<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>การดื่มสุรา Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การดื่มสุรา/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:19:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>การดื่มสุรา Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การดื่มสุรา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>ดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดวัคซีน Covid-19 ควรทำหรือไม่ควรทำ?</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drinking-after-vaccinated/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drinking-after-vaccinated</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 May 2021 08:54:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนโควิด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3814</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กๆ วิ่งอย่างร่าเริงผ่านกล้อง รอบข้างมีคนหนุ่มสาวถึงวัยชรานั่งปิกนิกกันที่สวนสาธารณะ ในวิดีโอนั้นไม่มีผู้ใดสวมหน้ากากอนามัย เพราะในข้อความที่แนบมาข้างใต้โพสต์ระบุว่า “วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2564 ณ เซนทรัลปาร์ก นิวยอร์ก กลับมาสู่สถานการณ์ปกติ”  เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกาประกาศข้อแนะนำใหม่ท่ามกลางการระบาดของ Covid-19 ว่า “ชาวอเมริกันผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย” นั่นทำให้เราทยอยเห็นภาพข้างต้นเกิดขึ้น ไม่เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น อิสราเอล ออสเตรเลีย ฯลฯ ต่างก็ได้ชีวิตก่อนการระบาดเมื่อ 2 ปีที่แล้วกลับมามากขึ้นเรื่อยๆ   เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตที่ใครหลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตารอมาแสนนาน การเทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะแชมเปญ เหล้า ไวน์ ฯลฯ และดื่มมันอย่างสะใจต้อนรับหลังได้รับภูมิคุ้มกัน Covid-19 จึงแลดูเป็นเรื่องน่าเย้ายวน แต่ในความเป็นจริงคือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจเข้าไปรบกวนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายในร่างกายหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ก็เป็นได้ &#160; ยับยั้งภูมิคุ้มกัน เหตุเพราะดื่มหนัก &#160; การดื่มแอลกอฮอล์หนักและยาวนานจะไปยับยั้งการเกิดระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งขัดขวางการตอบสนองของวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เราต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันป้องกัน Covid-19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinking-after-vaccinated/">ดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดวัคซีน Covid-19 ควรทำหรือไม่ควรทำ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เด็กๆ วิ่งอย่างร่าเริงผ่านกล้อง รอบข้างมีคนหนุ่มสาวถึงวัยชรานั่งปิกนิกกันที่สวนสาธารณะ ในวิดีโอนั้นไม่มีผู้ใดสวมหน้ากากอนามัย เพราะในข้อความที่</span><span style="font-weight: 400;">แนบมาข้างใต้โพสต์ระบุว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2564 ณ เซนทรัลปาร์ก นิวยอร์ก กลับมาสู่สถานการณ์ปกติ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกาประกาศข้อแนะนำใหม่ท่ามกลางการระบาดของ Covid-19 ว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ชาวอเมริกันผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย” นั่นทำให้เราทยอยเห็นภาพข้างต้นเกิดขึ้น ไม่เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น อิสราเอล ออสเตรเลีย ฯลฯ ต่างก็ได้ชีวิตก่อนการระบาดเมื่อ 2 ปีที่แล้วกลับมามากขึ้นเรื่อยๆ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตที่ใครหลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตารอมาแสนนาน การเทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะแชมเปญ เหล้า ไวน์ ฯลฯ และดื่มมันอย่างสะใจต้อนรับหลังได้รับภูมิคุ้มกัน Covid-19 จึงแลดูเป็นเรื่องน่าเย้ายวน แต่ในความเป็นจริงคือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจเข้าไปรบกวน</span><span style="font-weight: 400;">การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายในร่างกายหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ก็เป็นได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ยับยั้งภูมิคุ้มกัน เหตุเพราะดื่มหนัก</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดื่มแอลกอฮอล์หนักและยาวนานจะไปยับยั้งการเกิดระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งขัดขวางการตอบสนองของวัคซีน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เราต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันป้องกัน Covid-19 แต่ตราบใดที่คุณยังดื่มหนัก ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นอันตรายเพราะส่งผลกระทบต่อระบบชีวภาพทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกัน และจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อการดื่มของคุณเพิ่มระดับขึ้น” Ilhem Messaoudi ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไวรัสเมือง</span><span style="font-weight: 400;">เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอเนีย ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันกล่าว เขาให้ฝูงลิงชนิดหนึ่งเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยระยะเวลา 7 เดือน </span><span style="font-weight: 400;">จากนั้นดูว่าร่างกายของพวกมันตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโรคฝีอย่างไร  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ลิงมีความคล้ายคลึงมนุษย์ กล่าวคือมีลิงจำพวกหนึ่งชอบดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะดื่มหนัก ในขณะที่บางตัวไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ก็จำกัดตัวเองให้ดื่มในปริมาณเล็กๆ น้อยๆ โดยนักวิจัยพบว่าลิงที่ดื่มหนักและเรื้อรังมีการตอบสนองต่อวัคซีนที่อ่อนแอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> “พวกมันแทบจะไม่มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันเลย” </span><span style="font-weight: 400;">Dr. Messaoudi เน้นย้ำ เขาคิดว่านี่อาจจะสะท้อนให้เห็นว่าถ้าดื่มแอลกอฮอล์หลังรับวัคซีน Covid-19 แล้วก็ได้ผลคล้ายคลึงกัน </span></p>
<p>อย่างไรก็ดี รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า <span style="font-weight: 400;">ความกังวลเล็กๆ ในช่วงแรกเกี่ยวกับประเด็นแอลกอออล์และการฉีดวัคซีน Covid-19 นั้นเริ่มต้นมาจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศรัสเซีย ออกโรงเตือนประชาชนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าทุกคนควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน และเมื่อฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข้าไปแล้ว ให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยอีก 6 สัปดาห์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าหน้าที่อ้างว่าแอลกอฮอล์สามารถขัดขวางความสามารถของร่างกายในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันต่อไวรัส Covid-19 โดยคำเตือนของเจ้าหน้าที่นั้นกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญอย่างมากในประเทศรัสเซีย ซึ่งมีอัตราการดื่มที่สูงลิ่วระดับโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงในสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็มีความกังวลถึงความปลอดภัยสำหรับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการฉีดวัคซีน Covid-19 เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราได้รับคำถามในประเด็นนี้มากมายจากคนไข้” Dr. Angela Hewlett รองศาสตราจารย์ด้านโรคติดต่อ ผู้จัดการของทีมแพทย์การติดต่อไวรัส Covid-19 ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย</span><span style="font-weight: 400;">เนแบรสกา เกริ่นเริ่มต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่ได้รับวัคซีนย่อมต้องการความมั่นใจใน</span><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่พวกเขาทำว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องปลอดภัยทั้งหมด ตั้งแต่เตรียมตัวฉีด ไปจนถึงหลังการฉีด เพื่อหวังผลดีสูงสุดต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง แต่</span><span style="font-weight: 400;">วัคซีน Covid-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐ ไม่ได้พิจารณาอย่างเฉพาะถึงผลกระทบจากแอลกอฮอล์ต่อประสิทธิภาพของวัคซีน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Dr. Hewlett กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิ่งที่ทราบส่วนใหญ่มาจากข้อมูลในงานวิจัยเ</span><span style="font-weight: 400;">กี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อระบบภูมิคุ้มกันในมนุษย์ และวิธีการขัดขวางการตอบสนองภูมิคุ้มกันของสัตว์ที่ได้รับวัคซีนชนิดต่างๆ เท่านั้น ในอนาคตอาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในงานศึกษาตลอดมา คือ</span><span style="font-weight: 400;">การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักทำให้การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันลดลงและเพิ่มความไวต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส โดยเข้าไปขัดขวางเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ให้กระจายไปทั่วร่างกาย </span></p>
<p>เมื่อ<span style="font-weight: 400;">เจ้าเซลล์ที่ว่าไม่สามารถเข้าไปกำจัดไวรัส แบคทีเรีย หรือเซลล์ที่ติดเชื้อได้ เชื้อโรคที่เข้ามายังร่างกายของคุณจึงสามารถกระโจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีอะไรมาคุ้มกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกเหตุผลกระทบหนึ่งจากการดื่มหนักคืออาการเมาค้าง ซึ่งอาจจะทำให้อาการข้างเคียงของการฉีดวัคซีน เช่น เมื่อยตัว ปวดตัว เป็นไข้ รุนแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกแย่เพิ่มเข้าไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Dr. Hewlett จึงกล่าวเพิ่มเติมว่า</span><span style="font-weight: 400;">ผู้คนควรมีอิสระในการดื่ม และคิดว่าไม่แน่ว่าการดื่มอย่างเหมาะสมสักแก้วสองแก้วอาจทำได้บ้าง แต่ถ้าให้เธอแนะนำ คงเลือกไม่ดื่มสักพักอาจจะดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา : </span><span style="font-weight: 400;">Can You Have Alcohol After the Covid Vaccine? </span></p>
<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/04/27/well/eat/alcohol-covid-vaccine.html?searchResultPosition=1&amp;fbclid=IwAR1atZzvrd_fGQ_ouZiHNfPsOjU3GLs8GXJnGV-BUhg3sCoSSeuyDtQihKM"><span style="font-weight: 400;">https://www.nytimes.com/2021/04/27/well/eat/alcohol-covid-vaccine.html?searchResultPosition=1&amp;fbclid=IwAR1atZzvrd_fGQ_ouZiHNfPsOjU3GLs8GXJnGV-BUhg3sCoSSeuyDtQihKM</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinking-after-vaccinated/">ดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดวัคซีน Covid-19 ควรทำหรือไม่ควรทำ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3814</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับสร่างเมาไว และอะไรที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำให้สร่างเมา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/how-to-be-sober/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=how-to-be-sober</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2021 08:11:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[สร่างเมา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[แฮงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3657</guid>

