก็โดนอีกได้ ผมเลยรณรงค์ต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ตั้งแต่เริ่มรณรงค์จนถึงปัจจุบัน แนวโน้มของเรื่องนี้ในสังคมไทยเป็นอย่างไรบ้าง คนตระหนักเรื่องอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นบ้างไหม</strong></h4>
<p>ผมคิดว่าดีขึ้นนะ สมัยก่อนโน้นไม่มีใครตระหนักเรื่องอุบัติเหตุเลย เรายังไม่มีเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่า มันอันตราย อย่างน้อย ปีใหม่กับสงกรานต์ก็ออกมารณรงค์กันเต็มไปหมด เราดีใจที่คนเริ่มเห็นตรงนี้แล้ว และการรณรงค์ทำอย่างต่อเนื่องด้วย แน่นอนว่า คนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจไม่ค่อยชอบเราเพราะเขาอาจขายของได้น้อยลง แต่เราทำเพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ถ้าสังคมปลอดภัย พวกเราก็ปลอดภัยด้วย</p>
<p>ปัจจุบันนี้ ภาคส่วนต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็เริ่มมาร่วมด้วย มีคนช่วยทำการรณรงค์ต่างๆ เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เราเริ่มจากเมาไม่ขับ ตอนนี้เริ่มมีโทรไม่ขับ ง่วงไม่ขับ เร็วไม่ขับ ตามมา สังคมโดยรวมเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น รัฐบาลเริ่มเอาใจใส่เรื่องนี้มากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เราดีใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วมีส่วนไหนของการรณรงค์ที่คุณคิดว่า ยังเป็นความท้าทาย หรือต้องพยายามให้มากขึ้น</strong></h4>
<p>ผมยังไม่พอใจเรื่องผลลัพธ์เท่าไหร่ จำนวนคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังไม่ได้เปลี่ยนไปมาก เราไม่ได้บอกว่า ห้ามเกิดอุบัติเหตุ มันเกิดได้ แต่ถ้าเกิดแล้ว ไม่มีคนเสียชีวิตได้ไหม ขาหักดามได้ แต่ชีวิตเอากลับคืนมาไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่อุบัติเหตุรุนแรงเพราะความเมา ถ้าเรามีสติ เรายังพอควบคุมได้ แต่ถ้าเมาเราไม่รู้เรื่องเลย ทำอะไรลงไปไม่รู้ ยกโทษให้ที แล้วคนอื่นก็บ้าจี้ตาม บอกว่าอย่าถือสาคนเมา คือมันไม่ได้ไง</p>
<p>แต่ก่อนตอนเราเริ่มรณรงค์ใหม่ๆ มีคนบอกว่า “จะบ้าเหรอ คนไทยเมาทั้งประเทศ มีเหล้าขายเยอะขนาดนี้ จะรณรงค์ไปทำไม” คนไทยชอบมองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องของโชคชะตา ถ้าดวงดีก็ไม่ตาย ซึ่งมันไม่ใช่ ตอนนี้คนไทยเริ่มรับแนวคิดเมาไม่ขับแล้ว แต่ถ้าถามว่าคนเมายังขับไหม ก็ยังขับอยู่ แถมเยอะด้วย เวลาดื่มเหล้ากับเพื่อนเสร็จ แทนที่จะบอกกันว่า “เมาไม่ขับนะ” คนส่วนใหญ่กลับบอกว่า “ขับรถดีๆ” แทน</p>
<p>คุณจะดื่มเราไม่ว่า แต่อย่าขับออกไป เราไม่โอเค คุณจะดื่มหรือไม่ดื่ม มันคือทางเลือกของคุณ แต่ถ้าคุณขับออกไป คุณอาจจะเลือกแทนคนอื่น ซึ่งเขาไม่ได้เลือก เขาไม่ได้เมากับคุณด้วย แต่เขาอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะคุณ มันไม่แฟร์ การเลือกคืออิสระของมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิเลือก ผมเลือกที่จะตายเองได้ มันเป็นชีวิตของผม แต่ถ้าคนเมามายัดเยียดให้ ผมไม่ยอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1998" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-3.png" alt="" width="1381" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-3.png 1381w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1381px) 100vw, 1381px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณหมอบอกว่าสมัยก่อนยังไม่มีเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ แล้วสังคมเราในตอนนั้นเป็นยังไง มีมาตรการอย่างไรกับคนเมาแล้วขับ</strong></h4>
<p>จริงๆ เรามีกฎหมายจราจรที่ห้ามคนเมาขับรถมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2522 แล้ว แต่ด้วยความที่เรายังไม่มีเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ ยังวัดอะไรไม่ได้ พอตำรวจไปถามคนเมาว่าเมาไหม แน่นอน เขาก็ตอบว่า ไม่เมา ตำรวจไม่รู้จะทำยังไงเลยต้องปล่อยเขาไป เราจึงต้องมาผลักดันว่า อะไรคือความเมา เพราะไม่มีใครยอมรับหรอกว่าตัวเองเมา</p>
<p>พอดูต่างประเทศ เราเห็นว่าเขาใช้วิธีวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดต่างกันไปว่า ต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดกี่มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถึงจะจัดว่าเมา บางประเทศห้ามมีเลย แต่บางประเทศก็ให้สูงถึง 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ได้ ส่วนไทยเราเดินสายกลาง คือกำหนดเป็นเกณฑ์ไว้ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เหมือนประเทศส่วนใหญ่</p>
<p>พอกำหนดเกณฑ์แล้วก็ต้องมีเครื่องตรวจ เราไปช่วยผลักดันเรื่องเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ให้กรมมาตรฐานการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นคนรับรองมาตรฐานเครื่องวัด ทำให้ทุกวันนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่เครื่องมือวัดแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือแพทย์ ต้องผ่านมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทุกๆ 6 เดือน ไม่งั้นก็เอามาใช้ไม่ได้</p>
<p>แต่ถึงจะมีเกณฑ์ มีเครื่องตรวจแล้ว เราก็ยังมีปัญหาอยู่สองข้อใหญ่ๆ <strong>ข้อแรก</strong>คือ ตำรวจตอนนั้นยังไม่ค่อยอยากตั้งด่าน เพราะจับคนปกติก็เถียงกันจะตายอยู่แล้ว พอเป็นคนเมายิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง เราผลักดันเรื่องนี้จนมาสำเร็จในสมัยที่พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นผู้การฯ จราจร ท่านสนับสนุนจนตอนนี้มีการตรวจแอลกอฮอล์ ทุกสถานีตำรวจมีเครื่องวัดแอลกอฮอล์หมด</p>
