<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>Cognitive Behavior Therapy Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/cognitive-behavior-therapy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/cognitive-behavior-therapy/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:16:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>Cognitive Behavior Therapy Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/cognitive-behavior-therapy/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>ว่าด้วย CBT ครอบครัว และการบำบัดสุรา: สนทนากับ ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/interview-darawan/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-darawan</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Nov 2019 04:00:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[Cognitive Behavior Therapy]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดแบบ CBT]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการการพัฒนาโปรแกรมการปรับพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลสวนปรุง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1301</guid>

					<description><![CDATA[<p>“หากเราต้องการจะปรับพฤติกรรมการดื่มสุรา CBT จะสอนให้ปรับที่ความคิดต่อการดื่ม อารมณ์ สภาพทางร่างกายที่เชื่อมโยงกับการดื่ม และสิ่งแวดล้อม ในเมื่อปัญหาของผู้ดื่มคือ แพ้ใจ แพ้สภาวะแวดล้อมของตัวเอง คุมตัวเองไม่ได้ ครอบครัวซึ่งเป็นคนที่อยู่กับเขาตลอด จึงน่าจะเป็นผู้ช่วยได้มากกว่าใครๆ คือสามารถเข้ามาช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน ช่วยปรับเรื่องความคิดอารมณ์ และสภาพร่างกาย นอกจากนี้ ระหว่างที่ครอบครัวช่วยผู้ดื่ม ครอบครัวก็อาจจะนำเทคนิคบางอย่างมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เช่นกัน” นี่คือคำตอบบางส่วนของ ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา ศาสตราจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อถูกถามว่า ทำไมต้องเป็น CBT และทำไมต้องนำครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย ในการบำบัดผู้ติดสุรา นอกจากเป็นอาจารย์ที่คณะพยาบาลศาสตร์แล้ว ศ.ดร.ดาราวรรณ ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavioural Therapy)  ในประเทศไทย และยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการการพัฒนาโปรแกรมการปรับพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา ของโรงพยาบาลสวนปรุง ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ “ในเมื่อคนติดสุราควบคุมตัวเองไม่ได้และต้องการคนช่วย คนๆ นั้นก็ควรจะเป็นคนใกล้ชิด และสามารถดูแลเขาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือคนในครอบครัวนั่นแหละ แต่เราก็ยังต้องทำความเข้าใจกับครอบครัวด้วย และสัมพันธภาพของสมาชิกครอบครัวคนที่มากับผู้ดื่มก็ต้องดีในระดับหนึ่ง” Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณอ่านบทสนทนากับ ศ.ดร.ดาราวรรณ ไล่เรียงตั้งแต่เรื่อง CBT ว่ามีหลักการอย่างไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-darawan/">ว่าด้วย CBT ครอบครัว และการบำบัดสุรา: สนทนากับ ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“หากเราต้องการจะปรับพฤติกรรมการดื่มสุรา CBT จะสอนให้ปรับที่ความคิดต่อการดื่ม อารมณ์ สภาพทางร่างกายที่เชื่อมโยงกับการดื่ม และสิ่งแวดล้อม ในเมื่อปัญหาของผู้ดื่มคือ แพ้ใจ แพ้สภาวะแวดล้อมของตัวเอง คุมตัวเองไม่ได้ ครอบครัวซึ่งเป็นคนที่อยู่กับเขาตลอด จึงน่าจะเป็นผู้ช่วยได้มากกว่าใครๆ คือสามารถเข้ามาช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน ช่วยปรับเรื่องความคิดอารมณ์ และสภาพร่างกาย นอกจากนี้ ระหว่างที่ครอบครัวช่วยผู้ดื่ม ครอบครัวก็อาจจะนำเทคนิคบางอย่างมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เช่นกัน”</p>
<p>นี่คือคำตอบบางส่วนของ <strong>ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา </strong>ศาสตราจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อถูกถามว่า ทำไมต้องเป็น CBT และทำไมต้องนำครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย ในการบำบัดผู้ติดสุรา</p>
<p>นอกจากเป็นอาจารย์ที่คณะพยาบาลศาสตร์แล้ว ศ.ดร.ดาราวรรณ ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavioural Therapy)  ในประเทศไทย และยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการการพัฒนาโปรแกรมการปรับพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา ของโรงพยาบาลสวนปรุง ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้</p>
<p>“ในเมื่อคนติดสุราควบคุมตัวเองไม่ได้และต้องการคนช่วย คนๆ นั้นก็ควรจะเป็นคนใกล้ชิด และสามารถดูแลเขาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือคนในครอบครัวนั่นแหละ แต่เราก็ยังต้องทำความเข้าใจกับครอบครัวด้วย และสัมพันธภาพของสมาชิกครอบครัวคนที่มากับผู้ดื่มก็ต้องดีในระดับหนึ่ง”</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณอ่านบทสนทนากับ ศ.ดร.ดาราวรรณ ไล่เรียงตั้งแต่เรื่อง CBT ว่ามีหลักการอย่างไร และจะนำไปประยุกต์ใช้ในการบำบัดสุราได้อย่างไร รวมถึงโครงการที่นำเอาครอบครัวเข้ามาช่วยบำบัดผู้ติดสุราที่อาจารย์ร่วมทำอยู่ ปิดท้ายด้วยการชวนมองภาพใหญ่ว่า ระบบการบำบัดสุราของไทยครอบคลุมและมีประสิทธิภาพแค่ไหนในตอนนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone size-full wp-image-1302" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แนวคิดแบบ </strong><strong>CBT เป็นอย่างไร มีจุดเด่นตรงไหนบ้าง</strong></h4>
<p>CBT มาจากชื่อเต็มว่า Cognitive Behavioural Therapy หรือการปรับความคิดและพฤติกรรม โดยเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า คนแต่ละคนมี 4 องค์ประกอบในตัวเรา คือ ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และสรีระ (สภาวะร่างกาย) แต่ไหนแต่ไรมา องค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนี้จะอยู่กันอย่างสมดุล แต่จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีสิ่งเร้าภายนอกเข้ามากระทบ ซึ่งแนวคิดของ CBT บอกว่า เมื่อสิ่งเร้าเข้ามากระทบ จะเริ่มกระทบที่ความคิดก่อน และจะทำให้พฤติกรรมอารมณ์ และสภาวะของร่างกายกระทบตามไปด้วย CBT จึงมีจุดเด่นที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น และเราจะปรับแก้ตรงไหนได้บ้าง โดยผู้รับการบำบัดก็จะเข้าใจไปพร้อมๆ กับผู้บำบัด จนบางที จากผู้รับการบำบัดอาจจะสามารถกลายเป็นผู้บำบัดตนเองในอนาคตได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อยากให้อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่า ความคิดจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและอารมณ์อย่างไร</strong></h4>
<p>ความคิดจะกระทบอารมณ์ ทำให้เกิดพฤติกรรม และเปลี่ยนแปลงสรีระ เช่น คนๆ หนึ่งมี 4 องค์ประกอบที่สมดุลกันอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ เกิดสิ่งเร้าขึ้น คือรู้ว่าจะมีคนมาสัมภาษณ์ ก็กลัวจะตอบคำถามได้ไม่ดี พอเป็นแบบนี้ อารมณ์ก็กังวล แล้วมีผลตรงมาที่ร่างกาย คือใจเต้นตึกๆ หน้าอาจจะเริ่มซีด เกิดพฤติกรรมผุดลุกผุดนั่ง ดูลุกลี้ลุกลน เกิดอาการประหม่า</p>
<p>จะเห็นว่าตอนนี้มีอยู่ 5 องค์ประกอบแล้ว คือนอกจากองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อในร่างกายคน ก็จะมีสิ่งเร้าเพิ่มเข้าไปด้วย ทั้งหมดนี้พัวพันและมีผลกระทบต่อกันไปหมด จึงเป็นที่มาว่า เมื่อไหร่ที่เราต้องการปรับอารมณ์ ทั้งทางลบและทางบวก เราจะต้องจัดการสิ่งเร้า ความคิด พฤติกรรม และสรีระ และบางที เราอาจสามารถปรับที่สิ่งเร้าได้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สิ่งเร้าสำคัญอย่างไร และเราสามารถปรับสิ่งเร้าได้มากน้อยแค่ไหน</strong></h4>
