<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>คนดังติดเหล้า Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/คนดังติดเหล้า/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:15:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>คนดังติดเหล้า Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/คนดังติดเหล้า/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=sober-stick-figure-amber-tozer</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2020 04:45:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Sober Stick Figure]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แอมเบอร์ โทเซอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=2309</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;การเลิกเหล้ามันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นในทันทีทันใดหรอก แต่มันจะสอนคุณอย่างหนักหน่วงไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะโง่น้อยลงไปเอง&#8221; คงมีไม่กี่คนที่ผ่านประสบการณ์การติดเหล้ามาตั้งแต่เจ็ดขวบจนพาชีวิตซัดเซแทบลุกยืนไม่ไหว แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตัดสินใจนำเรื่องราวความพินาศในชีวิตมาเล่าเป็นความเรียงผ่านหนังสือเปี่ยมอารมณ์ขันแบบที่ แอมเบอร์ โทเซอร์ ทำได้ อาจเป็นเพราะความได้เปรียบอย่างหนึ่งคือเธอมองโลกในแง่ดี และลำดับต่อมา เธอมีเซนส์ขำขัน -ไม่ว่าจะเมาหรือไม่เมา- อันหาได้ยาก ซึ่งทั้งสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Sober Stick Figure หนังสือชีวประวัติของเธอที่เล่าถึงชีวิตล้มลุกคลุกคลานหลังติดเหล้าของเธอกลายเป็นหนังสือขายดีและเปิดเปลือยชีวิตของคนที่ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวันหมดไปกับการประคองสติกับประคองแก้วเหล้า &#8220;ครั้งแรกที่ฉันได้ลองดื่มแอลกอฮอล์คือตอนอยู่ในบ้านคุณย่า อายุสักเจ็ดขวบได้ คุณลุงวูดดีเอาเบียร์ให้ฉันลองมาจิบๆ ดูซึ่งฉันคิดว่ารสชาติมันอย่างกะฉี่เปรี้ยวๆ แน่ะ อ้อ ฉันรู้ว่าฉี่รสชาติเป็นยังไงเพราะฉันเป็นเด็กบ๊องๆ น่ะ ในตอนนั้นนะ&#8221; โทเซอร์เขียนในหนังสือ Sober Stick Figure ประเด็นคือ ตัวโทเซอร์ในวัยเจ็ดขวบซึ่งเป็นเด็กบ๊องๆ ไม่คิดสักนิดว่าการได้ลองชิมเบียร์แถมยังไม่ประทับใจรสชาติเหมือนฉี่ของมันเท่าไหร่ จะกลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่ทำให้เธอในวัยผู้ใหญ่หมกมุ่นกับการดื่มเหล้าและเบียร์แทบไม่ว่างเว้นแต่ละวัน เธอเติบโตในรัฐโคโลราโดท่ามกลางญาติมิตรและเพื่อนบ้านนักดื่ม แม้พวกเขาจะไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอเข้ามาร่วมวงลองจิบทุกครั้งที่เปิดขวด แต่การห้อมล้อมและเห็นบรรยากาศเช่นนั้นตั้งแต่เด็กก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เธอโตมาพร้อมกับกำขวดเบียร์ไว้ในมือไม่ห่าง รู้ตัวอีกที เธอและคนรอบตัวก็นิยามว่าโทเซอร์กลายเป็น &#8220;คนติดเหล้า&#8221; อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เช่นเดียวกับคนติดเหล้าอีกหลายล้านคนบนโลก โทเซอร์พบปัญหาสุขภาพที่ดิ่งลงเหวอย่างไม่อาจเยียวยาแก้ไข บวกกับความกดดันหลังพยายามห่างจากแอลกอฮอล์ ที่ยิ่งพยายามหักดิบมากเท่าไหร่ยิ่งกลายเป็นว่าเธอกลับไปหามันอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเท่านั้น คนรักของเธอในเวลานั้นพยายามรับมือกับโทเซอร์ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และตัวติดหนึบกับเหล้า (เผลอๆ อาจจะมากกว่าเขา) จนต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง ประกอบกับความรู้สึกเคว้งคว้างของชีวิตหลังย้ายมาอยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ เผชิญเหตุการณ์ 911 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/">Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;การเลิกเหล้ามันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นในทันทีทันใดหรอก แต่มันจะสอนคุณอย่างหนักหน่วงไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะโง่น้อยลงไปเอง&#8221;</p>
<p>คงมีไม่กี่คนที่ผ่านประสบการณ์การติดเหล้ามาตั้งแต่เจ็ดขวบจนพาชีวิตซัดเซแทบลุกยืนไม่ไหว แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตัดสินใจนำเรื่องราวความพินาศในชีวิตมาเล่าเป็นความเรียงผ่านหนังสือเปี่ยมอารมณ์ขันแบบที่ <strong>แอมเบอร์ โทเซอร์</strong> ทำได้ อาจเป็นเพราะความได้เปรียบอย่างหนึ่งคือเธอมองโลกในแง่ดี และลำดับต่อมา เธอมีเซนส์ขำขัน -ไม่ว่าจะเมาหรือไม่เมา- อันหาได้ยาก ซึ่งทั้งสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Sober Stick Figure หนังสือชีวประวัติของเธอที่เล่าถึงชีวิตล้มลุกคลุกคลานหลังติดเหล้าของเธอกลายเป็นหนังสือขายดีและเปิดเปลือยชีวิตของคนที่ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวันหมดไปกับการประคองสติกับประคองแก้วเหล้า</p>
<p>&#8220;ครั้งแรกที่ฉันได้ลองดื่มแอลกอฮอล์คือตอนอยู่ในบ้านคุณย่า อายุสักเจ็ดขวบได้ คุณลุงวูดดีเอาเบียร์ให้ฉันลองมาจิบๆ ดูซึ่งฉันคิดว่ารสชาติมันอย่างกะฉี่เปรี้ยวๆ แน่ะ อ้อ ฉันรู้ว่าฉี่รสชาติเป็นยังไงเพราะฉันเป็นเด็กบ๊องๆ น่ะ ในตอนนั้นนะ&#8221; โทเซอร์เขียนในหนังสือ Sober Stick Figure</p>
<p>ประเด็นคือ ตัวโทเซอร์ในวัยเจ็ดขวบซึ่งเป็นเด็กบ๊องๆ ไม่คิดสักนิดว่าการได้ลองชิมเบียร์แถมยังไม่ประทับใจรสชาติเหมือนฉี่ของมันเท่าไหร่ จะกลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่ทำให้เธอในวัยผู้ใหญ่หมกมุ่นกับการดื่มเหล้าและเบียร์แทบไม่ว่างเว้นแต่ละวัน</p>