<p>ส่วนปัญหา<strong>ข้อที่สอง</strong>คือ คนไม่ยอมเป่า ตำรวจก็บังคับให้เป่าไม่ได้เพราะจะละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงต้องใช้วิธีเก็บหลักฐานฟ้อง แต่กว่าจะขึ้นศาล ก็หายเมาไปแล้ว ถามว่าแจ้งข้อหาคนไม่เป่าได้ไหม ได้นะครับ แต่แจ้งได้เฉพาะข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งปรับหนึ่งพันบาท เราเลยผลักดันให้แก้กฎหมาย ใช้เวลาราว 5-6 ปีกว่าจะแก้สำเร็จ ว่าถ้าคุณไม่ยอมเป่า จะถือว่าคุณเมาทันที ไม่จำเป็นต้องมีสลิปบอกมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แล้วศาลท่านลงโทษด้วย เพราะถ้าคุณไม่เมาจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่เป่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วถ้าเป็นปัจจุบันนี้ คุณหมอคิดว่ามาตรการลงโทษคนเมาแล้วขับมีประสิทธิภาพพอหรือยัง</strong></h4>
<p>ยังไม่พอ ถ้าพอคนก็กลัวสิ กระบวนการทางกฎหมายยังมีช่องโหว่ ถึงจะมีโทษจำคุก แต่โทษจำคุกรอลงอาญาได้ เพราะแนวคิดที่มีต่อคนเมาคือ เขาประมาท ไม่ได้ตั้งใจขับรถชน ก็จริงนะ แต่มันใช่เหรอ (หัวเราะ) คนไม่เมายังมีโอกาสขับรถชนเลย แล้วนี่ยิ่งคนเมา เราจะไปคิดไม่ได้ว่าเขาแค่เมา แค่ประมาท อย่างที่บอกว่า คนไทยไม่ได้เห็นคนเมาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบริบทการยอมรับเรื่องสุราในสังคมไทยมันฝังรากลึกมาก ลึกกว่าบุหรี่อีก</p>
<p>เราไม่มีทางให้คนส่วนใหญ่มองคนเมาเป็นผู้ร้ายได้เลย ทั้งที่บางครั้งคนเมายังสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง ครอบครัวตัวเอง และคนอื่น แต่คนยอมรับได้ เพราะบางทีสื่อหรือโฆษณามีการสื่อสารภาพคนเมาออกมาในลักษณะของเพื่อนอีก ดูเฮฮา ไปไหนไปกัน ฉลองเทศกาลต่างๆ นี่แหละคือบริบทสังคมที่ยากมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วเราควรจะต้องมีมาตรการอย่างไรจึงจะช่วยอุดช่องโหว่ของกฎหมายได้ด้วย</strong></h4>
<p>ผมเคยเสนอครั้งหนึ่งว่า เวลาคนเมาแล้วไปขับรถหรือเมาแล้วไปทำผิดต้องได้รับโทษสองเท่าของคนไม่เมา เพราะคุณเสี่ยงมากกว่า ถ้าคุณรู้ว่าคุณดื่มเหล้าแล้วเมา ต้องอยู่ในบ้าน อย่าออกไปเพ่นพ่านหรืออย่าออกไปขับรถ คนที่คอยดูแลก็ต้องคอยดูแลให้ดีด้วย ถ้าคนเมาไปก่อเรื่องอะไร คนดูแลก็ควรจะต้องรับผิดชอบด้วย</p>
<p>อันที่จริง ถ้าถามว่าโทษของเมาแล้วขับหนักไหม ก็หนักอยู่นะ แต่ด้วยช่องว่างของกฎหมาย ทำให้โทษที่ว่าอาจจัดการคนเมาได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แล้วเรายังมีทั้งปัญหาคอร์รัปชันกับระบบอุปถัมภ์ บางคนมีเส้นสายหรือมีเงินหน่อยก็อาจจะไม่ต้องรับโทษแล้ว คนถึงพูดกันไงว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ต้องยอมรับว่า ระบบของไทยยังไม่เหมือนต่างประเทศ การจะเอากฎหมายมาใช้จัดการทั้งหมดเลยเป็นเรื่องยากมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เท่ากับว่า สภาพสังคมไทยก็เป็นตัวเอื้อให้เกิดอุบัติเหตุด้วย</strong><strong>?</strong></h4>
<p>ใช่ครับ ผมเชื่อนะว่าคนไม่ได้ไม่รู้เรื่องกฎหมาย จะเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว หรือขับย้อนศร เขารู้หมด แต่ถามว่ารู้แล้วทำไมยังทำ ก็เพราะเขารู้ว่า ทำแล้วมันรอดได้ ลองเป็นคนไทยที่ทำผิดกฎจราจรไปขับรถที่ญี่ปุ่นสิ ขับดี เคารพวินัยจราจรเชียว เพราะกฎหมายเขาไม่มีช่องว่าง เขาไม่รู้ว่าจะหาใครมาช่วยได้ เลยต้องขับรถให้ดีๆ นี่เป็นตรรกะเดียวกับฝรั่งที่มาเมืองไทยแล้วทำตัวตามสบายนั่นแหละ คนไทยเราโดนปลูกฝังแบบนี้มานานโดยที่เราไม่รู้ตัว เราอยู่ในประเทศที่โคตรสบาย ไร้ระเบียบวินัยโดยสิ้นเชิง ปัญหาที่เราพูดถึงกันมันเป็นแค่ 10% ของยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้อีก 90% เป็นพวกความเชื่อเรื่องเวรกรรม โชค ดวง ฉะนั้น คนไทยชุ่ยเพราะระบบโครงสร้างสังคมที่เป็นแบบนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1999" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-13.png" alt="" width="1381" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-13.png 1381w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-13-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-13-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-13-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1381px) 100vw, 1381px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้างั้นเราต้องแก้ที่จิตสำนึก</strong><strong>?</strong></h4>
<p>จริงๆ นี่ก็เป็นกับดักอันหนึ่งเหมือนกัน ถามว่าต้องสร้างจิตสำนึกใช่ไหม ใช่ครับ ถ้าคนมีจิตสำนึกดี กฎหมายก็แทบจะไม่ต้องใช้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณหมอคิดว่า ด้วยสภาพสังคมไทยที่เป็นแบบนี้ เราจะสร้างจิตสำนึกยังไงดี</strong></h4>
<p>การจะสร้างจิตสำนึกได้ต้องมีสภาพและเงื่อนไขที่เหมาะสม จิตสำนึกก็เหมือนต้นไม้ จะสร้างจิตสำนึกคือการปลูกต้นไม้ ต้องมีดินดี น้ำดี อากาศดี และแดดดี ตอนนี้จิตสำนึกของสังคมเราเหมือนโดนบังแดดอยู่ แล้วในเมื่อต้นไม้ที่เราปลูกไม่เคยโดนแดดเลย ถามว่ามันจะเจริญงอกงามไหม ไม่หรอก</p>
<p>ถามว่าอะไรเป็นตัวบังแดดของเรา นั่นคือสิ่งที่พูดมาทั้งหมด ทั้งระบบอุปถัมภ์ การคอร์รัปชัน พวกนี้เป็นตัวบังแดดทั้งนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งคิดถึงแต่ตัวเองและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง จะทำตามแต่ที่ตัวเองพอใจ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นแหละที่ยอม ลองไปอยู่ประเทศอื่นสิ ไม่ได้หรอก ประเทศอื่นไม่มีระเบียบอยู่ไม่ได้ แต่ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ถ้ามีระเบียบ</p>
<p>คุณจำได้ไหม ย้อนกลับไปสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดว่า คนเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการนั่งหลังรถกระบะ เลยจะออกกฎหมายห้ามนั่งหลังกระบะ ทีนี้โวยวายกันใหญ่ จน คสช. ต้องถอย ให้นั่งได้แต่ไม่เกิน 7 คน เห็นไหมว่านี่คือสังคมไทย เอาระเบียบเข้ามาจับ จะพังทันทีเลย แถมบางทีอ้างความจนอีก สุดท้ายก็ไม่เคยมีใครพูดถึงกฎหมายฉบับนี้อีกเลย</p>
