<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:15:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=baby-alcohol</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[FASD]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หญิงตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แอลกอฮอล์กับทารก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1421</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของหญิงตั้งครรภ์ ปี 2554 จำนวน 772 ราย พบว่า 30.9 % ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นนักดื่มมาก่อน โดยดื่มในช่วง 12 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ 40.6 % ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังดื่มแอลกอฮอล์ต่อเพราะไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ในช่วงแรก และที่น่าห่วงคือ 15.1% ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังคงดื่มแอลกอฮอล์ต่อแม้รู้ว่าตั้งครรภ์&#8221; ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของเภสัชกรหญิงอรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ซึ่งบ่งบอกว่าสังคมนักดื่มในประเทศไทยมีจำนวน ‘คุณแม่’ รวมอยู่ด้วยไม่น้อย ทำให้ในแต่ละปีมีเด็กไทยมากถึง 89,000 คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพราะได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นหนึ่งในของต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ สุขภาพของลูกน้อยยังถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ตลอดกาล ด้วยเหตุนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณแม่และคนใกล้ตัวของคุณแม่มาทบทวนพิษร้ายจากการดื่มที่มีต่อทารกในครรภ์ว่าถ้าคุณดื่มขณะตั้งครรภ์ ลูกน้อยจะประสบปัญหาสุขภาพแบบใด และถ้าคุณแม่เผลอตัวเริ่มดื่มไปเสียแล้ว เราจะดูแลแก้ปัญหาได้อย่างไร &#160; ความผิดปกติจากการดื่มของแม่สู่ลูก &#160; การดื่มสุราระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร ภาวะทารกตายคลอด (Stillbirth) หรือการที่ทารกเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์หลังมีอายุ 28 สัปดาห์ขึ้นไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/">แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของหญิงตั้งครรภ์ ปี 2554 จำนวน 772 ราย พบว่า 30.9 % ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นนักดื่มมาก่อน โดยดื่มในช่วง 12 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ 40.6 % ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังดื่มแอลกอฮอล์ต่อเพราะไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ในช่วงแรก และที่น่าห่วงคือ 15.1% ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังคงดื่มแอลกอฮอล์ต่อแม้รู้ว่าตั้งครรภ์&#8221;</p>
<p>ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของเภสัชกรหญิงอรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ซึ่งบ่งบอกว่าสังคมนักดื่มในประเทศไทยมีจำนวน ‘คุณแม่’ รวมอยู่ด้วยไม่น้อย ทำให้ในแต่ละปีมีเด็กไทยมากถึง 89,000 คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพราะได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์</p>
<p>เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นหนึ่งในของต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ สุขภาพของลูกน้อยยังถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ตลอดกาล</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณแม่และคนใกล้ตัวของคุณแม่มาทบทวนพิษร้ายจากการดื่มที่มีต่อทารกในครรภ์ว่าถ้าคุณดื่มขณะตั้งครรภ์ ลูกน้อยจะประสบปัญหาสุขภาพแบบใด และถ้าคุณแม่เผลอตัวเริ่มดื่มไปเสียแล้ว เราจะดูแลแก้ปัญหาได้อย่างไร</p>
<h2></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ความผิดปกติจากการดื่มของแม่สู่ลูก</strong></h2>
<h2></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>การดื่มสุราระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร ภาวะทารกตายคลอด (Stillbirth) หรือการที่ทารกเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์หลังมีอายุ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไหลตาย หรือภาวะที่ทารกแรกเกิดเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Infant Death Syndrome : SIDs)</p>
<p>แม้ว่าทารกจะรอดชีวิตและเติบโต แต่ปริมาณแอลกอฮอล์ที่มารดาดื่มจะเข้าไปทำลายสมองของลูกน้อยอย่างถาวร ทำให้สมองของเด็กพัฒนาผิดปกติ นำมาสู่ความพิการหรือความบกพร่องของระบบประสาท จนเกิดปัญหาด้านการพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ ความจำ รวมถึงปัญหาพฤติกรรมด้านต่างๆ เช่น การสื่อสาร อาการขาดสมาธิ ตามมา</p>
<p>หนึ่งในผลกระทบร้ายแรงที่สุดของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์ คือกลุ่มโรค Fetal Alcohol Spectrum Disorders (FASD) ซึ่งประกอบด้วยโรคหรือภาวะต่างๆ 4 ภาวะ ได้แก่</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Fetal Alcohol Syndrome (FAS) </strong></li>
</ul>
<p>เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มโรค FASD ทารกที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะใบหน้าผิดปกติ สังเกตได้จาก ร่องจมูกเหนือริมฝีปากเรียบ (smooth philtrum) ริมฝีปากบนบาง คางเล็ก จมูกแบน ดั้งจมูกต่ำ หนังตาคลุมหัวตามาก และความยาวระหว่างหัวตากับหางตาสั้น (short palpebral fissures)</p>
