<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>การติดแอลกอฮอล์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การติดแอลกอฮอล์/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:15:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>การติดแอลกอฮอล์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การติดแอลกอฮอล์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>รักวัวให้ผูก รักลูกอย่าตี: เมื่อบาดแผลในวัยเด็กส่งผลต่อการติดแอลกอฮอล์ตอนโต</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-childhood-trauma/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-and-childhood-trauma</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2020 23:44:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงานของสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[บาดแผลในวัยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2524</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยังจำได้ไหม ตอนคุณทำผิดในวัยเด็ก คุณโดนลงโทษยังไง? คำตอบของคำถามข้างต้นคงแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล แต่เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบเหล่านั้นคงหนีไม่พ้น ‘การตี’ หรือการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ &#8211; หมัด ศอก เข่า เข็มขัด ไม้บรรทัด ไม้มะยม หรือแม้กระทั่งไม้แขวนเสื้อ อุปกรณ์รอบกายใกล้ตัวถูกผู้ปกครองบางคนงัดมาใช้ (เกือบ) ทุกครั้งที่บุตรหลานของตนเองทำผิด “ก็เด็กมันทำผิด เราก็ต้องลงโทษ” เป็นประโยคที่ใครหลายคนใช้ และเป็นประโยคที่คนไทยล้วนคุ้นชินและคุ้นเคย ยังไม่นับการดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือการทอดทิ้งเด็กลำพัง กลายเป็นบาดแผลที่แม้อาจไม่ปรากฎทางกาย แต่จารในใจและส่งผลยาวนานไม่มีวันเลือน แน่นอน เมื่อเด็กทำผิดย่อมต้องถูกลงโทษ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ การทำโทษด้วยการตีหรือความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ลงโทษทำโทษตอนที่ตนเองก็ขาดสติหรือมีอารมณ์รุนแรง สามารถช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้จริงหรือไม่ หรือแทนที่เราจะได้เด็กที่มีพฤติกรรมอย่างที่เราต้องการ เราอาจจะได้ผลลัพธ์ทางลบที่สร้างผู้ใหญ่ที่ชอกช้ำจากบาดแผลทางจิตใจขึ้นมาแทน Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณร่วมสำรวจหนึ่งในสาเหตุของผู้ป่วยติดแอลกอฮอล์ที่อาจสืบย้อนไปได้ถึงบาดแผลในวัยเด็ก &#8211; เมื่อเด็กคนหนึ่งถูกทำร้ายทางร่างกายและ/หรือทางจิตใจ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร และเราจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร &#160; บาดแผลในวัยเด็กที่ส่งผลถึงตอนโต &#160; ข้อค้นพบที่เราเพิ่งพูดไปด้านบนไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร มีงานวิจัยมากมายที่บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า บาดแผลในวัยเด็ก (childhood trauma) เช่น การใช้ความรุนแรงและการเพิกเฉยทางกายและทางใจ ทำให้คนๆ หนึ่งมีโอกาสใช้และติดแอลกอฮอล์สูงมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-childhood-trauma/">รักวัวให้ผูก รักลูกอย่าตี: เมื่อบาดแผลในวัยเด็กส่งผลต่อการติดแอลกอฮอล์ตอนโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยังจำได้ไหม ตอนคุณทำผิดในวัยเด็ก คุณโดนลงโทษยังไง?</p>
<p>คำตอบของคำถามข้างต้นคงแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล แต่เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบเหล่านั้นคงหนีไม่พ้น ‘การตี’ หรือการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ &#8211; หมัด ศอก เข่า เข็มขัด ไม้บรรทัด ไม้มะยม หรือแม้กระทั่งไม้แขวนเสื้อ อุปกรณ์รอบกายใกล้ตัวถูกผู้ปกครองบางคนงัดมาใช้ (เกือบ) ทุกครั้งที่บุตรหลานของตนเองทำผิด “ก็เด็กมันทำผิด เราก็ต้องลงโทษ” เป็นประโยคที่ใครหลายคนใช้ และเป็นประโยคที่คนไทยล้วนคุ้นชินและคุ้นเคย ยังไม่นับการดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือการทอดทิ้งเด็กลำพัง กลายเป็นบาดแผลที่แม้อาจไม่ปรากฎทางกาย แต่จารในใจและส่งผลยาวนานไม่มีวันเลือน</p>
<p>แน่นอน เมื่อเด็กทำผิดย่อมต้องถูกลงโทษ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ การทำโทษด้วยการตีหรือความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ลงโทษทำโทษตอนที่ตนเองก็ขาดสติหรือมีอารมณ์รุนแรง สามารถช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้จริงหรือไม่ หรือแทนที่เราจะได้เด็กที่มีพฤติกรรมอย่างที่เราต้องการ เราอาจจะได้ผลลัพธ์ทางลบที่สร้างผู้ใหญ่ที่ชอกช้ำจากบาดแผลทางจิตใจขึ้นมาแทน</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนคุณร่วมสำรวจหนึ่งในสาเหตุของผู้ป่วยติดแอลกอฮอล์ที่อาจสืบย้อนไปได้ถึงบาดแผลในวัยเด็ก &#8211; เมื่อเด็กคนหนึ่งถูกทำร้ายทางร่างกายและ/หรือทางจิตใจ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร และเราจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>บาดแผลในวัยเด็กที่ส่งผลถึงตอนโต</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อค้นพบที่เราเพิ่งพูดไปด้านบนไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร มีงานวิจัยมากมายที่บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า บาดแผลในวัยเด็ก (childhood trauma) เช่น การใช้ความรุนแรงและการเพิกเฉยทางกายและทางใจ ทำให้คนๆ หนึ่งมีโอกาสใช้และติดแอลกอฮอล์สูงมาก หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้น มีข้อค้นพบว่า บาดแผลในวัยเด็กมีอิทธิพลต่อการเป็นโรคติดสุราขั้นรุนแรง (alcohol dependence severity) อันเป็นผลมาจากภาวะความไม่เสถียรทางอารมณ์</p>
<p>ใน<a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3620963/">งานวิจัย<em> Childhood Trauma Exposure and Alcohol Dependence Severity in Adulthood: Mediation by Emotional Abuse Severity and Neuroticism </em></a>ได้ทำการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของการถูกใช้ความรุนแรง (abuse) ในวัยเด็ก และการใช้ในแอลกอฮอล์ในทางที่ผิดในช่วงเวลาต่อมา โดยงานวิจัยได้เปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิงที่มาเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับปัญหาการดื่ม กับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีปัญหาการดื่ม (ทั้งในอดีตหรือในปัจจุบัน) ทั้งสองกลุ่มจะถูกประเมินว่า พวกเขามีประสบการณ์เจอกับความรุนแรงในวัยเด็กหรือไม่ ทั้งการทำร้ายทางจิตใจ ร่างกาย และทางเพศ และการปล่อยปละละเลยทั้งทางอารมณ์และทางกาย</p>