<p>สิ่งเร้าจะเป็นตัวเริ่มต้นส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถจัดการสิ่งเร้าได้ ก็จัดการเลย เพราะจะช่วยให้อารมณ์ต่างๆ ของเราดีขึ้น แต่เราสามารถจัดการสิ่งเร้าได้ไม่มากนัก โดยนักจิตวิทยาที่ชื่ออัลเบิร์ต บันดูรา (Albert Bandura) บอกว่า เราสามารถจัดการสิ่งเร้าได้ 15-20% เท่านั้น เราจึงต้องไปดูปัจจัยอื่นๆ ด้วย คือการปรับที่ความคิดและพฤติกรรม เพราะการปรับความคิดจะส่งผลต่อทั้งอารมณ์และสภาวะทางร่างกาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้ว </strong><strong>CBT จะช่วยจัดการความคิดของเราได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ต้องบอกก่อนว่า ธรรมชาติของคนเรามีความคิดอยู่ 3 แบบ แบบแรกคือคิดแล้วถูกหมด แบบที่สองคือคิดแล้วผิดหมด และแบบที่สามคือคิดแล้วถูกบางส่วนผิดบางส่วน เราจะพบเสมอว่า บางทีสิ่งที่เราคิดอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เช่น เราคิดว่าวันนี้ฝนจะตก แต่ถ้าฝนไม่ตกก็คือผิดหมด ถ้าฝนตกก็คือถูกหมด หรือฝนอาจตกเป็นบางช่วง ความคิดจะเป็นแบบนี้ และธรรมชาติของคนเรามักจะเชื่อความคิดแรกของตนเอง ทั้งที่ความคิดนั้นเป็นเพียงความเห็น (opinion) ซึ่งอาจเป็นจริง (fact) หรือไม่ก็ได้</p>
<p>ดังนั้น เราจะเริ่มจากการเล่าธรรมชาติของความคิดให้เขาฟังเสียก่อน แล้วเราจึงพิสูจน์ว่าความคิดนั้นผิด ถูก หรือถูกบางส่วนผิดบางส่วน แล้วให้เขาลองเอาความคิดเชื่อมโยงกับอารมณ์ เช่น ที่ยกตัวอย่างว่าคนๆหนึ่งประหม่าเพราะมีคนมาสัมภาษณ์ แต่ถ้าเขาเปลี่ยนความคิดว่า วันนี้เป็นวันปกติ ตอบไปตามที่เราคิด ไม่ต้องตัดสินตนเองในตอนนี้ อารมณ์ของเขาก็จะปกติ คือเราให้เขาสังเกตความเชื่อมโยงตรงนี้ และชี้ให้เขาเห็นว่า ถ้าความคิดเปลี่ยน อารมณ์ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อาจารย์บอกว่าให้เปลี่ยนความคิด แล้วจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องคิดทางบวกอย่างเดียว</strong></h4>
<p>จริงๆ บอกว่าให้คิดทางบวกก็ถูก แต่ถ้าจะให้ถูกเต็มร้อย ต้องบอกว่าเป็นการปรับเปลี่ยนความคิดตามความเป็นจริง ซึ่งมีทั้งลบและบวก อันไหนเป็นบวกก็โอเค แต่ถ้าอันไหนเป็นลบ เราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน เช่น เรารู้ว่าเราไม่ใช่คนสวย แต่อยากปรับความคิดทางบวก แล้วบอกว่าตัวเองสวยที่สุด มันไม่ใช่ไง เป็นบวกแต่ไม่ใช่ความจริง แบบนี้ไม่เรียกว่า CBT ค่ะ</p>
<p>เพราะฉะนั้น เราต้องมองว่า ไม่สวยแล้วไง เราต้องหน้าตาสวยเท่านั้นเหรอ เราอาจจะมีเสน่ห์ตรงอื่นก็ได้ อีกอย่างหนึ่งคือ คนมักคิดแคบๆ แค่ว่า ‘สวย’ หรือ ‘ไม่สวย’ และตีความว่า สวยคือคะแนนเต็ม 10 ไม่สวยคือ 0 คะแนน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น มันยังมีคะแนนที่อยู่ระหว่าง 0-10 อีก ซึ่งเราอาจจะสวย 4 หรือ 5 ก็ว่าไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เราสามารถนำการบำบัดแบบ </strong><strong>CBT ไปใช้กับอะไรได้บ้าง</strong></h4>
<p>แรกเริ่ม มีการใช้ CBT กับการบำบัดอาการซึมเศร้า แต่ตอนหลัง CBT ก็ถูกนำไปใช้กับการบำบัดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาอย่างอื่น เช่น การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด หรือการติด Social Media ได้ด้วย</p>
<p>CBT ยังสามารถใช้ได้ทั้งขั้นตอนป้องกันสุขภาพจิตและลดความเสี่ยง รวมถึงใช้บำบัดเมื่อมีอาการป่วยแล้ว แต่ถ้าป่วยถึงขั้นที่ว่าประสาทหลอน หูแว่ว ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง อันนี้อาจจะใช้ไม่ค่อยได้ แต่หลังๆ ก็เริ่มมีงานวิจัยที่บอกว่า CBT ใช้กับผู้ที่มีภาวะอาการทางจิตบางอย่างได้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าคนรอบข้างเราเริ่มวิตกกังวลหรือมีอาการเครียด เราจะสามารถป้องกันหรือนำ </strong><strong>CBT มาประยุกต์ใช้ได้ไหม อย่างไร</strong></h4>
<p>คนที่มีความเครียดหรือวิตกกังวล ความคิดของเขามักจะติดแน่นเหมือนเศษกระดาษที่ติดอยู่ในแก้ว นักบำบัดที่ใช้หลัก CBT จะมีหน้าที่ใช้คำถามถามให้เขาเริ่มพิสูจน์ตรวจสอบความคิดของเขา จนเขาเริ่มสงสัยว่า ตนเองคิดแบบนี้จริงหรือไม่ เหมือนให้เขาเขย่าจนเศษกระดาษเหล่านั้นหลุดออกมา และพบความจริงในตอนท้าย</p>
<p>ขอยกตัวอย่างเคสเด็กที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ แน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องเครียดอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถนำ CBT เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น ถ้าเด็กคนหนึ่งอยากสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ เราอาจจะเริ่มจากการถามเขาว่า ถ้าไม่ต้องคิดถึงใครหรืออะไรบนโลกใบนี้ จริงๆ แล้วหนูอยากเป็นอะไร มีแผนสำรองไว้ไหม หรือถามว่า ถ้าสมมติสอบไม่ติดแพทย์ เขาจะคิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร แล้วคิดว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คืออาจจะลองให้เขามองเรื่องนี้เหมือนว่าไม่ใช่เรื่องของตนเองดู เพราะถ้าไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เขาอาจจะเริ่มนึกออกมากขึ้น แต่ถ้าไปคิดหลังจากที่ผิดหวังแล้ว อารมณ์จะมาเยอะมาก ปัญญาก็จะปิด ชวนคิดอะไรตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว</p>
<p>มีเด็กหลายคนกดดันเพราะกลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เราจะถามว่า รู้ได้อย่างไรว่าพ่อแม่จะคิดแบบนี้ พิสูจน์หรือยัง ความคิดนั้นอาจถูกหรือผิดหมด หรือถูกผิดบางส่วน แน่นอนแหละว่าพ่อแม่อยากให้ลูกทุกคนสอบได้ แต่ถ้าสอบไม่ได้ ก็ไม่ถึงกับผิดหวังจนล้มละลายทางจิตใจ เพราะต่อให้พวกท่านอาจผิดหวังอย่างไร ความรักก็จะยังเหมือนเดิมอยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1305" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-5.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-5-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-5-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-5-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4></h4>
<h4><strong>แล้วถ้าในกรณีของพ่อแม่ที่คาดหวังในตัวลูกมาก แต่ผิดหวังในตัวลูก</strong><strong>?</strong></h4>
<p>เคยเจอเคสหนึ่งที่พ่อแม่บอกว่า ลูกเหมือนไม่รู้จักบุญคุณ พ่อแม่ส่งเรียนพิเศษ สนับสนุนทุกอย่าง อยากได้อะไรก็ได้ แต่กลับไม่ยอมเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ พ่อแม่บอกว่าเขาผิดหวังในตัวลูกมาก พี่เลยเปรียบว่า การมีลูกเหมือนพ่อแม่ได้เมล็ดมาเมล็ดหนึ่ง ที่เลือกไม่ได้และไม่รู้จักมาก่อน แล้วพ่อแม่ก็มาฝังดิน รดน้ำ คอยดูแล จนเมล็ดนั้นแตกใบสวยออกมา แต่ลูกกลับออกมาเป็นตะขบ</p>
<p>พอเป็นแบบนี้ พ่อแม่ก็สงสัยว่า ตัวเองไฮโซขนาดนี้ ทำไมลูกออกมาเป็นตะขบ ทำไมไม่เป็นแอปเปิล แต่ถามว่านี่ใช่ความผิดใครไหมล่ะ ไม่มีใครผิดหรอกค่ะ คุณเลี้ยงลูกมาดีคุณก็ทำถูกแล้ว แต่ลูกก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นแบบนี้ เราจึงจะถามให้พ่อแม่คิดว่า คุณขายหน้าได้นะ แต่ถ้าขายหน้าแล้วใครทุกข์ แล้วถ้าเลือกได้ จะมีความสุขหรือความทุกข์ พ่อแม่หวังดีกับลูกก็จริง แต่บางทีลูกก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น พอพูดแบบนี้ พ่อแม่ก็อาจจะเริ่มเห็นภาพมากขึ้น นี่แหละคือผลลัพธ์ของการทำ CBT</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เราจะนำ </strong><strong>CBT ไปใช้กับการบำบัดสุราหรือสารเสพติดได้อย่างไร</strong></h4>
<p>การดื่มสุราเป็นพฤติกรรมที่เราสามารถไปดูได้ว่า ทำไมคนๆ นั้นถึงเกิดพฤติกรรมการดื่มสุราหรือใช้สารเสพติด คือมันจะมีสูตร (Formulation) ของการเกิดพฤติกรรมนี้ ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างกันไปในแต่ละคน สมมติว่าตอนเลิกงาน เจ้านายชวนไปทานข้าวด้วยกัน นี่ก็อาจจะกระทบความคิดเราว่า ถ้าเราไม่ดื่ม เจ้านายอาจจะมองว่าเราเป็นคนนอก แต่ถ้าเราดื่ม ก็จะมองเราเป็นพวกเดียวกับเขา หรือบางคนเป็นชาวไร่ชาวนา ทำงานเสร็จร่างกายก็เมื่อยล้า เลยคิดว่าสุราจะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เลยต้องดื่ม ซึ่ง CBT จะเข้ามาช่วยปรับความคิดตรงนี้ ซึ่งเป็นความคิดที่เขาคิดเอง แต่อาจจะไม่เคยพิสูจน์หรือตรวจสอบเลยว่าเป็นจริงหรือไม่ เพียงใด และจะช่วยปรับอารมณ์ให้ลดลง เพื่อจะช่วยลดพฤติกรรมการดื่มได้อีกทาง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ได้ยินมาว่า อาจารย์เป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการการพัฒนาโปรแกรมการปรับพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา ของโรงพยาบาลสวนปรุง โครงการนี้เริ่มมาได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ก่อนจะมาถึงเรื่องนี้ ต้องอธิบายก่อนว่าโรงพยาบาลสวนปรุงเป็นโรงพยาบาลเชี่ยวชาญพิเศษ ที่มี excellent centre ด้านการบำบัดผู้ติดสุรา เป็นเหมือนเจ้าภาพในการสร้างนวัตกรรม เครื่องมือ เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศนำไปใช้ แต่ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ชัดว่าจะมีอะไรเป็นนวัตกรรมหรือเครื่องมือจัดการกับพฤติกรรมการดื่ม จน นพ.ธรณินทร์ กองสุข ได้ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง และรู้ว่าพี่ทำเรื่อง CBT ทั้งสอนและวิจัยมามากกว่า 10 ปี นพ.ธรณินทร์จึงชวนมาร่วมโครงการนี้ โดยพี่จะเป็นหัวหน้าทีมในการพัฒนาโปรแกรมการปรับพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา อีกท่านคือคุณภรภัทร  สิมะวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ฝ่ายวิจัยของโรงพยาบาล ก็จะเป็นหัวหน้าทีมในการทำวิจัยส่วนการทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาประสิทธิผลต่อไปค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ขั้นตอนคร่าวๆ ของโครงการดังกล่าวมีอะไรบ้าง</strong></h4>