<p>เธอเติบโตในรัฐโคโลราโดท่ามกลางญาติมิตรและเพื่อนบ้านนักดื่ม แม้พวกเขาจะไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอเข้ามาร่วมวงลองจิบทุกครั้งที่เปิดขวด แต่การห้อมล้อมและเห็นบรรยากาศเช่นนั้นตั้งแต่เด็กก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เธอโตมาพร้อมกับกำขวดเบียร์ไว้ในมือไม่ห่าง รู้ตัวอีกที เธอและคนรอบตัวก็นิยามว่าโทเซอร์กลายเป็น &#8220;คนติดเหล้า&#8221; อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว</p>
<p>เช่นเดียวกับคนติดเหล้าอีกหลายล้านคนบนโลก โทเซอร์พบปัญหาสุขภาพที่ดิ่งลงเหวอย่างไม่อาจเยียวยาแก้ไข บวกกับความกดดันหลังพยายามห่างจากแอลกอฮอล์ ที่ยิ่งพยายามหักดิบมากเท่าไหร่ยิ่งกลายเป็นว่าเธอกลับไปหามันอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเท่านั้น</p>
<p>คนรักของเธอในเวลานั้นพยายามรับมือกับโทเซอร์ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และตัวติดหนึบกับเหล้า (เผลอๆ อาจจะมากกว่าเขา) จนต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง ประกอบกับความรู้สึกเคว้งคว้างของชีวิตหลังย้ายมาอยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ เผชิญเหตุการณ์ 911 ที่สั่นสะเทือนสหรัฐฯ โทเซอร์พบว่าทางออกเดียวที่เธอควานหาให้ตัวเองได้ในเวลานั้น คือการดื่มให้หนักกว่าที่เคยเพื่อให้ปัญหาทุกอย่างมันจางลงไปเอง</p>
<p>แน่นอนว่านั่นไม่ได้ผล หรือถ้าได้ผลก็แค่ในระยะสั้นเท่านั้น &#8220;ฉันรู้มาตลอดว่าพวกคนติดเหล้าน่ะเพี้ยนทั้งนั้นแหละ เราหมกมุ่น เรามีความในใจมากมาย และพยายามดื่มเหล้าเพื่อกลบฝังความในใจพวกนี้ให้เงียบไป ความกระหายที่จะดื่มนั้นแสนแข็งแรง เราจะดื่มจนกว่าจะสลบเหมือดไปเอง และก็นะ พอได้ลองดื่มแก้วแรก เดี๋ยวแก้วที่สองสามก็จะตามมาอีกเพียบ ร่างกายและจิตใจของพวกเรา -คนติดเหล้า- น่ะแตกต่างไปจากพวกคนปกติไปหลายช่วงตัวเลยล่ะ&#8221;</p>
<p>ภาวะติดเหล้าของโทเซอร์นั้นเลวร้ายลงเรื่อยๆ เธอเคยใช้เวลาดื่มเหล้าติดต่อกันหกเดือนทุกคืนแบบไม่ให้ตับได้พักผ่อน ซึ่งเธอบอกว่าเอาเข้าจริงก็จำเหตุการณ์ เรื่องราวอะไรในช่วงเวลานั้นไม่ได้มากนัก สิ่งเดียวที่เธอจำได้ก็แค่ &#8220;ตื่นขึ้น&#8221; กับ &#8220;โผล่มาผับสักแห่ง&#8221; แล้ววนเป็นวัฏจักรชีวิตยาวนานครึ่งปี</p>
<p>&#8220;มีอยู่ครั้งนึง ฉันตื่นขึ้นบนรถไฟในโคนีย์ ไอส์แลนด์ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว ฉันเป็นแค่ผู้โดยสารเพียงคนเดียว แต่ก็นะ ฉันได้แต่บอกตัวเองว่ายังไงซะก็อยากมาที่นี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว&#8221; เธอเล่า</p>
<p>&#8220;สภาพจิตใจฉันย่ำแย่ มีภาวะวิตกกังวล บางทีก็คิดว่าคนต้องเกลียดเราแน่ๆ บางทีเราก็เกลียดตัวเอง แล้วพอเป็นอย่างนั้น เราก็ขอผ่อนคลายด้วยไวน์สักแก้ว เบียร์สักเหยือกหรือไม่ก็ผสมๆ กันมาเลยก็แล้วกันวะ และนั่นแหละ ความรู้สึกเป็นมิตร อบอุ่นที่แอกกอฮอล์มอบให้เราตั้งแต่เรากรอกมันเข้าปากแล้วไหลพรวดลงไปในช่องท้อง&#8221; เธอบอก</p>
<p>&#8220;ไอ้ความรู้สึกนั้นมันเหมือนสัมผัสจากพระเจ้าเลย เหมือนพระองค์มาลูบผมเรา บอกว่าไม่เป็นไรน่ะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะดื่มแค่แก้วเดียวหรือสองแก้ว ซึ่งในกรณีของฉันคือสิบสี่แก้ว&#8221;</p>
<p>ความเศร้าคือ แม้เธอจะรู้ว่าแอลกอฮอล์และเหล้าสารพัดชนิดกำลังทำชีวิตเธอพัง แต่เธอก็ปล่อยมือจากมันไม่ได้จริงๆ และยิ่งทำให้เธอตกที่นั่งลำบากในการใช้ชีวิตจนถึงขั้นแทบจะล้มหมอนนอนเสื่อ ในทางกลับกัน มันก็ทำให้เธอเข้าอกเข้าใจคนที่ยังเลิกเหล้าไม่ได้</p>
<p>&#8220;เวลาคนทั่วไปบอกว่า &#8216;หยุดดื่มเหล้า หยุดใช้ยาพวกนั้นเถอะน่า เธอเลือกที่จะไม่ใช้พวกมันได้นี่ ใช้จิตสำนึกหน่อย&#8217; ฉันก็สวนกลับไปทุกทีแหละว่า &#8216;เงียบเหอะน่ะ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ จงใช้สมองและตรรกะแบบปกติของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองไปเถอะ แล้วปล่อยให้พวกเราเมาเรื้อนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหาทางออกได้เองก็แล้วกัน'&#8221; แต่ทั้งที่ตอบอย่างนั้น ตัวโทเซอร์เองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เธอจึงตัดสินใจสมัครเข้ารับการบำบัดการเลิกเหล้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง&#8230; และก็รู้ในทันทีว่า ทำไมที่ผ่านมา หลายคน -รวมทั้งเธอ- ถึงเลิกเหล้าเองได้ยากลำบากเหลือเกิน</p>
<p>&#8220;ตอนต้องไปเข้ารับการบำบัดกลุ่มผู้ติดเหล้า ฉันฉุนจัดเลยตอนถูกประเมินว่าเป็นคนติดแอลกอฮอล์ และฉุนกว่าเดิมเพราะว่าทำอะไรแก้ไอ้ความฉุนนี้ไม่ได้เลย (หัวเราะ) แค่ต้องนั่งจมอยู่กับความเดือดดาลของตัวเอง เฝ้ารอให้ความรู้สึกมันหายไปเอง และหวังว่าจะไม่ไปทำใครเจ็บตัวเข้าระหว่างเข้ารับการบำบัด และนั่นแหละที่ฟาดฉันเข้าอย่างจัง เพราะทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างมันผ่านไปได้คือต้องดื่มไง! ดื่มให้ความรู้สึกพวกนี้มันหายไป ลองนึกภาพโลกที่ไม่มีคนเมาสิ เราคงฆ่ากันตายไปแล้ว&#8221;</p>
<p>แต่ทั้งที่ลำบากและแทบจะลุกไปทุบผู้ร่วมบำบัดด้วยความหงุดหงิดจากอาการอยากแอลกอฮอล์ โทเซอร์ก็รอดจากมันมาได้หลายปีแล้ว ทุกวันนี้เธอใช้ชีวิตเป็นนักเขียนอิสระกับเดี่ยวไมโครโฟนหญิงที่ขึ้นแสดงในผับเล็กๆ ซึ่งต่อให้เธอต้องเผชิญหน้ากับถังเหล้าขนาดยักษ์ในผับที่ขึ้นแสดงทุกวัน มันก็ไม่อาจสั่นสะเทือนอะไรเธอได้อีกแล้ว</p>
<p>&#8220;การดื่มเหล้ามันมีแต่กอบโกยไปจากเรา การเลิกเหล้านั้นมีแต่ให้ ความรื่นรมย์ที่ฉันพบระหว่างการพยายามเลิกเหล้ามันดียิ่งกว่าการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ตัวไหนอีก ความรื่นรมย์เล็กๆ น้อยๆ ทว่าแสนสวยงาม เราไม่ต้องพบเจอกับอาการเมาค้างนรกแตก ไม่ต้องคอยจัดการชีวิตแหลกเหลว และฉันก็ไม่ต้องตกเป็นทาสของสิ่งที่พร้อมจะฆ่าฉันให้ตายอีกต่อไป&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