					<description><![CDATA[<p>บางคนอาจจะเคยสังสรรค์ สนุกสนานกับเพื่อนฝูงในยามค่ำคืนจนเผลอดื่มเร็ว ดื่มหนัก ดื่มเดือด รู้ตัวอีกทีอาการเมาก็มาเยือนเสียแล้ว คำถามยอดฮิตที่คนมักสงสัยจึงเป็น &#8216;ทำอย่างไรให้สร่างเมาได้ไวที่สุด?&#8217; แม้อันที่จริง สิ่งเดียวที่ช่วยลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดได้คือเวลา แต่ดูเหมือนว่าหลายคนคงไม่เห็นด้วยนักถ้าจะต้องนอนอืดบนเตียงให้เสียงานเสียการ ครั้นจะสะกิดถามคนใกล้ชิดหรือเปิดค้นหาเคล็ดลับสร่างเมาในกูเกิ้ล ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลจริงเพราะส่วนใหญ่ไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้น่าเชื่อถือเสียด้วย วันนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า จึงขอเสนอวิธีหลีกเลี่ยงอาการเมาหนักจนแฮงก์หมดสภาพ เคล็ดลับดูแลตัวเองให้สร่างเมาได้อย่างปลอดภัย พร้อมสำรวจว่าความเชื่อเรื่องการแก้แฮงก์แบบไหน ที่อาจไม่เป็นความจริง  &#160; ว่าด้วยเรื่องอาการเมา &#160; ก่อนอื่น เราอยากชวนคุณมาทำความเข้าใจอาการเมาเสียก่อนว่า เวลาดื่มเหล้านั้น แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กก่อนถูกส่งไปทำลายที่ตับ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการสลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาตรฐาน (เบียร์หนึ่งขวด ไวน์หนึ่งแก้ว หรือเหล้าหนึ่งช็อต) หากเผลอดื่มแอลกอฮอล์เร็วเกินกว่าที่ตับจะสลายได้ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก็จะสูงขึ้นและทำให้เริ่มรู้สึกเมา ปัจจัยที่ทำให้เมาช้าเร็วจึงขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่ม ความเร็วในการกระดก ความเข้มข้นของดริงก์ที่เราดื่ม น้ำหนักตัว และอาหารที่กินก่อนดื่ม หากควบคุมปัจจัยดังกล่าวได้ก็จะช่วยทำให้อาการเมาค้างเกิดขึ้นเบาลง ตัวอย่างวิธีง่ายๆ ในการดื่มไม่ให้แฮงก์หนักมี 5 วิธี ได้แก่ 1. ใช้วิธีการนับจำนวนเครื่องดื่มมึนเมาที่กระดกเข้าไป และจำกัดการดื่มของตัวเองว่าจะกี่ขวด กี่แก้ว ควรดื่มเท่าที่ไหว ไม่เมามากเกินไป 2. วัดปริมาณการดื่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/how-to-be-sober/">เคล็ดลับสร่างเมาไว และอะไรที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำให้สร่างเมา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจจะเคยสังสรรค์ สนุกสนานกับเพื่อนฝูงในยามค่ำคืนจนเผลอดื่มเร็ว ดื่มหนัก ดื่มเดือด รู้ตัวอีกทีอาการเมาก็มาเยือนเสียแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">คำถามยอดฮิตที่คนมักสงสัยจึงเป็น &#8216;ทำอย่างไรให้สร่างเมาได้ไวที่สุด?&#8217;</span></p>
<p>แม้อันที่จริง สิ่งเดียวที่ช่<span style="font-weight: 400;">วยลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดได้คือเวลา แต่ดูเหมือนว่าหลายคนคงไม่เห็นด้วยนักถ้าจะต้องนอนอืดบนเตียงให้เสียงานเสียการ ครั้นจะ</span><span style="font-weight: 400;">สะกิดถามคนใกล้ชิดหรือเปิดค้นหาเคล็ดลับสร่างเมาในกูเกิ้ล ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลจริงเพราะส่วนใหญ่ไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้น่าเชื่อถือเสียด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า จึงขอเสนอวิธีหลีกเลี่ยงอาการเมาหนักจนแฮงก์หมดสภาพ เคล็ดลับดูแลตัวเองให้สร่างเมาได้อย่างปลอดภัย พร้อมสำรวจว่าความเชื่อเรื่องการแก้แฮงก์แบบไหน ที่อาจไม่เป็นความจริง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ว่าด้วยเรื่องอาการเมา</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่น เราอยากชวนคุณมาทำความเข้าใจอาการเมาเสียก่อนว่า เวลาดื่มเหล้านั้น แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กก่อนถูกส่งไปทำลายที่ตับ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการสลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาตรฐาน (เบียร์หนึ่งขวด ไวน์หนึ่งแก้ว หรือเหล้าหนึ่งช็อต) หากเผลอดื่มแอลกอฮอล์เร็วเกินกว่าที่ตับจะสลายได้ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก็จะสูงขึ้นและทำให้เริ่มรู้สึกเมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ทำให้เมาช้าเร็วจึงขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่ม ความเร็วในการกระดก ความเข้มข้นของดริงก์ที่เราดื่ม น้ำหนักตัว และอาหารที่กินก่อนดื่ม หากควบคุมปัจจัยดังกล่าวได้ก็จะช่วยทำให้อาการเมาค้างเกิดขึ้นเบาลง ตัวอย่างวิธีง่ายๆ ในการดื่มไม่ให้แฮงก์หนักมี 5 วิธี ได้แก่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ใช้วิธีการนับจำนวนเครื่องดื่มมึนเมาที่กระดกเข้าไป และจำกัดการดื่มของตัวเองว่าจะกี่ขวด กี่แก้ว ควรดื่มเท่าที่ไหว ไม่เมามากเกินไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. วัดปริมาณการดื่ม โดยปกติปริมาณมาตรฐานที่ตับจะย่อยสลายได้ภายใน 1 ชั่วโมง อยู่ที่เบียร์แอลกอฮอล์ 5% ในปริมาณ 330 มิลลิลิตร สำหรับไวน์ แอลกอฮอล์ 11-13% จะอยู่ที่ 100 มิลลิลิตร และสำหรับเหล้า แอลกอฮอล์ 40-43% จะอยู่ที่ 30 มิลลิลิตร นักดื่มสามารถควบคุมให้ปริมาณการดื่มไม่มากเกินไปจนเมาแอ๋ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. เลือกดื่มเครื่องดื่มมึนเมาที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์น้อย เช่น เบียร์ที่มีเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์น้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. เปลี่ยนวิธีการดื่ม ดื่มให้ช้าลง และสลับมาจิบน้ำเปล่า โซดา น้ำผลไม้ เพื่อให้มีเวลาตับได้ทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. กินอาหารรองท้องก่อนดื่ม เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่างจะทำให้แอลกอฮอล์ดูดซึมได้เร็วจนเมาเร็วตามไปด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการทำให้สร่าง</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับบางคนอาจจะบอกว่าไม่ทันเสียแล้ว รู้ตัวอีกทีก็เมาแล้ว และกำลังหาวิธีทำให้ตัวเองสร่างเมาจากการดื่มหนัก ต้องขอบอกว่าอยากให้คุณลองดูดีๆ เพราะหลายวิธีที่ &#8220;ดู&#8221; จะได้ผล หรือทำให้ &#8220;รู้สึก&#8221; ดีขึ้นจากปากคำของคนอื่น อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น </span></p>
<p><b></b><b>&#8211; ดื่มกาแฟเข้มๆ แล้วจะสร่างเร็ว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วเวลาดื่มเครื่องดื่มมึนเมาไปสักพักจะทำให้นักดื่มรู้สึกง่วงนอน การดื่มกาแฟอาจจะช่วยทำให้ตื่น แต่นั่นไม่ได้ช่วยทำให้แอลกอฮอล์ถูกสลายได้เร็วขึ้น ดังนั้นข้อควรระวังคือมันอาจทำให้นักดื่มรู้สึกว่าตัวเองสร่างและกล้าที่จะขับรถ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้</span></p>
<p><b></b><b>&#8211; อาบน้ำเย็น ปลุกตัวเองให้ไม่เมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอาบน้ำเย็นทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นก็จริง แต่มันไม่ได้ลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย ในทางตรงกันข้าม การอาบน้ำเย็นอาจทำให้ร่างกายของผู้ดื่มหนักเข้าสู่ภาวะช็อก หรือหมดสติได้</span></p>
<p><b></b><b>&#8211; อ้วกเหล้าออกมาซะ แล้วจะดีขึ้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่ได้พยายามล้วงคอตอนเพิ่งกลืนทันที การพยายามขย้อนหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีผลกับอาการสร่างเมา เนื่องจากแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เวลาอ้วกก็จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นจากอาการคลื่นไส้</span></p>
<p><b></b><b>&#8211; กินอาหารที่มีไขมันตามเข้าไปจะช่วยทำให้สร่าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุกระเพาะอาหาร หากรับประทานอาหารจำพวกไขมันจนเต็มท้อง เมื่อเริ่มดื่มเหล้า แอลกอฮอล์ก็อาจจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าลง ซึ่งปกติร่างกายจะใช้เวลาดูดซึมแอลกอออล์เข้าสู่กระแสเลือดภายในเวลาประมาณ 10 นาทีเท่านั้น ถ้า</span><span style="font-weight: 400;">แอลกอฮอล์อยู่ในเลือดของคุณแล้ว ก็สายเกินไปที่อาหารจะมีผลกระทบใดๆ มิหนำซ้ำ ต้องระวังว่า</span><span style="font-weight: 400;">หากกินอาหารที่มีไขมันและแอลกอฮอล์รวมกันอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงแทนก็ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>เคล็ดลับดูแลตัวเองเมื่อเมาค้าง</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันนั้นก็ไม่ช่วย อันนี้ก็ไม่ดีต่อการสร่างเมา คุณคงเกิดคำถามว่าแล้วจะดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกต้อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการดูแลตัวเองเมื่อเมาค้าง อาจจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงก่อนเข้านอน และช่วงเช้าที่ต้องตื่นมาชดใช้กรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีดูแลตัวเองเมื่อเมาค้างก่อนเข้านอนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับเต็มอิ่ม ให้เวลาตับได้ทำงานสลาย</span><span style="font-weight: 400;">แอลกอฮอล์ในร่างกาย (</span><span style="font-weight: 400;">ขอขีดเส้นใต้ย้ำไว้ว่าการหลับ ไม่นับสลบเหมือดที่อาจจะเป็นเรื่องปกติของนักดื่ม) อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้านอน นักดื่มตัวยงควรระวังอันตรายจากการอาเจียนขณะหลับและสำลักจนเสียชีวิต เพราะแอลกอฮอล์ในเลือดที่อยู่ในระดับสูงอาจส่งผลต่อเส้นประสาทที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันการสำลักหรือกลืน (gag reflex) แม้กระทั่งตอนหลับอยู่ก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการนอนหลับแล้ว คำแนะนำที่ช่วยทำให้การตื่นในตอนเช้าไม่นรกจนเกินไป ได้แก่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนเข้านอน และวางแก้วน้ำไว้ใกล้เตียงไว้จิบ เพื่อช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ทิ้งถังขยะ ถุง ภาชนะต่างๆ ไว้ข้างเตียงเผื่ออาจจะต้องอาเจียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; อย่ากินยานอนหลับหรือยาต้านเศร้าอื่นๆ หลังจากดื่ม และทิ้งยาแก้ปวดที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ (over-the-counter OTC) เช่น ยา Advil ไว้ที่โต๊ะข้างเตียงเพื่อรับประทานในตอนเช้า โดยหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี acetaminophen เช่น Tylenol และ Excedrin เพราะอาจทำให้ตับถูกทำลายได้เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24 ชั่วโมงเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; สุดท้ายสำหรับคนที่ต้องการตื่นเช้าอาจจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เตือนตนเองก็ย่อมได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง อาการเมาค้างส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง แต่ก็มีเคล็ดลับวิธีดูแลตัวเองในตอนเช้าเมื่อเผชิญอาการเมาค้าง ตั้งแต่การกินยาแก้ปวดที่วางไว้โต๊ะข้างเตียง เพื่อบรรเทาอาการเวียนหัว, ดื่มน้ำแก้วใหญ่ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ, กินอาหารรสจืดอย่างแครกเกอร์และขนมปัง เพื่อช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้น้ำย่อยกัดกระเพาะอาหาร ที่สำคัญคืออย่าดื่มเหล้าต่อโดยคิดว่าช่วยถอนได้ เพราะนั่นกลับจะทำให้ยิ่งแย่ลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ คุณอาจจะเลือกกลับไปนอนหลับต่อ เพราะแม้การนอนหลับไม่ได้ช่วยทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดลดลง แต่ก็ช่วยบรรเทาอาการเมาค้างได้ รวมไปถึงยังมีทางเลือกอื่น อย่างดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีวิตามินและแร่ธาตุ หรือ ใช้ยาอย่าง Pepto-Bismol หรือ Tums เพื่อรักษาอาการไม่สบายของระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal upset), ปิดผ้าม่านหรือใส่แว่นตากันแดด เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเคล็ดลับการดูแลตัวเองขณะเมาค้างที่เอามาฝากกัน หวังว่านักดื่มจะหยิบยกเอาไปใช้ เพื่อให้การสร่างเมาปลอดภัยยิ่งขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา:</span><a href="https://www.healthline.com/health/how-to-sober-up?fbclid=IwAR0rveKHIHzLKKCwvKDdneN6_fHmFXXgbsAj0Z4RRlJOor8hYLY0QHtCl8w#ways-to-avoid-getting-too-drunk"> <span style="font-weight: 400;">https://www.healthline.com/health/how-to-sober-up?fbclid=IwAR0rveKHIHzLKKCwvKDdneN6_fHmFXXgbsAj0Z4RRlJOor8hYLY0QHtCl8w#ways-to-avoid-getting-too-drunk</span></a></p>