<p>นอกจากนี้ทารกอาจพิการนิ้วหรือแขนขา อวัยวะภายในอย่างหัวใจหรือไตผิดปกติ มีปัญหาด้านการได้ยินหรือการมองเห็น และแม้ว่าจะคลอดออกมาแล้ว แต่เด็กจะยังคงมีการเจริญเติบโตบกพร่องในระยะยาว อย่างน้ำหนักตัว และส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1426" aria-describedby="caption-attachment-1426" style="width: 432px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-1426 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS.jpg" alt="" width="432" height="489" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS.jpg 432w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 432px) 100vw, 432px" /><figcaption id="caption-attachment-1426" class="wp-caption-text">ภาพตัวอย่างความผิดปกติบนใบหน้าของทารกที่ได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์ (ที่มา : Teresa Kellerman &#8211; http://www.come-over.to/FAS/fasbabyface.jpg)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Partial FAS (pFAS)</strong></li>
</ul>
<p>Partial FAS คือเด็กที่มีอาการของโรค FAS แต่มีลักษณะไม่ครบตามเกณฑ์การวินิจฉัย จึงไม่นับว่ามีภาวะ FAS</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Alcohol-Related Birth Defects (ARBD) และ Alcohol-Related Neurodevelopmental Disorder (ARND)</strong></li>
</ul>
<p>Alcohol-Related Birth Defects (ARBD) หมายถึง ‘ลักษณะผิดปกติทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการสัมผัสแอลกอฮอล์ขณะอยู่ในครรภ์มารดา’ สามารถสังเกตได้จากรูปร่างหน้าตาชัดเจน แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการของระบบประสาท พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จะถูกเรียกว่ามีอาการ Alcohol-Related Neurodevelopmental Disorder (ARND)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าใครเป็น ARND หรือไม่นั้นต้องผ่านการวินิจฉัยและซักประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าเคยได้รับแอลกอฮอล์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และความผิดปกตินั้นไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมอื่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากกลุ่มโรคต่างๆ ข้างต้น หากหญิงตั้งครรภ์ดื่มหนักก่อนคลอด ทารกซึ่งถูกบังคับให้ดื่มแอลกอฮอล์ผ่านรกของมารดายังอาจเกิดภาวะติดสุรา เสมือนนักดื่มทั่วๆ ไปที่ดื่มหนักติดต่อกันเป็นเวลานานจนขาดไม่ได้ เมื่อคลอดออกมา ทารกอาจมีโอกาสป่วยด้วยภาวะขาดสุราเฉียบพลัน (Neonatal abstinence syndrome) สังเกตได้จากอาการตัวสั่น ร้องกวน ชัก ท้องอืด และอาเจียน โดยเริ่มในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด ขึ้นอยู่กับเวลาที่มารดาดื่มเป็นครั้งสุดท้าย</p>
<p>ทั้งนี้ แม้คุณแม่จะหยุดดื่มช่วงตั้งครรภ์ และกลับมาดื่มอีกครั้งหลังคลอดก็ไม่แน่ว่าจะปลอดภัยต่อลูกน้อย เพราะทารกยังมีโอกาสได้รับแอลกอฮอล์ผ่านน้ำนมของมารดาในช่วงให้นมบุตร ส่งผลต่อวงจรการนอนหลับ การดูดนมและพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor) ทำให้เด็กแรกเกิดเคลื่อนไหวผิดแปลกไป</p>
<p>ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการด้านใดพิสูจน์ได้ว่าการดื่มสุราปริมาณเท่าไรไม่มีพิษภัยต่อทารก ดังนั้น คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร คือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดย่อมเป็นการดีที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ดูแลคุณแม่ติดเหล้า</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากคุณแม่เริ่มต้นดื่มเหล้าขณะกำลังตั้งครรภ์ไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาและบำบัดเร็วที่สุด โดยสามารถแบ่งการดูแลกลุ่มคุณแม่นักดื่มประเภทต่างๆ ได้ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>หญิงตั้งครรภ์ที่มีพฤติกรรมดื่มหนักเป็นประจำ</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีพฤติกรรมดื่มหนักหรืออาการติดสุรา เมื่อลดการดื่มหรือหยุดดื่มในทันทีมีโอกาสจะเกิดภาวะขาดสุราเฉียบพลันภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังการดื่มครั้งสุดท้าย และอาจเป็นอันตรายต่อมารดากับทารก ดังนั้น ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาถอนพิษสุราโดยทันที</p>
<p>ในการบำบัดรักษา แพทย์อาจให้รับประทานยากลุ่ม benzodiazepine เป็นระยะเวลาสั้นๆ วิตามิน บี 1 และกรดโฟลิกเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภาวะขาดโฟเลตจนทารกเกิดความบกพร่องของท่อประสาท (neural tube defects) นอกจากนี้ ควรจัดให้มีบุคลากรทางการแพทย์คอยประเมินอาการของภาวะขาดสุราอย่างสม่ำเสมอและดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มออกอาการขาดสุรา รวมถึงควรวางแผนให้มารดามาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเพื่อป้องกันอันตรายและเฝ้าดูอาการหลังคลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>หญิงให้นมบุตร</strong></li>
</ul>
<p>คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหยุดดื่มสุราอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งเดือนแรกลังคลอด เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมน oxytocin prolactin และ cortisol ทำให้มีน้ำนมน้อยลง รวมถึงยังทำให้ทารกได้รับแอลกอฮอล์ผ่านทางนมแม่อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากมารดาจำเป็นต้องดื่มสุรา ไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อวัน และไม่ควรให้นมบุตรทันทีหลังดื่ม ควรรอให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนหมดจึงค่อยให้ โดยต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อเผาผลาญแอลกอฮอล์ที่ได้จากการดื่มสุรา 1 หน่วยดื่มมาตรฐาน</p>
<p>อีกทางเลือกหนึ่งคือมารดาควรป้อนนมทารกหรือบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกก่อนดื่มสุรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>คุณแม่ที่ดื่มสุราและมีลูกเล็ก</strong></li>