<p>สิ่งที่นักวิจัยค้นพบคือ บาดแผลในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการถูกทำร้ายหรือการถูกปล่อยปละละเลย ล้วนมีอิทธิพลสำคัญต่อผู้ที่กำลังหาวิธีรักษาปัญหาการดื่ม แต่ความรุนแรงของปัญหาการดื่มจะสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความความรุนแรงที่คนๆ นั้นได้รับในวัยเด็ก</p>
<p>ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น ยิ่งเด็กถูกทำร้ายหรือถูกทอดทิ้งมากเท่าไหร่ ปัญหาการดื่มตอนพวกเขาโตขึ้นก็จะหนักขึ้นเท่านั้น และในบรรดาบาดแผลทั้งหมด การถูกทำร้ายหรือปล่อยปละละเลยทางอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการดื่มมากที่สุด</p>
<p>ข้อมูลที่น่าสนใจและสอดคล้องกันมาจาก Old Vineyard ที่อธิบายว่า สมองของคนเราจะเจริญเติบโตและพัฒนาในช่วงวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้าง เสริมความแข็งแกร่ง และในบางครั้ง ก็จะละทิ้งการเชื่อมต่อของประสาท (neural connection) ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายระหว่างเซลล์ประสาท (neuron) ที่ทำให้สมองสามารถกระทำการต่างๆ ได้ ประสบการณ์ที่คนๆ หนึ่งได้รับจะกระทบการพัฒนาของสมอง ทั้งในทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับว่าประสบการณ์ที่ว่านั้นคืออะไร</p>
<p>ทั้งนี้ มีการศึกษาที่ประเมินคนที่เคยเจอกับประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ผลการศึกษาพบว่า การใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติไม่ดีกับเด็กจะทำให้เด็กเกิดความเครียดบ่อย และเกิดความเครียดในระดับที่สูง ซึ่งจะรบกวนการพัฒนาตามปกติของสมอง และเมื่อเกิดความเครียดบ่อยๆ เข้าก็จะทำให้เกิดความเครียดทางสรีรวิทยา (physiological stress) เป็นการตอบสนอง</p>
<p>ดังนั้น ทั้งข้อมูลและงานวิจัยข้างต้นได้ชี้ให้เห็นว่า แม้พันธุศาสตร์หรือเรื่องทางชีววิทยาจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งอ่อนแอและเกิดอาการเสพติดได้ แต่<em>ประสบการณ์</em>ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องการดื่มเท่านั้น แต่ยังมีการค้นพบว่า คนที่เจอกับการถูกทำร้ายหรือถูกทอดทิ้งทางอารมณ์ในวัยเด็ก และกำลังพยายามรักษาปัญหาการดื่มในตอนโต จะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และ/หรือโกรธเคือง ในระดับที่สูง รวมทั้งตอบสนองต่อเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ที่รุนแรง เราจึงอาจมองได้ว่า พวกเขาใช้การดื่มเป็นหนึ่งในวิธีบรรเทาอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>Alcohol Disruption</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าการถูกทำร้ายในวัยเด็กส่งผลให้เด็กที่โตมามีปัญหาเรื่องแอลกอฮอล์และอาการอื่นๆ แล้วผู้ที่ใช้ความรุนแรงกับเด็กมีความเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์อย่างไร</p>
<p>หนึ่งคำอธิบายที่น่าสนใจมาจากคุณหมอ Isaac Alexis ที่อธิบายว่า แอลกอฮอล์จะรบกวน (disrupt) การทำงานของสมอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คนพูดหรือทำอะไรก็ตามที่ผิดปกติ ส่วนการดื่มหนักๆ จะส่งผลให้สมองส่วนที่ควบคุมอาการยับยั้งชั่งใจอ่อนแอ ทำให้คนมีแนวโน้มจะแสดงอารมณ์หรือการกระทำที่เกรี้ยวกราดกว่าปกติ</p>
<p>“มีเคสเด็กที่เคยเจอกับความรุนแรง 13% เกี่ยวข้องโดยตรงกับแอลกอฮอล์” คุณหมอ Alexis กล่าว “เมื่อคนอยู่ใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ พวกเขาจะมีการรับรู้ที่แตกต่างออกไป เด็กคนหนึ่งอาจจะทำอะไรตามปกติ แต่นั่นกลับทำให้ผู้ปกครองของพวกเขารู้สึกเหมือนถูกยั่วยุ ปลุกปั่น และทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงกับเด็กได้”</p>
<p>เช่นเดียวกับในงานวิจัยที่เรายกมาข้างต้น เด็กที่มีบาดแผลในใจมักจะใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือบรรเทาความเจ็บปวดในวัยเด็ก นั่นทำให้พวกเขาเลือกที่จะดื่มหนักๆ และเมื่อพวกเขาเริ่มมีความอดทน (tolerance) กับปริมาณแอลกอฮอล์ พวกเขาก็จะต้องการแอลกอฮอล์มากขึ้นเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพธ์แบบเดิม จนนำไปสู่อาการติดแอลกอฮอล์ในที่สุด</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ เราคงพอมองเห็นแล้วว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งที่ต้องทุกข์ทรมานจากบาดแผลในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ติดแอลกอฮอล์ ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะใช้ความรุนแรงกับบุตรหลานของตนเอง เกิดเป็นวงจรที่วนเวียนไปไม่รู้จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><strong>เติบโต ประนีประนอม และรับมือกับความเจ็บปวดจากวัยเด็ก</strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าคุณเป็น (หรือกำลังจะเป็น) พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กสักคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำโทษด้วยความรุนแรง รวมถึงการปล่อยละเลยและทอดทิ้งเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ จะไม่ใช่ตัวเลือกที่คุณนึกถึงเมื่อต้องการทำโทษเด็ก หรือไม่ใช่การกระทำที่คุณคิดจะทำกับเด็กในปกครองของตนเอง &#8211; จริงอยู่ที่รักวัวต้องผูก แต่ถ้ารักลูกจริงๆ เราเชื่อว่ามีวิธีอื่นอีกมากมายที่ดีกว่าการตีหรือใช้ความรุนแรง</p>
<p>แต่ถ้าเป็นในกรณีของเด็กที่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้อมูลข้างต้นที่บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างบาดแผลในวัยเด็กกับการติดแอลกอฮอล์อาจจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีอาการเสพติดเองสามารถรับมือกับภาวะที่ตนกำลังเผชิญได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากลุ่มสนับสนุน หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณสามารถรับมือและประนีประนอมกับอดีตที่โหดร้ายได้ดีขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ อย่าลืมว่า แม้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดต่างๆ จะดูเป็นเหมือนทางออกสำหรับการเยียวยาความเจ็บปวดในอดีต แต่การติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเหมือนการทำลายปัจจุบันและอนาคตที่รออยู่มากกว่า</p>
<p>ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการติดแอลกอฮอล์และต้องการขอคำปรึกษาหรือเข้ารับการรักษา คุณอาจจะลองติดต่อหน่วยงานเหล่านี้ (ดูข้อมูล <a href="https://alcoholrhythm.com/places-for-treatment-and-rehabilitation/"><strong>5 หน่วยงานเพื่อคนอยากเลิกเหล้า</strong></a>) เพื่อที่เริ่มก้าวแรกในการลด ละ เลิก แอลกอฮอล์ และข้ามพ้นคลื่นแห่งความเมามายไปได้อย่างมั่นคง</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>ที่มา:</p>
<p class="content-title"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3620963/">Childhood trauma exposure and alcohol dependence severity in adulthood: mediation by emotional abuse severity and neuroticism</a></p>