<p><a href="https://www.morporor.org/storage/images/knowledge/pdf/1554898536.pdf"><span style="font-weight: 400;">https://www.morporor.org/storage/images/knowledge/pdf/1554898536.pdf</span></a></p>
<p><a href="https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/7-steps-to-cure-your-hangover-and-ginkgo-biloba-whats-the-verdict?fbclid=IwAR27fU2nah6SkUHkemeYMoGbUDJl4IW0j4VsxGAgOEpH9f6hc9DQAg6C9eg"><span style="font-weight: 400;">https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/7-steps-to-cure-your-hangover-and-ginkgo-biloba-whats-the-verdict?fbclid=IwAR27fU2nah6SkUHkemeYMoGbUDJl4IW0j4VsxGAgOEpH9f6hc9DQAg6C9eg</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">https://th.wikihow.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/how-to-be-sober/">เคล็ดลับสร่างเมาไว และอะไรที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำให้สร่างเมา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3657</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=baby-alcohol</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[FASD]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หญิงตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แอลกอฮอล์กับทารก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1421</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของหญิงตั้งครรภ์ ปี 2554 จำนวน 772 ราย พบว่า 30.9 % ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นนักดื่มมาก่อน โดยดื่มในช่วง 12 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ 40.6 % ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังดื่มแอลกอฮอล์ต่อเพราะไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ในช่วงแรก และที่น่าห่วงคือ 15.1% ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังคงดื่มแอลกอฮอล์ต่อแม้รู้ว่าตั้งครรภ์&#8221; ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของเภสัชกรหญิงอรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ซึ่งบ่งบอกว่าสังคมนักดื่มในประเทศไทยมีจำนวน ‘คุณแม่’ รวมอยู่ด้วยไม่น้อย ทำให้ในแต่ละปีมีเด็กไทยมากถึง 89,000 คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพราะได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นหนึ่งในของต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ สุขภาพของลูกน้อยยังถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ตลอดกาล ด้วยเหตุนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณแม่และคนใกล้ตัวของคุณแม่มาทบทวนพิษร้ายจากการดื่มที่มีต่อทารกในครรภ์ว่าถ้าคุณดื่มขณะตั้งครรภ์ ลูกน้อยจะประสบปัญหาสุขภาพแบบใด และถ้าคุณแม่เผลอตัวเริ่มดื่มไปเสียแล้ว เราจะดูแลแก้ปัญหาได้อย่างไร &#160; ความผิดปกติจากการดื่มของแม่สู่ลูก &#160; การดื่มสุราระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร ภาวะทารกตายคลอด (Stillbirth) หรือการที่ทารกเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์หลังมีอายุ 28 สัปดาห์ขึ้นไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/">แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของหญิงตั้งครรภ์ ปี 2554 จำนวน 772 ราย พบว่า 30.9 % ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นนักดื่มมาก่อน โดยดื่มในช่วง 12 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ 40.6 % ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังดื่มแอลกอฮอล์ต่อเพราะไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ในช่วงแรก และที่น่าห่วงคือ 15.1% ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นนักดื่ม ยังคงดื่มแอลกอฮอล์ต่อแม้รู้ว่าตั้งครรภ์&#8221;</p>
<p>ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของเภสัชกรหญิงอรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ซึ่งบ่งบอกว่าสังคมนักดื่มในประเทศไทยมีจำนวน ‘คุณแม่’ รวมอยู่ด้วยไม่น้อย ทำให้ในแต่ละปีมีเด็กไทยมากถึง 89,000 คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพราะได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์</p>
<p>เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นหนึ่งในของต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ สุขภาพของลูกน้อยยังถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ตลอดกาล</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณแม่และคนใกล้ตัวของคุณแม่มาทบทวนพิษร้ายจากการดื่มที่มีต่อทารกในครรภ์ว่าถ้าคุณดื่มขณะตั้งครรภ์ ลูกน้อยจะประสบปัญหาสุขภาพแบบใด และถ้าคุณแม่เผลอตัวเริ่มดื่มไปเสียแล้ว เราจะดูแลแก้ปัญหาได้อย่างไร</p>
<h2></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ความผิดปกติจากการดื่มของแม่สู่ลูก</strong></h2>
<h2></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>การดื่มสุราระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร ภาวะทารกตายคลอด (Stillbirth) หรือการที่ทารกเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์หลังมีอายุ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไหลตาย หรือภาวะที่ทารกแรกเกิดเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Infant Death Syndrome : SIDs)</p>
<p>แม้ว่าทารกจะรอดชีวิตและเติบโต แต่ปริมาณแอลกอฮอล์ที่มารดาดื่มจะเข้าไปทำลายสมองของลูกน้อยอย่างถาวร ทำให้สมองของเด็กพัฒนาผิดปกติ นำมาสู่ความพิการหรือความบกพร่องของระบบประสาท จนเกิดปัญหาด้านการพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ ความจำ รวมถึงปัญหาพฤติกรรมด้านต่างๆ เช่น การสื่อสาร อาการขาดสมาธิ ตามมา</p>
<p>หนึ่งในผลกระทบร้ายแรงที่สุดของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์ คือกลุ่มโรค Fetal Alcohol Spectrum Disorders (FASD) ซึ่งประกอบด้วยโรคหรือภาวะต่างๆ 4 ภาวะ ได้แก่</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Fetal Alcohol Syndrome (FAS) </strong></li>
</ul>
<p>เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มโรค FASD ทารกที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะใบหน้าผิดปกติ สังเกตได้จาก ร่องจมูกเหนือริมฝีปากเรียบ (smooth philtrum) ริมฝีปากบนบาง คางเล็ก จมูกแบน ดั้งจมูกต่ำ หนังตาคลุมหัวตามาก และความยาวระหว่างหัวตากับหางตาสั้น (short palpebral fissures)</p>
<p>นอกจากนี้ทารกอาจพิการนิ้วหรือแขนขา อวัยวะภายในอย่างหัวใจหรือไตผิดปกติ มีปัญหาด้านการได้ยินหรือการมองเห็น และแม้ว่าจะคลอดออกมาแล้ว แต่เด็กจะยังคงมีการเจริญเติบโตบกพร่องในระยะยาว อย่างน้ำหนักตัว และส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_1426" aria-describedby="caption-attachment-1426" style="width: 432px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-1426 size-full" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS.jpg" alt="" width="432" height="489" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS.jpg 432w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/Photo_of_baby_with_FAS-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 432px) 100vw, 432px" /><figcaption id="caption-attachment-1426" class="wp-caption-text">ภาพตัวอย่างความผิดปกติบนใบหน้าของทารกที่ได้รับแอลกอฮอล์ตอนอยู่ในครรภ์ (ที่มา : Teresa Kellerman &#8211; http://www.come-over.to/FAS/fasbabyface.jpg)</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Partial FAS (pFAS)</strong></li>
</ul>
<p>Partial FAS คือเด็กที่มีอาการของโรค FAS แต่มีลักษณะไม่ครบตามเกณฑ์การวินิจฉัย จึงไม่นับว่ามีภาวะ FAS</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>Alcohol-Related Birth Defects (ARBD) และ Alcohol-Related Neurodevelopmental Disorder (ARND)</strong></li>
</ul>
<p>Alcohol-Related Birth Defects (ARBD) หมายถึง ‘ลักษณะผิดปกติทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการสัมผัสแอลกอฮอล์ขณะอยู่ในครรภ์มารดา’ สามารถสังเกตได้จากรูปร่างหน้าตาชัดเจน แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการของระบบประสาท พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จะถูกเรียกว่ามีอาการ Alcohol-Related Neurodevelopmental Disorder (ARND)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าใครเป็น ARND หรือไม่นั้นต้องผ่านการวินิจฉัยและซักประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าเคยได้รับแอลกอฮอล์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และความผิดปกตินั้นไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมอื่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากกลุ่มโรคต่างๆ ข้างต้น หากหญิงตั้งครรภ์ดื่มหนักก่อนคลอด ทารกซึ่งถูกบังคับให้ดื่มแอลกอฮอล์ผ่านรกของมารดายังอาจเกิดภาวะติดสุรา เสมือนนักดื่มทั่วๆ ไปที่ดื่มหนักติดต่อกันเป็นเวลานานจนขาดไม่ได้ เมื่อคลอดออกมา ทารกอาจมีโอกาสป่วยด้วยภาวะขาดสุราเฉียบพลัน (Neonatal abstinence syndrome) สังเกตได้จากอาการตัวสั่น ร้องกวน ชัก ท้องอืด และอาเจียน โดยเริ่มในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด ขึ้นอยู่กับเวลาที่มารดาดื่มเป็นครั้งสุดท้าย</p>
<p>ทั้งนี้ แม้คุณแม่จะหยุดดื่มช่วงตั้งครรภ์ และกลับมาดื่มอีกครั้งหลังคลอดก็ไม่แน่ว่าจะปลอดภัยต่อลูกน้อย เพราะทารกยังมีโอกาสได้รับแอลกอฮอล์ผ่านน้ำนมของมารดาในช่วงให้นมบุตร ส่งผลต่อวงจรการนอนหลับ การดูดนมและพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor) ทำให้เด็กแรกเกิดเคลื่อนไหวผิดแปลกไป</p>
<p>ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการด้านใดพิสูจน์ได้ว่าการดื่มสุราปริมาณเท่าไรไม่มีพิษภัยต่อทารก ดังนั้น คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร คือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดย่อมเป็นการดีที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>ดูแลคุณแม่ติดเหล้า</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากคุณแม่เริ่มต้นดื่มเหล้าขณะกำลังตั้งครรภ์ไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาและบำบัดเร็วที่สุด โดยสามารถแบ่งการดูแลกลุ่มคุณแม่นักดื่มประเภทต่างๆ ได้ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>หญิงตั้งครรภ์ที่มีพฤติกรรมดื่มหนักเป็นประจำ</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีพฤติกรรมดื่มหนักหรืออาการติดสุรา เมื่อลดการดื่มหรือหยุดดื่มในทันทีมีโอกาสจะเกิดภาวะขาดสุราเฉียบพลันภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังการดื่มครั้งสุดท้าย และอาจเป็นอันตรายต่อมารดากับทารก ดังนั้น ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาถอนพิษสุราโดยทันที</p>
<p>ในการบำบัดรักษา แพทย์อาจให้รับประทานยากลุ่ม benzodiazepine เป็นระยะเวลาสั้นๆ วิตามิน บี 1 และกรดโฟลิกเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภาวะขาดโฟเลตจนทารกเกิดความบกพร่องของท่อประสาท (neural tube defects) นอกจากนี้ ควรจัดให้มีบุคลากรทางการแพทย์คอยประเมินอาการของภาวะขาดสุราอย่างสม่ำเสมอและดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มออกอาการขาดสุรา รวมถึงควรวางแผนให้มารดามาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเพื่อป้องกันอันตรายและเฝ้าดูอาการหลังคลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>หญิงให้นมบุตร</strong></li>