</ul>
<p>เมื่อพ้นช่วงตั้งครรภ์และให้นม ญาติเองก็ควรดูแลมารดาและทารกอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่มาจากการเมาสุราของคนเป็นแม่ เช่น ทำทารกตกหล่นจากมือ หกล้ม นอนทับทารก ทำของตกใส่ทารก เป็นต้น ควรจัดให้มารดาที่เมาสุราและลูกนอนคนละเตียง รวมถึงให้สามีหรือญาติที่ไม่ดื่มช่วยดูแลเด็กจนกว่าคุณแม่จะสร่างเมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทารกที่อยู่ในครรภ์ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะกินหรือดื่มอะไร ดังนั้น หน้าที่ของมารดาคือการดูแลสุขภาพ อาหารการกินต่างๆ ของลูกน้อย โดยเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่วางแก้วเหล้า หยุดดื่มสักนิดเพื่อชีวิตของลูกน้อยในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา :</p>
<p>-สาวิตรี อัษณางค์กรชัย.  ปัญหาและความผิดปกติจากการดื่มสุรา : ความสำคัญและการดูแลรักษาในประเทศไทย.  สงขลา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2557.</p>
<p>-ความหมาย กลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ (FAS).  เข้าถึงได้จาก : https://www.pobpad.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%E0%B9%84</p>
<p>-healthychildren.  Fetal Alcohol Spectrum Disorders.  2018.  Available at https://www.healthychildren.org/English/health-issues/conditions/chronic/Pages/Fetal-Alcohol-Spectrum-Disorders.aspx</p>
<p>-sirintip.  อันตราย! แม่ดื่มเหล้าขณะตั้งครรภ์.  2554.  เข้าถึงได้จาก : https://www.thaihealth.or.th/Content/15263-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2!%20%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%20.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/">แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1421</post-id>	</item>
		<item>
		<title>‘การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน’ คุยเรื่องบำบัดกับ อ.นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-drteerayuth/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-drteerayuth</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Dec 2019 09:28:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ นายแพทย์ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1355</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน คือเริ่มต้นด้วยการวิ่งไปด้วยกันช้าๆ แล้วพอคนไข้เริ่มมั่นใจมากขึ้น เราถึงเริ่มปล่อยให้เขาวิ่งคนเดียว&#8230;” ประโยคข้างต้นคือความส่วนหนึ่งที่อาจารย์ นายแพทย์ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร เปรียบให้ฟัง เมื่อพูดถึงเรื่องการบำบัดรักษาแอลกอฮอล์ แม้แอลกอฮอล์จะถือเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง แต่ในความรู้สึกของสังคมส่วนใหญ่ แอลกอฮอล์ยังเป็นเหมือนความปกติธรรมดาทั่วไป เนื่องจากมีผู้บริโภคแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก และแอลกอฮอล์ยังถูกใช้ในทุกงานสังสรรค์หรืองานเทศกาล ทำให้พิษภัยจากการบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไปถูกละเลย คนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ และส่งผลมาถึงการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดรักษาต่อไปด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าจะเข้ารับการบำบัดแล้ว ก็ใช่ว่าอาการติดสุราจะหายไปได้อย่างเด็ดขาด เพราะคนติดแอลกอฮอล์เป็นเหมือนคนที่ ‘แพ้ทาง’ แอลกอฮอล์ไปแล้ว ไม่ว่าจะเลิกมาได้กี่ปี เพียงแค่จิบนิดเดียวก็จะสามารถกลับไปติดง่ายกว่าคนทั่วไป การบำบัดผู้ติดแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่แค่การใช้ยา พบแพทย์ แล้วจบกันไป แต่เป็นเหมือนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและควบคุมตนเอง โดยที่ญาติหรือคนใกล้ชิดจำเป็นจะต้องเข้ามามีส่วนช่วย และที่สำคัญคือ ‘เข้าใจ’ ผู้ติดสุรา เพื่อช่วยกันประคับประคองเขาให้รอดพ้นจากคลื่นแห่งความเมามายไปได้ตลอดรอดฝั่ง Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณอ่านบทสนทนากับ อาจารย์ นายแพทย์ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ การบำบัดอาการติดแอลกอฮอล์ในทางการแพทย์ ไปจนถึงคำแนะนำสำหรับญาติ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่คุณควรรู้   &#160; ในบรรดาสารเสพติดทั้งหมด การบำบัดแอลกอฮอล์แตกต่าง หรือมีความยากกว่าการบำบัดสารเสพติดชนิดอื่นอย่างไร ถ้าถามว่าการบำบัดคนติดแอลกอฮอล์ยากกว่าการบำบัดคนที่ติดสารกลุ่มอื่นอย่างไร ข้อแรกคือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-drteerayuth/">‘การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน’ คุยเรื่องบำบัดกับ อ.นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน คือเริ่มต้นด้วยการวิ่งไปด้วยกันช้าๆ แล้วพอคนไข้เริ่มมั่นใจมากขึ้น เราถึงเริ่มปล่อยให้เขาวิ่งคนเดียว&#8230;”</p>
<p>ประโยคข้างต้นคือความส่วนหนึ่งที่อาจารย์ นายแพทย์ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร เปรียบให้ฟัง เมื่อพูดถึงเรื่องการบำบัดรักษาแอลกอฮอล์</p>
<p>แม้แอลกอฮอล์จะถือเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง แต่ในความรู้สึกของสังคมส่วนใหญ่ แอลกอฮอล์ยังเป็นเหมือนความปกติธรรมดาทั่วไป เนื่องจากมีผู้บริโภคแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก และแอลกอฮอล์ยังถูกใช้ในทุกงานสังสรรค์หรืองานเทศกาล ทำให้พิษภัยจากการบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไปถูกละเลย คนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ และส่งผลมาถึงการเข้าไม่ถึงบริการบำบัดรักษาต่อไปด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ แม้ว่าจะเข้ารับการบำบัดแล้ว ก็ใช่ว่าอาการติดสุราจะหายไปได้อย่างเด็ดขาด เพราะคนติดแอลกอฮอล์เป็นเหมือนคนที่ ‘แพ้ทาง’ แอลกอฮอล์ไปแล้ว ไม่ว่าจะเลิกมาได้กี่ปี เพียงแค่จิบนิดเดียวก็จะสามารถกลับไปติดง่ายกว่าคนทั่วไป</p>