<p class="blog_entry--full__title"><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-almost-effect/201307/childhood-trauma-and-alcohol-abuse-the-connection">Childhood Trauma and Alcohol Abuse: The Connection</a></p>
<p data-fontsize="21" data-lineheight="23px"><a href="https://oldvineyardbhs.com/connection-between-childhood-trauma-addiction/">The Unfortunate Connection between Childhood Trauma and Addiction in Adulthood</a></p>
<p data-fontsize="21" data-lineheight="23px">เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-childhood-trauma/">รักวัวให้ผูก รักลูกอย่าตี: เมื่อบาดแผลในวัยเด็กส่งผลต่อการติดแอลกอฮอล์ตอนโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2524</post-id>	</item>
		<item>
		<title>บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/john-mayer/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=john-mayer</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2020 08:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[John Mayer]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์น เมเยอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1739</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าคุณจะเป็นคอเพลงสากลหรือไม่ คุณน่าจะเคยได้ยินเนื้อเพลงหวานซึ้งตีคู่มากับเสียงกรีดกีตาร์ชวนใจสลายอย่าง Gravity, Heartbreak Warfare, Never on the Day You Leave หรือ Who Says ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลงของ &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217; (John Mayer) ที่ถล่มชาร์ตเพลงมาแล้วตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน  แต่ใครจะเชื่อว่าจอห์น เมเยอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงรักเหล่านี้ คือคนเดียวกับเจ้าของวีรกรรมชวนเวียนหัว วาทะแสบคัน อารมณ์ขันล้ำลึกและประสบการณ์ติดเหล้าแบบงอมแงม! ในอดีต เด็กชายเมเยอร์เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายยิวและค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมแบบศาสนายูดาห์ (judaism) ความหลงใหลในดนตรีของเขาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมเยอร์ได้มีโอกาสดูฉากที่ ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ โซโล่กีตาร์ระเบิดระเบ้อในหนัง Back to the Future (1985) ก่อนจะถลำลึกเมื่อฟังเทปเพลง (ที่เพื่อนบ้านให้ยืมมาอีกที) ของนักดนตรีบูลส์ระดับตำนานอย่าง สตีวี เรย์ วอห์น จนเจ้าหนุ่มมุ่งมั่นจะเดินทางสายนี้อย่างเต็มตัว และลงเอยด้วยการไม่เข้าเรียนวิทยาลัยเพื่อจะไปลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สามปีต่อมา ปฐมบทความสำเร็จแบบสุดขีดของเมเยอร์เริ่มขึ้น เมื่ออัลบั้มสตูดิโออัลบั้มแรก &#8216;Room for Squares&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/john-mayer/">บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นคอเพลงสากลหรือไม่ คุณน่าจะเคยได้ยินเนื้อเพลงหวานซึ้งตีคู่มากับเสียงกรีดกีตาร์ชวนใจสลายอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Gravity, Heartbreak Warfare, Never on the Day You Leave </span><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><span style="font-weight: 400;">Who Says ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของ &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217; (John Mayer) ที่ถล่มชาร์ตเพลงมาแล้วตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใครจะเชื่อว่าจอห์น เมเยอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงรักเหล่านี้ คือคนเดียวกับเจ้าของวีรกรรมชวนเวียนหัว วาทะแสบคัน อารมณ์ขันล้ำลึกและประสบการณ์ติดเหล้าแบบงอมแงม!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต เด็กชายเมเยอร์เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายยิวและค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมแบบศาสนายูดาห์ (</span><span style="font-weight: 400;">judaism) ความหลงใหลในดนตรีของเขาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมเยอร์ได้มีโอกาสดูฉากที่</span><span style="font-weight: 400;"> ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ โซโล่กีตาร์ระเบิดระเบ้อในหนัง </span><span style="font-weight: 400;">Back to the Future (</span><span style="font-weight: 400;">1985) ก่อนจะถลำลึกเมื่อฟังเทปเพลง (ที่เพื่อนบ้านให้ยืมมาอีกที) ของนักดนตรีบูลส์ระดับตำนานอย่าง สตีวี เรย์ วอห์น จนเจ้าหนุ่มมุ่งมั่นจะเดินทางสายนี้อย่างเต็มตัว และลงเอยด้วยการไม่เข้าเรียนวิทยาลัยเพื่อจะไปลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว</span></p>
<p>สามปีต่อมา ปฐมบทความสำเร็จแบบสุดขีดของเมเยอร์เริ่มขึ้น <span style="font-weight: 400;">เมื่ออัลบั้มสตูดิโออัลบั้มแรก &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">Room for Squares&#8217; ถูก</span><span style="font-weight: 400;">ปล่อยมาในปี 2001 และทำยอดขายถล่มทลาย และในช่วงนี้เองที่เมเยอร์ระบุออกสื่ออยู่บ่อยๆ ว่าเขานั้น &#8220;หลีกเลี่ยงการเสพยา ดื่มเหล้า เข้าผับ งานสังคมไฮโซหรืออะไรต่อมิอะไรก็ตามที่ทำให้เขาไขว้เขวจากงานเพลง&#8221; แต่ในปี 2006 เขาก็บอกหน้าตาเฉยว่าแสนจะสุขใจกับการปุ๊นกัญชา (อ้าว) แถมยังควง เจสสิกา ซิมป์สัน นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ในฐานะคนรัก (อ้าว -อีกครั้ง) หลังจากนั้น ก็ดูเหมือนว่าจอห์น เมเยอร์ จะแจ้งเกิดในฐานะนักดนตรีตัวเอ้ของอุตสาหกรรมเพลงอเมริกา</span></p>