<p>เราจะมีการทบทวนวรรณกรรม และทำ focus group กับผู้ดื่มสุรา ว่าพวกเขาคิดยังไง เพราะประเด็นของเราคือ ความคิดของเขาจะทำให้เขามีพฤติกรรมการดื่ม แล้วเขามีลักษณะความคิดอย่างไรที่ทำให้ไม่หยุดดื่มเสียที รวมถึงดูว่า ครอบครัวของผู้ดื่มดูแลผู้ติดสุราอย่างไร แล้วคิดอย่างไรบ้างต่อการดื่มของคนในครอบครัว เมื่อเราได้ข้อมูลตรงนี้แล้ว จะนำไปสร้างเป็นโปรแกรม แล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิช่วยดูอีกที จากนั้นจึงจะไปถึงขั้นทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง 30 คน ซึ่งตอนนี้เราเก็บข้อมูลได้ราว 60-70% แล้ว การทดลองใช้กับกลุ่มทดลองจะเป็นการพิสูจน์ว่า โปรแกรมสามารถช่วยลดการดื่มได้จริง ซึ่งจะออกมาเป็นเครื่องมือในการวิจัยเชิงทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้น เพื่อจะนำไปช่วยลดพฤติกรรมการดื่มสุราต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ทำไมถึงต้องเป็น </strong><strong>CBT</strong></h4>
<p>อย่างที่บอกว่าแนวคิดของ CBT คือ การปรับที่ความคิด อารมณ์ สรีระ สิ่งแวดล้อม เพื่อปรับพฤติกรรมการดื่ม บางคนแค่เห็นแก้วสีชาแบบที่เคยดื่ม ก็ถือเป็นสิ่งเร้าทำให้อยากดื่มทันที ดังนั้น เราจึงอยากจัดการตั้งแต่สิ่งเร้า ค้นหาว่าความคิด อารมณ์ และสภาวะร่างกายแบบไหนที่ทำให้เขาดื่ม ข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ ผู้ดื่มมักมีความคิดบางอย่างที่ใช้เป็นเหตุผลเพื่ออนุญาตให้ตัวเองดื่ม เช่น ใครๆ เขาก็ดื่มกัน หรือจะหยุดดื่มเมื่อไหร่ก็ได้ มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ บางคนถึงขั้นคิดว่า การเข้าโรงพยาบาลเพราะปัญหาจากการดื่มเป็นเหมือนการมาอัพร่างกายใหม่ เข้าโรงพยาบาลมาหลายรอบแล้วก็ไม่เป็นไร ซึ่งหากผู้ดื่มยังคิดแบบนี้ ก็จะยังดื่มเหมือนเดิม และเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตนเองและครอบครัว เราจึงต้องช่วยเขาปรับความคิด เพราะมีแต่ผู้คิดเท่านั้นที่จะปรับความคิดของตนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1307" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-6.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-6.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-6-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-6-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-6-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สุราออกฤทธิ์อย่างไร ทำไมทำให้ผู้ดื่มควบคุมตนเองได้ยาก และเราพอมีวิธีแก้ไขหรือไม่ อย่างไร</strong></h4>
<p>สุราหรือสารเสพติดใดๆ จะกดการทำหน้าที่ของสมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ การที่สมองส่วนหน้าถูกทำลายก็เหมือนการเปิดประตูให้ดื่มต่อเนื่อง จากตอนแรกที่คิดว่าจะดื่มแค่แก้วสองแก้ว พอสมองส่วนหน้าถูกกดและทำหน้าที่ไม่ได้ ก็กลายเป็นดื่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ</p>
<p>วิธีแก้ของเราคือ เราจะจับตรงความอยาก เพราะเรามีข้อมูลว่า ความอยากใดๆ จะเหมือนคลื่นที่พัดขึ้นสูงสุดและคาไว้ 20 นาทีโดยเฉลี่ย ถ้าเราประคับประคองให้ผ่าน 20 นาทีไปได้ ความอยากจะลดลงโดยธรรมชาติ และแม้คลื่นความอยากลูกใหม่จะกลับมาอีก เราก็จะจัดการกับมันได้ดีขึ้น ซึ่งจุดที่คลื่นความอยากซัดขึ้นมาสูงที่สุด จะมีแต่ความคิดเท่านั้นที่จะคุมความอยากไว้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อีกตัวแสดงหนึ่งที่สำคัญคือครอบครัว อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายว่า ทำไมต้องนำครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย พวกเขาจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างไรในเรื่องนี้</strong></h4>
<p>อันที่จริง การทำ CBT ที่นำครอบครัวเข้ามาช่วยเริ่มมาจากการบำบัดในเด็ก เช่น การควบคุมการกินให้เหมาะสม เพราะเด็กควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ เลยต้องให้ครอบครัวมาช่วย ซึ่งคนเมาก็คล้ายเด็ก ควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะสมองส่วนหน้าถูกทำลายจากการดื่ม เราจึงเกิดความคิดว่าจะนำครอบครัวเข้ามาช่วยในการบำบัดด้วย</p>
<p>ในการเข้าร่วมโปรแกรมของเรา ผู้ดื่มแต่ละคนจะต้องมีสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลตามมาอย่างน้อยหนึ่งคน แต่เพราะต้องใช้ระยะเวลาทั้งหมด 14 ครั้ง เจอกัน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ บางคนอาจจะมาติดต่อกันขนาดนั้นไม่ได้ เราเลยอนุโลมให้เปลี่ยนผู้ดูแลได้ 1 คน แต่ต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเลย ที่ต้องเป็นคนเดิม เพราะว่าในการบำบัด 14 ครั้ง ครอบครัวจะต้องเข้าใจแนวคิดที่เรากำลังใช้ปรับคนไข้ คือเหมือนเป็นผู้ช่วยให้เรา แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจขั้นตอน เขาก็ช่วยไม่เป็น หรือไม่รู้จะช่วยยังไง ผู้ดื่มและผู้ดูแลจึงต้องมาเข้าร่วมโปรแกรมด้วยกันตลอด</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งคือ คนที่จะทำ CBT ต้องมีการควบคุมตนเอง (Self-control) และต้องมีวินัยในการทำการบ้านที่ได้รับมอบหมาย ครอบครัวจึงจะเป็นเหมือนคุณครู เป็นพี่เลี้ยง เป็นโค้ช เป็นผู้ให้กำลังใจ ที่คอยช่วยดูว่า ผู้ดื่มทำการบ้านตามที่ได้รับมอบหมายหรือยัง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเคสให้ความร่วมมือ ก็ยิ่งทำให้การปรับพฤติกรรมและอารมณ์มีโอกาสสำเร็จสูง เพราะความคิดไม่ได้อยู่แค่ในห้องบำบัด แต่ข้างนอกก็มีเหมือนกัน นอกจากนั้นครอบครัวยังสามารถช่วยปรับสิ่งแวดล้อมที่อาจเชื่อมโยงกับการดื่มได้อีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มีอุปสรรคอะไรไหมกับการนำครอบครัวเข้ามาช่วยตรงนี้</strong></h4>
<p>มีค่ะ เพราะครอบครัวส่วนมากเบื่อคนเมาอยู่แล้ว พอเราบอกว่า จะให้เขาเข้ามาช่วยด้วย ก็จะเกิดคำถามหรือข้อโต้แย้งว่า จะต้องมาทำกับเราด้วยเหรอ ซึ่งอันที่จริง เราก็ไม่ได้คาดหวังว่า ครอบครัวทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับการบำบัดแบบนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายครอบครัวที่อยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยให้เขาเข้าใจและมองเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ เราจึงเสนอวิธี CBT ให้กับเขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการมา อาจารย์ได้ผลลัพธ์หรือเจออะไรที่น่าสนใจบ้าง</strong></h4>
<p>เท่าที่เก็บข้อมูลมาได้ มีบางเคสที่ต้องออกจากโครงการกลางคันด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่บางเคสก็มาเข้าร่วมครบทุกครั้ง ผลที่เราเห็นคือ พฤติกรรมการดื่มลดลงจริงๆ บางคนหยุดดื่มแล้วด้วย ข้อดีที่เราเห็นมากกว่านั้นคือ ผู้ดื่มบอกเองว่า ที่บ้านเข้าใจเขามากขึ้น จากที่เคยตำหนิ ก็เปลี่ยนมาเป็นให้กำลังใจและแสดงความเข้าอกเข้าใจแทน ทั้งยังช่วยสนับสนุนเขาในเรื่องการบำบัด ทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจ</p>
<p>CBT จะสอนให้ปรับที่ความคิดต่อการดื่ม อารมณ์ และสภาพทางร่างกายที่เชื่อมโยงกับการดื่ม และปรับสิ่งแวดล้อม ปัญหาของผู้ดื่มคือ แพ้ใจ แพ้สภาวะแวดล้อมของตัวเอง คุมตัวเองไม่ได้ ครอบครัวเป็นคนที่อยู่กับเขาตลอด น่าจะเป็นผู้ช่วยเขาได้มากกว่าใครๆ โดยสามารถช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ ช่วยปรับเรื่องความคิด อารมณ์ และสภาพร่างกาย เช่น ถ้าตัวผู้ดื่มเริ่มแสดงอารมณ์ซึมๆหมองๆ ก็จะทำ mood check ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถามต่อเนื่องให้ชวนคิดไปเรื่อยๆ จนเขาพบความจริงในที่สุด และระหว่างที่ครอบครัวช่วยผู้ดื่ม ครอบครัวก็อาจจะนำเทคนิคบางอย่างมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เช่นกัน</p>