<p>การบำบัดผู้ติดแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่แค่การใช้ยา พบแพทย์ แล้วจบกันไป แต่เป็นเหมือนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและควบคุมตนเอง โดยที่ญาติหรือคนใกล้ชิดจำเป็นจะต้องเข้ามามีส่วนช่วย และที่สำคัญคือ ‘เข้าใจ’ ผู้ติดสุรา เพื่อช่วยกันประคับประคองเขาให้รอดพ้นจากคลื่นแห่งความเมามายไปได้ตลอดรอดฝั่ง</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณอ่านบทสนทนากับ <strong>อาจารย์ นายแพทย์ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร</strong> จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ การบำบัดอาการติดแอลกอฮอล์ในทางการแพทย์ ไปจนถึงคำแนะนำสำหรับญาติ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่คุณควรรู้</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1356" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00141-9.jpg" alt="" width="5927" height="3951" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00141-9.jpg 5927w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00141-9-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00141-9-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00141-9-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 5927px) 100vw, 5927px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ในบรรดาสารเสพติดทั้งหมด การบำบัดแอลกอฮอล์แตกต่าง หรือมีความยากกว่าการบำบัดสารเสพติดชนิดอื่นอย่างไร</strong></h4>
<p>ถ้าถามว่าการบำบัดคนติดแอลกอฮอล์ยากกว่าการบำบัดคนที่ติดสารกลุ่มอื่นอย่างไร ข้อแรกคือ แอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย ทำให้คนมีโอกาสใช้มากกว่าสารกลุ่มอื่นอยู่แล้ว เผลอๆ จะมากกว่าบุหรี่เสียอีก เนื่องจากเรายังไม่สามารถคุมเข้มนโยบายการซื้อ-ขายได้เหมือนบุหรี่ และเพราะมีผู้ใช้แอลกอฮอล์เยอะ ปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดจากแอลกอฮอล์เลยดูกลืนกับความเป็นปกติของสังคม จึงทำให้การบำบัดเป็นเรื่องยาก</p>
<p>ข้อที่สองคือ ประเทศไทยยังขาดแคลนยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาอาการติดแอลกอฮอล์อยู่ ขณะที่ในต่างประเทศจะมียาที่ใช้ป้องกันการกลับไปดื่มซ้ำหลายชนิดกว่าเรามาก และข้อสุดท้าย เรายังขาดทีมที่จะช่วยรักษาคนไข้กลุ่มนี้ อย่างในประเทศที่ผมเคยไปศึกษาต่อ จะมีทีมรักษา ที่ไม่ใช่เฉพาะจิตแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรืออาชีวบำบัดที่ช่วยกันดูปัญหาต่างๆ ของคนไข้ เพราะการรักษาผู้ที่ติดแอลกอฮอล์จำเป็นต้องดูปัญหาให้รอบด้าน ทั้งในด้านการงาน สุขภาพ และความเป็นอยู่ของคนไข้ แต่อย่างที่บอกไปว่า บ้านเรายังขาดคนที่จะมาทำงานในส่วนนี้อยู่</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>แอลกอฮอล์สามารถก่อให้เกิดอันตรายอะไรกับร่างกายเราได้บ้าง</strong></h4>
<p>แอลกอฮอล์จะก่อให้เกิดได้ทั้งโรคทางกาย เช่น โรคตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งประเภทต่างๆ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ถ้าเป็นผู้หญิง การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ส่วนผู้ชาย ในระยะยาวอาจมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศ</p>
<p>ขณะเดียวกัน แอลกอฮอล์ก็สามารถก่อให้เกิดอาการทางจิตได้ คือทำให้เกิดความผิดปกติของอารมณ์ วิตกกังวล นอนไม่หลับ ในกรณีหลังนี้ บางคนอาจใช้การดื่มเบียร์หรือเหล้าช่วยให้นอนหลับ ซึ่งก็จะช่วยให้หลับดีในช่วงแรกๆ แต่พอดื่มไปสักพักก็จะเริ่มกลับมานอนไม่หลับอีก แถมพอไม่ดื่ม ก็จะยิ่งมีอาการกระสับกระส่ายตอนกลางคืนร่วมด้วย เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดปัญหากับการนอนได้ในระยะหลัง นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทางอ้อมด้วย เช่น เกิดอุบัติเหตุจากความมึนเมา หรือเกิดอาการบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาทหลังจากเมา</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>เวลาดื่มแอลกอฮอล์ เราพอมีวิธีสังเกตไหมว่า ถ้ามีอาการแบบนี้ควรหยุดดื่ม หรือควรไปพบแพทย์ได้แล้ว</strong></h4>
<p>โดยทั่วไป คนที่ดื่มแอลกอฮอล์จะสามารถสร่างเมาเองได้ ถ้าผู้ดื่มหยุดดื่มแล้วดื่มน้ำเปล่าตามเพื่อให้ปัสสาวะออกบ่อยๆ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งอาจจำเป็นต้องพาไปพบแพทย์เพื่อรักษา เนื่องจากเมื่อแอลกอฮอล์ในเลือดขึ้นถึงระดับที่สูง จะสามารถทำให้คนดื่มไม่รู้สึกตัวและหยุดหายใจจนเสียชีวิตได้ ดังนั้น คนรอบตัวต้องช่วยกันสังเกตด้วย ถ้าเห็นว่าผู้ดื่มดื่มจนหมดสติ มีอาการสำลัก หรือหายใจช้าลงเมื่อไหร่ ต้องช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะผู้ดื่มจะไม่รู้ตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เรื่องเพศสภาพส่งผลกับการดื่มแอลกอฮอล์มากน้อยแค่ไหน</strong></h4>
<p>ถ้าเป็นผู้หญิงจะทนต่อแอลกอฮอล์ได้น้อยกว่าผู้ชายอยู่แล้ว คือจะเมาง่ายกว่า และอาจเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษได้มากกว่า ขณะที่ผู้ชายจะมีโอกาสดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มากกว่าตามลักษณะการเข้าสังคม หรือตามการเอาอย่างรุ่นพี่ หรือตามคนในครอบครัวที่ทำต่อๆ กันมา โดยผู้ชายมักจะดื่มเหล้าหรือเบียร์ ส่วนผู้หญิงมักจะดื่มไวน์มากกว่า</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>มีคำกล่าวว่า คนติดเหล้ามักบอกว่าตัวเองไม่ติด การจะพาเขามาบำบัดจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เรามีวิธีไหนไหมที่จะพูดหรือแนะนำให้เขามาเข้าบำบัด</strong></h4>