</ul>
<p>คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหยุดดื่มสุราอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งเดือนแรกลังคลอด เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมน oxytocin prolactin และ cortisol ทำให้มีน้ำนมน้อยลง รวมถึงยังทำให้ทารกได้รับแอลกอฮอล์ผ่านทางนมแม่อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากมารดาจำเป็นต้องดื่มสุรา ไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อวัน และไม่ควรให้นมบุตรทันทีหลังดื่ม ควรรอให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนหมดจึงค่อยให้ โดยต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อเผาผลาญแอลกอฮอล์ที่ได้จากการดื่มสุรา 1 หน่วยดื่มมาตรฐาน</p>
<p>อีกทางเลือกหนึ่งคือมารดาควรป้อนนมทารกหรือบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกก่อนดื่มสุรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>คุณแม่ที่ดื่มสุราและมีลูกเล็ก</strong></li>
</ul>
<p>เมื่อพ้นช่วงตั้งครรภ์และให้นม ญาติเองก็ควรดูแลมารดาและทารกอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่มาจากการเมาสุราของคนเป็นแม่ เช่น ทำทารกตกหล่นจากมือ หกล้ม นอนทับทารก ทำของตกใส่ทารก เป็นต้น ควรจัดให้มารดาที่เมาสุราและลูกนอนคนละเตียง รวมถึงให้สามีหรือญาติที่ไม่ดื่มช่วยดูแลเด็กจนกว่าคุณแม่จะสร่างเมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทารกที่อยู่ในครรภ์ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะกินหรือดื่มอะไร ดังนั้น หน้าที่ของมารดาคือการดูแลสุขภาพ อาหารการกินต่างๆ ของลูกน้อย โดยเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่วางแก้วเหล้า หยุดดื่มสักนิดเพื่อชีวิตของลูกน้อยในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา :</p>
<p>-สาวิตรี อัษณางค์กรชัย.  ปัญหาและความผิดปกติจากการดื่มสุรา : ความสำคัญและการดูแลรักษาในประเทศไทย.  สงขลา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2557.</p>
<p>-ความหมาย กลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ (FAS).  เข้าถึงได้จาก : https://www.pobpad.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%E0%B9%84</p>
<p>-healthychildren.  Fetal Alcohol Spectrum Disorders.  2018.  Available at https://www.healthychildren.org/English/health-issues/conditions/chronic/Pages/Fetal-Alcohol-Spectrum-Disorders.aspx</p>
<p>-sirintip.  อันตราย! แม่ดื่มเหล้าขณะตั้งครรภ์.  2554.  เข้าถึงได้จาก : https://www.thaihealth.or.th/Content/15263-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2!%20%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%20.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/baby-alcohol/">แม่จ๋า อย่าดื่มเลยได้ไหม : อันตรายจากแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1421</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เมื่อสถิติบอกว่า เหล้าคือยาเสพติดที่อันตรายมากที่สุด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/what-is-the-most-dangerous-drug/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=what-is-the-most-dangerous-drug</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 04:16:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[สุราและสารเสพติด]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายจากสุรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=972</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อหรือไม่ ถ้าเราจะบอกว่า สุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายยิ่งกว่าเฮโรอีนหรือโคเคน แน่นอน ประโยคข้างต้นอาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักนิด เพราะเรามักถูกสอน (ให้ท่องจำ) อยู่เสมอว่า เฮโรอีนคือยาเสพติดที่รุนแรงที่สุด ส่วนสุรานั้นจัดว่าเป็นอันตรายน้อยอยู่ในอันดับต้นๆ อีกทั้งในชีวิตประจำวัน คนเราก็มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม จะงานแต่งหรืองานฉลองใดๆ ขอแค่มีขวดสีอำพันอยู่ตรงหน้า ก็พร้อมจะมีคนยกดื่มเสมอ ไม่ต้องพูดถึงว่า สุรายังเป็นสารเสพติดที่เข้าถึงได้ง่าย และถูกกฎหมาย แตกต่างจากสารเสพติดประเภทอื่นที่มีข่าวจับกุมผู้มีไว้ในครอบครองกันครึกโครม เพราะฉะนั้น การจะบอกว่าสุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายกว่าเฮโรอีน หรือโคเคน จึงฟังดูเป็นประโยคที่แปลกสิ้นดี ไม่ว่ากับคนที่ดื่ม หรือไม่ดื่มก็ตาม แต่ล่าสุด นิตยสาร The Economist ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า บรรดายาเสพติดที่เรารู้จักกันมา สุรานี่แหละที่อันตรายที่สุด! เมื่อเราวัดความเสียหายทั้งต่อผู้ใช้และคนรอบข้าง (โดยสถิตินี้เป็นข้อมูลในสหราชอาณาจักร) &#160; &#160; หลายคนอาจแย้งว่า การวัด ‘อันตราย’ โดยคำนึงถึงอันตรายต่อผู้อื่นด้วย เป็นการเล่นกลทางสถิติ แต่ถ้าหากดูอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ (แท่งสีฟ้า) ‘พิษ’ จากสุราก็ยังรุนแรงอยู่ในระดับต้นๆ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมสุราถึงเป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย แต่อย่างอื่นไม่? คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่คณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลก (Global Commission on Drug Policy) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของอดีตประธานาธิบดีและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/what-is-the-most-dangerous-drug/">เมื่อสถิติบอกว่า เหล้าคือยาเสพติดที่อันตรายมากที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อหรือไม่ ถ้าเราจะบอกว่า สุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายยิ่งกว่าเฮโรอีนหรือโคเคน</p>
<p>แน่นอน ประโยคข้างต้นอาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักนิด เพราะเรามักถูกสอน (ให้ท่องจำ) อยู่เสมอว่า เฮโรอีนคือยาเสพติดที่รุนแรงที่สุด ส่วนสุรานั้นจัดว่าเป็นอันตรายน้อยอยู่ในอันดับต้นๆ อีกทั้งในชีวิตประจำวัน คนเราก็มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม จะงานแต่งหรืองานฉลองใดๆ ขอแค่มีขวดสีอำพันอยู่ตรงหน้า ก็พร้อมจะมีคนยกดื่มเสมอ</p>
<p>ไม่ต้องพูดถึงว่า สุรายังเป็นสารเสพติดที่เข้าถึงได้ง่าย และถูกกฎหมาย แตกต่างจากสารเสพติดประเภทอื่นที่มีข่าวจับกุมผู้มีไว้ในครอบครองกันครึกโครม เพราะฉะนั้น การจะบอกว่าสุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายกว่าเฮโรอีน หรือโคเคน จึงฟังดูเป็นประโยคที่แปลกสิ้นดี ไม่ว่ากับคนที่ดื่ม หรือไม่ดื่มก็ตาม</p>
<p>แต่ล่าสุด นิตยสาร <a href="https://www.economist.com/"><em>The Economist </em></a>ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า บรรดายาเสพติดที่เรารู้จักกันมา สุรานี่แหละที่อันตรายที่สุด! เมื่อเราวัดความเสียหายทั้งต่อผู้ใช้และคนรอบข้าง (โดยสถิตินี้เป็นข้อมูลในสหราชอาณาจักร)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-973 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/al-and-drug.png" alt="" width="871" height="637" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/al-and-drug.png 1280w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/al-and-drug-300x219.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/al-and-drug-768x562.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/07/al-and-drug-1024x749.png 1024w" sizes="(max-width: 871px) 100vw, 871px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลายคนอาจแย้งว่า การวัด ‘อันตราย’ โดยคำนึงถึงอันตรายต่อผู้อื่นด้วย เป็นการเล่นกลทางสถิติ แต่ถ้าหากดูอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ (แท่งสีฟ้า) ‘พิษ’ จากสุราก็ยังรุนแรงอยู่ในระดับต้นๆ</p>
<p>ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมสุราถึงเป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย แต่อย่างอื่นไม่?</p>
<p>คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่คณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลก (Global Commission on Drug Policy) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของอดีตประธานาธิบดีและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย พยายามค้นหาคำตอบ ซึ่งทางกลุ่มได้ออกมาสรุปว่า หากยึดจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เรื่องนี้เกิดจากความไร้เหตุผลของกฎหมายด้านสารเสพติดในปัจจุบัน</p>
<p>กฎหมายที่ว่าเกิดจากระบบการจำแนกสารเสพติดของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งจำแนกสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทกว่า 300 ชนิดไว้ในรายการ และพิจารณาสารเหล่านี้โดยอิงจากประโยชน์และผลเสีย ยาหรือสารบางตัวอาจเป็นคุณทางการแพทย์ เช่น มอร์ฟีน แต่บางชนิดก็อาจมีไว้เพื่อการสันทนาการเท่านั้น เช่น เห็ดขี้ควาย ด้วยเหตุนี้ สารที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์จะถูกจำแนกเป็นยาอันตราย และการพกพาหรือมีไว้ในครอบครองจะถูกกล่าวโทษเทียบเท่าอาชญากรรมทันที ซึ่งเป็นการตัดสินโทษโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบจริงๆ ที่เกิดจากตัวสารเสพติด</p>
<p>ในปีค.ศ.2010 ข้อบกพร่องในตัวระบบดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสารเสพติดในสหราชอาณาจักร ทำการจัดอันดับสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่ออาชญากรรม การทะเลาะวิวาท ไปจนถึงปัญหาในครอบครัว ผลปรากฏว่า สุราคือสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อสังคมเป็นอันดับแรก ตามมาติดๆ ด้วยเฮโรอีนและโคเคน ในขณะที่ยาซึ่งมักถูกใช้ตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ยาอี หรือยาม้า กลับได้คะแนนความอันตรายน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่สหประชาชาติจัดให้ยาสายบันเทิงเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่มีความรุนแรงเทียบเท่าโคเคนและเฮโรอีน</p>
<p>แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การจัดอันดับดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องอยู่บางประการ เช่น การที่แอลกอฮอล์ถูกจัดไว้ในอันดับต้น อาจเป็นเพราะการใช้แอลกอฮอล์ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย และการใช้แอลกอฮอล์มากเกินไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคนอื่นด้วย ขณะที่แคร็กโคเคน (Crack cocaine) หรือโคเคนผลึก เป็นยาที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้มากกว่า ส่วนสารเสพติด เช่น เฮโรอีน ถูกจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่า เฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้มักซื้อยาในปริมาณที่บริสุทธิ์ และไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น</p>
<p>ประเด็นต่อเนื่องสำคัญของข้อถกเถียงนี้คือ ทางเลือกเชิงนโยบายของการจัดการปัญหายาเสพติด โดยคณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลกชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายในแต่ละประเทศจำเป็นต้องทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการจัดการปัญหายาเสพติดอีกครั้ง เพราะมาตรการการจัดการยาเสพติดแบบ ‘แคบ’ ที่เน้นการปราบปรามเข้มงวดมักนำไปสู่ปัญหาสังคมแบบอื่น ในอนาคต การออกแบบกฎหมายยาเสพติดที่เกี่ยวข้องกับอันตรายและประโยชน์ของยา จำเป็นจะต้องอาศัยการคาดการณ์การตอบสนองของตลาดยาด้วย ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังมีทางเป็นไปได้อยู่</p>