<p>นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ผมว่าเราต้องทำการแก้พฤติกรรมก่อน คำว่าพฤติกรรมมันไม่ตรงไปตรงมา เพราะเรากำลังทำเรื่องนี้กับคน ซึ่งมีความลึกซึ้ง แต่ถ้าเราแก้ถูกจุด คลิกกับเขาแล้ว มันจะง่ายเลย ผมเชื่อว่า ตอนนี้เรากำลังหาลูกกุญแจมาไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ เราบอกว่าเราไม่มีแสงแดด แต่จำเป็นต้องเป็นแสงจากดวงอาทิตย์เท่านั้นไหม อาจจะไม่ เพราะเดี๋ยวนี้เรามีเทคโนโลยีที่อาจจะเอามาช่วยส่องแสงให้ต้นไม้หรือจิตสำนึกของเราแทนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วอะไรคือ </strong><strong>‘แสง’ ที่ว่า?</strong></h4>
<p>แสงที่ว่าคือพวกกล้องหน้ารถ บันทึกได้ทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องเถียงกัน หลักฐานเห็นชัดเจน ผมจึงมีแนวคิดการทำงานกับมูลนิธิมาราว 2 ปีแล้วว่า แทนที่เราจะไปบอกตำรวจให้จับ สู้สนับสนุนให้รถทุกคันมีกล้องหน้ารถดีกว่า ทำระบบให้ดี ถ้าใครมีคลิปโชว์ให้เห็นพฤติกรรมที่ไม่ดีของคนได้ ก็ให้รางวัลไปเลย เหมือนพวกถ่ายมอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า แต่ทำให้ง่ายกว่านั้น ทำให้คนเห็นว่า เราจัดการคนที่มีพฤติกรรมไม่ดีบนท้องถนนได้ด้วยตัวเรา ทุกคนมีส่วนช่วยสังคมได้ คนไทยชอบจับผิดนะ (หัวเราะ) ลองเป็นแบบนี้สิ ทุกคนจับผิดซึ่งกันและกันได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพวก social media แล้ว สืบเสาะหาคนทำผิดง่ายมาก พอเจอแบบนี้มากเข้า คนทำผิดมาหาตำรวจเองเลยก็มี</p>
<p>อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเรามีกล้องคอยจับผิดคนอื่น พอเราคิดจะทำผิดขึ้นมาจะตระหนักได้ว่า กล้องคนอื่นก็จับเราอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ เรากำลังผลักดันให้รถใหม่ทุกคันที่ออกมามีกล้องติดหน้ารถ และทำให้มีระบบแจ้งเบาะแสเพื่อรับเงินตอบแทน นำภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือด้วย หาคนสนับสนุนที่ดี เราอาจไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ตำรวจก็ไม่ต้องลงพื้นที่ไปจับเอง มันจะช่วยให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริงด้วย</p>
<p>สำหรับการรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับก็ต้องทำต่อนะ เพียงแต่ผมคิดว่า แนวคิดนี้น่าจะเป็นตัวเสริมกันได้ วันนี้เรามีพร้อมแล้ว ดิน น้ำ อากาศ นี่คือการเปิดให้แสงแดดส่อง ปลูกให้ต้นจิตสำนึกที่เราบอกว่าปลูกไม่ได้สักทีเจริญงอกงาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ปกติในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์ เรามักเห็นแคมเปญรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่แคมเปญเหล่านี้มักเร่งรณรงค์กันในช่วงเทศกาล พอหมดเทศกาลแล้วก็แผ่วลงไป คุณหมอคิดว่าการรณรงค์ระยะสั้นแบบนี้มีประสิทธิภาพพอหรือเปล่า </strong></h4>
<p>ไม่มีไงครับ ถ้ามีแล้วเราคงไม่ต้องมาทำตรงนี้หรอก แคมเปญต้องทำตลอดปี ทำระยะสั้นไม่ได้หรอก ถ้าเราจะทำแคมเปญระยะสั้นเพื่อให้ความรู้พอได้ แต่ถ้าจะทำให้เป็นนิสัยต้องทำตลอดทั้งปี และต้องมีดินดี น้ำดี อากาศดี มีแสงแดด มีให้ครบเลย เพราะต่อให้ทำแคมเปญตลอดปี แต่ถ้าไม่มีแดดก็ไม่ส่งผล ต้นไม้รากเน่า สำลักน้ำตายพอดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2000" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-8.png" alt="" width="1380" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-8.png 1380w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-8-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-8-768x513.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-8-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1380px) 100vw, 1380px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มีคนบอกว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์ยอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งมาก เรื่องนี้เท็จจริงยังไง </strong></h4>
<p>จริงครับ เราจึงเอาเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์เป็นตัวตั้ง ผลักดันเรื่อง 7 วันอันตราย อย่างที่บอกว่า เมื่อก่อนคนไม่ได้สนใจเรื่องอุบัติเหตุ การนำเรื่องเทศกาลเข้ามาก็เป็นลูกเล่นหนึ่งที่จะทำให้คนสนใจและตระหนักได้ว่า มันอันตราย ถามว่าได้ผลไหม ก็ได้ผลนะ เพราะเมื่อก่อนนี้ สักช่วงสมัยที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ 7 วันอันตรายมีคนตายราว 700 คนเลย ตอนนี้เหลือประมาณ 400 แล้ว แต่มันก็ลดแค่ 7 วันแหละ อีก 300 กว่าวันเรายังทำไม่ได้ เหมือนพอครบ 7 วันก็ปิดสวิตช์เลย</p>
<p>ตอนนี้ เรายังมองอุบัติเหตุเหมือนเป็นภัยธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ใช่ อุบัติเหตุเกิดทุกวัน ต้องทำทุกวัน ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณอยากฟันดี ลงทุนไปหาหมอฟันปีหนึ่งสองครั้ง นอน 7 วันให้หมอฟันทำความสะอาดฟันทุกอย่าง แต่พอกลับมาไม่เคยแปรงฟันเลย ถามว่าฟันคุณจะดีไหมล่ะ นี่ก็เหมือนกัน เรายังต้องทำตลอด ทำทุกวัน ไม่ใช่ 7 หรือ 14 วันต่อปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณหมอคิดว่า อะไรทำให้เราไม่สามารถใช้มาตรการระยะยาวได้ตลอด</strong></h4>
<p>เพราะคนยังไม่มองว่าเรื่องนี้สำคัญไง ถามว่าแล้วทำไมยังมองแบบนี้ เราต้องย้อนกลับไปที่ระบบสังคมไทยเลย สมมติใครสักคนโดนรถชนเสียชีวิต ญาติๆ ก็จะมองว่า โชคดีไม่ดี ทำบุญมาแค่นี้ ถึงเวลาไปสบายแล้ว จริงๆ เขารู้ปัญหานะ แต่เมื่อคิดเรื่องโชคไม่ดี ก็อาจจะทำให้เขารับได้มากกว่าการโดนคนขับรถชน และถ้าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ เรามีการชดเชย มีระบบเยียวยาและมีประกันให้ แต่เรายังไม่มีการป้องกันแก้ไข</p>