<h4></h4>
<h4><strong>ในความคิดเห็นของอาจารย์ คิดยังไงกับการนำ </strong><strong>CBT เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อบำบัดสุรา</strong></h4>
<p>ส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากค่ะ ในเมื่อคนติดสุราควบคุมตัวเองไม่ได้และต้องการคนช่วย คนๆ นั้นก็ควรจะเป็นคนใกล้ชิด และสามารถดูแลเขาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือคนในครอบครัวนั่นแหละ แต่เราก็ยังต้องทำความเข้าใจกับครอบครัวด้วย และสัมพันธภาพของสมาชิกครอบครัวคนที่มากับผู้ดื่มก็ต้องดีในระดับหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>นอกจากเรื่องที่ว่าสุราเป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย หาซื้อง่าย และกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมแล้ว ยังมีปัจจัยใดอีกที่ทำให้การบำบัดสุราในสังคมไทยเป็นเรื่องยาก </strong></h4>
<p>ข้อแรกเป็นเรื่องของทัศนคติ บางคนจะมีความคิดว่า ถ้าส่งใครมาบำบัดแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุขดูแลไป ตัวเองส่งหน้าคลินิกแล้วจบ แต่พอในโปรแกรมนี้ ครอบครัวต้องเข้าไปช่วยบำบัดด้วย บางคนเลยเกิดคำถามว่า ตนเองต้องเข้าไปช่วยตรงนี้ด้วยเหรอ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ติดเหล้า จะเห็นว่าเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้าคนในครอบครัวมาช่วยก็น่าจะดี เพราะการติดสุราไม่เหมือนโรคอื่น แต่ทุกคนควรมาเข้าใจไปพร้อมกัน เรียนรู้ทักษะทุกอย่างไปด้วยกัน แล้วผู้ดื่มจะมีโอกาสหายจากอาการติดสุราสูงมาก</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ติดสุราบางคนมีประวัติการดื่มสุราในครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ เขาเห็นภาพการดื่มเป็นภาพปกติในตระกูล หรือมองว่าถ้าเขาไม่ดื่ม เขาก็อาจจะอยู่ในกลุ่มเพื่อนไม่ได้ คนที่ดื่มสุราส่วนหนึ่งจะเป็นแบบนี้ คือรู้ว่าดื่มสุรามันไม่ดี แต่ถ้าอยู่ในสังคมที่เขาดื่มกัน ก็พลอยดื่มตามไปด้วย แล้วอย่างที่เรารู้กันว่า สุรายังสอดแทรกอยู่ในบางวัฒนธรรม แทรกซึมเข้าไปโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว วัฒนธรรมตรงนี้เป็นอะไรที่เปลี่ยนยากมาก แต่เรายังหวังว่า คนรุ่นใหม่จะยังสามารถเปลี่ยนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อาจารย์คิดว่า ตอนนี้ระบบสาธารณสุขของไทยในเรื่องการบำบัดสุราครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่</strong></h4>
<p>ระบบของกระทรวงจะมีทั้งป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ หรือควบคุมการผลิต ซึ่งตรงนี้เขาก็ทำตามระบบสากล และพยายามเต็มที่แล้วนะคะ แต่ถ้าในเรื่องของการบำบัดรักษา อันนี้ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร คือการถอนพิษสุราใช้เวลาบำบัดแค่ 3-5 วัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการบำบัดในระยะฟื้นฟู (rehabilitation) ที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก ตรงนี้เราก็เห็นความพยายามต่างๆ เช่น <a href="https://alcoholrhythm.com/interview-hunsa/">โปรแกรมใกล้บ้านสมานใจของ ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา</a> ซึ่งส่วนตัวมองว่า ระบบการบำบัดฟื้นฟูยังมีโอกาสจะพัฒนาได้อีกเยอะมาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่ใช้รักษาได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด วิธีนี้ใช้กับคนนี้ได้ผล อีกคนอาจจะไม่ได้ผลเลย เรื่องกระบวนการรับรู้กับการคิดเป็นเรื่องของปัจเจกมากๆ ดังนั้น มันจึงยาก แต่ถ้าเปลี่ยนได้มันได้ผล</p>
<p>เมื่อเป็นแบบนี้ เราถึงหวังว่าถ้าการบำบัดแบบ CBT ได้ผล จะช่วยประคับประคองไม่ให้คนกลับไปดื่มได้นานขึ้น เพราะเขามีตัวช่วยไง เราหวังไว้แบบนั้น เพราะฉะนั้น ส่วนนี้เรายังสามารถทำอะไรเพิ่มได้อีกมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1306" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-2.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-2.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-2-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-2-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/11/20191114-Darawan-2-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/interview-darawan/">ว่าด้วย CBT ครอบครัว และการบำบัดสุรา: สนทนากับ ศ.ดร.ดาราวรรณ ต๊ะปินตา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1301</post-id>	</item>
		<item>
		<title>(Quote) เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/quote-dr-nuttorn/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=quote-dr-nuttorn</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Oct 2019 07:01:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[CBT]]></category>
		<category><![CDATA[Cognitive Behavior Therapy]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดแบบ CBT]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสังคมบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1201</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาการติดเหล้าเป็นอย่างไร หากคนไข้ผ่านการบำบัดสารเสพติดหลายๆ ครั้ง จะช่วยให้เลิกได้ง่ายขึ้นหรือไม่ หักดิบคืออะไร และปลอดภัยจริงหรือไม่ และวิธีช่วยคนใกล้ตัวให้เลิกเหล้าได้สำเร็จคืออะไรกันแน่ &#8230; ชวนอ่านทัศนะของ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นจิตแพทย์ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavior Therapy)  ในประเทศไทย ได้เผยวิธีการเลิกเหล้าแบบ CBT ที่เริ่มต้นจากการ ‘พูดคุย’ ทำความเข้าใจเหตุผลในการดื่ม สำรวจสภาพแวดล้อม และหาทางออกใหม่ๆ ให้กับเหตุผลของแต่ละคน รวมถึงตอบคำถามข้างต้นผ่านทางวิธีแบบ CBT อ่านทัศนะของ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร เกี่ยวกับวิธีแบบ CBT และการบำบัดสุราได้ด้านล่างนี้ และอ่านบทสัมภาษณ์ ผศ.นพ. ณัทธร ฉบับเต็มได้ ที่นี่ &#160; :: มองต่างมุม :: &#160; &#160; เครื่องมือหรือกระบวนการของนักบำบัดในการทำ CBT คืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง หลักๆ เป็นการพูดคุยที่ตั้งต้นด้วยเป้าหมาย ต้องประเมินก่อนว่าปัญหาของคนไข้คืออะไร เขาอยากจะแก้ไข [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/quote-dr-nuttorn/">(Quote) เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาการติดเหล้าเป็นอย่างไร หากคนไข้ผ่านการบำบัดสารเสพติดหลายๆ ครั้ง จะช่วยให้เลิกได้ง่ายขึ้นหรือไม่ หักดิบคืออะไร และปลอดภัยจริงหรือไม่ และวิธีช่วยคนใกล้ตัวให้เลิกเหล้าได้สำเร็จคืออะไรกันแน่ &#8230;</p>
<p>ชวนอ่านทัศนะของ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นจิตแพทย์ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavior Therapy)  ในประเทศไทย ได้เผยวิธีการเลิกเหล้าแบบ CBT ที่เริ่มต้นจากการ ‘พูดคุย’ ทำความเข้าใจเหตุผลในการดื่ม สำรวจสภาพแวดล้อม และหาทางออกใหม่ๆ ให้กับเหตุผลของแต่ละคน รวมถึงตอบคำถามข้างต้นผ่านทางวิธีแบบ CBT</p>
<p>อ่านทัศนะของ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร เกี่ยวกับวิธีแบบ CBT และการบำบัดสุราได้ด้านล่างนี้ และอ่านบทสัมภาษณ์ ผศ.นพ. ณัทธร ฉบับเต็มได้ <a href="https://alcoholrhythm.com/cognitive-behavior-therapy-for-alcoholic/">ที่นี่</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">:: มองต่างมุม ::</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1202" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit2-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เครื่องมือหรือกระบวนการของนักบำบัดในการทำ</strong> <strong>CBT คืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>หลักๆ เป็นการพูดคุยที่ตั้งต้นด้วยเป้าหมาย ต้องประเมินก่อนว่าปัญหาของคนไข้คืออะไร เขาอยากจะแก้ไข อยากจะเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้นในแบบไหน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน จากนั้นก็จะมีกระบวนการเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ซึ่งกระบวนการหลักๆ เกี่ยวข้องกับการปรับวิธีคิดว่า หากเขาคิดอย่างนี้แล้วจะนำไปสู่อะไร ถ้าเปลี่ยนไปจะนำไปสู่อะไร กระบวนการปรับวิธีคิดจะทำผ่านการตั้งคำถามให้คิด เรียกว่า Socratic Questioning มาจากชื่อของ โสเครตีส ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการถามให้คิด</p>