<p>ที่มา</p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=R0gtJKnEwdE">https://www.youtube.com/watch?v=R0gtJKnEwdE</a></p>
<p><a href="https://joinclubsoda.com/product/sober-stick-figure-by-amber-tozer/">https://joinclubsoda.com/product/sober-stick-figure-by-amber-tozer/#</a></p>
<p>https://www.huffpost.com/entry/sober-stick-figure-a-unique-and-hilarious-story-of_b_577bfd63e4b00a3ae4ce64ef?guccounter=1</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/sober-stick-figure-amber-tozer/">Sober Stick Figure ชีวประวัติของ แอมเบอร์ โทเซอร์ คน (เคย) ติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2309</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ben-affleck</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2020 05:05:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เบน แอฟเฟล็ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1977</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น Sad Batman ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก Good Will Hunting (1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ Armageddon (1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง Good Will Hunting, ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากกวาดตามองไปในแวดวงฮอลลีวูด การจะหานักแสดงมากฝีมือที่ยืนระยะในวงการมาได้โดยกระแสไม่ตกมานับสิบปีน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่หยิบมือ และคงจะน้อยลงไปอีก หากควานหานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทั้งยังประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าชื่อของ เบน แอฟเฟล็ค น่าจะติดโผเป็นหนึ่งในรายชื่ออันน้อยนิดเหล่านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแซะแกมแซวว่าเป็น </span><span style="font-weight: 400;">Sad Batman </span><span style="font-weight: 400;">ยืดสลดอยู่หน้ารถแบ็ตโมไบล์ในหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายดีซี แอฟเฟล็คก็ดังระเบิดในฐานะนักแสดงและคนเขียนบทจาก </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting (</span><span style="font-weight: 400;">1997) ที่ส่งเขากับ แมตตฺ์ ดามอน เพื่อนรักที่ร่วมเขียนบทและแสดงด้วยกันคว้าออสการ์ด้วยวัยเพียง 25 ปี และถัดจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เป็นรับบทเป็นหนุ่มนักเจาะน้ำมันที่ได้ไปช่วยกู้โลกในหนังระเบิดดาวเคราะห์ </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon (</span><span style="font-weight: 400;">1998) ของป๋าไมเคิล เบย์ หลังจากนั้น ชื่อของเบน แอฟเฟล็ค ก็ลอยติดลมบนเพดานของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาอย่างยาวนาน จะเล่นหนังแป้กหนังเซอร์บ้างแต่ก็ยังเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่วงการบันเทิงอเมริการักอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควบคู่ไปกับความสำเร็จมหาศาล แอฟเฟล็คพบว่าชื่อเสียงนำพาความยากลำบากบางอย่างมาให้ เช่นเดียวกับคนดังอีกครึ่งวงการ เขาต้องอดทนกับการเผชิญหน้าปาปารัซซี่ที่วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต นับตั้งแต่เขาสร้างชื่อจากการเป็นไอ้หนุ่มนักเขียนบทแห่ง </span><span style="font-weight: 400;">Good Will Hunting, </span><span style="font-weight: 400;">ออกเดตกับสาวฮ็อตโลกระเบิด เจนนิเฟอร์ โลเปซ (ถึงขั้นที่สื่อตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า เบนนิเฟอร์ เลยนะเอ้อ!) ตามมาด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าถามแอฟเฟล็ค เขาอาจจะบอกว่า ปัญหาการดีลกับความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงก็อาจมีส่วนทำให้เขาหันมาพึ่งพาและใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องปลอบประโลม และมากไปกว่านั้น มันอาจเป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาเขาจากบาดแผลบางอย่างของครอบครัวที่เขาจำต้องรับมืออย่างยาวนานก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พ่อดื่มเหล้าทุกวัน ไม่เคยหยุดจนผมอายุ 19 นั่นแหละ&#8221; เขาเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์สไว้เช่นนั้น ในวัยเด็ก แอฟเฟล็คคือเด็กชายจากแคลิฟอร์เนียที่เติบโตขึ้นมาโดยเห็นพ่อดื่มเหล้า &#8220;ทั้งวันและทุกวัน&#8221; ทั้งยังใช้ความรุนแรงและก่อปัญหาอันเนื่องมาจากสุรา จนเมื่อแอฟเฟล็คอายุได้ 11 ขวบ พ่อก็ตัดสินใจหย่าขาดจากแม่ของเขา และกลายเป็นคนไร้บ้านซึ่งก็ยังคงดื่มหนักอย่างต่อเนื่องจนถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่ก็นะ ยิ่งโต ผมก็ยิ่งเข้าใจว่า พ่อได้พยายามทำเพื่อพวกเราอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ในเวลานั้นแล้ว ในครอบครัวผมเต็มไปด้วยคนที่ติดสุราและมีปัญหาทางจิตรายล้อมรอบตัวไปหมด มันส่งผ่านมายังพวกเราซึ่งเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะสลัดให้หลุด&#8221; แอฟเฟล็คว่า ย่าของเขาฆ่าตัวตายในห้องด้วยวัย 46 เช่นเดียวกันกับลุงที่ปลิดชีวิตด้วยปืนสั้น และป้าซึ่งติดเฮโรอีน ทำให้แอฟเฟล็คเติบโตขึ้นมาโดยมีเรื่องราวเหล่านี้เป็นฉากประดับในชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถอยนาฬิกาย้อนกลับไปสมัยที่เขายังวัยรุ่น สี่ปีภายหลังจากที่พ่อเดินออกจากบ้านและไม่หวนกลับเข้ามาอีก เบน แอฟเฟล็คในวัย 15 ปีเริ่มหัดลองดื่มเหล้า จนแม่ต้องส่งเขาไปเข้าค่ายสำหรับเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงจะก้าวร้าวและใช้ความรุนแรง ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เจ้าหนุ่มแอฟเฟล็คหย่าขาดจากแอลกอฮอล์แต่อย่างใด มิหนำซ้ำ เมื่อชื่อเสียงของเขาระเบิดเป็นพลุตอนวิ่งขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ในฐานะคนเขียนบทหนังร่วมกับแมตต์ ดามอนเพื่อนรัก บวกกับความสำเร็จจาก </span><span style="font-weight: 400;">Armageddon ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เขายังต้องเจอพายุชื่อเสียงถาโถมจนทำให้หวนกลับไปใช้แอลกอฮอล์เยียวยาอีกครั้ง และถูกส่งเข้ารับการบำบัดอย่างเร่งด่วนเป็นครั้งแรกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างนั้น แอฟเฟล็คปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูดแทบจะทุกปี กล่าวได้ว่า ราวปี 2000 เรื่อยมาจนถึงช่วงกลางๆ คือยุครุ่งเรืองของเบน แอฟเฟล็คโดยแท้จริง เขาอยู่ในหนังแอ็กชั่น หนังโรแมนติกและหนังดราม่า วุ่นวายอยู่กับเส้นแบ่งความมีชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวที่ชักจะลางเลือนเข้าไปทุกที ทำให้ในที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">เขากลับมาดื่มสุราอีกครั้ง และอาจจะหนักกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมจะดื่มจนกว่าจะน็อคหลับคาโซฟาที่บ้านนั่นแหละ&#8221; เขาว่า และนั่นคือพฤติกรรมการดื่มประจำวันที่หากมองเข้าไปจากภายนอก เราคงตั้งข้อสังเกตว่า พ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นอาการติดสุราเป็นแน่แท้ แต่เขาก็เพียรปฏิเสธมาตลอด จนเมื่อสังเกตเห็นว่าร่างกายชักจะไม่ไหวและ &#8220;เราเหมือนจะหลับบนโซฟามากกว่าเตียงนะนี่&#8221; เขาจึงต้องจัดการตัวเองอย่างเร่งด่วนด้วยการเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;นานทีเดียวล่ะ กว่าผมจะตระหนักอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ เพื่อจะยอมรับว่าตัวเองกำลังติดเหล้า&#8221; เขาว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคย์ซี แอฟเฟล็ค น้องชายแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน (และถูกพี่ชายจิ้มมาให้ช่วยแสดงนำในหนังที่กำกับเองครั้งแรกอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Gone Baby Gone </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อปี 2007 ซึ่งปรากฏว่าเป็นการแจ้งเกิดของแอฟเฟล็คคนพี่ในฐานะผู้กำกับหนังได้อย่างงดงามทีเดียว) เคยกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างอึดอัดว่า &#8220;ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันครับ เราล้วนเผชิญหน้ากับอาการติดแอลกอฮอล์มาด้วยกันอย่างยาวนาน เบนก็ติดสุรา ปู่ย่าของผมก็ติดสุรา พ่อของผมก็ด้วย ติดสุราหนักเท่าที่ใครสักคนจะติดได้น่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เบนก็พยายามมากเลยนะครับ ซึ่งมันก็ยากเหลือเกิน เขาโชคดีที่มีคนช่วยและมีเวลาในการเยียวยาตัวเองน่ะ&#8221; แอฟเฟล็คคนน้องอธิบาย ก่อนขยายความถึงสภาพการณ์ที่ทำให้พี่ชายของเขาหวนไปติดเหล้าหรือแม้แต่ทำให้เลิกเหล้าลำบาก &#8220;มันไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรโดยที่มีแต่คนจ้องจะถ่ายรูปคุณไปขาย ผมไม่ได้ริษยาอะไรพี่เขาเลย ผมเคยเห็นพ่อต่อสู้กับอาการติดเหล้ามาตั้งเป็นปีๆ ขนาดว่านั่นไม่มีใครตามถ่ายรูปหรือตามจ้องเขาทุกฝีก้าวนะ แต่มันดูไม่จืดเท่าไหร่หรอก แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้มีอะไรต้องอับอายนะครับ และดีแล้วที่เบนหาทางรับมือกับมันได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดจากนั้น เบน แอฟเฟล็ค ก็ระเบิดฟอร์มร้อนแรงในฐานะคนทำหนังเมื่อกำกับ </span><span style="font-weight: 400;">The Town (</span><span style="font-weight: 400;">2010) จนส่ง เจเรมี เรนเนอร์ เข้าชิงสมทบชายอดเยี่ยมของออสการ์และตามมาด้วย </span><span style="font-weight: 400;">Argo (</span><span style="font-weight: 400;">2012) ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์แห่งปีของออสการ์จนแอฟเฟล็คน้ำตาซึมตอนขึ้นไปรับรางวัล (ส่วนในอีกสี่ปีต่อมา เคซีย์ แอฟเฟล็คก็เป็นฝ่ายคว้าออสการ์ในฐานะนำชายยอดเยี่ยมจาก </span><span style="font-weight: 400;">Manchester by the Sea </span><span style="font-weight: 400;">และทำเอาเบน แอฟเฟล็ค ระเบิดน้ำตาที่งานด้วยความตื้นตันใจอีกรอบ แถมในปีเดียวกันนั้น เบน แอฟเฟล็คยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายยอดแย่ของราซซีอวอร์ดอีกต่างหาก กลายเป็นที่แซวขำขันของสื่อมวลชนอยู่พักหนึ่ง) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบน แอฟเฟล็ค ต้องหวนกลับมาตั้งหลักการบำบัดอีกครั้งภายหลังกลับมาดื่มอย่างหนักอีกครั้ง &#8220;แหงล่ะครับ การบำบัดมันน่าอาย&#8221; เขาว่า &#8220;ผมหวังว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง หวังสุดหัวใจว่ามันจะไม่ไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตเพราะเดี๋ยวลูกๆ จะโตมาแล้วเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;แต่การพูดเรื่องการติดเหล้าและการบำบัดไม่ได้รบกวนอะไรผมอีกแล้วล่ะ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เป็นเรื่องที่ผมข้ามผ่านมาได้ และมันก็ไม่ได้ทำลายตัวตนของผมหรือกลายเป็นทุกสิ่งในชีวิต แต่มันเป็นเรื่องที่คุณต้องรู้ว่า จะต้องรับมือกับมันให้ได้ ผมแค่รู้สึกว่าผมมีปัญหาและต้องจัดการมันซะ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็ภูมิใจอยู่นะที่บำบัดจนได้ เพราะมันคือตัวคุณ ชีวิตคุณ ครอบครัวของคุณ และคนรอบๆ ตัวที่จะประคับประคองให้คุณผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p><strong>ที่มา</strong></p>