<p>เมเยอร์ได้รับฉายาว่าเป็น &#8216;มนุษย์ปากมอม&#8217; (blabbermouth) คนหนึ่ง จากบทสัมภาษณ์สุดก๋ากั่นของเขา<span style="font-weight: 400;"> ทั้งการบอกว่าซิมป์สัน คน (เคย) รักของเขาเด็ดดวงเรื่องเซ็กซ์มาก (&#8220;ผมยอมขายบ้านขายรถเพื่อจะได้อึ๊บเธอเลยเอ้า!&#8221;)</span><span style="font-weight: 400;">, </span><span style="font-weight: 400;">ออกรายการใหญ่ยักษ์อย่าง </span><span style="font-weight: 400;">The Ellen Show </span><span style="font-weight: 400;">แล้วบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังว่า &#8220;สามสิ่งที่ผมต้องทำทุกวันคือชงกาแฟก่อนมื้อเช้าจะเสร็จในไมโครเวฟ ออกกำลังกายและดูรูปโป๊!&#8221; (แถมย้ำว่า &#8220;ทุกวันครับ&#8221;) หรือเปิดเผยว่า การปลดปล่อยตัวเองจากอาการตีบตันไอเดียในการเขียนเพลงคือการ เอ่อ&#8230; ช่วยตัวเอง (อะแฮ่ม) ซึ่งเขาทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีและสมองที่ปลอดโปร่ง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเขียนเพลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงอย่างนั้น ตัวช่วยในการเขียนเพลงของเมเยอร์ก็ไม่ได้มีแค่สมองปลอดโปร่งและหัวโล่งๆ อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อถึงในจุดหนึ่ง เขาก็พบว่าสิ่งที่ทำให้เขาหัวแล่นได้มากพอคือ เหล้าและเบียร์จำนวนมากที่สะสมเป็นลังอยู่ในห้องครัว แม้เขาจะไม่เคยมีข่าวคราวเมาเรื้อนหรือก่อคดีใหญ่โต (ส่วนมากที่เป็นข่าวก็แค่วาทะชวนขมวดคิ้ว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเพราะเมา) แต่ถึงจุดหนึ่ง แอลกอฮอล์ส่งผลต่อร่างกายเขาโดยตรง โดยเฉพาะเส้นเสียงที่บอบช้ำสุดขีดจากการกรอกเหล้าเข้าปากอยู่บ่อยๆ บวกกับการกินอาหารไม่ตรงเวลาที่ทำให้เขาทรมานกับโรคกรดไหลย้อนอยู่นานนับเดือน ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">หนักหนาจนขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมเข้ารับการรักษาหลากหลายวิธีมาก&#8221; เมเยอร์ว่า &#8220;แต่มันไม่ได้ผลเลย จนผมอยู่ในช่วงพักการใช้เส้นเสียงที่ทำให้ผมต้องงดดื่มเหล้า งดการกินอาหารรสจัด และงดพูด ตลอดทั้งเดือนกันยายนนั้นผมไม่ได้ปริปากพูดเลยสักกะคำ ผมต้องพกคีย์บอร์ดบลูทูธไว้กับตัวเพื่อพิมพ์สื่อสารสิ่งที่อยากบอก อ้อ แล้วทั้งเดือนนั่นผมก็ต้องจิ้มที่เมนูเพื่อสั่งอาหารตลอดเลย&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หนทางการเลิกเหล้าไม่ได้ง่ายนัก เมเยอร์หักดิบด้วยการปุ๊นกัญชาแทน (&#8230;) อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับการดื่มเกินขนาดคือมันไม่มีจุดสิ้นสุด &#8220;มันทำให้ต้องถามตัวเองว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ&#8221; เขาบอก &#8220;ผมกำหนดปริมาณที่เหมาะสมทุกครั้งแหละเวลาดื่มเหล้าน่ะ แต่ไม่เคยสำเร็จเลย ผมรู้สึกเหมือนถลำลึกลงไปเรื่อยๆ แบบว่าขอสองแก้ว ต่อมาก็สามแล้ว ทีนี้นี่กำลังถือแก้วที่สี่ละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;จำได้ว่ามีอยู่วันนึง ผมมองไปรอบๆ แล้วรู้สึกว่า </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">นี่มันไม่ใช่ละ ต้องพักสักที</span><span style="font-weight: 400;">&#8216;&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนในปี 2017 เมเยอร์ออกมาประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เขาเลิกเหล้าแน่นอนแล้ว แถมผ่านมาได้ตั้งปีนึงแล้วต่างหาก! &#8220;เมื่อหนึ่งปีก่อน ผมตัดสินใจว่าจะพักการดื่มเหล้าละ ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวของทุกคนเลยนะ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คืนที่เขาตัดสินใจจะเลิกเหล้าคือ งานปาร์ตี้วันเกิดอายุครบ 30 ของ เดร็ค แร็ปเปอร์ชื่อดัง ซึ่งเขาไปร่วมฉลองด้วยและฟาดเหล้าไปเต็มคราบ หนักขนาดที่ว่าเขาตื่นมาแล้วจำรายละเอียดอะไรแทบไม่ได้เลย แถมกินเวลานานหลายวันด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมต้องคุยกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า ก็จำได้นะว่าไปไหนมาบ้าง แต่ผมเมาค้างอยู่หกวันเต็มอะ! หนักขนาดนั้นเลย &#8230; </span><span style="font-weight: 400;">ผมมองออกไปที่หน้าต่าง คิดในใจว่า </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">เอาล่ะจอห์น มึงอยากจะมีชีวิตที่เต็มที่สักกี่เปอร์เซ็นต์วะ ถ้ามึงบอกเอาแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ก็พอ มึงก็เอาไอ้อีก 40 เปอร์เซ็นต์ไปสนุกให้พับเลย ไม่เป็นไร แต่ถามจริงๆ นะว่ามึงอยากได้กี่เปอร์เซ็นต์แน่ มันมีคำตอบเดียวว่ะพวก แม่งคือร้อยเปอร์เซ็นต์</span><span style="font-weight: 400;">&#8216;&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมจำได้ว่าทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนมากแล้วผมจะโพสต์บอกทุกคนในทวิตเตอร์ว่าดื่มหนักแค่ไหน จนผมถามตัวเองว่า มันจะเป็นยังไงถ้าเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผมตื่นขึ้นมาเอาเท้าสัมผัสพื้นและไม่เมาค้าง จากนั้นก็ประกาศให้ทุกคนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมันเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้นะ เพราะผมว่าคนเราชอบลืมไปว่าคุณก็มีทางเลือกที่จะไม่ดื่มนี่หว่า ถ้าคุณมองการดื่มเหล้าแบบเดียวกับที่มองอย่างอื่น ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะมีรางวัลตอบแทน ระหว่างนั้นคุณก็จะถามตัวเองว่า แล้วถ้าล้มเลิกซะตอนนี้จะเป็นยังไงนะ หรือถ้าไม่ยอมแพ้แล้วจะได้อะไร ประมาณนั้นน่ะครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;อีกอย่างนะ ผมโชคดีด้วยล่ะ ผมไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง ผมเลิกเหล้าได้เด็ดขาดและเรียบๆ เหมือนตอนที่ ฟอร์เรสต์ กัมป์ วิ่งข้ามรัฐแล้วตัดสินใจว่าจะหยุดวิ่งละ แบบนั้นเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;การห่างจากแอลกอฮอล์ จะแค่สองสัปดาห์ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคุณตกอยู่ในสถานะที่ดื่มเกินปริมาณที่ควรต่อวัน&#8221; เขาแนะนำ &#8220;ปีต่อมาผมต้องเล่นคอนเสิร์ตสี่ที่ วงดนตรีอีกสองวง และมีความสุขเอามากๆ นี่แหละคือผลของการหยุดดื่มเหล้า แรกเริ่มคุณจะรู้สึกเบื่อเป็นบ้า แต่พอผ่านมันมาได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่นขึ้นเอง&#8221; เขาตบท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา: <a href="https://www.youtube.com/watch?v=CpKQeZOCZSI">John Mayer Is an Instagram Influencer (Clip)</a></p>
<p class="article__headline"><a href="https://www.billboard.com/articles/news/8484674/john-mayer-talks-being-2-years-sober-it-is-the-most-personal-thing-to-people">John Mayer Talks Being 2 Years Sober: &#8216;It Is the Most Personal Thing to People&#8217;</a></p>
</div>
</div>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/john-mayer/">บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1739</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drew-barrymore</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Mar 2020 04:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Drew Barrymore]]></category>