<p>จริงๆ จะดูว่าติดหรือไม่ติดขึ้นกับอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่ไม่จำเป็นว่าต้องติดแล้วถึงมาบำบัด แค่มีปัญหาที่เกิดจากการดื่มก็ควรมารักษาได้แล้ว เพราะถึงไม่ติด แต่ถ้าดื่มแล้วมีปัญหาตลอด เช่น เมาแล้วอาละวาด เมาแล้วขับ หรือยังดื่มทั้งๆ ที่มีโรคทางกายเกิดขึ้น อันนี้ต้องมาคุยกัน เพราะเราสามารถช่วยลดความเสี่ยง และลดปริมาณรวมถึงความถี่ของการดื่มลงได้</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ปกติแล้ว คนไข้ที่เข้ามารักษาภาวะติดแอลกอฮอล์จะมาแบบสมัครใจ หรือถูกบังคับมามากกว่า</strong></h4>
<p>จะมีทั้งแบบที่คนไข้สมัครใจมาเอง กับไม่ได้สมัครใจ แต่ถูกส่งต่อมา ซึ่งก็จะถูกส่งมาที่แผนกจิตเวชโดยตรง จะมีการคัดกรองคือการสัมภาษณ์แบบทั่วไป ซึ่งจะมีเกณฑ์วินิจฉัยภาวะติดแอลกอฮอล์ชัดเจน ถ้ามีภาวะติดก็จะได้เข้ารับการบำบัด</p>
<p>อีกกรณีหนึ่งคือ คนไข้ติดแอลกอฮอล์ แต่เข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยอาการแรกเริ่มที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ และพักรักษาตัวอยู่ที่แผนกอื่น พอไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์สัก 2-3 วัน ก็เกิดอาการถอน คือมีอาการชักเกร็ง กระตุก และมีภาวะสับสน ก็จะถูกส่งตัวมาที่แผนกจิตเวชเพื่อบำบัดภาวะติดแอลกอฮอล์ต่อไป</p>
<p><strong> <img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1357" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00008-2.jpg" alt="" width="5668" height="3779" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00008-2.jpg 5668w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00008-2-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00008-2-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00008-2-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 5668px) 100vw, 5668px" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อยากให้คุณหมอช่วยเล่าถึงกระบวนการบำบัดแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ให้เราฟังหน่อย</strong></h4>
<p>กระบวนการบำบัดแอลกอฮอล์จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ ในช่วงเดือนแรกที่เข้ามาบำบัด จำเป็นจะต้องมีการถอนพิษแอลกอฮอล์ (detoxification) ก่อน ซึ่งจะใช้ยารักษาเป็นหลัก ยาที่เราใช้เป็นกลุ่มคลายกังวล เรียกว่า benzodiazepine เพื่อช่วยให้คนไข้ไม่มีอาการถอนเกิดขึ้นในช่วงหยุดดื่ม</p>
<p>ต่อมา จะเป็นช่วงป้องกันและลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ (relapse prevention) ซึ่งจะใช้ทั้งยาและการรักษาแบบจิตสังคมบำบัด การรักษาด้วยยาจะใช้ย<strong>า</strong>ประมาณ 1-2 ตัวเพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปดื่มซ้ำ และมีการสัมภาษณ์สร้างแรงจูงใจ (motivational interview) เพื่อทำให้คนไข้รู้สึกอยากเลิกดื่ม เพราะถ้าเราสร้างแรงจูงใจให้เขามากพอ ชี้ให้เขาเห็นอนาคตว่า ถ้าในหนึ่งเดือนข้างหน้าเขาไม่ดื่มเลย ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี เขาจะอยากเลิกมากขึ้น <strong> </strong></p>
<p>นอกจากนี้ เรายังต้องช่วยคนไข้วางแผนว่า ทำอย่างไรถึงจะลดความเสี่ยงในการกลับไปดื่มซ้ำได้ สอนทักษะในการปฏิเสธ สอนให้หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้อยากดื่ม และสอนให้จัดการกับอารมณ์ที่ไม่ดี เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หงุดหงิด ที่สามารถกระตุ้นให้อยากดื่มได้ และเราจะช่วยเขาจัดการเรื่องปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว เพราะคนที่ติดแอลกอฮอล์มาเป็นระยะเวลานานอาจจะมีปัญหากับคนใกล้ตัว เช่น คนในครอบครัว และอาจมีการไม่เชื่อใจกัน รวมถึงมีการปะทะกันเรื่อยๆ ซึ่งก็ต้องค่อยๆ วางแผนกันไป โดยเราจะใช้โมเดลการบำบัดตามหลักของการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioural Therapy &#8211; CBT) มาใช้จัดการกับปัญหาเหล่านี้</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>มีบางอาชีพที่จำเป็นต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับคนที่จำเป็นต้องดื่ม</strong></h4>
<p>ตัวสถานที่ที่ดื่มต้องปลอดภัย ต้องเป็นสถานที่สำหรับทำงานเท่านั้น และมีคนที่ไม่ดื่ม ไม่เมาคอยช่วยสอดส่องดูแลว่า คนที่กำลังดื่มเริ่มดื่มเยอะเกินไปไหม และต้องคอยสังเกตอาการด้วย ถ้าเห็นว่าคนดื่มเริ่มเมาหรือเริ่มติดลม ก็ต้องช่วยเบรก นอกจากนี้ ต้องไม่ใช้หรือดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่ลับหูลับตาคน ถ้ามีการจำกัดปริมาณการดื่มเพื่อการทำงานก็จะพอลดอันตรายจากการดื่มได้บ้าง</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ถ้าไม่นับเรื่องอาชีพที่จำเป็นต้องดื่ม ยังมีหลายคนในสังคมที่กลัวว่า ถ้าไม่ดื่มแล้วจะเข้าสังคมไม่ได้ เราจะมีวิธีพูด หรือช่วยปรับเปลี่ยนความคิดของเขาได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ลองตั้งคำถามชวนให้เขาคิดว่า ถ้าไม่ดื่มจะเข้าสังคมไม่ได้จริงๆ หรือมีอะไรบอกแบบนั้น การจะเข้าสังคมได้หรือไม่ได้ คุณวัดหรือดูยังไง แล้วมีวิธีอื่นในการเข้าสังคมอีกไหมที่ไม่ต้องใช้แอลกอฮอล์ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้เข้าสังคมหรือให้คุยสนุกได้ หลายคนที่พูดว่า ไม่ดื่มแล้วจะเข้าสังคมไม่ได้ เหมือนจะเป็นผู้ที่ใช้แอลกอฮอล์เป็น safety behaviour มากกว่า หรือบางคนเป็นโรควิตกกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม (social anxiety) ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะใช้ยาในการรักษาโดยตรง หรือต้องนำวิธีการบำบัดแบบ CBT เข้ามาช่วยด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ในบางเคส ญาติหรือคนใกล้ชิดคนดื่มแอลกอฮอล์มีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะดูแลทั้งคนดื่มและคนใกล้ชิดอย่างไร</strong></h4>