<p id="link-6dee0dfa" class="css-j54zk9 e1h9rw200" data-test-id="headline"><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/18/movies/ben-affleck.html">Ben Affleck Tried to Drink Away the Pain. Now He’s Trying Honesty</a></p>
<p class="headline"><a href="https://www.latimes.com/entertainment-arts/movies/story/2020-02-20/ben-affleck-alcohol-addiction-depression-disappointment">Ben Affleck opens up about alcohol addiction, depression and his biggest disappointment</a></p>
<p class="title style-scope ytd-video-primary-info-renderer"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=hRwcYKZ2YzU&amp;feature=emb_title">Ben Affleck shares how he got better and moved on after struggles with alcohol, Part 1 | ABC News</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เรื่องและภาพ:</strong> ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/ben-affleck/">เบน แอฟเฟล็ค และเส้นทางการเลิกเหล้าอันแสนยาวนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1977</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แบรดลีย์ คูเปอร์ เปลี่ยนบทบันทึกการเลิกเหล้า สู่บทหนังชิงรางวัลออสการ์</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/bradley-cooper/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=bradley-cooper</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2020 06:12:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[bradley cooper]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดาราฮอลลีวูด]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[แบรดลีย์ คุูเปอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1873</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;ผมเลิกเหล้าแล้ว -อย่างเด็ดขาด- การเลิกเหล้าน่ะยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว&#8221; แบรดลีย์ คูเปอร์ กล่าวไว้เช่นนั้น ก่อนจะมารับบทนำในหนังที่ว่าด้วยคนขี้เมาเรื้อนเละไปทั้งเรื่องอย่าง The Hangover (2009) &#160; &#160; น่าประทับใจทีเดียวที่นักแสดงหนุ่มฮอตของฮอลลีวูด ซึ่งแจ้งเกิดจากบท ฟิล หนุ่มหน้าหล่อขี้เมาแห่งแฟรนไชส์ The Hangover อย่างคูเปอร์นั้นปฏิเสธการดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด นั่นเพราะว่าก่อนหน้านี้ คูเปอร์ดื่มแอลกอฮอล์หนักขนาดที่ว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกที นอกจากสติสตังจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เขายังมีแนวโน้มจะไร้สติถึงขั้นพลั้งมือทำร้ายตัวเองจนถึงแก่ชีวิตเอาได้ง่ายๆ &#160; ภายหลัง เขานำประสบการณ์ภาวะติดเหล้าอย่างหนักมาใช้ในงานกำกับหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง A Star Is Born (2018) &#160; คูเปอร์เริ่มต้นชีวิตนักแสดงด้วยการรับบทสมทบเล็กจิ๋วจากซีรีส์ที่ดังระเบิดระเบ้อเมื่อช่วงต้นปี 2000 อย่าง Sex and the City ก่อนจะค่อยๆ รับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก นี่เองที่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่คูเปอร์เผยว่าเป็นต้นธารของการดื่มอย่างหนักเพื่อลบความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยและเคร่งเครียดจากอาชีพการงานที่แข่งขันกันดุเดือดสุดขีดในฮอลลีวูด เขาเป็นเด็กจากฟิลาเดลเฟีย เข้ามาเรียนการแสดงในนิวยอร์ก ขวนขวายอยู่ในวงการด้วยการรับบทเล็กจิ๋วในวัย 24 ปี เพื่อพบว่าเส้นทางอาชีพนี้ไม่ง่ายเลยสักนิด &#160; &#8220;ผมเอาแต่กังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับผมนะ ว่าตัวเองจะต้องเจออะไรอีก ว่าจะเอาชีวิตรอดจากวันนี้ยังไง&#8221; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/bradley-cooper/">แบรดลีย์ คูเปอร์ เปลี่ยนบทบันทึกการเลิกเหล้า สู่บทหนังชิงรางวัลออสการ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ผมเลิกเหล้าแล้ว -อย่างเด็ดขาด- การเลิกเหล้าน่ะยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว&#8221; แบรดลีย์ คูเปอร์ กล่าวไว้เช่นนั้น ก่อนจะมารับบทนำในหนังที่ว่าด้วยคนขี้เมาเรื้อนเละไปทั้งเรื่องอย่าง The Hangover (2009)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter wp-image-1893 size-large" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Glasto17-44_35547413626_Cropped-683x1024.jpg" alt="" width="640" height="960" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Glasto17-44_35547413626_Cropped-683x1024.jpg 683w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Glasto17-44_35547413626_Cropped-200x300.jpg 200w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Glasto17-44_35547413626_Cropped.jpg 734w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>น่าประทับใจทีเดียวที่นักแสดงหนุ่มฮอตของฮอลลีวูด ซึ่งแจ้งเกิดจากบท ฟิล หนุ่มหน้าหล่อขี้เมาแห่งแฟรนไชส์ The Hangover อย่างคูเปอร์นั้นปฏิเสธการดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด นั่นเพราะว่าก่อนหน้านี้ คูเปอร์ดื่มแอลกอฮอล์หนักขนาดที่ว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกที นอกจากสติสตังจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เขายังมีแนวโน้มจะไร้สติถึงขั้นพลั้งมือทำร้ายตัวเองจนถึงแก่ชีวิตเอาได้ง่ายๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภายหลัง เขานำประสบการณ์ภาวะติดเหล้าอย่างหนักมาใช้ในงานกำกับหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง A Star Is Born (2018)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คูเปอร์เริ่มต้นชีวิตนักแสดงด้วยการรับบทสมทบเล็กจิ๋วจากซีรีส์ที่ดังระเบิดระเบ้อเมื่อช่วงต้นปี 2000 อย่าง Sex and the City ก่อนจะค่อยๆ รับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก</p>