		<category><![CDATA[E.T. the Extra-Terrestrial]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดรูว์ แบร์รีมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กติดเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1609</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ดรูว์ แบร์รีมอร์ ชื่อของเธอน่าจะติดอันดับต้นๆ ของนางเอกสาวยอดนิยมแห่งยุค 90 เธอกลายเป็น &#8216;ใบหน้า&#8217; ของหนังรักโรแมนติกหลายต่อหลายเรื่อง ชนิดแค่ว่าเห็นเธอบนโปสเตอร์ นายทุนก็ยิ้มรอแล้วว่าหนังต้องทำเงินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในหนังแฟนตาซีหวานเจี๊ยบ Ever After: A Cinderella Story (1998) ที่เธอรับบทเป็นเจ้าหญิงได้อย่างตราตรึงในความทรงจำสุดๆ และหนังน่ารักจุ๋มจิ๋มอย่าง Never Been Kissed (1999) ที่ฟาดเงินไปแบบจุกๆ ที่ 85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งทะลุเป้าทุนสร้างไปไม่รู้กี่เท่าตัว &#160; แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ แบร์รีมอร์ซึ่งกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของชื่อเสียงและเงินทอง กำลังเผชิญปัญหาหนักอย่างการติดยาและแอลกอฮอล์จนถอนตัวไม่ขึ้น &#160; &#160; แบร์รีมอร์เข้าวงการมาตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบด้วยการรับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์อย่าง Bogie (1980) ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา เธอจะโด่งดังระดับประเทศด้วยการปรากฏตัวในหนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดที่เนรมิตภาพยนตร์ชวนฝันและอบอุ่นหัวใจอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) โดยแบร์รีมอร์รับบทเป็น เกอร์ตี เด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่พบเจอเข้ากับมนุษย์ต่างดาวผู้ใสซื่อ &#160; หนังประสบความสำเร็จและทำเงินอย่างบ้าคลั่งที่ 793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/">ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ดรูว์ แบร์รีมอร์ ชื่อของเธอน่าจะติดอันดับต้นๆ ของนางเอกสาวยอดนิยมแห่งยุค 90 เธอกลายเป็น &#8216;ใบหน้า&#8217; ของหนังรักโรแมนติกหลายต่อหลายเรื่อง ชนิดแค่ว่าเห็นเธอบนโปสเตอร์ นายทุนก็ยิ้มรอแล้วว่าหนังต้องทำเงินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในหนังแฟนตาซีหวานเจี๊ยบ Ever After: A Cinderella Story (1998) ที่เธอรับบทเป็นเจ้าหญิงได้อย่างตราตรึงในความทรงจำสุดๆ และหนังน่ารักจุ๋มจิ๋มอย่าง Never Been Kissed (1999) ที่ฟาดเงินไปแบบจุกๆ ที่ 85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งทะลุเป้าทุนสร้างไปไม่รู้กี่เท่าตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ แบร์รีมอร์ซึ่งกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของชื่อเสียงและเงินทอง กำลังเผชิญปัญหาหนักอย่างการติดยาและแอลกอฮอล์จนถอนตัวไม่ขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-1625 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014.jpg" alt="" width="471" height="597" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014.jpg 686w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014-237x300.jpg 237w" sizes="(max-width: 471px) 100vw, 471px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบร์รีมอร์เข้าวงการมาตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบด้วยการรับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์อย่าง Bogie (1980) ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา เธอจะโด่งดังระดับประเทศด้วยการปรากฏตัวในหนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดที่เนรมิตภาพยนตร์ชวนฝันและอบอุ่นหัวใจอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) โดยแบร์รีมอร์รับบทเป็น เกอร์ตี เด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่พบเจอเข้ากับมนุษย์ต่างดาวผู้ใสซื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หนังประสบความสำเร็จและทำเงินอย่างบ้าคลั่งที่ 793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ!) รวมถึงเป็นการแจ้งเกิดอย่างงดงามให้แบร์รีมอร์ ขณะเดียวกัน มันก็ได้เป็นต้นธารของหายนะอีกหลายอย่างอันจะตามมาในชีวิตเธอหลังจากนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จุดเริ่มต้นของอาการ &#8216;เสียหลัก&#8217; ของแบร์รีมอร์เริ่มจากชื่อเสียงที่เธอตั้งรับไม่ทัน หนักกว่านั้นคือ เธออาศัยอยู่กับพ่อที่ติดเหล้าและหย่าขาดจากแม่เมื่อแบร์รีมอร์อายุได้ 9 ขวบ เธอถูกส่งไปอยู่กับแม่ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบร์รีมอร์เล่าว่าความทรงจำวัยเด็กของเธอนั้น มีแค่ภาพที่แม่ลากเธอไปยังไนต์คลับทุกคืน เธอเป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ต้องนั่งมองผู้ใหญ่ดื่มเหล้าและเสพยา ด้วยบรรยากาศเหล่านี้ แบร์รีมอร์จึงมีปัญหาเรื่องติดเหล้าตั้งแต่อายุได้เพียง 11 ปี และถูกส่งไปเข้าคอร์สเลิกเหล้าตอนอายุ 12  ก่อนจะพบว่าชีวิตของเธอไม่ได้ไปไหนอีกเลยนอกจากเข้าๆ ออกๆ สถานบำบัดและโรงพยาบาลจนอายุ 15 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;จุดต่ำสุดของชีวิตฉันน่าจะช่วงอายุราวๆ 13 ปีได้มั้ง&#8221; เธอว่า &#8220;ฉันตัวคนเดียวและโดดเดี่ยวสุดขีด มันแย่มากและเป็นช่วงที่ฉันกบฏต่อทุกอย่าง ฉันโกรธและกราดเกรี้ยวเอามากๆ จนวันหนึ่ง ฉันก็ถามตัวเองว่า นี่ฉันโกรธอะไรใครนะ พอวางความรู้สึกนั้นลง ฉันก็พบว่า ฉันโกรธเพราะพ่อแม่ไม่เคยอยู่ด้วยกันกับฉันเลย แต่ใครจะมาสนฉันกันวะ มีคนอีกตั้งมากมายที่ไม่มีพ่อแม่ พวกเขาก็แค่จากฉันไป ไม่เห็นเป็นไร&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี นั่นหาได้ปลดปล่อยความรู้สึกโกรธเคืองที่แบร์รีมอร์มีต่อแม่ผู้ลากเธอไปไนต์คลับตั้งแต่เด็กได้ มันกลายเป็นบาดแผลใหญ่ที่เธอก็ไม่รู้ว่าควรต้องรู้สึกอย่างไรกับผู้ให้กำเนิด จนเลือกปลอบโยนตัวเองด้วยการให้น้ำเมาทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำตอบแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;แม่ชอบทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนฉันมากกว่า และคอยแค่จะถามว่า &#8216; อยากไปโรงเรียนแล้วโดนเพื่อนๆ แกล้งหรือจะไปถ่ายหนังที่สตูดิโอกันดีล่ะ&#8217; ฉันก็ต้องเลือกไปสตูดิโอสิคะ! ไม่ได้อยากใช้เวลาทั้งวันไปกับเด็กๆ ในโรงเรียนที่เอาแต่รังแกฉันสักหน่อย จริงๆ แล้วเด็กๆ นี่ใจร้ายเอาเรื่องเหมือนกันนะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มากไปกว่านั้น ชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นพายุหลังความสำเร็จของ E.T. the Extra-Terrestrial ทำให้แบร์รีมอร์รู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า โดยเฉพาะเมื่อสื่อมวลชนจับจ้องไปยังพฤติกรรมติดเหล้า (ในวัยเท่านั้น) ของเธอที่สวนทางกับบทบาทสาวน้อยน่ารักในภาพยนตร์แทบจะคนละโลก ยิ่งซ้ำเติมให้แบร์รีมอร์รู้สึกเปล่าดายมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ชีวิตฉันนี่มันยังกะสูตรชีวิตหายนะชัดๆ&#8221; เธอเปรย &#8220;คิดดูสิว่าฉันมีทุกอย่างครบตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี ต้องเผชิญวิกฤติวัยกลางคน เข้ารับการบำบัด ขึ้นบัญชีดำของคนทำหนัง ไม่มีครอบครัว