<p>ต้องบอกว่า เราอยู่กับอุบัติเหตุอย่างมีความสุข หลายคนไม่คิดหรอกว่า ปัญหานี้ต้องจัดการ ระบบเราก็เอื้อให้เกิดด้วย ถามว่าวันนี้ตำรวจไม่ตั้งด่านเราเดือดร้อนไหม ไม่ ไม่โวยวาย ไม่ถามด้วยว่าทำไมไม่ตั้งด่าน นี่แหละคือความสำคัญของการใส่เรื่องความคิดกับทัศนคติลงไป มันมีบทบาทหมด ซึ่งเราไม่คิดถึงตรงนี้ด้วยซ้ำ</p>
<p>อย่างเรื่องบุหรี่ หลายคนไม่ชอบหรือรำคาญควันบุหรี่ แต่นี่เราไม่ได้รำคาญคนเมา เห็นเขาขับรถก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเมา เพราะเราไม่เห็นเหมือนคนสูบบุหรี่ มันคนละบริบทกัน พอบอกให้ตำรวจเข้ามาหรือให้แก้กฎหมาย มันก็ใช้กับประเทศอื่นได้นะเพราะเขาเคารพกฎหมาย แต่พอมาใช้กับเมืองไทย เราก็จัดการกฎหมายหมดเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าดูประเทศในอาเซียน ประเทศไหนที่จัดการเรื่องอุบัติเหตุได้ดีบ้าง </strong></h4>
<p>ประเทศในอาเซียนที่ทำได้ดีที่สุดคือสิงคโปร์ กฎหมายเขาเข้มงวดมาก และที่สำคัญสิงคโปร์เขามีแดด มีสังคมที่ดี เช่น เป็นประเทศใหม่ ไม่มีระบบเจ้าขุนมูลนายอุปถัมภ์ คอร์รัปชันก็น้อยด้วย จิตสำนึกเขาเลยเกิด ระเบียบวินัยเขาดีกว่าเรา</p>
<p>เพราะบริบทสังคมเราต่างกัน เราจึงบอกว่าต้องแก้ปัญหาให้ถูกจริตกับสังคมไทย เช่น คนไทยชอบจับผิดคนอื่น ก็นำกล้องหน้ารถเข้ามาใช้ ผมคิดว่า สมัยนี้ไม่ใช่สมัยที่เราจะวางแผนระยะยาว อะไรที่พอทำได้ก็ต้องรีบทำ ถ้าใช้ไม่ได้ก็หาอย่างอื่นมาทำแทน โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามาแล้ว จะคิดจะทำแบบเดิมไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2001" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-11.png" alt="" width="1380" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-11.png 1380w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-11-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-11-768x513.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-11-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1380px) 100vw, 1380px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>จากประสบการณ์ที่คุณหมอเคยเป็นคนประสานงานกับมูลนิธิหรือหน่วยฉุกเฉินต่างๆ อุบัติเหตุจากคนเมาแล้วขับกระทบระบบสาธารณสุขโดยรวมยังไงบ้าง อยากชวนให้ฉายภาพผลกระทบตรงนี้หน่อย</strong></h4>
<p>กระทบมากครับ บุคลากรจะมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เราถึงต้องมาทำเรื่องป้องกัน เพราะรู้ว่าระบบสาธารณสุขรับเคสแบบนี้ไม่พอ ถ้าปล่อยให้คนเมาแล้วขับก็อาจจะมีคนเสียชีวิตอีกเยอะ ผมขอใช้คำว่า แค่ ‘ตรึง’ ไว้ได้ แต่ยังไม่สามารถลดได้ ยังไม่สามารถจัดการได้หมด ผมยังเชื่อนะว่า เรามีทุนจำกัดเรื่องนี้ไว้ได้อีกเยอะ ถึงจะยังแก้ปัญหาเมาไม่ขับให้หมดไปเลยไม่ได้ แต่ให้มันดีกว่านี้แค่ครึ่งหนึ่ง เสียชีวิตน้อยกว่านี้สักครึ่งหนึ่ง เราก็รักษาชีวิตคนไทยได้ปีหนึ่งเป็นหมื่นๆ คนเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มีคนวิจารณ์ว่า ปัญหาเรื่องเมาแล้วขับเชื่อมโยงกับเรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย เช่น คนที่มีฐานะยากจนมีแนวโน้มจะถูกจับหรือถูกลงโทษมากกว่า คุณหมอมองเรื่องนี้ยังไง</strong></h4>
<p>เวลาที่เราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ สิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังคือ ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกี่ยวกับแค่ฐานะ จริงอยู่ที่ความยากจนหรือร่ำรวยจัดเป็นความเหลื่อมล้ำชนิดหนึ่ง แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำแบบอื่นอีก เช่น พวกเส้นสาย ความเหลื่อมล้ำหมายถึงความไม่ยุติธรรมทั้งหมด และนี่ก็คือตัวบังแดดอย่างหนึ่งด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แน่นอนว่า การจะแก้ปัญหาเมาแล้วขับไม่ใช่แค่อาศัยภาครัฐหรือบุคลากรในระบบสาธารณสุข แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน แล้วประชาชนทั่วไปจะเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหานี้ได้ยังไงบ้าง</strong></h4>
<p>อย่างที่ผมบอกเลย ทุกคนไปติดกล้องหน้ารถ แล้วทำตัวเป็นตาวิเศษหรือตาของสังคม ให้เราคิดว่า วันนี้เราจัดการคนไม่ดีบนท้องถนนได้ด้วยเครื่องมือของเรา ใช้เทคโนโลยีกับ social media ให้เป็นประโยชน์ อย่ายึดติดกับวิธีการเดิมๆ แล้วเราต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ถ้าคุณทำผิดบนท้องถนน คุณจะโดนสังคมลงโทษ ซึ่งการลงโทษจากสังคมนี่เจ็บกว่าอีกนะ นี่แหละการอาศัยความชอบจับผิดและความอิจฉาลึกๆ ของคนเราให้เป็นประโยชน์ เพราะทุกคนจะโดนตรวจสอบแบบเท่าเทียมกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-2002" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-15.png" alt="" width="1381" height="921" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-15.png 1381w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-15-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-15-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/06/20200317-AR-15-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1381px) 100vw, 1381px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/taejing-siripanich-interview/">“เรามองอุบัติเหตุเป็นเหมือนภัยธรรมชาติ และอยู่กับมันอย่างมีความสุข” คุยกับ ‘หมอเมาไม่ขับ’ นพ.แท้จริง ศิริพานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1994</post-id>	</item>
		<item>
		<title>#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=party-no-alcohol</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2019 04:40:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเหล้าเชิงนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[คุณนิพนธ์ ทับนิล]]></category>