<p>นี่เองที่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่คูเปอร์เผยว่าเป็นต้นธารของการดื่มอย่างหนักเพื่อลบความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยและเคร่งเครียดจากอาชีพการงานที่แข่งขันกันดุเดือดสุดขีดในฮอลลีวูด เขาเป็นเด็กจากฟิลาเดลเฟีย เข้ามาเรียนการแสดงในนิวยอร์ก ขวนขวายอยู่ในวงการด้วยการรับบทเล็กจิ๋วในวัย 24 ปี เพื่อพบว่าเส้นทางอาชีพนี้ไม่ง่ายเลยสักนิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมเอาแต่กังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับผมนะ ว่าตัวเองจะต้องเจออะไรอีก ว่าจะเอาชีวิตรอดจากวันนี้ยังไง&#8221; เขาอธิบาย &#8220;เอาจริงๆ ผมมักรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกอยู่ตลอดเวลาเลย และคิดอะไรเยอะแยะในหัวไปหมด จนในที่สุด ก็กลัวจับใจว่าอาจจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ซึ่งทำให้ผมหลอนจนสติแทบแตก หวาดหวั่นว่านี่เราทำชีวิตพังไปหรือยังวะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คูเปอร์จึงหาทางดับความวิตกกังวลนี้ด้วยแอลกอฮอล์และยาเสพติดเรื่อยมา มันทำให้เขาลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปได้ชั่วคราวในระหว่างที่ต้องวิ่งคัดตัว หางานในเมืองใหญ่ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว คูเปอร์ก็พบว่าเขายังไม่พอใจตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในงานหนังโทรทัศน์หรือซีรีส์ที่รับแสดงเท่าไรนัก ประกอบกับการอยู่ในตัวเมืองเปี่ยมแสงสีอย่างนิวยอร์ก ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย รู้ตัวอีกทีเขาก็มักพาตัวเองไปอยู่ในงานปาร์ตี้ทุกคืน และนั่นยิ่งทำให้เขาถอนตัวจากแอลกอฮอล์ยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผลจากการปาร์ตี้ครั้งนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขาจำได้ไม่ลืม และน่าจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ตรงไหนสักแห่งบนศีรษะเขา &#8220;ผมขลุกอยู่ในงานปาร์ตี้ แล้วมีอยู่วันหนึ่งที่ผมอยากโชว์เก๋าให้คนอื่นๆ ในงานได้ดู เลยเอาหัวฟาดพื้นคอนกรีตเต็มแรง เงยหน้ามาอีกที เลือดก็พุ่งไปทุกทิศทุกทาง ผมเลยเอาหัวฟาดพื้นอีกรอบและใช้เวลาทั้งคืนนั้นหมดไปที่โรงพยาบาลเซนต์ วินเซนต์ เพื่อประคบน้ำแข็งเป็นตันๆ รอให้พยาบาลมาเย็บแผล&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ มิตรสหายหลายคนรอบตัวจึงเริ่มรู้สึกว่า &#8216;เจ้าแบรด&#8217; ของพวกเขาเริ่มจะหนักข้อขึ้นทุกวันๆ และพยายามลากเพื่อนรักกลับมาอยู่ในโลกแห่งความมีสติสตังให้ได้มากที่สุด ซึ่งปรากฏว่าไม่ได้ผลเท่าไรนัก แบรดลีย์ คูเปอร์ ผู้เอาหัวฟาดพื้นยังคงไม่คิดว่านั่นเป็นพฤติกรรมที่หลุดโลกไปแล้ว (เอ่อ&#8230;)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;เพื่อนผมก็พยายามเตือนกันมาตลอดแหละ ซึ่งใจหนึ่งผมก็เชื่อพวกเขานะ แต่อีกใจก็ไม่เชื่อ&#8221; คูเปอร์ว่า และใช้เวลาหลังจากนั้นอยู่กับกองเหล้าเบียร์มากเท่าที่พอจะหาได้เช่นเคย ไม่ว่าเพื่อนจะเตือนเท่าไร คูเปอร์ก็ยังคิดว่า การล่องลอยอยู่ในโลกของความมึนเมานั้นเป็นความจำเป็นในชีวิตอยู่ดี และเลยเถิดไปถึงขั้นที่ทำให้เขาคิดอยากทำร้ายตัวเองอย่างจริงจัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ช่วงที่คูเปอร์ &#8216;ดำดิ่ง&#8217; กับโลกแอลกอฮอล์มากที่สุด คือช่วงที่ Alias ซีรีส์โทรทัศน์เมื่อปี 2001 กำลังออกฉาย ตัวซีรีส์ว่าด้วยชีวิตของ ซิดนีย์ (เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์) หญิงสาวผู้รู้สึกว่าถูกรัฐบาลหักหลังและตัดสินใจทวงแค้นทุกอย่างด้วยความสามารถที่มี โดยได้รับความช่วยเหลือจาก วิลล์ (คูเปอร์) หนึ่งในอดีตเพื่อนร่วมงานของเธอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ซีรีส์ที่มีความยาว 5 ซีซั่นเรื่องนี้ จับจ้องไปยังตัวละครซิดนีย์เป็นหลัก และตัวละครวิลล์นั้นปรากฏออกมาเพียงซีซั่นแรกๆ ทำให้คูเปอร์วิตกจริตสุดขีด เพราะเขากลัวว่า ในที่สุดแล้ว ตนจะไม่ได้ปรากฏตัวในซีรีส์เรื่องนี้อีกต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความรู้สึกตึงเครียดที่คูเปอร์หาทางกลบทับด้วยแอลกอฮอล์ คายผลออกมาเป็นพิษ &#8220;มันมีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมคิดว่า &#8216;อยากฆ่าตัวตายจังโว้ย&#8217; อะไรแบบนั้น&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หนักหนากว่านั้น ในตอนที่คูเปอร์ยังไม่ทันจัดชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง เขากลับประสบอุบัติเหตุทำเอ็นร้อยหวายตัวเองฉีกจากการเล่นบาสเกตบอล ลงเอยด้วยการถูกส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาล และต้องกลืนยาไวโคดิน (Vicodin) ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาปวดเป็นกำๆ</p>