หมดทุกอย่างเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ลองคิดดูสิ ฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วก็หวนลงสู่จุดตกต่ำตอนอายุแค่ 14 ปี จากที่มีทุกอย่างก็กลายเป็นไม่เหลืออะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ตอนนั้นฉันกลัวมากๆ เพราะไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง&#8221; เธอเล่า &#8220;คิดไว้แล้วด้วยซ้ำว่าอาจจะตายก่อนอายุ 25 แต่ถึงอย่างนั้น อีกใจก็ยังอุตส่าห์เชื่อนะว่าไม่ว่าจะเลวร้ายยังไง เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็ค้องเกิดขึ้นสักวันน่า&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่กว่าที่สิ่งดีๆ เหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเธอก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ภายหลังจากการใช้ชีวิตวัยรุ่นในสถานบำบัดเลิกเหล้า เธอหวนคืนวงการด้วยการรับแสดงหนังออกฉายทางโทรทัศน์ไม่กี่เรื่อง และใช้เวลานานอีกหลายปี หนังอีกหลายเรื่องทีเดียว กว่าจะกลับมาเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงสาวขวัญใจอีกครั้งจาก Scream (1996) หนังทริลเลอร์หักมุมสุดช็อกที่แจ้งเกิดให้คนเห็นว่า แบร์รีมอร์ &#8216;เป็นสาวแล้วค่ะ&#8217; ไม่ใช่เป็นเด็กหญิงจากหนังของสปีลเบิร์กอีกต่อไปแล้ว จากนั้น ชีวิตในอุตสาหกรรมการแสดงของเธอก็ดูจะราบรื่นขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่เธอคุมตัวเองอย่างเข้มงวด ไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีกเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ไม่มีอะไรทำให้ฉันเครียดจัดและตกอยู่ในสภาวะฝันร้ายได้แบบนั้นอีกแล้ว&#8221; เธอพูดถึงช่วงเวลาที่ใช้แอลกอฮอล์เยียวยาตัวเองสมัยยังวัยรุ่น &#8220;ฉันดื่มเหล้าเป็นบ้าเป็นหลังก็เพื่ออยากให้ตัวเองสนุกกับชีวิต และหยุดคิดมากเสียที หนักกว่านั้นคือโคเคนที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคย”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปัจจุบัน แบร์รีมอร์ยังคงเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการ เธอมีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกที่น่ารัก และไม่หวนกลับไปแตะแอลกอฮอล์เพื่อบำบัดความตึงเครียดให้ชีวิตอีก มากกว่านั้น เธอยังเดินหน้าให้ความรู้และสนับสนุนเยาวชนผู้มีอาการติดสุราเรื้อรังให้เลิกขาดจากมัน ก่อนถลำลึกลงไปจนกลับตัวได้ยากกว่าที่เป็นอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นั่นเพราะเธอผู้ผ่านเรื่องนี้มาและเข้าอกเข้าใจดีว่า แม้แอลกอฮอล์จะช่วยเยียวยาความเปลี่ยวเหงา หากก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่มีใครสมควรใช้มันเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/Kkd0XM6cUXEhttps://www.goodtoknow.co.uk/family/drew-barrymore-childhood-drugs-rehab-285360https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>https://www.goodtoknow.co.uk/family/drew-barrymore-childhood-drugs-rehab-285360https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/</p>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="1NYGLXQ5Ay"><p><a href="https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/">Drew Barrymore and the Case Against Labeling Children as “Addicts”</a></p></blockquote>
<p><iframe class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted" src="https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/embed/#?secret=1NYGLXQ5Ay" data-secret="1NYGLXQ5Ay" width="600" height="338" title="&#8220;Drew Barrymore and the Case Against Labeling Children as “Addicts”&#8221; &#8212; Filter" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/">ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1609</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม &#8216;เหล้า&#8217; ส่งผลกับ &#8216;เรา&#8217; มากกว่าที่คิด</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-1/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcohol-and-drinker-1</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2020 14:06:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เหล้าง่ายง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[alcohol overdose]]></category>
		<category><![CDATA[blood alcohol concentration]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มเกินขนาด]]></category>
		<category><![CDATA[การดื่มแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1430</guid>

					<description><![CDATA[<p>:: Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านรวมบทความสั้น &#8216;เหล้ากับเรา&#8217; ชุดแรก &#8211; ว่าด้วยการบริโภคแอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์เยอะเกินไป และการเกิดภาวะ alcohol overdose :: &#160; -1- เพราะ &#8216;การดื่ม&#8217; ส่งผลมากกว่าที่คิด &#160; ในช่วงสัปดาห์หยุดยาวในโอกาสต้อนรับปี 2563 หลายคนคงกลับไปพักผ่อนเพื่อชาร์ตแบต เติมพลัง และส่งท้ายปีเก่าร่วมกับคนในครอบครัว หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนนิยมทำก็คงหนีไม่พ้นการดื่มฉลองให้กับปีที่ผ่านมาด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แน่นอนว่า ในงานเลี้ยงที่ครื้นเครงเช่นนี้ &#8216;เครื่องดื่มแอลกอฮอล์&#8217; มักถูกมองเป็นพระเอกของงาน ที่คอยบริการเติมความสุขและสร้างสีสัน รวมทั้งเติมจังหวะและความครื้นเครงให้ผู้คนทั้งงาน แต่นอกจากจะเล่นบทพระเอกแล้ว แอลกอฮอล์ยังสามารถกลายเป็นตัวรา้ย ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายตามมาหลังจบงานรื่นเริงด้วย หากเปิดรายงานสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560-2563 พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดวินัยจราจร เป็นเหตุผลหลักที่นำไปสู่ความสูญเสีย โดยในปี 2560 รายงานจากสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุระบุว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม &#8216;ดื่มแล้วขับ&#8217; โดยมีการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด 3,919 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงถึง 4,128 ราย เสียชีวิต 478 คน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-1/">เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม &#8216;เหล้า&#8217; ส่งผลกับ &#8216;เรา&#8217; มากกว่าที่คิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>:: Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านรวมบทความสั้น &#8216;เหล้ากับเรา&#8217; ชุดแรก &#8211; ว่าด้วยการบริโภคแอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์เยอะเกินไป และการเกิดภาวะ alcohol overdose ::</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1431" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1.jpg" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-1-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;">-1-</h2>