<p>“บางที นี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับว่า สังคมที่ไม่มีสารเสพติดเลยเป็นเพียงภาพลวงตา และการจัดระเบียบสารเสพติดที่เหมาะสมจะทำให้สังคมโดยรวมปลอดภัยมากขึ้น” รายงานของคณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลกได้ตั้งคำถามแหลมคมทิ้งไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา: The Economist, “What is the most dangerous drug?”, 8 กรกฎาคม 2562, เข้าถึงได้ที่ &lt; <a href="https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug?fsrc=scn%2Ffb%2Fte%2Fbl%2Fed%2Fwhatisthemostdangerousdrugdailychart&amp;fbclid=IwAR2z8lnmg7415-H9G0eYvf8T9bHgBfXL0khJkVRQo-oUXql59zZuZJ_SOHE">https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug?fsrc=scn%2Ffb%2Fte%2Fbl%2Fed%2Fwhatisthemostdangerousdrugdailychart&amp;fbclid=IwAR2z8lnmg7415-H9G0eYvf8T9bHgBfXL0khJkVRQo-oUXql59zZuZJ_SOHE</a>&gt;.</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/what-is-the-most-dangerous-drug/">เมื่อสถิติบอกว่า เหล้าคือยาเสพติดที่อันตรายมากที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">972</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Drinkers like me สารคดีที่เริ่มต้นจาก ‘ผู้ดื่ม’ สู่ ‘ผู้มีปัญหาการดื่ม’</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drinkers-like-me/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drinkers-like-me</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 May 2019 04:07:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Adrian Chiles]]></category>
		<category><![CDATA[Drinkers like me]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกสุรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=885</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ฉันรักการดื่ม แต่ไม่ได้ติดสุรา” คือหนึ่งในประโยคฮิตที่คนดื่มมักบอกกล่าวกับคนอื่น แน่นอน คงมีผู้คนไม่มากนักที่จะนิยามตัวเองว่าติดสุรา เมื่อมาตรวัดการติดสุราถูกพิจารณาร่วมกับความทรงจำดีๆ บทสนทนาคึกคักระหว่างดื่ม หรือความเมามายในโมงยามที่เหงาเปลี่ยว หลายคนจึงรวบรัดจนได้คำตอบอันน่าพอใจว่า “ฉันไม่ติด” พ่วงมาด้วยเหตุผลบางประการที่ทำให้รู้สึกดีกับพฤติกรรมการดื่มของตนเอง เช่น ไม่ได้เมาจนหมดสติ ไม่ได้จำเรื่องราวในคืนก่อนไม่ได้ ไม่เคยอาเจียน ฯลฯ ในสารคดี ‘Drinkers like me’ จากช่อง BBC  Adrian Chiles ผู้จัดรายการโทรทัศน์และวิทยุชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากการเป็นหัวหน้าผู้จัดรายการข่าวฟุตบอล และเป็นเจ้าของสารคดีเรื่องนี้ ก็เริ่มต้นด้วยนิยามแบบเดียวกัน “ผมไม่ได้ติดสุราอย่างแน่นอน ผมมันก็แค่คนดื่มทั่วๆ ไป” สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่เคยพบว่าตัวเองหลับใหลอยู่หน้าบาร์ตอนตีสี่ ตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมคนแปลกหน้า หรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เขาเพียงแค่ดื่มกับเพื่อนสองสามแก้วในวันที่มีฟุตบอลแมตช์สำคัญ ยังไม่ทันห้าทุ่มก็แยกย้าย “เรามีข้ออ้างให้มันเสมอนั่นแหละ” เพื่อนของเอเดรียนกล่าว เอเดรียนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำว่า ‘ข้ออ้าง’ พร้อมกับที่ไม่คิดว่าการดื่มของเขามีปัญหา แต่มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือ สารคดีจะตอบคำถามนี้ให้กับเรา &#160; Alcohol Diary เอเดรียนพบอะไร เมื่อลองนับปริมาณการดื่ม &#160; แม้เขาจะรู้สึกว่าตนเองดื่มน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เพื่อจะยืนยันว่าการดื่มของเขาไม่เป็นปัญหา เขาจึงเริ่มบันทึกจำนวนแก้วที่ดื่ม (Alcohol diary) เพื่อเทียบกับปริมาณแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ที่รัฐบาลอังกฤษแนะนำสำหรับประชากรหญิงชาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinkers-like-me/">Drinkers like me สารคดีที่เริ่มต้นจาก ‘ผู้ดื่ม’ สู่ ‘ผู้มีปัญหาการดื่ม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ฉันรักการดื่ม แต่ไม่ได้ติดสุรา” คือหนึ่งในประโยคฮิตที่คนดื่มมักบอกกล่าวกับคนอื่น</p>
<p>แน่นอน คงมีผู้คนไม่มากนักที่จะนิยามตัวเองว่าติดสุรา เมื่อมาตรวัดการติดสุราถูกพิจารณาร่วมกับความทรงจำดีๆ บทสนทนาคึกคักระหว่างดื่ม หรือความเมามายในโมงยามที่เหงาเปลี่ยว หลายคนจึงรวบรัดจนได้คำตอบอันน่าพอใจว่า “ฉันไม่ติด” พ่วงมาด้วยเหตุผลบางประการที่ทำให้รู้สึกดีกับพฤติกรรมการดื่มของตนเอง เช่น ไม่ได้เมาจนหมดสติ ไม่ได้จำเรื่องราวในคืนก่อนไม่ได้ ไม่เคยอาเจียน ฯลฯ</p>
<p>ในสารคดี <a href="https://www.imdb.com/news/ni62187208">‘Drinkers like me’</a> จากช่อง BBC  <a href="https://www.imdb.com/name/nm1328621/">Adrian Chiles</a> ผู้จัดรายการโทรทัศน์และวิทยุชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากการเป็นหัวหน้าผู้จัดรายการข่าวฟุตบอล และเป็นเจ้าของสารคดีเรื่องนี้ ก็เริ่มต้นด้วยนิยามแบบเดียวกัน</p>
<p>“ผมไม่ได้ติดสุราอย่างแน่นอน ผมมันก็แค่คนดื่มทั่วๆ ไป” สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่เคยพบว่าตัวเองหลับใหลอยู่หน้าบาร์ตอนตีสี่ ตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมคนแปลกหน้า หรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เขาเพียงแค่ดื่มกับเพื่อนสองสามแก้วในวันที่มีฟุตบอลแมตช์สำคัญ ยังไม่ทันห้าทุ่มก็แยกย้าย</p>
<p>“เรามีข้ออ้างให้มันเสมอนั่นแหละ” เพื่อนของเอเดรียนกล่าว เอเดรียนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำว่า ‘ข้ออ้าง’ พร้อมกับที่ไม่คิดว่าการดื่มของเขามีปัญหา</p>
<p>แต่มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือ สารคดีจะตอบคำถามนี้ให้กับเรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>Alcohol Diary</strong><strong> เอเดรียนพบอะไร เมื่อลองนับปริมาณการดื่ม</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้เขาจะรู้สึกว่าตนเองดื่มน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เพื่อจะยืนยันว่าการดื่มของเขาไม่เป็นปัญหา เขาจึงเริ่มบันทึกจำนวนแก้วที่ดื่ม (Alcohol diary) เพื่อเทียบกับปริมาณแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ที่รัฐบาลอังกฤษแนะนำสำหรับประชากรหญิงชาย ว่าจะไม่สร้างปัญหาให้ผู้ดื่ม และไม่ทำให้ผู้ดื่มกลายเป็นคนติดสุรา</p>
<p>14 ยูนิตต่อสัปดาห์คือปริมาณที่ว่า และกลายเป็นตัวเลขที่มีอิทธิพลกับเอเดรียนในเวลาถัดมา เพราะเมื่อ 14 ยูนิต ถูกแปลงเป็นแอลกอฮอล์แล้วนั้น จะมีค่าเท่ากับเบียร์ 7 ไพน์ หรือไวน์เพียงแค่ขวดครึ่ง ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับ ‘ผู้รักการดื่มที่ไม่ใช่คนติดสุรา’ น้อยจนเอเดรียนคิดว่าดื่มเลยมาตรฐานไปเสียหน่อยจะเป็นไรไป ปริมาณที่ว่าคงถูกกำหนดมาต่ำไป</p>
<p>เพียงแค่วันแรกปริมาณการดื่มของเขาเกือบจะเลยมาตรฐาน เขาไปดื่มกับเพื่อนหลังการแข่งฟุตบอลจบ และกลับมาจดบันทึกที่อพาร์ทเมนต์ พบว่าตัวเองดื่มไปถึง 32 ยูนิตในหนึ่งวัน “ผมไม่รู้เลยว่าจะเจอกับอะไรเมื่อครบหนึ่งสัปดาห์” เอเดรียนกล่าวขณะนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าว ฉากหลังเป็นชั้นวางขวดเหล้า ไวน์ และแก้วทรงสูงที่รายเรียง</p>
<p>ในแต่ละวันจำนวนแก้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น หนึ่งสัปดาห์ที่เขาเริ่มบันทึก Alcohol diary เขาพบว่าปริมาณการดื่มของเขาอยู่ที่ 100 ยูนิต แม้จะเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับเลขที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งเขาก็ยังจัดว่าการดื่มของเขาไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ได้เมาจนล้มพับ รู้สึกป่วย หรือไปวิวาทกับใคร</p>
<p>แต่เพื่อให้ได้คำตอบที่แน่ชัด เขาจึงไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล และได้รับคำตอบว่าระดับเลือดของเขาแสดงผลที่น่าพอใจ ดูเหมือนตับเขาจะไม่เป็นอันตราย กระทั่งคุณหมอชวนให้เขาสแกนตับเพื่อตรวจดูให้ชัดขึ้น ก็พบกับผลลัพธ์ที่น่าตกใจว่า เขาเริ่มมีพังผืดที่ตับในปริมาณกลางๆ และมีไขมันที่ตับในระดับนัยยะสำคัญ</p>
<p>ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ คุณหมอกล่าวกับเอเดรียนว่า “คุณจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ คุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง เสียงต่ออาการร้ายแรงที่นำไปสู่ภาวะตับทำงานล้มเหลว”</p>
<p>“และเสี่ยงต่อการตาย ใช่หรือเปล่า” เอเดรียนถาม</p>
<p>“ใช่ ความตายก็ด้วย” คุณหมอยืนยัน</p>
<p>เราทุกคนล้วนเสี่ยงกับความตาย เพียงแต่ว่าผู้ดื่มสุราอาจแลกมาด้วย 20 ปีที่หายไปของชีวิต เอเดรียนสามารถเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อร่างกายได้ แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องดื่มให้น้อยลงมาก หรืออาจต้องมีวันปลอดแอลกอฮอล์ 3-4 วันต่อสัปดาห์ และเมื่อพิจารณาส่วนต่างที่ต้องเกิดขึ้นนั้น ความรู้สึกของเอเดรียนในตอนนี้อาจขมและเฝื่อน เหมือนเบียร์เก่าที่ถูกตั้งไว้ในอากาศร้อนมาสักพักก็ไม่ปาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>Why we drink </strong><strong>คำตอบเมื่อตั้งคำถามต่อการดื่ม</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>David Nutt ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยาที่เอเดรียนเดินทางไปพบกล่าวว่า “ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเพื่อเยียวยาอาการวิตกกังวล และซึมเศร้า” ตัวเอเดรียนเองก็เช่นกัน เขาเข้ารับการรักษาอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานในช่วงชีวิตที่ผ่านมา และเพื่อขุดคุ้ยเหตุผลการดื่มของตัวเองให้ลึกขึ้น เขาจึงนัดพบกับ John McKeown นักจิตวิทยาการบำบัดที่เชี่ยวชาญเรื่องการเสพติด</p>
<p>จอห์นแสดงความเห็นว่าปัญหาสุขภาพจิต ทั้งอาการวิตกกังวลและความเศร้าที่เกิดขึ้นกับเขานั้น อาจเป็นผลพวงจากการดื่ม</p>
<p>“คุณปล่อยให้อารมณ์ขึ้นอยู่กับการดื่ม” เอเดรียนพยักหน้ารับคำของจอห์นช้าๆ เมื่อจอนห์อธิบายว่าแอลกอฮอล์ทำให้เอเดรียนรู้สึกเปลี่ยนไปกับตัวตนของเขาเอง</p>
<p>“บางครั้งผมรู้สึกแทบไม่อยากขยับไปไหน ไม่มีแรงบันดาลใจ และเพื่อที่จะออกจากความรู้สึกนั้นผมต้องออกไปเดินทอดน่อง หรือดื่มเบียร์สักสองไพน์ เมื่อนั้นแหละที่ผมรู้สึกว่าโลกไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปและชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้อีกครั้ง ไม่รู้สิ ผมไม่เคยพูดเกี่ยวกับการดื่มของตัวเองอย่างเจาะจงเลย เหมือนผมโกหกตัวเองเรื่องการดื่มอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะเรียกอีกอย่างว่าผมไม่เคยนับว่าดื่มไปเท่าไหร่แล้ว จนกระทั่งตอนนี้”</p>
<p>“คุณรู้สึกยังไงเมื่อมีคนบอกว่า คุณดื่มได้แค่ 14 ยูนิต เท่านั้น” จอห์นถาม</p>
<p>“ก่อนจะมาทำสารคดีนี้ ผมรู้สึกว่ามันต่ำมาก ผมจะทำเป็นไม่สนใจมัน ผมมั่นใจว่าในประเทศอื่นๆ ระดับแอลกอฮอล์มาตรฐานอาจจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ ผมเลยคิดว่าช่างปะไร”</p>
<p>“บางทีนี่อาจเป็นวิธีการปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมหรือเข้าใกล้คำว่า ‘เสพติด’ ก็ได้นะ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ หรือมาตรฐานจะบอกว่าอย่างไร คุณก็ยังรู้สึกว่าไม่ละ ฉันรู้ดีว่ามันไม่เป็นไร” จอห์นกล่าวกับเอเดรียนว่าเอเดรียนพึ่งพาสิ่งที่แอลกอฮอล์อาจให้กับเขามากเกินไป ทั้งการบรรเทาความเบื่อหน่าย ความสามารถในการผ่อนคลาย ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนอารมณ์หรือบรรยากาศจะกลายเป็นเหตุผลสำคัญของการดื่ม ทั้งหมดดูพุ่งไปที่ ‘ผมอยากจะเปลี่ยนมู้ด เพราะผมไม่ชอบความรู้สึกตอนนี้เลย ผมไม่ชอบคนที่ผมกำลังเป็น’</p>
<p>เขาถามเอเดรียนว่าถ้าคุณไม่ดื่ม คุณคิดว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไร แน่นอน เอเดรียนไม่รู้ เพราะเขาไม่เคยไม่ดื่ม</p>