<p>แม้ด้านหนึ่ง ยาดังกล่าวจะช่วยเยียวยาอาการบาดเจ็บของแผล แต่ในมุมกลับ มันก็ทำให้คูเปอร์เสพติดเจ้ายาตัวนี้ไปโดยปริยาย มันออกฤทธิ์ให้เคลิ้มหนักทวีคูณเมื่อผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่ว่าถึงอาการบาดเจ็บจะหายขาด คูเปอร์ก็ยังวนเวียนอยู่กับเหล้าผสมเจ้ายาไวโคดินอยู่อีกนานหลายปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมคิดเหมือนกันนะ ว่าถ้าขืนยังทำแบบนี้ต่อ คงได้ทำลายชีวิตตัวเองเข้าแน่ๆ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่แล้ว บทจะได้กลิ่นแหม่งๆ ว่าชีวิตตัวเองเริ่มลงเหว ก็เกิดขึ้นง่ายดายกับคูเปอร์ในเช้าแสนธรรมดาวันหนึ่ง &#8220;ผมตื่นขึ้นตอนเช้าตรู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง จำได้ว่านึกถึงชีวิตตัวเอง อพาร์ตเมนต์ที่อยู่ บรรดาหมาๆ แล้วก็ถามขึ้นมาว่า &#8216;เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย'&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คูเปอร์ต้องกัดฟันเลิกนิสัยติดเหล้าซึ่งสลัดหลุดออกยากเหลือเกิน พอดีกันกับช่วงที่หน้าที่การงานของเขาดูจะเข้ารูปเข้ารอยได้เสียที เมื่อเขาเริ่มขยับจากการแสดงหนังฉายทางโทรทัศน์และซีรีส์ มาสู่การแสดงหนังฉายโรง ที่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จหรือยังไม่ได้รับบทนำ แต่ก็พอจะพูดได้ว่า ชื่อของคูเปอร์เริ่มเป็นที่จดจำบ้างแล้วจาก The Midnight Meat Train (2008) และ Yes Man (2008) เรื่อยมาจนหนังที่ทำให้เขาได้ประกบกับเจ้าแม่หนังรอม-คอมอย่าง แซนดรา บูลล็อค ใน All About Steve (2009)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมถ่ายทำหนังพวกนี้ ได้เจอแซนดรา บูลล็อค ได้เจอเพื่อนร่วมงานมากมาย แล้วตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มเลิกเหล้าได้&#8221; คูเปอร์ว่า &#8220;มันแบบ &#8216;ว้าว กลับมาเป็นตัวเองซะทีนะเรา ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งปั้นหน้าว่าเป็นคนอื่น ต่อให้เราเป็นเรา คนเหล่านี้ก็อยากร่วมงานกับเราอยู่ดี มันยังไงน้อ&#8217; อะไรแบบนี้ฮะ ผมว่าการทำงานมันช่วยผมได้มากเลย โคตรจะเจ๋ง&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และนั่นคือปีเดียวกันกับที่ The Hangover ออกฉาย หนังทุนสร้าง 35 ล้านเหรียญฯ ที่ว่าด้วยกลุ่มเพื่อนชายต้องตามเช็ดตามล้างวีรกรรมที่พวกเขาก่อไว้ตอนเมาไม่ได้สติในลาส เวกัส ทำเงินไปทั้งสิ้น 467 ล้านเหรียญฯ (!!) แถมยังงอกแฟรนไชส์ต่อมาอีกสองภาค นี่เองที่เป็นบทแจ้งเกิดคูเปอร์อย่างจริงๆ จังๆ และเขาได้รับการจดจำในฐานะ &#8216;ไอ้หน้าหล่อของกลุ่มขี้เมา&#8217; ในหนัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ถ้าผมยังติดเหล้าอยู่ ผมคงไม่มีทางมานั่งคุยกับคนอื่นๆ ได้แบบนี้แน่ๆ คงติดหล่มอยู่กับตัวเอง และบางทีอาจจะลากคนอื่นลงเหวไปด้วยก็ได้ ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิต คงสานสัมพันธ์หลายอย่างที่มีแบบตอนนี้ไม่ได้ คงไม่มีปัญญาดูแลพ่อตัวเองแบบที่ผมทำในช่วงที่เขาป่วยน่ะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คูเปอร์นำเอาประสบการณ์เลิกเหล้าของเขามาใช้ใน A Star Is Born ว่าด้วยเรื่องของ แจ็คสัน เมน (คูเปอร์ -เล่นเองกำกับเอง) นักดนตรีคันทรีผู้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง พบรักกับ อัลลี (เลดี กาก้า) หญิงสาวธรรมดาที่เขาบังเอิญเจอในผับและมีพลังเสียงที่หมดจด จนในที่สุดก็เดินหน้าเป็นศิลปินเช่นเดียวกันกับแจ็คสัน</p>
<p>หากแต่ความน่าเศร้าคือ ท่ามกลางชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ของอัลลีนั้น แจ็คสันพบว่าอาชีพการงานของเขากำลังมอดไหม้ ที่พึ่งสุดท้ายของเขาคือการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก จนนำมาความพินาศทั้งในเชิงการงาน ความสัมพันธ์กับอัลลีและคนรอบตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ลึกที่สุดของผม และนี่เป็นวิธีเดียวที่ผมคิดว่าผมจะสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้&#8221; คูเปอร์บอก จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นตัวละครแจ็คสันทุรนทุรายจากอาการขาดเหล้า หรือล่องลอยไม่ได้สติในห้วงเวลาที่เขาตกอยู่ในฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ซึ่งคูเปอร์แสดงได้อย่างสมจริงสมจัง และเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของออสการ์ (ก่อนจะพ่ายให้ รามี มาเล็ค แห่งหนังพลังร็อค Bohemian Rhapsody)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;เวลาคุณพยายามเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คุณต้องหวนกลับไปยังเรื่องราวในอดีตที่มันเคยเกิดขึ้นกับคุณ ไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องหาอ่านจากประสบการณ์จริงของคนอื่นเอา&#8221; คูเปอร์อธิบาย &#8220;และการได้หยิบจับเอาสิ่งที่คุณเคยผ่านมาแล้วมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวมันก็ช่างงดงามจริงๆ ผมว่ามันเป็นหนทางระบายบางอย่างออกไปจากตัวด้วยนะ จำได้ว่าเรียนเรื่องนี้สมัยอยู่โรงเรียน ครูบอกว่าเวลาเล่าเรื่องอะไรให้ใช้ความดำมืด ความเปราะบางในใจของเรามาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อเล่าถึงความจริงได้&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จนปัจจุบัน คูเปอร์มาไกลจากนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่เครียดจัดจากการไม่ประสบความสำเร็จในอดีตจนต้องหันไปพึ่งเหล้ายาดับความวิตก มาสู่การเป็นนักแสดงแถวหน้าค่าตัวหลายล้านเหรียญฯ เข้าชิงออสการ์มาแล้วสี่หนและยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดชะงักลงในเร็ววันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเขาไม่ตัดสินใจเลิกเหล้าในเช้าวันนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา :</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/cmtW-W6cPEI?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/zJfiB-hZdPo?