<p>ถ้าเราเจอว่าญาติมีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย เราจะดูแลร่วมกันไปเลย เพราะการรักษาคนติดแอลกอฮอล์ไม่ได้รักษาเฉพาะคนติด แต่ต้องรักษาทั้งครอบครัว ซึ่งบางทีเราจะเห็นว่า มีประเด็นความขัดแย้งในครอบครัวเกิดขึ้นกับครอบครัวที่มีสมาชิกติดแอลกอฮอล์ด้วย หรือเราอาจจะเจอทั้งญาติที่มีโรคทางจิตเวช หรือเริ่มติดแอลกอฮอล์ตาม เช่น สามีดื่ม ภรรยาก็ดื่มตาม หรือพี่น้องชวนกันดื่ม แบบนี้ก็มีเช่นกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ทำไมการดื่มสุราสามารถพัฒนาไปจนทำให้ผู้ดื่มเกิดโรคทางจิตเวชได้</strong></h4>
<p>ในระยะยาว แอลกอฮอล์จะทำลายสมอง ทำให้สารสื่อประสาทบางอย่างรวน และทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ หรือความวิตกกังวลแบบผิดปกติ อีกทั้ง การดื่มเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ ทั้งการดูแลตัวเอง ปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาการเรียนหรือหน้าที่การงานที่จะแย่ลง พวกนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาหมดเลย</p>
<p>นอกจากนี้ บางคนที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการทางจิต หูแว่ว ประสาทหลอน ระแวงสงสัย และแอลกอฮอล์ยังมักกระตุ้นให้คนที่เป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) หรือโรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) อยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบซ้ำได้ด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>คุณหมอเห็นอะไรที่น่าสนใจในกลุ่มคนไข้ติดสุราบ้าง</strong></h4>
<p>ทุกคนมีความน่าสนใจในตัวเองหมด แม้ประเด็นปัญหาในชีวิตอาจจะต่างกัน แต่จะมีรูปแบบปัญหาบางอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้มีผลกระทบกับแค่คนดื่ม แต่กระทบคนรอบข้างด้วย อีกอย่างหนึ่งคือ คนไข้ติดสุรามักจะเจอปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวและในชีวิตประจำวัน จะมีเรื่องการทำงาน การเรียน ที่จะเสียไปจากการติดแอลกอฮอล์เรื้อรังด้วย</p>
<p>ส่วนเรื่องการรักษา อย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือความพยายามและแรงจูงใจในการเลิกดื่มของคนไข้ ผมพบว่า ในบางครั้ง เรื่องศาสนาก็เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งในการช่วยให้คนไข้สามารถหยุดดื่มได้ เช่น ฤกษ์งามยามดีต่างๆ ในวันสำคัญ หรือการที่คนไข้ทำสัญญาปากเปล่ากับคนใกล้ชิดที่เพิ่งเสียชีวิตไปว่าจะหยุดดื่มเพื่อเป็นการทำบุญให้ ซึ่งเขาก็สามารถหยุดได้จริงๆ เรื่องเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องที่หมอเองก็คิดไม่ถึงว่า จะมีแรงจูงใจประเภทนี้ที่สามารถใช้ได้ผลด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1358" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00076-4.jpg" alt="" width="6000" height="4000" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00076-4.jpg 6000w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00076-4-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00076-4-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00076-4-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 6000px) 100vw, 6000px" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>แล้วเราพอจะจับรูปแบบการดื่มได้ไหม ว่าอะไรทำให้คนๆ หนึ่งดื่มมากจนกลายเป็นคนติดสุรา</strong></h4>
<p>เราพอจะระบุถึงปัจจัยที่ทำให้ดื่มได้ คือถ้าเป็นปัจจัยด้านบุคคล คนที่ดื่มเป็นประจำอาจจะเป็นคนที่มีโรคบางอย่างซ่อนอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัว เช่น โรควิตกกังวล เพราะแอลกอฮอล์จะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการที่จะติดแอลกอฮอล์ได้ เช่น การที่ใช้สารเสพติดอย่างอื่นร่วมด้วย หรือผู้ที่ประกอบอาชีพซึ่งจำเป็นต้องดื่ม หรือเด็กวัยรุ่นที่มีคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดดื่มให้เห็นอยู่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงที่จะเริ่มดื่มแล้วติดได้เช่นกัน</p>
<p>ส่วนถ้าเป็นปัจจัยแวดล้อม จะเป็นเรื่องสถานที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน หรือปัจจัยที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเขา มีอะไรทำให้เขาเครียดจนต้องดื่มให้หายเครียดไหม การที่คนๆ หนึ่งจะติดหรือไม่ติดก็มาจากหลายๆ ปัจจัยที่รวมเข้าด้วยกัน</p>
<h4></h4>
<h4><strong>เรื่องของชนชั้นทางสังคมมีผลต่อการติดและการรักษาไหม อย่างไร</strong></h4>
<p>มีผลด้วยครับ เช่น แรงงานในไทยอาจนิยมดื่มเหล้าขาว 40 ดีกรี ขณะที่คนทั่วไปมักดื่มเบียร์ คนที่มีฐานะขึ้นมาหน่อยก็จะดื่มเบียร์หรือไวน์ ซึ่งอาจจะมีเปอร์เซ็นต์ของแอลกอฮอล์น้อยกว่าเหล้าขาว อีกอย่างคือ ในคนบางกลุ่ม เช่น คนที่ใช้แรงงานจะเข้าถึงการรักษาได้ยาก และมีการดื่มหนักอยู่แล้ว ก็อาจจะกระทบเรื่องผลในการรักษามากกว่า</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ได้ยินมาว่า คุณหมอไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ภาพรวมของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ที่นั่นเหมือนหรือต่างจากไทยอย่างไร</strong></h4>
<p>คนที่นั่นดื่มหนักเหมือนกัน เพราะที่อังกฤษมีวัฒนธรรมว่า หลังทำงานเสร็จจะเข้าผับเข้าบาร์ หรือถ้าดูบอลก็มักจะดื่มเบียร์ร่วมด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถหาได้ทุกมุมถนน อัตราคนที่ติดและมีปัญหาจากแอลกอฮอล์โดยรวมจึงสูงไม่ต่างกับไทย ในวงการสาธารณสุขของอังกฤษก็เจอปัญหาที่เกิดจากแอลกอฮอล์เหมือนไทยเช่นกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ที่อังกฤษมีความตื่นตัวเรื่องการบำบัดกว่าไทยไหม </strong></h4>