<p>“ถ้าคุณดื่มเพราะไม่ชอบตัวเอง คุณแค่ต้องถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้ตัวของคุณเป็นที่ชื่นชอบอีกครั้ง ถามตัวเองอีกครั้งว่าคุณกำลังดื่มเพราะอยากรู้สึกดีขึ้นใช่ไหม” จอห์นเสริม</p>
<p>“คุณรู้ไหม เพื่อนของผมเคยบอกว่าโลกที่ไร้แอลกอฮอล์สีสันมันดูจืดชืด แต่ดูสิ พอมองฟ้ามองต้นไม้ โลกก็ยังเป็นของมันอย่างเดิม ทำไมเราต้องใช้แอลกอฮอล์สามสี่แก้วเพื่อให้สิ่งที่เราเห็นมาตลอดชีวิตดูสวยขึ้นด้วย”</p>
<p>คำตอบของจอห์นคือ คนเรามักผูกโยงแอลกอฮอล์ไว้กับช่วงเวลาดีๆ และจนกว่าคุณจะหยุด และแก้ไขความเชื่อนี้ คุณก็จะมองโลกจืดชืดต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>GO or No </strong><strong>จะลดหรือจะเลิก</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>การไปพบนักจิตวิทยาการบำบัดทำให้เอเดรียนได้อะไรมากกว่าที่คิด เขาไม่เคยพูดถึงการดื่มของตัวเองอย่างเป็นจริงเป็นจังมาก่อน เพราะเขากลัวทุกเส้นทางที่จะนำไปสู่การยอมรับว่าเขาติดสุรา แต่ทันทีที่เขาเข้าใจเหตุผลและรู้อาการของตัวเอง มันก็ทำให้เขารู้ว่า เขาห่างจากปลายทางอีกไกลหรือใกล้เท่าไหร่ ต่อจุดที่สุราจะกลายเป็นโรคร้ายสำหรับเขา</p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/tv-and-radio/2018/apr/24/frank-skinner-johnny-cash-started-me-on-the-rocky-road-to-alcoholism-ostrich-attack">Frank Skinner</a> นักแสดงตลกและเพื่อนของเอเดรียนที่เลิกเหล้าขาดมาเป็นเวลา 30 ปี กล่าวกับเอเดรียนว่า หลายคนไม่ยอมเลิกเหล้าเพราะกลัวว่าจะไม่สามารถเข้าสังคมหรือไม่มีเพื่อน ในมุมมองของเขา เราจะรู้อย่างแน่ชัดว่าเพื่อนจะอยู่กับเราไหมหากไม่มีแอลกอฮอล์ในความสัมพันธ์ก็ต่อเมื่อเราเลิกเหล้าจริงๆ เสียก่อน ไม่ลองก็ไม่มีวันรู้ ส่วนตัวเขาไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดต่อความสัมพันธ์</p>
<p>เขายังบอกอีกว่า จะไม่ออกปากสนับสนุนให้เอเดรียนเลิกเหล้าให้ขาด ถ้าเอเดรียนไม่ได้จำเป็นต้องเลิกจริงๆ เขาเข้าใจว่าความสุขจากแอลกอฮอล์เป็นอย่างไร จนถึงขั้นกล่าวว่า ‘คงไม่มีอะไรมาแทนอุณหภูมิอุ่นๆ และความสนุกสนานที่ได้รับจากการดื่มได้’</p>
<p>‘เอาสิ ดื่มเลย ในเมื่อคุณดื่มได้’ เขาพูดกับเอเดรียน เพราะเขาก็บอกตัวเองอย่างนั้นในช่วงแรกเริ่มของการเลิกเหล้าเช่นกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยยกแก้วจิบแม้สักอึก อาจเพราะรู้ลิมิตของตัวเอง ไม่ไว้ใจความหลงใหลที่มีต่อมัน หรืออาจเพราะเมื่อเขาตัดสินใจเลิก เขาก็แค่ต้องเลิกด้วยความเต็มใจเท่านั้นเอง</p>
<p>สองเดือนหลังจากถ่ายทำสารคดี เอเดรียนมีวันปลอดแอลกอฮอล์สำหรับตัวเขาเอง หันไปดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์บ้างเป็นครั้งคราว ปริมาณแอลกอฮอล์รายสัปดาห์ของเอเดรียนลดจาก 100 ยูนิต เหลือ 25 ยูนิต ต่อสัปดาห์  และเขาถือว่านั่นเป็นความสำเร็จของเขาในก้าวแรกแล้ว</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinkers-like-me/">Drinkers like me สารคดีที่เริ่มต้นจาก ‘ผู้ดื่ม’ สู่ ‘ผู้มีปัญหาการดื่ม’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">885</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ด้วยรักและห่วงใย ? เหตุไฉนถึงต้องดูแล (พนักงาน) ผู้ติดสุราเรื้อรัง   </title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drinking-in-workplace/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drinking-in-workplace</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 May 2019 04:00:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุราในสถานประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลพนักงานที่ติดสุราในสถานประกอบการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=874</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ปิดจ็อบนี้ได้เดี๋ยวพี่พาไปเลี้ยง” ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวจากหัวหน้าที่พนักงานอย่างเราๆ ได้ยินทีไรก็ชวนให้ใจรู้สึกเต้นซู่ๆ ซ่าๆ ขึ้นมาทุกครั้งไป น่าแปลกที่ถึงแม้เราจะโตมากับแคมเปญจน เครียด กิน เหล้า หรือจะได้ยินแคมเปญให้เหล้าเท่ากับแช่งทุกปีใหม่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก ‘สุข’ ยามที่ได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบริษัทหลังเลิกงาน แต่เหมือนที่คนโบราณเคยกล่าวไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา ถ้าเอาแต่สุขอย่างไม่รู้จักพอท้ายที่สุดความทุกข์ก็มาเยือนได้ไม่ยาก แน่นอนว่า เราหลายคนทราบกันดีถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินความจำเป็น บุคคลแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการกระทำในครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเราเอง เมื่อแอลกอฮอล์ไหลเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้เกิดการรบกวน หรือทำลายระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบสมอง ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงระบบต่อมไร้ท่อและระบบจุลชีพ ซึ่งการเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของแอลกอฮอล์ถือเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคยอดนิยมอย่างโรคตับแข็ง หรือโรคที่คร่าชีวิตใครหลายๆ คนมานักต่อนักอย่างโรคพิษสุราเรื้อรัง ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ถูกขัดขวางการทำงาน แต่การเข้ามาของแอลกอฮอล์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่า การดื่มสุราในปริมาณที่เล็กน้อยและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่พอดีจะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกผ่อนคลาย ช่างพูด มีความสุขและเป็นอิสระ แต่เมื่อใดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมีมากจนเกินความจำเป็น จะส่งผลให้ผู้ดื่มรู้สึกสับสน เจ้าอารมณ์ ขาดการยับยั้งในการพูด เสียงดัง และมีท่าทีการแสดงออกอย่างก้าวร้าว ถ้าให้แปลเป็นไทยๆ ง่ายอาจจะกล่าวได้ว่าสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ถูกบีบบังคับให้เผยตัวตนออกมา เหมือนที่ใครหลายคนให้สมญานามสุราว่าเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัย แต่การเปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือของคนๆ หนึ่งอาจส่งผลกระทบมากกว่าที่ใครบางคนคิด ความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อร่างกายและจิตใจของผู้ดื่มส่งผลให้พฤติกรรมของเขาหรือเธอเปลี่ยนไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinking-in-workplace/">ด้วยรักและห่วงใย ? เหตุไฉนถึงต้องดูแล (พนักงาน) ผู้ติดสุราเรื้อรัง   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ปิดจ็อบนี้ได้เดี๋ยวพี่พาไปเลี้ยง”</p>
<p>ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวจากหัวหน้าที่พนักงานอย่างเราๆ ได้ยินทีไรก็ชวนให้ใจรู้สึกเต้นซู่ๆ ซ่าๆ ขึ้นมาทุกครั้งไป น่าแปลกที่ถึงแม้เราจะโตมากับแคมเปญจน เครียด กิน เหล้า หรือจะได้ยินแคมเปญให้เหล้าเท่ากับแช่งทุกปีใหม่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก ‘สุข’ ยามที่ได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบริษัทหลังเลิกงาน แต่เหมือนที่คนโบราณเคยกล่าวไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา ถ้าเอาแต่สุขอย่างไม่รู้จักพอท้ายที่สุดความทุกข์ก็มาเยือนได้ไม่ยาก</p>
<p>แน่นอนว่า เราหลายคนทราบกันดีถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินความจำเป็น บุคคลแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการกระทำในครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเราเอง เมื่อแอลกอฮอล์ไหลเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้เกิดการรบกวน หรือทำลายระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบสมอง ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงระบบต่อมไร้ท่อและระบบจุลชีพ ซึ่งการเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของแอลกอฮอล์ถือเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคยอดนิยมอย่างโรคตับแข็ง หรือโรคที่คร่าชีวิตใครหลายๆ คนมานักต่อนักอย่างโรคพิษสุราเรื้อรัง</p>
<p>ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ถูกขัดขวางการทำงาน แต่การเข้ามาของแอลกอฮอล์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่า การดื่มสุราในปริมาณที่เล็กน้อยและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่พอดีจะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกผ่อนคลาย ช่างพูด มีความสุขและเป็นอิสระ แต่เมื่อใดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมีมากจนเกินความจำเป็น จะส่งผลให้ผู้ดื่มรู้สึกสับสน เจ้าอารมณ์ ขาดการยับยั้งในการพูด เสียงดัง และมีท่าทีการแสดงออกอย่างก้าวร้าว ถ้าให้แปลเป็นไทยๆ ง่ายอาจจะกล่าวได้ว่าสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ถูกบีบบังคับให้เผยตัวตนออกมา เหมือนที่ใครหลายคนให้สมญานามสุราว่าเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัย</p>
<p>แต่การเปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือของคนๆ หนึ่งอาจส่งผลกระทบมากกว่าที่ใครบางคนคิด ความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อร่างกายและจิตใจของผู้ดื่มส่งผลให้พฤติกรรมของเขาหรือเธอเปลี่ยนไป การควบคุมพฤติกรรมของตนเองทำได้ยากมากขึ้น หรืออาจจะถึงขั้นที่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดของตนได้อีกต่อไป ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราควรกังวล มนุษย์ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคม พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของมนุษย์หนึ่งคนย่อมส่งผลไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในสังคมเดียวกันเสมอ ด้วยเหตุนี้ผลกระทบจากการดื่มสุราจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลกระทบต่อตัวผู้ดื่มเอง แต่ได้ขยับไปสู่ผลกระทบต่อสังคมด้วย</p>
<p>เมื่อพูดถึงผลกระทบทางสังคมจากการดื่มสุรา เรามักจะเคยชินกับการมองผลกระทบในภาพใหญ่ เช่น ผลกระทบด้านอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุมาจากการเมาสุรา หรือผลกระทบด้านการใช้ความรุนแรงต่างๆ อย่างการใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดและมีความรุนแรง แต่แท้จริงแล้ว หากเราลองปรับมุมมองจะพบว่าผลกระทบทางสังคมจากการดื่มสุราอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ</p>
<p>จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า กลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25-44 ปีมีอัตราการดื่มสุราสูงสุดร้อยละ 36.0 มากกว่ากลุ่มอื่น โดยผู้ชายมีสัดส่วนการดื่มอยู่ที่ร้อยละ 47.5 และผู้หญิงมีสัดส่วนการดื่มร้อยละ 10.6 เรียกได้ว่าสัดส่วนในการดื่มของผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิงถึง 4.5 เท่า นอกจากนี้จากการสำรวจสถานประกอบการในประเทศไทย โดยแผนงานการพัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาสุราแบบบูรณาการ (ผรส.) ยังพบว่ามีพนักงานมากกว่าครึ่งที่มีการดื่มสุราและส่งผลกระทบก่อให้เกิดผลเสียต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ปัญหาการขาดงาน การเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานเนื่องจากอาการเมาค้าง พนักงานไม่สามารถผลิตผลงานได้ตามเป้าหมาย ไปจนถึงส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรและเป็นการเปิดโอกาสให้เสียตลาดแก่คู่แข่งได้ ดังนั้นประเด็นเรื่องการดื่มสุราในสถานประกอบการจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นสิ่งที่องค์กรควรใส่ใจและให้ความสำคัญทั้งในแง่การป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>สำหรับมาตรการของสถานประกอบการในการแก้ไขปัญหาพนักงานติดสุราเรื้อรังนั้นอาจแบ่งได้ออกเป็น 3 มาตรการด้วยกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>มาตรการที่ 1 การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนของบริษัท</strong></p>