<p>กระบวนการนี้นักบำบัดจะถามให้คนไข้ได้คิดในมุมอื่นๆ ที่ต่างจากที่เคยคิดอยู่ เช่น เขาเคยคิดว่าเขาเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ เราก็ถามว่า เอ๊ะ จริงหรือเปล่าที่คุณเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ถ้าไปถามเพื่อนคุณ เพื่อนเขาจะบอกว่ายังไง หรือถ้าเพื่อนคุณเขาคิดอีกแบบ คุณจะเห็นด้วยกับเขาไหม คือชวนให้เขามองในด้านที่ต่างออกไป แล้วก็ทำให้เขาค้นพบข้อสรุปว่า ที่เขาคิดอาจจะไม่ใช่ก็ได้</p>
<p>พอเปลี่ยนความคิดแล้ว เราก็ทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เห็นว่า ถ้าเราคิดแบบนี้ เราก็จะทำแบบนี้ แต่ถ้าเราคิดอีกอย่าง เราอาจจะทำอีกอย่างนึง ซึ่งผลลัพธ์อาจจะเปลี่ยนไป กระบวนการนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตัวเองของคนไข้ โดยที่นักบำบัดเป็นเหมือนกับเป็นไกด์ คอยชวนให้คิด ให้ลองทำดูเท่านั้น ประโยชน์ของการได้เรียนรู้ด้วยตัวเองคือ เขาจะเข้าใจอย่างชัดเจนมากกว่าการมีคนสอน รู้ว่าอะไรที่เวิร์คสำหรับเขา แล้วมันจะอยู่กับเขาได้นานกว่าที่เราแนะนำ</p>
<p>เครื่องมือที่เราใช้ก็อาจเป็นกระดาษหรือบอร์ดที่เขียนให้คนไข้ดูว่า อะไรนำไปสู่อะไร เชื่อมโยงกันยังไงบ้าง คุณคิดยังไง ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ต้องทำยังไง เพราะฉะนั้น คนไข้ก็จะต้องแอคทีฟในกระบวนการตั้งคำถามแล้วก็คิดหรือเขียนตาม</p>
<p>กระบวนการที่สำคัญอีกอย่างคือ การบ้าน หรือการเอาสิ่งที่คนไข้ค้นพบหรือเรียนรู้ในกระบวนการไปใช้จริง เราเจอกับคนไข้สัปดาห์ละครั้ง คุยกันแค่ชั่วโมงนึง แต่เวลาในชีวิตประจำวันมีอีกเป็นร้อยๆ ชั่วโมง ถ้าเขาได้เอาสิ่งที่ค้นพบไปทำนู่น ทำนี่ เขาก็จะเกิดการเรียนรู้ในชีวิตจริง เช่น ให้บันทึกว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เขาคิด เขารู้สึกอะไรบ้าง หรือให้เขาลิสต์สิ่งที่ค้นพบเป็นข้อๆ คนไข้ที่ทำการบ้านก็จะได้ประโยชน์จาก CBT มากกว่าการมาคุยเฉยๆ เพื่อความสบายใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">:: คนติดเหล้า ::</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1203" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit3-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มีลิมิตในการสำรวจตัวเองไหมว่าถ้าพฤติกรรมหรือร่างกายเป็นแบบนี้ ควรจะมาเริ่มปรึกษาคุณหมอดีกว่า</strong></h4>
<p>ถ้าติดเหล้า อาการก็คือจะมีความอยากอยู่ตลอด แล้วต้องเพิ่มโดสไปเรื่อยๆ จากที่เคยกินเท่านี้โอเคแล้ว ก็ต้องกินเพิ่มไปอีก พอไม่ได้กินก็อารมณ์แปรปรวน หรือมีอาการทางร่างกายขึ้นมา เช่น ไม่ได้กินแล้วสั่น หรือต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้กิน ไม่ว่าจะหนีงาน หรือไปเดือดร้อนคนรอบตัวเช่น ลูกเมีย ก็ต้องแยกให้เป็นระหว่างกินสังสรรค์ เข้าสังคม กับกินแล้วเสียหน้าที่การงาน เสียฟังก์ชัน ถ้ามันถึงจุดนั้นก็อาจจะต้องลดหรือเลิกได้แล้ว คราวนี้ ถ้าคนที่ไม่ได้ถึงขั้นติด การลดมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ถ้าถึงขั้นติดแล้วเวลาลดมันมักจะคุมไม่ได้ กะจะลดปริมาณ แต่สุดท้ายก็กินต่อ ดังนั้น บำบัดเพื่อให้หยุดได้ก่อนอาจจะจำเป็นกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">:: เข้าบำบัด ::</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1204" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit4-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>บางคนเลิกเหล้าได้ในระยะสั้นๆ แล้วก็</strong><strong> Relapse หรือกลับไปดื่มอีก หากเป็นแบบนี้จะทำให้การเลิกครั้งต่อไปยากขึ้นไหม</strong></h4>
<p>ไม่เสมอไป ถ้ายังอยู่ในการบำบัด ก็ยังเรียนรู้ได้ว่า เขากลับไปดื่มได้ยังไง จากการบำบัดผมพบว่า เคสเกี่ยวกับยาเสพติดมักจะมาบำบัดแล้วไม่ได้เลิกได้ทันที มักจะเผลอๆ หลุดๆ ไป แต่ถ้าหลุดไปแล้วกลับมาคุยกันอีก เขาจะได้เรียนรู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาคุมสิ่งแวดล้อมไม่ดีพอ หลอกตัวเอง หรืออนุญาตตัวเองมากไปหรือเปล่า เราก็จะให้เขาเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปจะทำยังไงให้มันต่างออกไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">:: หักดิบ ::</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1205" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit5-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มันมีวิธีหนึ่งที่คนชอบใช้กันคือ หักดิบ ในมุมมองแบบ</strong><strong> CBT มันเวิร์กไหม</strong></h4>
<p>ถ้ากินเหล้ามานาน แล้วอยู่ๆ หักดิบเลย ที่น่ากลัวคืออาจชัก หรือหลอนได้ อันนี้อันตรายมาก ทุกอย่างที่เป็นแอลกอฮอล์ ถ้ากินเยอะหรือกินนานต่อเนื่องระดับนึงเนี่ย การหยุดกะทันหันจะทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ หยุด หรือมีกระบวนการหยุด อาจต้องให้ยากลุ่ม Benzodiazepine, Diazepam เพื่อเข้าไปทดแทนสารเสพติด แล้วค่อยๆ ลดเหล้าลง หรือบางกรณีคนกินเหล้านานๆ จะขาดวิตามิน B ก็ต้องได้อะไรเข้าไปทดแทน ไม่งั้นอยู่ๆ หยุดปุ๊บมีความเสี่ยงทางสุขภาพ เหมือนเป็นสมดุลของสมอง ที่เคยได้เหล้าเข้าไป ก็มีสารที่สมดุลอยู่ระดับนึง พอเหล้าหายไปเลย มันก็มีสารที่เสียสมดุลมาก และทำให้เกิดอาการคล้ายกับที่เราเรียกว่า ‘ลงแดง’ คือทุรนทุรายอยากได้ แบบนี้เสียสมดุลถึงขนาดชักได้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">:: เอาใจเขา มาใส่ใจเรา ::</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1206" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6.png" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6.png 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191004-Nuttorn-edit6-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เวลา</strong><strong>คนไม่ดื่มต้องการหรือพยายามชักจูงให้คนดื่มเลิกเหล้า อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือบาดหมางกันขึ้นมา จริงๆ แล้วมีวิธีการ หรือคำพูดแบบไหนไหมที่คนรอบข้างทำแล้วจะจูงใจเขาได้ดีกว่า หรือไม่พูดแบบนี้จะดีกว่า</strong></h4>
<p>ไม่พูดอะไรดีกว่า ผมว่าการตำหนิหรือการด่ามักจะไม่ค่อยช่วย เพื่อนด่าแล้วเลิกได้เลยคงไม่มี อาจจะทำให้เสียความสัมพันธ์ไปอีกต่างหาก วิธีที่ดีก็คือทำความเข้าใจ คล้ายๆ นักบำบัด ลองทำความเข้าใจว่าเหล้านี่มันฟังก์ชัน มันสำคัญกับชีวิต หรือช่วยเขาได้ยังไง ซึ่งจำนวนมากเราก็พบว่ามันคือการดับทุกข์แบบหนึ่ง ทีนี้มองลึกลงไปว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร แล้วทุกข์อันนั้น ถ้าไม่ได้แก้ด้วยเหล้า แล้วจะแก้ด้วยอะไรได้ ถ้าเรามีส่วนช่วยให้ความทุกข์ของเขาลดลง เขาอาจจะมีทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องไปกินเหล้าก็ได้</p>
<p>ถ้าเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ แล้วเขาเห็นด้วยว่าอยากจะเปลี่ยนแปลง ก็ชวนเขาไปบำบัด ไปหาหมอ เขาก็จะได้เข้าสู่กระบวนการอย่างจริงๆ จังๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
</div>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/quote-dr-nuttorn/">(Quote) เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1201</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/cognitive-behavior-therapy-for-alcoholic/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=cognitive-behavior-therapy-for-alcoholic</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Sep 2019 06:14:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[CBT]]></category>