<p>ความตื่นตัวคงใกล้เคียงกับไทย แต่เขาจะมีหน่วยบริการบำบัดแอลกอฮอล์ในจำนวนที่เยอะกว่า อย่างตอนผมอยู่ที่ลอนดอน เขาจะมีศูนย์บำบัดกระจายไปทั่วเมือง และในทีมการบำบัดทีมหนึ่งจะมีผู้จัดการเคส (case manager) เป็นคนกลาง พอรับคนที่ติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดประเภทอื่นเข้าไปดูแล ก็จะช่วยกันดูว่า คนไข้มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วจึงส่งไปหาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช ก็ส่งไปเจอจิตแพทย์ หรือถ้ามีปัญหาเรื่องการหางาน ก็ส่งไปที่คนรับผิดชอบด้านการจัดหางาน คือเขาทำงานกันเป็นทีมอย่างชัดเจน</p>
<p>ตรงนี้เป็นโมเดลที่น่าสนใจ เพราะจริงๆ แล้ว คนที่ติดสารเสพติดต้องการการดูแลที่มากกว่าแค่ปัญหาการติดหรือการใช้สารเสพติด คือต้องการการดูแลทั้งทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมถึงเรื่องหน้าที่การงาน หรือปัญหาทางด้านกฎหมาย จึงควรมีทีมเข้ามาจัดการตรงนี้ด้วย ไทยเราก็อยากทำให้ได้ถึงระดับนี้ แต่อาจติดปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากร ก็ต้องค่อยๆ ปรับและค่อยๆ ฝึกบุคลากรกันไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ถ้าผู้ดื่มต้องการที่จะเลิกเหล้า เขาจะสามารถหยุดดื่มเลยได้ไหม หรือต้องพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง</strong></h4>
<p>เราต้องแยกคนออกเป็น 2 กลุ่มก่อน กลุ่มแรกคือผู้ดื่มที่ไม่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ คือหยุดดื่มแล้วไม่มีอาการถอน สามารถควบคุมการดื่มของตนเองได้ แบบนี้จะสามารถงดดื่มเองได้ทันที แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ดื่มที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ กลุ่มนี้ต้องระวัง เพราะถ้าหยุดดื่มแล้วจะมีอาการถอน ไม่สบายตัว มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก และอาจจะเกิดอาการชัก รวมถึงมีภาวะสับสนได้ ซึ่งคนที่ติดส่วนมากมักจะไม่รู้ว่า ห้ามหยุดดื่มแบบทันที แต่จำเป็นต้องใช้ยาช่วยเพื่อลดอาการถอน ดังนั้น หากต้องการหยุดดื่ม ควรจะปรึกษาแพทย์ร่วมด้วยเสมอ</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1359" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00110-5.jpg" alt="" width="5909" height="3939" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00110-5.jpg 5909w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00110-5-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00110-5-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00110-5-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 5909px) 100vw, 5909px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าบอกว่าการติดเหล้าคือการที่สมองติดเหล้า แล้วเราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะเลิกเหล้าได้อย่างเด็ดขาด</strong></h4>
<p>ไม่มีคำว่าเลิกได้อย่างเด็ดขาดสำหรับคนติดแอลกอฮอล์ คือติดแล้วติดเลย เพราะสมองเคยชินกับแอลกอฮอล์ไปแล้ว แต่ถ้าเขาสามารถหยุดดื่มได้เกิน 1 ปี ทางการแพทย์จะถือว่าเป็นคนที่สามารถเลิกได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเลิกได้เด็ดขาดหรือถาวร เพราะหากคนที่เคยติดมาแล้วเผลอไปจิบแอลกอฮอล์เข้า จะมีความเสี่ยงต่อการวนกลับมาติดซ้ำมากกว่าคนทั่วไป คือแค่จิบนิดเดียวจะติดลมได้ง่ายมาก จะบอกว่าเขาแพ้ทางแอลกอฮอล์ก็ได้</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ถ้าคนไข้เข้ารับการบำบัดครั้งแรกแล้วไม่ได้ผล การกลับมาบำบัดซ้ำจะทำให้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้นไหม</strong></h4>
<p>ยิ่งอยู่ในการรักษานานเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุยกันครั้งแรก คุยอย่างไรก็คุยไม่จบ โดยทั่วไป ถ้าเป็นการรักษาครั้งแรก เราจะมีการติดตามนัดอยู่แล้ว ช่วง 2-3 เดือนแรกจะนัดเขาถี่หน่อย อาจเป็นทุกอาทิตย์หรือทุกสองอาทิตย์ เพราะบางทีคนไข้คุมตัวเองไม่ได้ การมาเจอหมอจึงเหมือนกับเป็นการสัญญากันว่าจะหยุด ให้หมอช่วยควบคุมเขา พอเขาหยุดดื่มได้นานขึ้น เราก็จะค่อยๆ ออกห่างจากเขาทีละอาทิตย์ เมื่อมั่นใจว่า เขาแทบไม่ดื่มเลยใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราถึงนัดห่างออกไปเรื่อยๆ</p>
<p>การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน คือเริ่มต้นด้วยการวิ่งไปด้วยกันช้าๆ แล้วพอคนไข้เริ่มมั่นใจมากขึ้น เราถึงเริ่มปล่อยให้เขาวิ่งคนเดียว จนไปถึงเส้นชัยที่สักประมาณปีหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือห้ามหยุดวิ่งเด็ดขาด คือเขาต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ดื่มเหล้าโดยใช้วิธีต่างๆ ที่ช่วยกันคิด หรือทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อชดเชยความสุขจากการดื่ม รวมถึงใช้ยาช่วยลดอาการอยากดื่มร่วมด้วย และคนไข้ต้องบอกตัวเองเสมอว่าเขาแพ้ทางแอลกอฮอล์ไปแล้ว จึงไม่ควรจะกลับไปลองมันอีก</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ฟังดูเหมือนคนรอบตัวต้องเข้ามามีบทบาทในการควบคุมคนติดด้วย แต่ก็ยังมีกรณีที่ครอบครัวยังไม่เข้าใจว่าการติดสุราเป็นโรค แต่มองว่าเป็นพฤติกรรม และมองคนติดสุราเหมือนเป็นภาระพวกเขา</strong></h4>
<p>ใช่ครับ ถ้าคนไข้มีคนรอบตัวที่เข้าอกเข้าใจ ช่วยสนับสนุน พามารักษา รวมถึงช่วยเขาจัดการปัญหาต่างๆ และไม่มีปมความขัดแย้งในครอบครัวที่รุนแรงหรือเรื้อรังเกินไป คนไข้คนนั้นจะมีโอกาสเลิกดื่มได้สูงมาก</p>