<p>กล่าวคือบริษัทจำเป็นต้องมีการประกาศนโยบายการดื่มสุราที่ชัดเจน และควรครอบคลุมตั้งแต่ระดับการดื่มที่มีผลกระทบต่อพนักงาน บทลงโทษในกรณีที่พนักงานดื่มสุราจนเกิดผลกระทบต่อการทำงาน ตลอดจนกระบวนการป้องกันปัญหาการดื่มสุราของพนักงาน นโยบายที่ชัดเจนจะช่วยให้พนักงานมีแนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้การดื่มของตนกระทบต่อการจ้างงาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>มาตรการที่ 2 การจัดให้เกิดระบบดูแลช่วยเหลือพนักงาน</strong></p>
<p>การดูแลพนักงานให้ห่างไกลจากปัญหาสุราสามารถทำได้หลายวิธี อาจจะเริ่มจากการให้ข้อมูลความรู้ การรณรงค์ การจัดกิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาและการส่งบำบัดรักษา เช่น วิธีการดูแลในระบบเพื่อนช่วยเพื่อน เนื่องจากการดื่มสุราที่มากเกินควรส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพื่อนร่วมงานคือบุคคลแรกที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก่อนใคร และอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่เข้าใจกันและกันมากที่สุด หัวหน้างานหรือพนักงานที่เคยประสบปัญหาการดื่มสุราจึงสามารถเข้ามารับบทบาทผู้ช่วยเหลือนี้ได้ โดยอาจจะต้องมีการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานในประเด็นผลเสียจากการใช้สุรา การสังเกตเพื่อนร่วมงานว่าดื่มสุราจนเกิดปัญหาหรือไม่ รวมถึงเทคนิคในการให้คำปรึกษาเบื้องต้น เพื่อโน้มน้าวใจเพื่อนร่วมงานให้เห็นถึงปัญหาและร่วมกันหาแนวทางแก้ไข</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>มาตรการที่ 3 การดูแลพนักงานตามกลุ่มเป้าหมาย</strong></p>
<p>สถานประกอบการควรมีการแบ่งพนักงานออกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยอาจจะใช้พฤติกรรมการดื่มสุรามาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มพนักงาน ซึ่งการแบ่งกลุ่มพนักงานจะช่วยให้สถานประกอบการสามารถกำหนดกิจกรรมที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน โดยสามารถแบ่งพนักงานออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้</p>
<p>1. พนักงานที่ไม่ดื่ม สำหรับแนวทางดูแลพนักงานที่ไม่ดื่ม สถานประกอบการควรมีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มสุรา ที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพส่วนตัวและการทำงาน นอกจากนี้อาจจะเพิ่มเกร็ดความรู้เรื่องหนี้สิน การบริหารเงิน ควบคู่กันไป อีกสิ่งที่สำคัญคือสถานประกอบการควรมีระบบดูแลพนักงานที่จะช่วยพนักงานในการปรับตัวในการทำงาน หรือช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพราะความเครียดจากการทำงานอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พนักงานหันไปดื่มสุราด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเครียดลงได้</p>
<p>2. พนักงานที่ดื่มน้อย สำหรับแนวทางดูแลพนักงานที่ดื่มน้อย สถานประกอบการต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของการทำงานที่ปลอดสุรา มีการจัดการสภาพแวดล้อมบริเวณสถานประกอบการให้การหาซื้อสุรากลายเป็นเรื่องยาก มีการจัดกิจกรรมที่จะช่วยให้พนักงานได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และคลายเครียดจากการทำงาน นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำระบบคัดกรองปัญหาการดื่มสุรา โดยอาจจะอาศัยในช่วงการตรวจร่างกายประจำปี หรือการตรวจความสมบูรณ์พร้อมในการทำงาน ซึ่งการคัดกรองเป็นระยะๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้พนักงานดื่มสุรามากจนเกินไป</p>
<p>3. พนักงานที่ดื่มสุราจนประสบปัญหา ควรจะเน้นไปในทางการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือพนักงาน ตั้งแต่การค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการดื่ม ให้คำแนะนำว่าดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย ไปจนถึงการแนะแนวทางในการเลิกใช้สุรา ในขณะเดียวกัน สถานประกอบการควรมีการจัดระบบส่งต่อในกรณีพนักงานที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือต้องการบำบัดทางการแพทย์</p>
<p>4. พนักงานที่ดื่มจนติด สำหรับแนวทางดูแลพนักงานที่ดื่มจนติด สถานประกอบการควรส่งพนักงานเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล หลังจากพนักงานได้รับการบำบัดรักษาแล้วจึงจะอนุญาตให้กลับเข้ามาทำงานต่อได้ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า การบังคับบำบัดโดยหัวหน้างานมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา และสามารถลดการดื่มสุราได้มากกว่าระบบสมัครใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากแนวทางต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สถานประกอบการจะละเลยไม่ได้คือการติดตามผล เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือที่วัดประสิทธิผลในการดำเนินการครั้งนี้แล้ว การวัดผลยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ส่งผลให้พนักงานหยุดการดื่มหรือดื่มได้อย่างปลอดภัยนานขึ้น เนื่องจากการได้เห็นพัฒนาการของตนเองถือเป็นกำลังใจชั้นดีในการช่วยเพิ่มความมุ่งมั่นให้พนักงานทำสิ่งนี้ต่อไป</p>
<p>อย่างเช่นในกรณีของ<a href="http://www.fisba.co.th/">บริษัท ฟิสบา (ประเทศไทย) จำกัด</a> ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในที่ทำจากผ้า เช่น ผ้าม่าน เครื่องนอน ได้มีการดำเนินกิจกรรมการรณรงค์งดเหล้าในสถานประกอบการตั้งแต่ ปี 2557 และได้มีการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุราภายในสถานประกอบการ โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการคือ การเพิ่มผลผลิตให้องค์กรและลดจำนวนบุคลากรที่ดื่มเหล้าเป็นประจำให้น้อยลง โดยบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าในเทศกาลต่างๆ เช่น กิจกรรมทำความดีถวายในหลวงงดเหล้าเข้าพรรษา แคมเปญสงกรานต์สนุกได้ไร้แอลกอฮอล์ กิจกรรมบันทึกค่าใช้จ่ายอบายมุข โดยบันทึกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในแต่ละเดือน เช่น ค่าสุรา ค่าบุหรี่ ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวกลางคืน นอกจากนี้บริษัทยังมีการจัดการให้คำปรึกษาแบบเจาะจงสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าจำนวน 8 ราย</p>
<p>ผลสำเร็จที่ได้รับจากการการรณรงค์ในครั้งนั้น สามารถเห็นได้จากประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น โดยวัดได้จากอัตราการเครมสินค้าที่ลดลง จำนวนพนักงานที่ดื่มเหล้าลดลง จากบันทึกผลการตรวจสุขภาพประจำปีพบว่าพนักงานมีสุขภาพดีขึ้น และสำหรับการจัดการให้คำปรึกษาแบบเจาะจงพบว่า จากผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าจำนวน 8 ราย มี 5 รายที่สามารถเลิกเหล้าได้อย่างถาวร ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเกินครึ่งจากที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างการดำเนินกิจกรรมก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่พนักงานไม่สามารถบังคับใจตนเองให้งดดื่มเหล้าได้ หรือสภาพแวดล้อมบางชุมชนของพนักงานเอื้อต่อการหาซื้อสุราได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าทั้งสองอุปสรรคนี้จำเป็นจะต้องใช้เวลาและอาศัยความเข้าใจในการแก้ปัญหาต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงแม้การดื่มสุรามักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนร่วม เป็นการกระทำที่จะส่งผลเสียต่อตนเองมากกว่าที่จะส่งผลต่อสังคม แต่หากเราพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วปัญหาทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน สถานประกอบการแห่งหนึ่งก็เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่ง บ้านที่พนักงานทุกคนซึ่งเป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัวเดียวกันต้องช่วยกันดูแล หากสมาชิกคนใดคนนึงของบ้านไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ก็เป็นเรื่องยากที่บ้านหลังนั้นจะแข็งแรง การดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการดื่มสุราในสถานประกอบการจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเพิ่มผลิตผลในการทำงาน แต่ยังเป็นการช่วยให้พนักงานทุกคนได้ใช้ประสิทธิภาพที่แต่ละคนมีอย่างเต็มที่ และเกิดเป็นความภาคภูมิใจในการเป็นสมาชิกของบ้านหลังนี้ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะช่วยบ้านหลังอื่นๆ ไปจนถึงบ้านหลังใหญ่ที่เรียกว่าสังคมนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
</div>
<p><a href="http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/2560/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_smoke60.pdf">http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/ด้านสังคม/สาขาสุขภาพ/พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา/2560/บทสรุปผู้บริหาร_smoke60.pdf</a></p>
<p><a href="https://alcoholrhythm.com/drinking-in-workplace-pdf/">การดูแลพนักงานในสถานประกอบการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการดื่มสุรา โดย แผนงานการพัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาสุราแบบบูรณาการ (ผรส.)</a></p>
<p>รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์รูปแบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในสถานประกอบการ  โดย แผนงานการพัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาสุราแบบบูรณาการ (ผรส.)</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drinking-in-workplace/">ด้วยรักและห่วงใย ? เหตุไฉนถึงต้องดูแล (พนักงาน) ผู้ติดสุราเรื้อรัง   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">874</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แอลกอฮอล์กับความรุนแรง: มองปัญหาและร่วมหาทางแก้</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence-3/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-and-violence-3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Apr 2019 04:23:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การแก้ปัญหาความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบของการดื่มสุรากับความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลของแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=656</guid>

					<description><![CDATA[<p>การดื่มสุราถือเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย โดยคนไทยคุ้นชินกับการดื่มสุรา และมีการดื่มสุราสอดแทรกอยู่ในเกือบทุกงานสังสรรค์ อีกทั้งในบางโอกาส เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการดื่มสุราจะช่วยให้บทสนทนาลื่นไหลมากขึ้น แต่กระนั้น การดื่มสุราที่จะก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมได้คือ การดื่มสุราที่ ‘มาก’ เกินไป เพราะสุราออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ผู้ดื่มที่ดื่มมากเกินไปไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เกิดอาการติด และบ่อยครั้งที่การดื่มสุรามากเกินไปจะนำไปสู่ความรุนแรง และจะนำไปสู่การทะเลาะวิวาทหรือการก่อคดีต่างๆ จากที่สองบทความแรกในชุด ‘แอลกอฮอล์กับความรุนแรง’ เราได้ศึกษาไปแล้วว่าสุราจะส่งผลกระทบต่อผู้ดื่มที่ดื่มมากเกินไปจนนำไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไร ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปพบสิ่งที่เป็นเสมือน ‘ผลลัพธ์’ กล่าวคือเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ดื่มเอง หรือคนรอบข้างก็ตาม Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอนำเสนอบทความสุดท้ายที่พูดถึงเรื่องแอลกอฮอล์กับความรุนแรง ว่าด้วยผลกระทบของความรุนแรงอันเกิดจากการดื่มสุรามากเกินไป รวมถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าว เมื่ออ่านจบ ลองเหลียวมองรอบตัวสักนิด และดูว่ามีใครที่กำลังได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอยู่หรือไม่ เพราะแม้ความรุนแรงอันเกิดจากการดื่มสุรามากเกินไปจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนคนเริ่มชาชิน แต่สังคมไม่ควรจะชินชา