		<category><![CDATA[คุณวศิน บรรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.พรหมมินทร์  กัณธิยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปาร์ตี้ปลอดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)]]></category>
		<category><![CDATA[เมาแล้วขับ]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1232</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต มีข้อมูลสถิติบอกว่า คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 50-70 คน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ตัวเลขย่อมพุ่งสูงมากกว่านี้ นี่จึงทำให้ไทยวนเวียนอยู่ใน Top 10 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เสมอ และเมื่อมองลึกลงไป หนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือ ‘เมา’ หรือขับรถเร็ว แน่นอนว่า การติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และนั่นทำให้หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์แนวคิด ‘เมาไม่ขับ’ เพื่อมุ่งลดการสูญเสียนี้ ขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องเมาไม่ขับแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยคือ แอลกอฮอล์มาคู่กับการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เรามักเฉลิมฉลองด้วยแอลกอฮอล์ จึงทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสูงเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล ดังนั้น รณรงค์เมาไม่ขับอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราอาจจะต้องเริ่มคิดถึงเรื่องรณรงค์การเฉลิมฉลองแบบปลอดแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแม้การดื่มจน ‘เมา’ จะเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเมาคิดจะขับรถ การอ้างสิทธิก็เป็นเพียงการอ้างที่ปราศจากความรับผิดชอบ และสามารถนำไปสู่อันตรายบนท้องถนนได้โดยง่าย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอจับควันหลงวันฮาโลวีน ชวนคุณอ่านสรุปจากวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Halloween 2019 No AL Party #หยุดผีซิ่ง จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/">#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต มีข้อมูลสถิติบอกว่า คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 50-70 คน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ตัวเลขย่อมพุ่งสูงมากกว่านี้ นี่จึงทำให้ไทยวนเวียนอยู่ใน Top 10 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เสมอ และเมื่อมองลึกลงไป หนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือ ‘เมา’ หรือขับรถเร็ว</p>
<p>แน่นอนว่า การติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และนั่นทำให้หลายหน่วยงานพยายามรณรงค์แนวคิด ‘เมาไม่ขับ’ เพื่อมุ่งลดการสูญเสียนี้ ขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องเมาไม่ขับแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยคือ แอลกอฮอล์มาคู่กับการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เรามักเฉลิมฉลองด้วยแอลกอฮอล์ จึงทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสูงเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล</p>
<p>ดังนั้น รณรงค์เมาไม่ขับอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราอาจจะต้องเริ่มคิดถึงเรื่องรณรงค์การเฉลิมฉลองแบบปลอดแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแม้การดื่มจน ‘เมา’ จะเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเมาคิดจะขับรถ การอ้างสิทธิก็เป็นเพียงการอ้างที่ปราศจากความรับผิดชอบ และสามารถนำไปสู่อันตรายบนท้องถนนได้โดยง่าย</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอจับควันหลงวันฮาโลวีน ชวนคุณอ่านสรุปจากวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ<strong>กิจกรรม </strong><strong>Halloween 2019 No AL Party #หยุดผีซิ่ง</strong> จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ในวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่สถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทย แอลกอฮอล์กับวันฮาโลวีน เรื่องราวจากผู้สูญเสีย ไปจนถึงความรับผิดชอบของสถานประกอบการปลอดเหล้าเพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตพนักงาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1244" aria-describedby="caption-attachment-1244" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1244 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit6-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1244" class="wp-caption-text">คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ </strong>รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงที่มาของกิจกรรมในวันนี้ว่า กิจกรรมดังกล่าวเกิดจากความเป็นห่วงของภาคีเครือข่ายเยาวชน ที่มองว่าฮาโลวีนเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสังสรรค์ซึ่งอาจมาพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์ และเมื่อมีการดื่ม ก็สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้ จึงเกิดการตั้งประเด็นเพื่อชักชวนให้สังคมไทยหันมามองเรื่องนี้</p>
<p>“การดูแลความปลอดภัยจะช่วยรักษาชีวิตและความสูญเสีย และถึงจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องเสียไปหากมีผู้เสียชีวิตหรือพิการ แต่มูลค่าเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียทางจิตใจที่เกิดกับญาติ ครอบครัว ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป หรือต้องดูแลบุคคลเหล่านั้นไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น กิจกรรมในวันนี้จะเป็นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ที่เยาวชนของเราลุกขึ้นมาร่วมจัดกิจกรรมและแสดงออกเองว่า ขอพื้นที่ต้นแบบที่สามารถสนุกได้โดยปราศจากแอลกอฮอล์”</p>