<h2 style="text-align: center;">เพราะ &#8216;การดื่ม&#8217; ส่งผลมากกว่าที่คิด</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงสัปดาห์หยุดยาวในโอกาสต้อนรับปี 2563 หลายคนคงกลับไปพักผ่อนเพื่อชาร์ตแบต เติมพลัง และส่งท้ายปีเก่าร่วมกับคนในครอบครัว หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนนิยมทำก็คงหนีไม่พ้นการดื่มฉลองให้กับปีที่ผ่านมาด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</p>
<p>แน่นอนว่า ในงานเลี้ยงที่ครื้นเครงเช่นนี้ &#8216;เครื่องดื่มแอลกอฮอล์&#8217; มักถูกมองเป็นพระเอกของงาน ที่คอยบริการเติมความสุขและสร้างสีสัน รวมทั้งเติมจังหวะและความครื้นเครงให้ผู้คนทั้งงาน แต่นอกจากจะเล่นบทพระเอกแล้ว แอลกอฮอล์ยังสามารถกลายเป็นตัวรา้ย ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายตามมาหลังจบงานรื่นเริงด้วย</p>
<p>หากเปิดรายงานสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560-2563 พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดวินัยจราจร เป็นเหตุผลหลักที่นำไปสู่ความสูญเสีย โดยในปี 2560 รายงานจากสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุระบุว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม &#8216;ดื่มแล้วขับ&#8217; โดยมีการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด 3,919 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงถึง 4,128 ราย เสียชีวิต 478 คน</p>
<p>ขณะที่ในปี 2561 ยอดรวมอุบัติเหตุยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องถึง 4,005 ครั้ง แต่ยอดผู้บาดเจ็บลดลงเหลือ 3,841 ราย และมีผู้เสียชีวิต 423 คน ก่อนสถิติอุบัติเหตุจะลดลงในปี 2562 โดยยอดอุบัติเหตุสะสมอยู่ที่ 3,791 ครั้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3,892 ราย และผู้เสียชีวิต 373 คน</p>
<p>สำหรับสถิติล่าสุดประจำปี 2563 พบว่า ยอดคดีคงค้างตลอดช่วงเวลา 7 วันอันตราย มีจำนวนคดี &#8216;เมาแล้วขับ&#8217; ทั้งสิ้น 3,103 คดี จากทั้งหมด 3,311 คดี คิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 93.72 จากคดีทั้งหมด</p>
<p>พฤติกรรมเมาแล้วขับ และการลดหย่อนวินัยการขับขี่ล้วนมีผลกระทบมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น เพราะการบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการควบคุมตนเอง โดยเฉพาะในด้านของการตัดสินใจ ดังนั้น จึงอาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องมา &#8216;ทำความรู้จัก&#8217; และ &#8216;ทำความเข้าใจ&#8217; การบริโภคแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นของคนในสังคม เพื่อป้องกันและระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>การบริโภคแอลกอฮอล์คืออะไร?</b></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>การบริโภคแอลกอฮอล์คือ &#8216;การดื่มเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยแอลกอฮอล์&#8217; โดยการบริโภึแอลกอฮอล์เกิดจากเหตุผลหลายประการ ที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ คือ การเฉลิมฉลองและงานเลี้ยงสังสรรค์ และดื่มเพื่อเข้าสังคม นอกจากนี้ คนยังมักใช้แอลกอฮอล์เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวันด้วย</p>
<p>ฟังดูเหมือนการบริโภคแอลกอฮอล์จะมีแต่ข้อดีรองรับ แต่อีกด้านหนึ่ง การบริโภคแอลกอฮอล์ก็สร้างปัญหาให้กับสังคมไม่น้อย และอาจจะสร้างปัญหามากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะในกรณีที่ดื่มมากเกินไป (alcohol overdose) เช่น การเปลี่ยนผ่านจากการ &#8216;จิบ&#8217; เป็นการ &#8216;ซด&#8217; เบียร์เป็นประจำ ซึ่งหากทำซ้ำๆ ก็อาจจะเปลี่ยนสถานะจากการดื่มเป็นอาการ &#8216;ติดแอลกอฮอล์&#8217; (alcohol dependence) ในที่สุด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ เราสามารถแยกได้ไหม ว่าแค่ไหนคือการบริโภคแอลกอฮอล์ และ แค่ไหนคือการติดแอลกอฮอล์ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ว่านั้นขึ้นอยู่กับคำถามที่ว่า</span></p></blockquote>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">คุณดื่มมากและบ่อยแค่ไหน?</span></p></blockquote>
</li>
<li style="font-weight: 400;">
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">คุณอายุเท่าไหร่ตอนเริ่มดื่ม?</span></p></blockquote>
</li>
<li style="font-weight: 400;">
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่คุณดื่ม สุขภาพเป็นอย่างไร?</span></p></blockquote>
</li>
<li style="font-weight: 400;">
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">มีสมาชิกคนใดในครอบครัวที่มีประวัติการดื่มสุราหรือไม่?</span></p></blockquote>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นเพียงคำถามคร่าวๆ ที่จะช่วยทำให้เห็นปัจจัยของอาการ ‘ติด’ สุรา ที่มาจากพฤติกรรมการดื่มของแต่ละคนได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>ดื่มผิดชีวิตเปลี่ยน </b></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดื่มสุรามากเกินไปส่งผลให้แอลกอฮอล์เข้าไปยังกระแสเลือด (bloodstream) และจะเข้าไปเปลี่ยนระดับความเข้มข้นในเลือด หรือที่เรียกกันว่า blood alcohol concentration (BAC) ยิ่ง BAC ในร่างกายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินมากเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับรายงานสถิติอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายของสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ที่ระบุว่า เมื่อปริมาณ BAC เพ่ิ่มมากขึ้น จะก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่างกับร่างกาย ตั้งแต่ขาดการยับยั้งชั่งใจ พูดจาไม่รู้เรื่อง มีปัญหาด้านการประคองสติ ไปจนถึงมีปัญหาด้านการหายใจ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด</span></p>
<p>อาการดังกล่าวเกี่ยวพันโดยตรงกับการเมาแล้วขับ เพราะยิ่งความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดมากขึ้น ความสามารถในการตัดสินใจจะลดลง ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายในการขับขี่ยานพาหนะ และการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง หรือกลายเป็นผู้ติดแอลกอฮอล์ ก็อาจเกิดโรคอื่นร่วมด้วย เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็ง เป็นต้น</p>