		<category><![CDATA[Cognitive Behavior Therapy]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดแบบ CBT]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสังคมบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1116</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘เลิกเหล้ามันอยู่ที่ใจ’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดื่มและการเลิกดื่มนั้นแวดล้อมไปด้วยเหตุผล แรงจูงใจ สิ่งแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง หรือในบางกรณีอาจรวมไปถึงร่างกายและสมองด้วย ด้วยเหตุนี้การใช้ใจเลิกเหล้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถพาผู้มีปัญหาการดื่มไปถึงฝั่งได้ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นจิตแพทย์ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavior Therapy)  ในประเทศไทย ได้เผยวิธีการเลิกเหล้าแบบ CBT ที่เริ่มต้นจากการ ‘พูดคุย’ ทำความเข้าใจเหตุผลในการดื่ม สำรวจสภาพแวดล้อม และหาทางออกใหม่ๆ ให้กับเหตุผลของแต่ละคน วิธีการแบบ CBT ยังให้มุมมองที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ประเด็นที่ว่า การเลิกเหล้าอาจไม่สามารถทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว การกลับไปดื่มแล้วเลิกใหม่ อาจช่วยให้การเลิกในครั้งต่อไปทำได้นานขึ้น ไปจนถึงผลกระทบทางสมองที่เกิดเมื่อดื่มหรือใช้สารเสพติดเป็นเวลานาน อาจทำให้การบำบัดโดยแพทย์หรือนักบำบัดจำเป็นกว่าที่คุณคิด Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณสำรวจวิธีการบำบัดการดื่มและสารเสพติดแบบ CBT และมุมมองใหม่ๆ ที่อาจทำให้คุณเห็นฝั่งฝาของการเลิกเหล้าได้อย่างเข้าใจ ผ่อนปรน และมั่นคงขึ้น CBT (Cognitive Behavior Therapy) คืออะไร ต่างจากการเข้าพบและรักษากับจิตแพทย์อย่างไร CBT คือจิตบำบัด คือการพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อบำบัดปัญหาที่เราอยากจะจัดการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/cognitive-behavior-therapy-for-alcoholic/">เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘เลิกเหล้ามันอยู่ที่ใจ’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดื่มและการเลิกดื่มนั้นแวดล้อมไปด้วยเหตุผล แรงจูงใจ สิ่งแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง หรือในบางกรณีอาจรวมไปถึงร่างกายและสมองด้วย ด้วยเหตุนี้การใช้ใจเลิกเหล้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถพาผู้มีปัญหาการดื่มไปถึงฝั่งได้</p>
<p><a href="http://www.cumentalhealth.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C/%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3.html">ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร</a> จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นจิตแพทย์ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม หรือ <strong>CBT (Cognitive Behavior Therapy)</strong>  ในประเทศไทย ได้เผยวิธีการเลิกเหล้าแบบ CBT ที่เริ่มต้นจากการ ‘พูดคุย’ ทำความเข้าใจเหตุผลในการดื่ม สำรวจสภาพแวดล้อม และหาทางออกใหม่ๆ ให้กับเหตุผลของแต่ละคน</p>
<p>วิธีการแบบ CBT ยังให้มุมมองที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ประเด็นที่ว่า การเลิกเหล้าอาจไม่สามารถทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว การกลับไปดื่มแล้วเลิกใหม่ อาจช่วยให้การเลิกในครั้งต่อไปทำได้นานขึ้น ไปจนถึงผลกระทบทางสมองที่เกิดเมื่อดื่มหรือใช้สารเสพติดเป็นเวลานาน อาจทำให้การบำบัดโดยแพทย์หรือนักบำบัดจำเป็นกว่าที่คุณคิด</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณสำรวจวิธีการบำบัดการดื่มและสารเสพติดแบบ CBT และมุมมองใหม่ๆ ที่อาจทำให้คุณเห็นฝั่งฝาของการเลิกเหล้าได้อย่างเข้าใจ ผ่อนปรน และมั่นคงขึ้น</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1121" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><strong>CBT (Cognitive Behavior Therapy)</strong> <strong>คืออะไร ต่างจากการเข้าพบและรักษากับจิตแพทย์อย่างไร</strong></h4>
<p>CBT คือจิตบำบัด คือการพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อบำบัดปัญหาที่เราอยากจะจัดการ ดั้งเดิมแล้วมันเป็นศาสตร์ที่ใช้กับโรคซึมเศร้า โดยมีหลักการอยู่ว่า คนซึมเศร้าเพราะมีวิธีคิดที่บิดเบือนจนทำให้เกิดความเศร้าขึ้นมา เช่น คิดโทษตัวเองว่าตัวเองไม่ดี คิดมองโลกในแง่ลบมากเกินไป CBT ก็เลยมีกระบวนการที่จะปรับความคิด หรือ cognitive เพื่อให้อารมณ์เศร้าดีขึ้น อีกส่วนคือการปรับพฤติกรรม หรือ behavior เพราะพฤติกรรมบางอย่างถ้ายังทำอยู่ก็อาจเสริมให้เศร้าต่อไป เช่น การไม่ออกไปไหน เก็บตัวอยู่กับบ้าน ในทางตรงกันข้ามถ้าเปลี่ยนพฤติกรรม ทำตัวให้แอคทีฟขึ้น อาการเศร้าก็จะลดลง</p>
<p>จิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวินิจฉัยโรคก่อนว่าคนไข้เป็นอะไร พอได้ผลวินิจฉัย แพทย์ก็จะวางแผนรักษา ซึ่งมีทั้งส่วนของการใช้ยาในกรณีที่พบว่าอาการเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง และอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าการรักษาทางจิตสังคม เป็นการรักษาแบบไม่ใช้ยา แต่ใช้การพูดคุย ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ครอบครัวบำบัด เอาครอบครัวมาคุยกัน, การให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำเฉยๆ, จิตบำบัดแขนงดั้งเดิม ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่เรียกว่า Psychodynamics หรือ Psychotherapy ไปจนถึง CBT ที่เป็นส่วนนึงในการรักษาทางจิตสังคมเช่นกัน</p>
<p>CBT ถูกใช้มาหลายสิบปีแล้ว จากที่ใช้กับโรคซึมเศร้าแล้วได้ผลดี ก็เลยถูกเอาไปใช้กับปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตหรือการใช้ชีวิตทั้งหลาย เช่น วิตกกังวล อารมณ์โกรธ การใช้สารเสพติด ผู้มีปัญหาการกิน ฯลฯ ในช่วงหลัง ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทุกอย่างจะมี CBT เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการบำบัดแบบหนึ่ง ร่วมกับการบำบัดแบบอื่นๆ</p>
<p>จุดเด่นของ CBT คือเป็นการรักษาทางจิตสังคมที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากที่สุด ทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาจะถูกนำไปตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่ากลไกของโรคเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า และตัวการรักษาที่ออกแบบมา ก็ถูกนำไปวิจัยก่อนว่าใช้กับคนไข้ได้จริงไหม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เครื่องมือหรือกระบวนการของนักบำบัดในการทำ</strong> <strong>CBT คืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง</strong></h4>
<p>หลักๆ เป็นการพูดคุยที่ตั้งต้นด้วยเป้าหมาย ต้องประเมินก่อนว่าปัญหาของคนไข้คืออะไร เขาอยากจะแก้ไข อยากจะเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้นในแบบไหน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน จากนั้นก็จะมีกระบวนการเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ซึ่งกระบวนการหลักๆ เกี่ยวข้องกับการปรับวิธีคิดว่า หากเขาคิดอย่างนี้แล้วจะนำไปสู่อะไร ถ้าเปลี่ยนไปจะนำไปสู่อะไร กระบวนการปรับวิธีคิดจะทำผ่านการตั้งคำถามให้คิด เรียกว่า Socratic Questioning มาจากชื่อของ โสเครตีส ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการถามให้คิด</p>
<p>กระบวนการนี้นักบำบัดจะถามให้คนไข้ได้คิดในมุมอื่นๆ ที่ต่างจากที่เคยคิดอยู่ เช่น เขาเคยคิดว่าเขาเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ เราก็ถามว่า เอ๊ะ จริงหรือเปล่าที่คุณเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ถ้าไปถามเพื่อนคุณ เพื่อนเขาจะบอกว่ายังไง หรือถ้าเพื่อนคุณเขาคิดอีกแบบ คุณจะเห็นด้วยกับเขาไหม คือชวนให้เขามองในด้านที่ต่างออกไป แล้วก็ทำให้เขาค้นพบข้อสรุปว่า ที่เขาคิดอาจจะไม่ใช่ก็ได้</p>
<p>พอเปลี่ยนความคิดแล้ว เราก็ทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เห็นว่า ถ้าเราคิดแบบนี้ เราก็จะทำแบบนี้ แต่ถ้าเราคิดอีกอย่าง เราอาจจะทำอีกอย่างนึง ซึ่งผลลัพธ์อาจจะเปลี่ยนไป กระบวนการนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตัวเองของคนไข้ โดยที่นักบำบัดเป็นเหมือนกับเป็นไกด์ คอยชวนให้คิด ให้ลองทำดูเท่านั้น ประโยชน์ของการได้เรียนรู้ด้วยตัวเองคือ เขาจะเข้าใจอย่างชัดเจนมากกว่าการมีคนสอน รู้ว่าอะไรที่เวิร์คสำหรับเขา แล้วมันจะอยู่กับเขาได้นานกว่าที่เราแนะนำ</p>
<p>เครื่องมือที่เราใช้ก็อาจเป็นกระดาษหรือบอร์ดที่เขียนให้คนไข้ดูว่า อะไรนำไปสู่อะไร เชื่อมโยงกันยังไงบ้าง คุณคิดยังไง ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ต้องทำยังไง เพราะฉะนั้น คนไข้ก็จะต้องแอคทีฟในกระบวนการตั้งคำถามแล้วก็คิดหรือเขียนตาม</p>