<p>รุ่งอรุณปิดท้ายว่า มีความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากหลายภาคส่วนที่จัดงานฉลองโดยปราศจากแอลกอฮอล์ เช่น คอนเสิร์ตโคตรอินดี้ ที่จัดมายาวนานเกือบสิบปี แต่ไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เลย สสส.จึงอยากสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมแบบนี้ เพื่อช่วยให้ทุกคนมีความสนุกคู่กับความปลอดภัย ซึ่งเป็นความสุขที่สุขจริงและคุ้มค่ากับการเฉลิมฉลอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง</strong></h2>
<p><strong> </strong></p>
<p>หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจของงานคือ การจัดวงเสวนา ‘งานเลี้ยงไม่มีเหล้า ไม่เมา ไม่ซิ่ง’ ซึ่งมีวิทยากรจากหลายภาคส่วน มาร่วมอภิปรายและเล่าประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ โดยผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย <strong>นพ</strong><strong>.พรหมมินทร์  กัณธิยะ</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ <strong>ภก</strong><strong>.สงกรานต์ ภาคโชคดี </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) <strong>คุณนิพนธ์ ทับนิล </strong>คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ และ <strong>คุณวศิน บรรณาการ </strong>ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี ดำเนินรายการโดย <strong>คุณนฤบดี จันทรส </strong>จากเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1245" aria-describedby="caption-attachment-1245" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1245 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit8-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1245" class="wp-caption-text">นพ.พรหมมินทร์  กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก โดย <strong>นพ</strong><strong>.พรหมมินทร์  กัณธิยะ</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เล่าให้ฟังว่า ปีๆ หนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24,000 รายต่อปี โดยนับจากฐานข้อมูลของตำรวจ โรงพยาบาล และบริษัทกลางที่เกี่ยวกับการประกันภัย</p>
<p>“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไทยถูกจัดให้อยู่อันดับ 2 ของโลก ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน พอมาปีที่แล้ว อันดับของเราร่วงลงเป็นที่ 9 แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราการเสียชีวิตของเราลดลง แต่เป็นเพราะมีประเทศอื่นแซงเรา พอมาปีนี้ ยังไม่ทันครบปีก็มีแนวโน้มว่าตัวเลขจะมากกว่าปีที่แล้ว เท่ากับว่าสถานการณ์ของเรายังรุนแรงอยู่”</p>
<p>นพ.พรหมมินทร์ขยายความว่า ตัวเลขที่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้คือประมาณ 13,000 คน ซึ่งมาจากบริษัทกลางที่วิเคราะห์ผ่านระบบประกันภัย แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เพราะมีการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในระบบด้วย</p>
<p>สาเหตุหลักของตัวเลขดังกล่าวมาจากการเมาแล้วขับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ที่จะคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของอัตราการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนถ้านอกเทศกาลจะเป็นเรื่องการขับรถเร็ว แต่นพ.พรหมมินทร์ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นการขับรถเร็ว ก็อาจจะมีเรื่องเมาแทรกเข้ามาด้วย เพียงแต่ไม่ได้ถูกตรวจจับและนับรวมเข้าไป</p>
<p>“เรามักจะเจอปัญหา 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ช่วงปีใหม่ คนมักจะรีบกลับบ้านก่อน เช่น ช่วงวันที่ 24 ธันวาคมเป็นต้นไปก็จะทยอยกลับบ้านแล้ว บางรายไม่พักผ่อน เลิกงานแล้วขับรถกลับเลย ก็จะมีอาการเพลีย ง่วง หรือวูบหลับในระหว่างทาง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ส่วนลักษณะที่สองคือการฉลองที่ทำให้เกิดปัญหา บางคนนานๆ กลับบ้านที ก็มีคนตั้งวงรอแล้ว”</p>
<p>“ที่น่าห่วงอีกอย่างคือ เด็กและเยาวชน เพราะผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างให้เขาเห็น บางครอบครัวพ่อแม่ตั้งวง แถมวานให้เด็กไปซื้อน้ำแข็งให้อีก พอเด็กโตมาก็อยากลอง พอลองแล้วก็มักลงเอยด้วยการไปฉลองนอกบ้าน บางรายไปฉลองแล้วไม่ได้กลับมาเลยก็มี” นพ.พรหมมินทร์กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1246" aria-describedby="caption-attachment-1246" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1246 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit11-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1246" class="wp-caption-text">ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>“วันฮาโลวีนเป็นวันที่ชาวไอริชโบราณเชื่อว่า ประตูระหว่างโลกวิญญาณและโลกมนุษย์จะเปิด ทำให้มีทั้งวิญญาณดีและผีออกมายังโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะใช้วันนี้เป็นวันปล่อยผี เราควรจะปล่อยผีในตัวเราออกไปก่อน” <strong>ภก</strong><strong>.สงกรานต์ ภาคโชคดี </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวนำ “ชาวพุทธเราก็มีพูดถึงผี จะเรียกอบายมุขว่าผี 6 ตัว หนึ่งในนั้นคือน้ำเมา ดังนั้น ถ้าเราจะปล่อยผีให้ถูกต้อง ก็อย่าปล่อยให้ผีน้ำเมาเข้าสิงเรา ใครดื่มอยู่ก็ปล่อยผีน้ำเมาออกไป ไม่เช่นนั้น คนในเขตโลกมนุษย์อาจจะไปอยู่ในเขตของโลกผีจริงๆ คือเสียชีวิตจากการเมา”</p>
<p>นอกจากการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุแล้ว แอลกอฮอล์ยังสามารถก่อให้เกิดการเสียชีวิตหรือความรุนแรงแบบอื่นอีกด้วย เช่น เมาจนไปก่ออาชญากรรม โดยภก.สงกรานต์ยกงานวิจัยของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ระบุว่า เด็กในสถานพินิจเกือบครึ่งหนึ่งทำผิด หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 5 ชั่วโมง บางคนเปลี่ยนจากคนที่นิสัยดีมากเป็นผู้กระทำผิดด้วยฤทธิ์น้ำเมา จนต้องถูกส่งตัวเข้าสู่สถานพินิจ</p>