เพราะไม่มีผู้ใดสมควรจะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทุกรูปแบบแต่อย่างใด &#160; ผลกระทบของการดื่มสุรากับความรุนแรง &#160; ดังที่เรารู้กันว่า การดื่มสุราจะส่งผลต่อผู้ดื่มในด้านต่างๆ ทั้่งทางชีวภาพ ทางจิตใจ และทางด้านครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่สุราไม่ได้มีผลกระทบกับตัวผู้ดื่มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนใกล้ชิดของผู้ดื่ม รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย จากการศึกษาของศูนย์วิจัยยาเสพติดแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี การดื่มสุรามากเกินไปมีโอกาสก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท 15% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence-3/">แอลกอฮอล์กับความรุนแรง: มองปัญหาและร่วมหาทางแก้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การดื่มสุราถือเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย โดยคนไทยคุ้นชินกับการดื่มสุรา และมีการดื่มสุราสอดแทรกอยู่ในเกือบทุกงานสังสรรค์ อีกทั้งในบางโอกาส เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการดื่มสุราจะช่วยให้บทสนทนาลื่นไหลมากขึ้น แต่กระนั้น การดื่มสุราที่จะก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมได้คือ การดื่มสุราที่ </span><b>‘มาก’</b><span style="font-weight: 400;"> เกินไป เพราะสุราออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ผู้ดื่มที่ดื่มมากเกินไปไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เกิดอาการติด และบ่อยครั้งที่การดื่มสุรามากเกินไปจะนำไปสู่ความรุนแรง และจะนำไปสู่การทะเลาะวิวาทหรือการก่อคดีต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่สองบทความแรกในชุด ‘แอลกอฮอล์กับความรุนแรง’ เราได้ศึกษาไปแล้วว่าสุราจะส่งผลกระทบต่อผู้ดื่มที่ดื่มมากเกินไปจนนำไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไร ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปพบสิ่งที่เป็นเสมือน ‘ผลลัพธ์’ กล่าวคือเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ดื่มเอง หรือคนรอบข้างก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอนำเสนอบทความสุดท้ายที่พูดถึงเรื่องแอลกอฮอล์กับความรุนแรง ว่าด้วยผลกระทบของความรุนแรงอันเกิดจากการดื่มสุรามากเกินไป รวมถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าว เมื่ออ่านจบ ลองเหลียวมองรอบตัวสักนิด และดูว่ามีใครที่กำลังได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอยู่หรือไม่ เพราะแม้ความรุนแรงอันเกิดจากการดื่มสุรามากเกินไปจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนคนเริ่มชาชิน แต่สังคมไม่ควรจะชินชา เพราะไม่มีผู้ใดสมควรจะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทุกรูปแบบแต่อย่างใด </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><b>ผลกระทบของการดื่มสุรากับความรุนแรง</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่เรารู้กันว่า การดื่มสุราจะส่งผลต่อผู้ดื่มในด้านต่างๆ ทั้่งทางชีวภาพ ทางจิตใจ และทางด้านครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่สุราไม่ได้มีผลกระทบกับตัวผู้ดื่มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนใกล้ชิดของผู้ดื่ม รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาของศูนย์วิจัยยาเสพติดแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี การดื่มสุรามากเกินไปมีโอกาสก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท 15% เกิดปัญหาสุขภาพ 11% และเกิดอุบัติเหตุ 8% นอกจากการนี้ จากการศึกษาคดีฆาตกรรมและการถูกทำร้ายทางเพศพบว่า อย่างน้อย 50% มีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.ผลกระทบต่อผู้ดื่ม</strong></p>
<p>ผลต่อสุขภาพ: เมื่อผู้ดื่มก่อความรุนแรงหรือได้รับความรุนแรงแล้ว ย่อมนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ เพราะสุราทำให้ผู้ดื่มขาดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ และทำให้ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง</p>
<p>ผลต่อการใช้ชีวิต: การดื่มสุรามากเกินไปทำให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายในชีวิตได้อย่างมาก เช่น ทำงานหรือเรียนได้ไม่ดีนักจนถูกไล่ออก หรือไปก่อความรุนแรงจนต้องติดคุก หลายคนเกิดความรู้สึกแย่กับตนเองเพราะขาดความภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตนเป็นคนล้มเหลว ชีวิตว่างเปล่า และยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในสังคม รวมถึงอาจทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างย่ำแย่ลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.ผลกระทบต่อคนใกล้ชิดและครอบครัว</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ โดยผู้ชายจะเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์คิดเป็น 45% และผู้หญิง 20% อีกทั้งผู้ที่ดื่มและติดแอลกอฮอล์แบบเรื้อรังยังมีแนวโน้มจะก่อความก้าวร้าวรุนแรงมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดจากการติดแอลกอฮอล์คือปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว จากการวิจัยในต่างประเทศพบว่า 19.2 % ของสามีที่ดื่มสุรามีแนวโน้มทำร้ายภรรยา และมีการประมาณว่า สามีถึงหนึ่งในสี่ที่ทำร้ายภรรยามักจะดื่มสุราก่อนลงมือ ขณะที่ในประเทศไทย งานวิจัยของศูนย์วิจัยยาเสพติดแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพื้นที่ลพบุรี พบว่า ครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวหรือคู่สมรสดื่มสุราเป็นประจำ จะมีปัญหาทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายคิดเป็น 68% และอาจลามไปจนถึงขั้นหย่าร้าง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.ผลกระทบต่อสังคม</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการวิจัยเกี่ยวกับปริมาณการดื่มสุรากับความถี่ของการเกิดความรุนแรงพบว่า 34-74% ของผู้ก่อความรุนแรงดื่มสุรา และ 30-79% ของเหยื่อที่ถูกทำร้ายมีการดื่มสุราเป็นสาเหตุร่วม ทั้งนี้ ในคดีของการล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา ทั้งในส่วนผู้ทำร้าย และเหยื่อที่ถูกทำร้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราจะจัดการกับปัญหาความรุนแรงอันเกิดจากการดื่มสุรามากเกินไปได้อย่างไร ?</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่เรารู้กันว่าปัญหาการดื่มสุรามีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับตัวแสดงที่หลากหลาย ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาความรุนแรงที่เกี่ยวพันกับการดื่มสุราจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับปลาย ซึ่งไล่เรียงตั้งแต่การจัดการในระดับครอบครัวและบุคคล ไปจนถึงการจัดการเพื่อป้องกันให้ผู้ติดสุราไม่กลับมาติดซ้ำอีก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ระดับต้น</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นระดับที่ป้องกันก่อนจะเกิดปัญหา คือการกำจัดสาเหตุหรือลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงจากการดื่มสุรา โดยการจัดการหรือเพิ่มปัจจัยป้องกันต่อปัญหาความรุนแรง ทั้งในส่วนชีวภาพ จิตใจ สังคมและครอบครัว ซึ่งการป้องกันในระดับต้นจะช่วยลดการเกิดปัญหาได้ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.ระดับบุคคลและครอบครัว: ส่งเสริมให้ประชาชน ครอบครัว และชุมชน เข้าใจสาเหตุ และตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาความรุนแรงที่มาจากการดื่มสุรามากเกินไป ซึ่งจะเป็นการช่วยหาแนวทางป้องกันปัญหา และช่วยให้เกิดการดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.ระดับสังคม เช่น การสรุปแนวทางความรู้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่จริงจังต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ระดับกลาง</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นความพยายามที่จะค้นหาผู้ที่กำลังเริ่มมีปัญหา และให้การรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อลดปัญหาในระยะเวลาอันสั้น โดยประกอบด้วยการรักษาทางกาย ทางจิตใจ และการจัดการกับสังคมและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.ส่งเสริมให้มีการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดการดื่มสุราและความรุนแรง ทั้งในส่วนกาย จิตใจ และสังคม โดยอาศัยความร่วมมือกันในกลุ่มสหวิชาชีพ ทั้งในกลุ่มบุคลากรด้านสาธารณสุข จนไปถึงนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ครบวงจร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.บังคับรักษาและติดตามผลอย่างจริงจัง รวมถึงสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ถึงปัญหาให้ผู้ป่วยและครอบครัว ถึงวิธีการดูแลรักษาตนเอง และคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ระดับปลาย</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นระดับที่จะป้องกันการเสื่อมสภาพ (disability) และช่วยให้ผู้ดื่มปรับตัวกับสภาพแวดล้อมเพื่อจะเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และป้องกันการกลับไปติดสุราซ้ำ โดย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหากับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างทั่วถึง รวมถึงอาจจะมีการตั้งกลุ่มบำบัดดูแลกันเองของคนในชุมชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.ฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางกายและใจ เพื่อบำบัดรักษาฟื้นฟูในการช่วยให้ผู้ป่วยได้กลับไปใช้ชีวิตปกติของตนเอง รวมถึงมีการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3.ครอบครัวและชุมชนควรจะเปิดใจและทำความเข้าใจกับผู้ที่เคยติดสุราเรื้อรัง ปฏิบัติต่อเขาด้วยความมีไมตรีจิตและความเข้าใจ รวมถึงอาจเข้ามาช่วยปรับสภาพแวดล้อมเพื่อลดการกระตุ้นให้อดีตผู้ติดสุรากลับไปดื่มสุราอีกครั้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ของทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีทั้งประโยชน์และโทษ สุราเองก็เช่นกัน ในบางเวลา น้ำสีอำพันขวดหนึ่งสามารถเป็นเครื่องดื่มที่ไว้ใช้ในงานสังสรรค์ และไว้ช่วยให้การสนทนารวมถึงการเข้าสังคมเป็นไปอย่างลื่นไหลมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ดื่มไม่ได้ดื่มสุรา แต่ปล่อยให้สุราดื่มตนเองแล้ว การดื่มสุราที่มากเกินไปก็ย่อมจะนำมาซึ่งปัญหามากมาย ทั้งต่อตัวผู้ดื่มและตัวคนรอบข้างเอง ดังนั้น นอกจากการทำความเข้าใจกับปัจจัยต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงได้แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ การศึกษาถึงผลกระทบของความรุนแรงจากการดื่มสุรามากไป รวมถึงรู้วิธีการจัดการกับปัญหาความรุนแรงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจะช่วยประคับประคองให้ผู้ดื่มสุราสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ และกลับมาเป็นคนดีที่น่ารักของสังคมได้ดังเดิม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p>อ่านบทความในชุดแอลกอฮอล์กับความรุนแรง  &#8216;ทำไมแอลกอฮอล์ถึงมักนำไปสู่ความรุนแรง? (1)&#8217; <a href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence/">ที่นี่</a> / &#8216;ทำไมแอลกอฮอล์ถึงมักนำไปสู่ความรุนแรง? (2)&#8217; <a href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence-2/">ที่นี่</a></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา:</span> <a href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence-pdf/"><span style="font-weight: 400;">แอลกอฮอล์กับความรุนแรง (Alcohol and Violence) เรียบเรียงโดย พญ.ทานตะวัน สุรเดชาสกุล (2556) สนับสนุนโดย แผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.)</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-violence-3/">แอลกอฮอล์กับความรุนแรง: มองปัญหาและร่วมหาทางแก้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">656</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