<p>สำหรับผู้ที่ดื่มสุรามาเป็นระยะเวลานาน (long-term alcohol use disorder) จะพบภาวะการทรงตัวผิดปกติ สูญเสียความทรงจำ และความจำเสื่อม (wernicke korsakoff syndrome) ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินกลุ่ม B1 เป็นเวลานาน เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จะทำให้สมองได้รับความเสียหาย สอดคล้องกับรายงานทางการแพทย์ที่พบว่า ศพของผู้เสียชีวิตจากพิษสุราเรื้อรังมักจะปรากฎร่องรอยของกลุ่มอาการดังกล่าวด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1495" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2.jpg" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2.jpg 2048w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/บทความเล็ก-2-1024x1024.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>-2-</strong></h2>
<h2 style="text-align: center;"><strong>เพราะ &#8216;มากไป&#8217; ก็อันตรายถึงชีวิต</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อพูดถึงผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ดื่มหลายคนอาจชะล่าใจ และมองว่า ดื่มแค่ชั่วครั้งคราวเอง ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก (มั้ง) แต่รู้ไหมว่า แม้จะเป็นนักดื่มชั่วคราว ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจนเกิดภาวะ alcohol overdose</p>
<p><span style="font-weight: 400;">Alcohol Overdose (การดื่มเกินขนาด) คือ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป จนส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมฟังก์ชั่นการดำเนินชีวิต เช่น การหายใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ การควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ซึ่งจะนำไปสู่การที่ระบบต่างๆ ของร่างกายชัตดาวน์ตัวเองในท้ายที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผู้ดื่มดื่มเกินขนาด อาการต่างๆ จะเริ่มแสดงออกมาทางร่างกาย เช่น เริ่มประคองสติไม่ได้ อาเจียน มีปัญหาด้านการหายใจ ซึมและมีปฏิกริยาตอบสนองช้าลง เป็นต้น จากนั้น อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ภาวะสมองตายหรือเสียชีวิตได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ alcohol overdose คือ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากและเร็ว จากการศึกษาพบว่า ในการดื่มแอลกอฮอล์แต่ละครั้งจะทำให้ปริมาณของ BAC ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นถึง 0.8 % หรือมากกว่านั้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด (BAC) แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ระดับที่ 1 ไม่เป็นอันตราย (0.0-0.7%)</strong>: ยังสามารถสื่อสารและควบคุมตนเองได้ปกติ ความทรงจำครบถ้วน ซึ่งในระดับนี้ แอลกอฮอล์ในเลือดจะทำให้ผู้ดื่มผ่อนคลายและเริ่มง่วง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ระดับที่ 2 เริ่มสูญเสียการควบคุมตนเอง (0.06-0.15%)</strong>: ในช่วงต้น แอลกอฮอล์จะช่วยให้ผู้ดื่มผ่อนคลายก่อน จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่อาการมึนเมา จึงจะเริ่มมีความเสี่ยงในการแสดงพฤติกรรมรุนแรง เริ่มสื่อสารไม่รู้เรื่อง ความระมัดระวังลดน้อยลง และมีทักษะในการขับขี่ที่ต่ำลงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ระดับที่ 3 ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ (0.16-0.30%)</strong>: ในระดับนี้ ผู้ดื่มจะไม่สามารถสื่อสารหรือระมัดระวังตัวได้ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับพาหนะจะลดต่ำลงจนมีแนวโน้มเป็นอันตราย ไม่สามารถตัดสินใจได้ รวมถึงมีอาการหลงลืม อาเจียน ไปจนถึงการหมดสติ และอาจจะเริ่มมีอาการทั่วไปของภาวะ alcohol overdose</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ระดับที่ 4 อันตรายต่อชีวิต (0.31 &#8211; 0.45%)</strong>: ผู้ดื่มจะหมดสติ เกิดภาวะ alcohol overdose และอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้</span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ กลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ดื่มแอลกอฮอล์มักจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเฉพาะ เนื่องจากพวกเขามักดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มาก จนอาจเสียความสามารถในการย่อยสลายแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น หากคุณคิดจะดื่ม สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกอยู่เสมอคือ อย่าดื่มมากเกินไป และให้มีสติอยู่เสมอเวลาดื่ม โดยอาจจะยึดแนวทางการดื่มด้านล่างนี้เป็นเกณฑ์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><strong>มาตรฐานการดื่มที่เสี่ยงต่ำ</strong></p></blockquote>
<ul>
<li>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">เบียร์ 12 ออนซ์  (ปริมาณแอลกอฮอล์ต่อหน่วย 5%)</span></p></blockquote>
</li>
<li>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">เหล้ามอลต์ 8-9 ออนซ์ (ปริมาณแอลกอฮอล์ต่อหน่วย 7%)</span></p></blockquote>
</li>
<li>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ไวน์ 5 ออนซ์ (ปริมาณแอลกอฮอล์ต่อหน่วย 12%)</span></p></blockquote>
</li>
<li>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">สุรากลั่น จำพวก จิน เหล้ารัม เตกีล่า ว้อดก้า วิสกี้ 1.5 ออนซ์ (ปริมาณแอลกอฮอล์ต่อหน่วย 40%)  </span></p></blockquote>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นพระเอกชั้นดีในการสังสรรค์ ช่วยปรุงรสบทสนทนาและสร้างบรรยากาศครึกครื้นในงาน แต่แอลกอฮอล์ก็สามารถกลายเป็นผู้ร้ายที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าคุณอยากดื่ม ต้องดื่มอย่างระมัดระวัง มีสติอยู่เสมอ ถ้าดื่มอย่าขับเด็ดขาด และอาจมีคนที่ไม่ดื่มหรือไม่เมาคอยสอดส่องดูแลคุณด้วย เพื่อที่วันแสนสุขจะได้ไม่หมดสนุกไปเสียก่อน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธารารัก ชูวานิชวงศ์ และ อรวรรณ ศิลปกิจ (2014). รายงานกลุ่มผู้ป่วย: กลุ่มอาการเวอร์นิก-คอร์ซาคอฟ. journal of mental health of Thailand. 22(2)</span></p>
<p>https://www.niaaa.nih.gov/overview-alcohol-consumption</p>
<p>https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_3312733</p>
<p>https://www.niaaa.nih.gov/publications/brochures-and-fact-sheets/understanding-dangers-of-alcohol-overdose</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcohol-and-drinker-1/">เหล้ากับเรา : เพราะการดื่ม &#8216;เหล้า&#8217; ส่งผลกับ &#8216;เรา&#8217; มากกว่าที่คิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1430</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