<p>ส่วนความคิดของครอบครัวที่เป็นแบบนั้นก็เป็น mindset แบบเก่า ซึ่งตอนนี้ก็มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสมองติดแอลกอฮอล์อยู่ ผมคิดว่า ตอนนี้สังคมเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น และครอบครัวก็เริ่มยินยอมพร้อมใจที่จะพาคนไข้มารักษา หรือคนไข้ยินยอมพาตัวเองมารักษามากขึ้นก็มี ตรงนี้เราก็ต้องก้าวไปทีละขั้น</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>สมมติว่าเราต้องเจอสถานการณ์ที่คนในบ้านติดเหล้า กลับมาบ้านก็โวยวายอาละวาดใส่ หรือด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่พอตอนเช้า สร่างเมามาก็พูดจาดีเหมือนเดิม ถ้าเป็นเช่นนี้ เราควรจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร</strong></h4>
<p>ถ้าเราคุยกับคนเมา ก็เหมือนเรากำลังคุยกับแอลกอฮอล์ ไม่ใช่คนที่เรารู้จัก บางที เราอาจจะลองอัดคลิปตอนเขาเมาเอาไว้ เพราะตอนเมาเขาไม่รู้ตัวหรอก มารู้ตัวตอนเช้าหลังสร่างเมาแล้ว เราก็เอาคลิปที่อัดไว้ให้เขาดูว่า เขาเป็นถึงขนาดนี้ตอนเมา เขาจะได้มีความตระหนักรู้มากขึ้น และอาจช่วยให้เขาตัดสินใจที่จะเบรกการดื่มได้</p>
<h4><strong> </strong></h4>
<h4><strong>เท่ากับว่า ถ้าจะพาคนติดเหล้ามาบำบัด เราควรจะให้เขารู้ตัวก่อนถึงพามาจึงจะได้ผลมากกว่า</strong></h4>
<p>มีบ้างที่โดนบังคับมา แต่โอกาสได้ผลจะน้อยกว่าการที่คนดื่มเริ่มเห็นปัญหา และสมัครใจมาเอง ลองชี้ให้เขาเห็นปัญหาดู จะเป็นปัญหาเล็กน้อยก็ได้ เช่น เริ่มนอนไม่หลับ ปวดท้องบ่อยๆ การงานมีปัญหา พอเห็นแบบนี้เขาอาจจะยอมมาบำบัดมากขึ้น</p>
<p>โดยทั่วไปแล้ว คนเราต้องเริ่มเห็นปัญหาก่อนถึงจะรู้ตัว แต่ถ้ายังไม่รู้ตัวต่อไปเรื่อยๆ ก็จะคิดว่า ไม่เป็นอะไรหรอก แต่บางที เราก็มองปัญหาของตัวเองไม่ออกใช่ไหมล่ะ คนอื่นจึงอาจจะเข้ามาช่วยให้มองเห็นปัญหาได้ โดยอาจจะเริ่มจากการทัก ชวนคิดอะไรเล็กๆ น้อยๆ หรือแสดงหลักฐานบางอย่างให้เห็น และเมื่อคนเรารู้ตัวและตระหนักถึงปัญหาได้แล้ว ก็จะนำไปสู่การอยากแก้ไขในที่สุด</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>คุณหมอคิดว่า ตอนนี้ ปัญหาหลักที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงการบำบัดรักษาคืออะไร</strong></h4>
<p>หนึ่งคือ เขายังไม่เห็นถึงพิษภัยของแอลกอฮอล์ชัดเจน เพราะแอลกอฮอล์ยังถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในสังคม คนที่ดื่มจึงคิดว่าการดื่มของตนไม่มีปัญหา ทั้งที่มันอาจจะเกิดปัญหาแล้ว แต่เขาไม่รู้ตัว สองคือ ทางการแพทย์อาจจะยังสนับสนุน และให้ความรู้ด้านพิษภัยของแอลกอฮอล์ได้ไม่ต่อเนื่อง ลองสังเกตดูสิครับว่า เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทีหนึ่ง สังคมก็จะตื่นตัวทีหนึ่ง แล้วสักพักก็จะหายไป คือเราไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องเท่าไหร่ สามคือ ทรัพยากรทั้งสถานที่บำบัดและบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการบำบัดแอลกอฮอล์ยังมีไม่เพียงพอด้วย</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>แล้ววิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืนควรจะเป็นอย่างไร </strong></h4>
<p>ผมคิดว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต้องมีหลายขั้นตอน หนึ่งคือการป้องกัน (prevention) ไม่ให้เริ่มดื่ม พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าผู้ใหญ่จะดื่ม ต้องดื่มให้พ้นสายตาเด็ก ไม่ดื่มต่อหน้าและไม่ชวนเด็กดื่ม ที่สำคัญคือต้องไม่ให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น การใช้ไปซื้อเหล้า นี่ถือเป็นการป้องกันอย่างหนึ่ง</p>
<p>อีกอย่างคือ ต้องไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา รวมถึงต้องมีการให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์ โดยอาจจะสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนด้วย</p>
<p>ถ้าในกรณีของคนที่ดื่มแล้ว ต้องป้องกันไม่ให้คนที่ดื่มเป็นครั้งคราว (occasional drinking) กลายเป็นคนที่ดื่มเป็นประจำหรือดื่มแบบติด เราอาจจะต้องมีการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงว่า ระดับความเสี่ยงในการดื่มของเขาเป็นยังไง ต่ำ ปานกลาง หรือสูง ถ้าไปถึงขั้นปานกลางก็ต้องให้คำแนะนำแล้วว่า ควรลดปริมาณการดื่มลง หรือถ้าอยู่ในขั้นเสี่ยงสูงก็ต้องทำการคัดกรองว่า มีภาวะติดหรือเปล่า และส่งตัวเข้าสู่การบำบัดรักษาต่อไป</p>
<p>ถ้ามองภาพใหญ่ในระดับนโยบาย ตอนนี้ในวงการสาธารณสุข ทั้งจิตแพทย์ เวชศาสตร์ครอบครัว หรือองค์กรที่รับผิดชอบดูแลโครงการต่างๆ ก็พยายามช่วยกันเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการจำกัดสถานที่ดื่ม เวลาซื้อขาย และอายุคนดื่ม และยังมีการรณรงค์แคมเปญ เช่น ดื่มไม่ขับ อยู่เป็นระยะๆ  นอกจากนี้ ยังต้องมีการผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ให้มากพอ รวมทั้งเพิ่มสถานที่บำบัด และเพิ่มชนิดของยาที่ใช้รักษาอาการติดด้วย นี่ก็คงต้องทำเป็นแบบบูรณาการ เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาโมเดลเดียวมาใช้แก้ปัญหา แต่เราต้องช่วยกันทำทั้งหมด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1360" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00157-10.jpg" alt="" width="5911" height="3941" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00157-10.jpg 5911w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00157-10-300x200.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00157-10-768x512.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC00157-10-1024x683.jpg 1024w" sizes="(max-width: 5911px) 100vw, 5911px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-drteerayuth/">‘การรักษาคนติดแอลกอฮอล์เหมือนการวิ่งมาราธอน’ คุยเรื่องบำบัดกับ อ.นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1355</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