<p>“เป้าหมายวันนี้คือ เราต้องทำให้ชีวิตของเราเป็นอิสรภาพ ปล่อยผีออกไป และให้วิญญาณที่ดีเข้ามาทดแทน ในทางพุทธจะเรียกว่าสติปัญญาก็ได้ เราควบคุมตัวเราเองว่า เราจะไปที่ไหนก็ไปด้วยสติปัญญา ขับรถก็ไม่เมา โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง แล้วเราจะเลือกชีวิตที่ดีกว่านี้ได้”</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นน่าขบคิดคือ ในช่วงเทศกาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มักจะมีโปรโมชันเชิญชวนคนดื่ม และนำเสนอในเชิงว่าให้คนดื่มดื่มอย่างรับผิดชอบ ทั้งที่ความจริง แอลกอฮอล์เป็นสารพิษในตัวเอง สามารถก่อให้เกิดโรคได้เกือบสองร้อยโรค ทำให้คนขาดสติและประมาท เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องทบทวนเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ของตนเองด้วย</p>
<p>การเมาไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ดื่มเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย และในบางครั้ง ก็ทำให้ผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องพลอยได้รับเคราะห์ไปด้วย ดังที่ <strong>คุณนิพนธ์ ทับนิล </strong>คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวความสูญเสียให้เราฟัง</p>
<p>ไอซ์ ลูกสาวของนิพนธ์อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขณะที่เสียชีวิต เธอยังเรียนอยู่ชั้นปีที่สองเท่านั้น โดยนิพนธ์เล่าย้อนไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ลูกสาวของเขาเสียชีวิตว่า ในวันนั้น ไอซ์เพิ่งกลับจากเข้าค่ายอาสาบนดอย และโทรคุยกับพ่อตามปกติ ไอซ์ยังบอกว่า ตนเองเหนื่อยมาก จึงจะรีบทานข้าวและนอนพักผ่อนเลย</p>
<p>“แต่ต่อมาตอนสามทุ่ม เพื่อนโทรมาชวนเขาออกไปกินขนมข้างนอก ก็ไปกันห้าคน ลูกสาวของผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ไป มีเพื่อนสนิทของเขาซ้อนท้าย ตอนขากลับ ทุกคนชิดขวาอยู่ตรงเกาะกลางถนนที่ใหญ่เกือบสองเมตร เตรียมยูเทิร์นเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย รถลูกสาวของผมอยู่ตรงกลาง มีรถของเพื่อนอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง”</p>
<p>“ตอนนั้นมีรถยนต์คันหนึ่ง ผู้ดื่มดื่มเหล้าตั้งแต่เที่ยงวัน ขับออกมาและต้องผ่านหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้วยความเมา เขาขับชนแท่งแบริเออร์ เหินมาชนเกาะกลางถนนที่เป็นปูนแข็งด้านขวา แล้วเหินมาอีกฝั่งหนึ่งชนลูกสาวผม ทั้งลูกสาวผมกับเพื่อนที่ซ้อนท้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และเจ้าหน้าที่วัดแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับคนนั้นได้สูงถึง 121 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1247" aria-describedby="caption-attachment-1247" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1247 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit15-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1247" class="wp-caption-text">คุณนิพนธ์ ทับนิล คุณพ่อผู้สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>หัวอกพ่อแม่ย่อมห่วงลูกและหวังว่าลูกจะเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพ นิพนธ์เองก็เช่นกัน การสูญเสียครั้งนี้จึงทำให้เขารู้สึกราวกับว่า ต้องสูญเสียลูกสาวไปถึงสองคนพร้อมกัน โดยคุณพ่อท่านนี้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่การเมาแล้วขับมาจากการตั้งใจดื่มเหล้า ตั้งใจเมา และตั้งใจขับรถ ทั้งที่ผู้ดื่มสามารถหยุดทุกอย่างได้ ตั้งแต่ไม่ดื่มเหล้า ไม่ขับรถ หรือไม่ขับเร็ว แต่เขาไม่ทำ ซึ่งนิพนธ์มองว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนการประมาทโดยตั้งใจ</p>
<p>“โทษของการเมาแล้วขับจนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตคือจำคุก 5-10 ปี แต่ถ้าผู้กระทำผิดรับสารภาพเอง โทษจะลดเหลือ 5 ปีทันที ถ้าเราไม่อยู่ในเหตุการณ์ เราอาจจะมองว่าโทษนี้น่ากลัว แต่สำหรับผู้เสียหาย โทษนี้นิดเดียวเองนะครับ”</p>
<p>ในความคิดของนิพนธ์ เขาอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษตรงนี้ ซึ่งเขามองว่า เป็นโทษที่เบาสำหรับผู้เสียหาย เบาสำหรับชีวิตที่ต้องเสียไป และเบาเหลือเกินสำหรับความหวังของผู้สูญเสีย</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องกฎหมาย นพ.พรหมมินทร์ร่วมอภิปรายว่า คณะทำงานพยายามที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายอยู่ โดยเมื่อมองดูกฎหมายเรื่องนี้ จะเห็นว่ามีกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบที่ยังไม่เอื้ออีกเยอะ เช่น โทษจำคุกไม่เกินสิบปี แต่เมื่อผู้ต้องหาสารภาพ ก็ลดโทษเหลือไม่เกินห้าปี และเมื่อครบห้าปี ศาลจะสามารถสั่งให้รอลงอาญาได้</p>
<p>“เราพยายามจะปิดช่องโหว่ตรงนี้คือ ให้ดื่มแล้วขับหรือเมาแล้วขับเท่ากับฆาตกร เราพยายามจะปรับให้เป็นเรื่องเจตนา แต่ปรากฏว่ามันติดขัด เพราะการทำให้เรื่องเจตนาเป็นกฎหมายอาญาจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายใหญ่ เราจึงพยายามผลักดันให้เมาแล้วขับเป็นโทษที่ใช้คำว่า ประมาทอย่างร้ายแรง แต่ให้รับโทษเสมือนเจตนา”</p>