<p>กระบวนการที่สำคัญอีกอย่างคือ การบ้าน หรือการเอาสิ่งที่คนไข้ค้นพบหรือเรียนรู้ในกระบวนการไปใช้จริง เราเจอกับคนไข้สัปดาห์ละครั้ง คุยกันแค่ชั่วโมงนึง แต่เวลาในชีวิตประจำวันมีอีกเป็นร้อยๆ ชั่วโมง ถ้าเขาได้เอาสิ่งที่ค้นพบไปทำนู่น ทำนี่ เขาก็จะเกิดการเรียนรู้ในชีวิตจริง เช่น ให้บันทึกว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เขาคิด เขารู้สึกอะไรบ้าง หรือให้เขาลิสต์สิ่งที่ค้นพบเป็นข้อๆ คนไข้ที่ทำการบ้านก็จะได้ประโยชน์จาก CBT มากกว่าการมาคุยเฉยๆ เพื่อความสบายใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ฟังดูแล้วเหมือนว่านักบำบัดที่ทำ </strong><strong>CBT จะต้องอาศัยการฟัง แล้วขยี้สิ่งที่ขมุกขมัวออกมาให้เป็นระบบ โดยใช้การเขียนหรือจดเป็นเครื่องมือ</strong></h4>
<p>ใช่ครับ นักบำบัดต้องฟังแล้ววิเคราะห์ว่าอะไรเกี่ยวข้องกันยังไง แต่เวลาคิดวิเคราะห์ เราจะพยายามแชร์ให้คนไข้ฟังด้วยเสมอว่า เขาเห็นด้วยไหม เห็นตรงกับเราไหม หรือเขามีแนวคิดที่ต่างออกไปยังไง นักบำบัดก็จะต้องตรวจสอบตัวเองอยู่เรื่อยๆ คนไข้อาจจะคิดอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง นักบำบัดก็อาจจะคิดไม่ตรงตามความเป็นจริงได้เหมือนกัน เพราะนักบำบัดก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนนึง มีรูปแบบชีวิตที่โตมาแบบนี้ เรียนรู้โลกมาแบบที่อาจจะไม่ตรงกับคนไข้ เพราะฉะนั้น เราก็มาเช็คไปด้วยกัน</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1122" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><strong>ต้องทำ</strong><strong> CBT นานแค่ไหนจึงจะเห็นผล</strong></h4>
<p>มันจะค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกอาจจะไม่ได้ลงไปถึงเรื่องการตั้งคำถาม แต่จะคล้ายการบำบัดแบบอื่น คือ รับฟัง แสดงความเข้าใจในตัวคนไข้หรือปัญหาของคนไข้ เรียกว่าการมี empathy แล้วค่อยๆ ต่อยอดจากตรงนั้น</p>
<p>ช่วงแรกๆ คนไข้จะรู้สึกว่าได้ระบายความรู้สึก ได้มีคนเข้าใจปัญหาเขา สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการบำบัดก่อน แล้วพอเราเอาเรื่องของเขามาปะติดปะต่อ ก็จะนำไปสู่การวางแผนว่าเราจะทำอะไรกันบ้างในขั้นต่อไป เพราะฉะนั้นกระบวนการมันก็จะค่อยๆ บิลด์ขึ้นมาเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อยากให้ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าความคิดและพฤติกรรมร้อยเชื่อมกันได้ขนาดไหน</strong></h4>
<p>ยกตัวอย่างกรณีของคนไข้โรคซึมเศร้า สมมติเขาเป็นนิสิตนักศึกษา จะเศร้าจากอะไรก็ตาม จากมีปัญหาชีวิต จากสารเคมีในสมอง แต่เวลาเศร้าขึ้นมาเขามองว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง โง่ หรือคิดว่าเพื่อนไม่รักเขา ไม่มีใครชอบเขา คือตอนไม่เศร้าก็อาจจะไม่ได้คิดขนาดนี้ แต่พอเศร้าแล้วมันคิด ซึ่งบางทีอาจจะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทักเพื่อนไป เพื่อนอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ แค่นี้ก็อาจจะคิดแล้วว่าเพื่อนไม่ชอบ พอคิดอย่างนี้ปุ๊บก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง เริ่มเก็บตัว เริ่มไม่อยากคุยกับคน หรืออาจจะไม่ไปเรียน พอเพื่อนทักมาก็ไม่ตอบ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ปฏิบัติอย่างนี้ไปสักพัก เพื่อนก็อาจจะคิดว่า เฮ้ย ทำไมมันไม่คุยด้วย ทำไมหายไป เพื่อนก็เลยลืมๆ ไป ไม่ได้ทักเขาต่อ เขาก็ยิ่งมีหลักฐานขึ้นมาเลยว่า เฮ้ย เพื่อนไม่รักฉันจริงๆ ด้วย ทั้งที่ตอนแรกเพื่อนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่จากความคิดที่ว่าเขาไม่เป็นที่รัก ก็ทำให้เขาปฏิบัติตัวเหมือนกับเพื่อนไม่สนใจเราจริงๆ ซึ่งมันเป็นวงจรที่ถ้ารู้ตั้งแต่แรก ก็จะจัดการความคิดของตัวเองได้ตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปทำตัวให้ห่างเกินกับเพื่อน กลับไปเข้ากลุ่มได้เหมือนเดิม</p>
<p>ถ้าเราเห็นวงจรอย่างนี้ ก็จะชวนให้คนไข้ซึมซับว่า ระวังความคิดของเรานะ เพราะมันนำไปสู่ความรู้สึก ไปสู่พฤติกรรม ของบางอย่างตอนแรกมันไม่มี แต่เราคิดไปก่อนว่ามันมี เลยทำตัวให้มันแย่อย่างนั้นจริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มันยากไหมที่คนไข้จะยอมรับว่าเขาทำพฤติกรรมแบบนี้จริงๆ</strong></h4>
<p>นี่เป็นทักษะที่นักบำบัดต้องเรียนรู้ ในทางนึงถ้าเราทำแบบไม่ระวัง ก็เหมือนไปต่อว่าเขา เหมือนไปบอกว่า เพราะแกนั่นแหละ แกทำแบบนี้ก็เลยเดือดร้อน แต่ถ้าเรามีทักษะว่าความคิดและพฤติกรรมนี้มันนำไปสู่อะไร เราช่วยกันคิดดูดีไหม เขาจะนึกออกได้เองว่า เออ มันจริงด้วยว่ะ ที่เราทำมันอาจทำให้เรื่องแย่ลง เราไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้นี่ ถ้าทำอีกแบบมันจะออกมาเป็นยังไงนะ คือให้เขาค่อยๆ คิดตามไป จะไม่ไปบอกเขาเร็วๆ เพราะถ้าเขาไม่คิดตาม ก็จะไม่เข้าใจสิ่งที่เชื่อมโยงกัน</p>
<p>กระบวนการที่ได้ผลมันต้องค่อยๆ ทำ ฝรั่งเขาจึงเปรียบเทียบว่า การบำบัด (Therapy) ก็เหมือนการเต้นรำ ก่อนจะเตือนคู่เต้นรำให้เดินหน้า ถอยหลัง ต้องรู้จังหวะกันก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะเหยียบเท้ากัน ซึ่งในการบำบัดมันก็เกิดการเหยียบเท้ากันได้จริงๆ ถ้าจังหวะไม่ดี คนไข้ก็รู้สึกว่าทำไมมาว่า มาตำหนิฉัน ทำให้คนไข้ยิ่งรู้สึกแย่ เหมือนไปบังคับให้เขาต้องเชื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>CBT </strong><strong>รักษาอาการเสพติด (a</strong><strong>ddiction) </strong><strong>ได้ในระดับไหน</strong></h4>
<p>ใช้ได้ แต่ว่าระดับความใช้ได้อาจจะน้อยกว่าโรคอย่างซึมเศร้า วิตกกังวล เพราะว่า addiction มีประเด็นเรื่องแรงจูงใจที่ไม่เหมือนกับคนเป็นซึมเศร้าวิตกกังวล อันนั้นคือเขาทุกข์ เขาจึงอยากเปลี่ยนของเขาอยู่แล้ว แต่ว่าคนใช้สารเสพติดมีหลากหลายที่มา บางคนต้องการความสนุกสนาน ความบันเทิงจากสารเสพติด หรือบางคนก็มีความทุกข์อยู่ในชีวิตจริง แต่ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรเป็นตัวจัดการความทุกข์ ก็ใช้เหล้าหรือสารเสพติดเป็นตัวดับทุกข์ แล้วก็เกิดการเรียนรู้ว่ามันได้ผล สภาพแวดล้อมก็มีผลเยอะ ถ้าได้ไปอยู่ในวงเหล้าตลอด เพื่อนที่ทำงานกินตลอด หรือว่าอาศัยในชุมชนที่มีสารเสพติดเยอะๆ ก็สามารถได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>วิธีการของ</strong><strong> CBT ที่จะบำบัดผู้ติดเหล้าหรือสารเสพติดเป็นอย่างไร</strong></h4>
<p>เวลาใช้ CBT กับการบำบัดการเสพติดจะไม่ได้ใช้การปรับความคิดอย่างเดียว บางคนอาจจะคิดง่ายๆ ว่าเลิกไม่เลิกอยู่ที่ใจ แต่จริงๆ มันไม่พอหรอก สมมติใจอยากเลิกแต่ว่าเหล้าอยู่รอบตัว มองไปตรงไหนในบ้านก็มีขวดอยู่ มันจึงเลิกยากมาก ถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการสภาพแวดล้อม และวางแผนลดตัวกระตุ้นการดื่มการเสพ เช่น ถ้าจะเลิกเหล้า ในบ้านก็ไม่ควรจะมีเหล้า หรือรอบบ้านไม่ควรจะเดินไปหาเหล้าได้ง่ายๆ หรืออาจลองวิเคราะห์ว่าเรากินเหล้าตอนไหน เช่น ถ้ามีเพื่อนกลุ่มนี้เสร็จทุกที ไปกินเหล้าแน่นอน แล้วทำยังไงจะอยู่ห่างจากเพื่อนกลุ่มนี้ได้ ถ้าไม่งั้นเราก็ไม่รอด โดนชวนตลอด เขาเรียกว่าต้องมาวิเคราะห์ตัวกระตุ้น คนเราไม่ได้อยู่ที่ใจอย่างเดียวแล้ว ตัวกระตุ้นก็ควรลดให้เหลือน้อยที่สุด แล้วต่อไปค่อยมาเวิร์กในระดับตัวเขา ใจเขา</p>
<p>จากนั้นแม้ไม่มีตัวกระตุ้นแล้ว แต่ความคิดเราก็ยังนำไปสู่การใช้เหล้า เช่น บางทีเราเกิดอยากกินเหล้าขึ้นมาไม่รู้ตัว ต้องนัดไปคุยธุระกับเพื่อนคนนี้ ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้มีธุระอะไร แต่ถ้าเจอคนนี้เดี๋ยวจะได้กินเหล้า ลึกๆ ก็คือเราอยากจะได้กินเหล้านั่นแหละ ดังนั้นผู้บำบัดจึงต้องตามความคิดตัวเองให้ทันว่า เราหลอกตัวเองหรือเปล่า หรือว่าเราอนุญาตตัวเองมากไปไหม คนกินเหล้าบางคนจะคิดว่ากินแก้วเดียวไม่เป็นไรหรอก ไม่ติดหรอก แต่แก้วเดียวมันเป็นจุดตั้งต้นให้ต่อไปแก้วที่สองสามสี่ แล้วก็เมาไปเลย คราวนี้ก็กลับไปเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นความคิดแบบอนุญาตตัวเองก็ต้องได้รับการทบทวน เพื่อเตือนสติตัวเองได้ว่า ไม่ได้ เราจะเลิกก็ต้องเลิกจริงๆ</p>
<p>จริงๆ พวกเหล้า หรือยาเสพติดนี่ นอกจากปัจจัยทางจิตใจแล้ว เรื่องทางชีวภาพมันก็มีผล บางครั้งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย เช่นภาวะที่เขาเรียกว่า ‘สมองติดยา’ คือการที่ความอยากเกิดขึ้นในระดับสมอง จนเราไม่รู้ตัว และไหลไปตามระบบอัตโนมัติของสมอง ในสารเสพติดทั้งหลายที่เรารับกันเข้าไปมันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ทำให้แทร็กอะไรในสมองไม่เหมือนเดิม การปรับวิธีคิด ปรับพฤติกรรมอย่างเดียวอาจไม่พอ จึงอาจต้องมียาหรือกระบวนการรักษาอะไรเข้าไปช่วยในสมองเขาด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มีลิมิตในการสำรวจตัวเองไหมว่าถ้าพฤติกรรมหรือร่างกายเป็นแบบนี้ ควรจะมาเริ่มปรึกษาคุณหมอดีกว่า</strong></h4>