<p>การบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ โดยภก.สงกรานต์ได้ร่วมแบ่งปันว่า แต่ก่อน ประเทศญี่ปุ่นก็มีอัตราผู้เสียชีวิตจากการเมาแล้วขับเยอะมากเช่นกัน แต่ญี่ปุ่นสามารถลดจำนวนคนเสียชีวิตบนถนนได้ต่อเนื่องกันสิบปี จนปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีคนเสียชีวิตทั้งปีประมาณ 300-400 คน ซึ่งน้อยกว่าผู้เสียชีวิตจาก 7 วันอันตรายของไทยเสียอีก ซึ่งสาเหตุที่สามารถลดจำนวนคนเสียชีวิตได้คือ คนที่เมาแล้วขับต้องติดคุกทันที ไม่มีการรอลงอาญา ซึ่งภก.สงกรานต์ทิ้งท้ายว่า ประเทศที่ลดอุบัติเหตุได้จริงจะมีโทษประมาณนี้ทั้งสิ้น นี่จึงอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปร่วมขบคิดและหาทางออกกันต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1248" aria-describedby="caption-attachment-1248" style="width: 1080px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1248 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit16-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /><figcaption id="caption-attachment-1248" class="wp-caption-text">คุณวศิน บรรณาการ ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้การดื่มเป็นเรื่องของปัจเจก แต่เมื่อใดที่ดื่มเกินพอดี ดื่มแล้วไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ สถานประกอบการ เพราะเมื่อใดก็ตามที่แรงงานคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ หรือเมาแล้วขับ ก็ย่อมส่งผลต่อบริษัทอย่างมาก ทำให้หลายบริษัทเริ่มมีมาตรการดูแลพนักงานในเรื่องของการติดสุรา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นการรักษาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทด้วย</p>
<p>“เบทาโกรให้ความสำคัญในการดูแลพนักงาน เพราะเราให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เมื่อมีนโยบายชัดแบบนี้ เราจึงมองว่า ถึงเวลาแล้วรึยังที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก”</p>
<p><strong>คุณวศิน บรรณาการ </strong>ผู้จัดการแผนกอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน สาขาลพบุรี เล่าเรื่องราวความพยายามของสถานประกอบการให้เราฟัง “เราเลยเริ่มต้นจากการปรารภกับผู้บริหารก่อน ให้มองเห็นถึงนโยบายดังกล่าวว่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร คนไทยจัดงานฉลองกันบ่อย แล้วภาวะเสี่ยงก็อยู่ในช่วงกิจกรรมพวกนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยนแปลงหรือออกแบบวัฒนธรรมใหม่ๆ เรากล้าจะเปลี่ยนแปลงไหม ซึ่งเจ้านายก็บอกว่า เราน่าจะถึงจุดเปลี่ยนแล้ว”</p>
<p>แม้จะเห็นถึงปัญหาและอยากเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความที่บริษัทเบทาโกรเป็นบริษัทใหญ่ มีพนักงานจำนวนมาก จึงต้องมีการพูดคุยกันว่าจะมีกลยุทธ์อย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนเรื่องดังกล่าว</p>
<p>วศินเล่าว่า โรงงานที่เขาอยู่มีพนักงานประมาณ 250 คน และมีชมรมคุณภาพชีวิต 4 ชมรม โดยคาดหวังว่าจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานได้ ซึ่งนี่เข้าทางกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะการดื่มจะทำให้พนักงานมีความสุ่มเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และความสัมพันธ์ในครอบครัว สมาชิกทุกคนจึงต้องมาระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการเปลี่ยนแปลง และยังให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลแสดงสถิติว่าความสุ่มเสี่ยงเกิดจากอะไร รวมถึงวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนที่เกิดขึ้น</p>
<p>“เราพบว่าจุดอ่อนคือ พนักงานยังไม่มีความตื่นตัว เราจึงเริ่มต้นที่ตัวพนักงานก่อน ต้องออกแบบกิจกรรม ให้เขาตระหนักว่าเขาเกิดมา ต้องรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัว และสังคม เราก็กระตุ้นและสร้างแกนนำ เริ่มดึงกลุ่มเสี่ยงเข้ามาละลายพฤติกรรมก่อน”</p>
<p>“เรายังเอาเงินที่จะใช้ดื่มเหล้ามาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน เช่น เพิ่มการจับฉลากประจำปี และยังมีการสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่อยากจะเปลี่ยนแปลงมาเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา และถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็จะได้เงินพิเศษประจำปีเพิ่มเข้าไป เพราะคุณสร้างแรงจูงใจให้คนอื่นได้”</p>
<p>ผลที่ได้จากความพยายามดังกล่าวคือ โรงงานข้างเคียงสนใจจนเกิดเป็นการขยายผลในปีถัดไป อีกทั้งสถิติอุบัติเหตุยังเป็นศูนย์ พนักงานเลิกงานตรงเวลา ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสุขได้โดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์</p>
<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ต้นทุนของบริษัทจากการสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพหนึ่งคน ซึ่งวศินอธิบายว่า พนักงานคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากขององค์กร ต้นทุนขององค์กรจะเริ่มตั้งแต่การรับสมัครงาน การฝึกฝน กว่าจะทำงานได้จริง บางตำแหน่งงานต้องใช้เวลา 2-5 ปีกว่าจะมีทักษะเพียงพอ ซึ่งเมื่อเบทาโกรนำแนวคิดเรื่องโรงงานปลอดเหล้าเข้ามาใช้ ก็พบว่า อัตรา turn over ลดลง คนอยู่ถึงเกษียณมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณด้วย</p>
<p>“เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงก่อน สิ่งที่ยากคือการคิดจะเปลี่ยน เราต้องคิดว่าเราทำได้ และถ้าท่านใดกังวล เบทาโกรยินดีเป็นพี่เลี้ยงให้ เพราะเราถือว่าเรารับผิดชอบสังคมร่วมกัน เพื่อสังคมจะได้น่าอยู่ขึ้น เราต้องมาผนึกกำลังกัน และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง” วศินกล่าวปิดท้าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1249 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4.png" alt="" width="720" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4.png 720w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4-200x300.png 200w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191105-Halloween-edit4-683x1024.png 683w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/party-no-alcohol/">#ปาร์ตี้ปลอดเหล้า … เพราะความ ‘เมา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1232</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