<p>ถ้าติดเหล้า อาการก็คือจะมีความอยากอยู่ตลอด แล้วต้องเพิ่มโดสไปเรื่อยๆ จากที่เคยกินเท่านี้โอเคแล้ว ก็ต้องกินเพิ่มไปอีก พอไม่ได้กินก็อารมณ์แปรปรวน หรือมีอาการทางร่างกายขึ้นมา เช่น ไม่ได้กินแล้วสั่น หรือต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้กิน ไม่ว่าจะหนีงาน หรือไปเดือดร้อนคนรอบตัวเช่น ลูกเมีย ก็ต้องแยกให้เป็นระหว่างกินสังสรรค์ เข้าสังคม กับกินแล้วเสียหน้าที่การงาน เสียฟังก์ชัน ถ้ามันถึงจุดนั้นก็อาจจะต้องลดหรือเลิกได้แล้ว คราวนี้ ถ้าคนที่ไม่ได้ถึงขั้นติด การลดมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ถ้าถึงขั้นติดแล้วเวลาลดมันมักจะคุมไม่ได้ กะจะลดปริมาณ แต่สุดท้ายก็กินต่อ ดังนั้น บำบัดเพื่อให้หยุดได้ก่อนอาจจะจำเป็นกว่า</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1123" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit2.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit2.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit2-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit2-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit2-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<h4><strong>สำหรับคนที่มีแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเป็นที่พึ่งเวลาเป็นทุกข์ หรือมันอาจช่วยเขาได้จริงๆ คุณหมอจะแนะนำอย่างไร</strong></h4>
<p>เราจะพยายามทำความเข้าใจกับคนไข้ คือไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีเฉยๆ แต่จะชวนเขาดูว่าทำไมคุณถึงใช้ ใช้แล้วมันดีกับคุณยังไง เราอยากฟังเขาจริงๆ นะว่า เขาใช้แล้วมันช่วยอะไรบ้าง เช่น ทำให้สนุก ทำให้ลืมทุกข์ ทำให้มีเพื่อน แล้วเราก็ไปชวนมองอีกด้านว่า มันทำให้เดือดร้อนยังไงบ้าง ถ้าใช้ต่อไปจะเป็นยังไง ถ้าหยุดใช้จะเป็นยังไง ลองเปรียบเทียบกันดู คือเราจะชวนคิดแล้วให้เขาเห็นว่า ตกลงมันคุ้มไหมที่จะใช้ต่อ ซึ่งถ้าเขาได้เห็นผลดีผลเสียเปรียบเทียบสองข้างแล้ว เขาก็จะเกิดแรงจูงใจขึ้น เพราะฉะนั้น อันดับแรกของการใช้ CBT บำบัดสารเสพติดหรือเหล้า คือสร้างแรงจูงใจก่อน เพื่อให้อยากเปลี่ยน อยากจะลองทำ ถ้ากระบวนการนี้ยังไม่เกิดก็ใช้ CBT ยาก</p>
<p>มันจะมีเคสประเภทใช้ยาเสพติด โดนตำรวจจับ ต้องเข้าโรงพยาบาลบำบัดยาเสพติด สมัยนี้คนเสพเขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาชญากร แต่มองเป็นคนป่วย ก็ส่งเข้าไปบำบัด แต่คนไข้ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มีแรงจูงใจอยากจะบำบัด แต่อยากจะออกจากโรงพยาบาลแค่นั้นเอง เขาจึงทำอะไรก็ได้ให้เหมือนว่า รู้เรื่องแล้ว คิดได้แล้ว เพื่อจะได้ออกจากโรงพยาบาล ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้อยากเลิกจริงๆ เพราะฉะนั้น คนไข้เหล่านี้ก็จะเข้าๆ ออกๆ ทีนี้กระบวนการที่จะทำให้เขาคิดได้จริงๆ มันเลยสำคัญมากตรงที่ เราจะทำยังไงให้เขาเกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>บางคนเลิกเหล้าได้ในระยะสั้นๆ แล้วก็</strong><strong> Relapse หรือกลับไปดื่มอีก หากเป็นแบบนี้จะทำให้การเลิกครั้งต่อไปยากขึ้นไหม</strong></h4>
<p>ไม่เสมอไป ถ้ายังอยู่ในการบำบัด ก็ยังเรียนรู้ได้ว่า เขากลับไปดื่มได้ยังไง จากการบำบัดผมพบว่า เคสเกี่ยวกับยาเสพติดมักจะมาบำบัดแล้วไม่ได้เลิกได้ทันที มักจะเผลอๆ หลุดๆ ไป แต่ถ้าหลุดไปแล้วกลับมาคุยกันอีก เขาจะได้เรียนรู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาคุมสิ่งแวดล้อมไม่ดีพอ หลอกตัวเอง หรืออนุญาตตัวเองมากไปหรือเปล่า เราก็จะให้เขาเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปจะทำยังไงให้มันต่างออกไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คนที่เลิกเหล้าได้ ไม่ได้เลิกได้ในทันทีหรือในครั้งเดียว</strong><strong> ?</strong></h4>
<p>แพตเทิร์นของคนเลิกได้ ไม่ได้เลิกได้ทันที แต่จะคล้ายๆ ว่าเรียนรู้ แล้วก็หลุด แล้วก็มาเรียนรู้ใหม่ ทีนี้ช่วงเวลากว่าจะกลับไปหลุด หรือ Relapse อีกเนี่ยมันจะนานขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมบำบัดเสร็จออกไปแปปเดียวก็ดื่มแล้ว ภายหลังเขาอาจเริ่มทนได้นานขึ้น บางคนหยุดได้เป็นปีๆ กว่าจะกลับไปดื่มอีกที แต่ก็กลับมาเรียนรู้ พยายามเลิกใหม่ เพราะฉะนั้น มันไม่ได้เลิกได้ทันทีรวดเดียว แต่จะมีอาการขึ้นๆ ลงๆ สักพักนึง แต่ถ้าเขายังคงแรงจูงใจไว้ได้ แล้วก็ยังมีคนคอยช่วยเขา สุดท้ายก็จะทำได้นานขึ้นจนอาจถาวร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การรักษาโรคสุขภาพจิตอาจจะมีทางเลือกเพิ่มเติม เช่น ศิลปะบำบัด ละครบำบัด ผู้ติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดล่ะ มีกลไกอื่นๆ ที่ช่วยเขาได้ไหม</strong></h4>
<p>อีกรูปแบบหนึ่งที่อาจจะช่วยในการบำบัดเหล้าหรือสารเสพติดคือ ‘กลุ่ม’ หรือการเรียนรู้ในรูปแบบการบำบัดกลุ่ม คือมีคนที่จะเลิกมาคุยกัน เล่าประสบการณ์ที่เลิกได้แล้ว หรือกำลังจะเลิก เอาเรื่องราวมาแชร์กัน มันก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ ผู้บำบัดจะเรียนรู้จากคนที่คล้ายกับเขาได้มากกว่าเรียนรู้จากนักบำบัดเฉยๆ เพราะนักบำบัดอาจจะไม่ได้กินเหล้าหรือเสพยาเสพติด ไม่ได้เข้าใจคนที่เคยใช้มาจริงๆ เพราะฉะนั้น ในสถานบำบัดพวกยาเสพติดหรือเหล้า ก็จะมีรูปแบบกลุ่มบำบัดด้วย ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแบบ CBT แต่เป็นการเอาไอเดียหรือเรื่องราวมาแชร์กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>มันมีวิธีหนึ่งที่คนชอบใช้กันคือ หักดิบ ในมุมมองแบบ</strong><strong> CBT มันเวิร์กไหม</strong></h4>
<p>ถ้ากินเหล้ามานาน แล้วอยู่ๆ หักดิบเลย ที่น่ากลัวคืออาจชัก หรือหลอนได้ อันนี้อันตรายมาก ทุกอย่างที่เป็นแอลกอฮอล์ ถ้ากินเยอะหรือกินนานต่อเนื่องระดับนึงเนี่ย การหยุดกะทันหันจะทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ หยุด หรือมีกระบวนการหยุด อาจต้องให้ยากลุ่ม Benzodiazepine, Diazepam เพื่อเข้าไปทดแทนสารเสพติด แล้วค่อยๆ ลดเหล้าลง หรือบางกรณีคนกินเหล้านานๆ จะขาดวิตามิน B ก็ต้องได้อะไรเข้าไปทดแทน ไม่งั้นอยู่ๆ หยุดปุ๊บมีความเสี่ยงทางสุขภาพ เหมือนเป็นสมดุลของสมอง ที่เคยได้เหล้าเข้าไป ก็มีสารที่สมดุลอยู่ระดับนึง พอเหล้าหายไปเลย มันก็มีสารที่เสียสมดุลมาก และทำให้เกิดอาการคล้ายกับที่เราเรียกว่า ‘ลงแดง’ คือทุรนทุรายอยากได้ แบบนี้เสียสมดุลถึงขนาดชักได้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เวลา</strong><strong>คนไม่ดื่มต้องการหรือพยายามชักจูงให้คนดื่มเลิกเหล้า อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือบาดหมางกันขึ้นมา จริงๆ แล้วมีวิธีการ หรือคำพูดแบบไหนไหมที่คนรอบข้างทำแล้วจะจูงใจเขาได้ดีกว่า หรือไม่พูดแบบนี้จะดีกว่า</strong></h4>
<p>ไม่พูดอะไรดีกว่า ผมว่าการตำหนิหรือการด่ามักจะไม่ค่อยช่วย เพื่อนด่าแล้วเลิกได้เลยคงไม่มี อาจจะทำให้เสียความสัมพันธ์ไปอีกต่างหาก วิธีที่ดีก็คือทำความเข้าใจ คล้ายๆ นักบำบัด ลองทำความเข้าใจว่าเหล้านี่มันฟังก์ชัน มันสำคัญกับชีวิต หรือช่วยเขาได้ยังไง ซึ่งจำนวนมากเราก็พบว่ามันคือการดับทุกข์แบบหนึ่ง ทีนี้มองลึกลงไปว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร แล้วทุกข์อันนั้น ถ้าไม่ได้แก้ด้วยเหล้า แล้วจะแก้ด้วยอะไรได้ ถ้าเรามีส่วนช่วยให้ความทุกข์ของเขาลดลง เขาอาจจะมีทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องไปกินเหล้าก็ได้</p>
<p>ถ้าเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ แล้วเขาเห็นด้วยว่าอยากจะเปลี่ยนแปลง ก็ชวนเขาไปบำบัด ไปหาหมอ เขาก็จะได้เข้าสู่กระบวนการอย่างจริงๆ จังๆ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1124" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit6.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit6.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit6-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit6-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/09/20190904-AR-edit6-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/cognitive-behavior-therapy-for-alcoholic/">เลิกเหล้ามันอยู่ที่ (เข้า) ใจ ความคิดและพฤติกรรม : สำรวจการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavior Therapy)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1116</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