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>https://www.leaf.tv/13717378/how-sobriety-changed-bradley-coopers-life-and-made-a-star-is-born-possible/</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/bradley-cooper/">แบรดลีย์ คูเปอร์ เปลี่ยนบทบันทึกการเลิกเหล้า สู่บทหนังชิงรางวัลออสการ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1873</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เรื่อง “เหล้า” ของนักกีฬาว่ายน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ ไมเคิล เฟลป์ส</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/michael-phelps/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=michael-phelps</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2020 06:50:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[นักว่ายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิก]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล เฟลป์ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1869</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2008 โลกทั้งใบต้องจดจำชื่อ ไมเคิล เฟลป์ส ในฐานะนักกีฬาสัญชาติอเมริกันที่กวาดเหรียญทองจากการแข่งว่ายน้ำมาทั้งหมด 8 เหรียญในงานโอลิมปิกฤดูร้อนที่ประเทศจีน และไม่เพียงแค่คว้าจำนวนเหรียญทองกลับบ้านไปเยอะที่สุด แต่ในปีนั้น เขายังทำลายสถิติการแข่งขันว่ายน้ำระยะ 200 เมตรที่สถิติ 1:55.84 คว่ำสถิติเก่าของตัวเอง (!!) ที่ความเร็ว 1:55.94 ซึ่งเขาทำไว้เมื่อปี 2003 ไปเพียงเสี้ยววินาที โอลิมปิกปี 2008 ไม่ใช่การแข่งขันครั้งแรกของเฟลป์ส แต่มันคือสังเวียนแรกที่เขากวาดเหรียญทองล้วนกลับบ้านเกิด &#160; &#160; ก่อนหน้านี้ เฟลป์สลงแข่งว่ายน้ำหลายรายการมาตั้งแต่ยังเด็ก จนมาลงแข่งการว่ายน้ำสนามใหญ่ครั้งแรกๆ ราวปี 2001 ในรายการท่าผีเสื้อระยะทาง 200 เมตรที่เขาคว้าเหรียญทอง -ด้วยวัยเพียง 16 ปี- มาได้ในที่สุด &#160; ปีต่อมาเขาลงแข่งชิงถ้วยจากแพน แปซิฟิก สวิมมิ่ง ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่และได้เหรียญทองกลับบ้านมา 3 เหรียญ เหรียญเงินอีกสอง จากนั้นก็แทบไม่มีรายการกีฬาใหญ่ๆ รายการใดเลยที่เฟลป์สจะพลาดชิงชัย &#160; แต่หนทางความสำเร็จระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เฟลป์สต้องแลกกับการเคี่ยวกรำฝึกซ้อมล้มประดาตาย แม้ผลของมันจะนำความสำเร็จมาให้เขา แต่อีกด้าน เขาก็พบว่ามันไม่สวยงาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/michael-phelps/">เรื่อง “เหล้า” ของนักกีฬาว่ายน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ ไมเคิล เฟลป์ส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2008 โลกทั้งใบต้องจดจำชื่อ ไมเคิล เฟลป์ส ในฐานะนักกีฬาสัญชาติอเมริกันที่กวาดเหรียญทองจากการแข่งว่ายน้ำมาทั้งหมด 8 เหรียญในงานโอลิมปิกฤดูร้อนที่ประเทศจีน และไม่เพียงแค่คว้าจำนวนเหรียญทองกลับบ้านไปเยอะที่สุด แต่ในปีนั้น เขายังทำลายสถิติการแข่งขันว่ายน้ำระยะ 200 เมตรที่สถิติ 1:55.84 คว่ำสถิติเก่าของตัวเอง (!!) ที่ความเร็ว 1:55.94 ซึ่งเขาทำไว้เมื่อปี 2003 ไปเพียงเสี้ยววินาที</p>
<p>โอลิมปิกปี 2008 ไม่ใช่การแข่งขันครั้งแรกของเฟลป์ส แต่มันคือสังเวียนแรกที่เขากวาดเหรียญทองล้วนกลับบ้านเกิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1877 size-large aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Michael_Phelps_Rio_Olympics_2016-775x1024.jpg" alt="" width="640" height="846" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Michael_Phelps_Rio_Olympics_2016-775x1024.jpg 775w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Michael_Phelps_Rio_Olympics_2016-227x300.jpg 227w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Michael_Phelps_Rio_Olympics_2016-768x1015.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/05/Michael_Phelps_Rio_Olympics_2016.jpg 1094w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ก่อนหน้านี้ เฟลป์สลงแข่งว่ายน้ำหลายรายการมาตั้งแต่ยังเด็ก จนมาลงแข่งการว่ายน้ำสนามใหญ่ครั้งแรกๆ ราวปี 2001 ในรายการท่าผีเสื้อระยะทาง 200 เมตรที่เขาคว้าเหรียญทอง -ด้วยวัยเพียง 16 ปี- มาได้ในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปีต่อมาเขาลงแข่งชิงถ้วยจากแพน แปซิฟิก สวิมมิ่ง ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่และได้เหรียญทองกลับบ้านมา 3 เหรียญ เหรียญเงินอีกสอง จากนั้นก็แทบไม่มีรายการกีฬาใหญ่ๆ รายการใดเลยที่เฟลป์สจะพลาดชิงชัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่หนทางความสำเร็จระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เฟลป์สต้องแลกกับการเคี่ยวกรำฝึกซ้อมล้มประดาตาย แม้ผลของมันจะนำความสำเร็จมาให้เขา แต่อีกด้าน เขาก็พบว่ามันไม่สวยงาม ทำให้เขาเครียดจัด จนต้องหันหน้าไปพึ่งแอลกอฮอล์และยาเสพติดในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เฟลป์สเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่อายุราว 7 ขวบแค่เพราะอยากเรียนตามพี่สาวเท่านั้น &#8220;ตอนนั้นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมไปว่ายน้ำ คือ แม่อยากให้ผมว่ายน้ำเป็น แค่นั้นเลย&#8221; เขาว่า</p>
<p>ในอีก 3 ปีต่อมา เขาก็ล้ำหน้าเด็กวัยเดียวกันด้วยการคว้าแชมป์เยาวชนหลายรายการ และถูกส่งไปฝึกซ้อมกับโค้ชชื่อดังอย่าง บ็อบ โบว์แมน ซึ่งตารางการฝึกซ้อมของโบว์แมนนั้นเรียกได้ว่า &#8216;เดือด&#8217; เสียจนเฟลป์สแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นอย่างเด็กวัยเดียวกัน</p>
<p>แน่นอนว่ามันเป็นราคาที่เขาพร้อมจะจ่าย แต่ถึงอย่างนั้น ความสำเร็จที่มาเร็วเกินคาดก็ได้เพิ่มความกดดันให้เฟลป์สทีละน้อยโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว ในวัยเพียง 15 ปี เขาคือนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงแข่งโอลิมปิกปี 2000 และแม้จะกลับบ้านมามือเปล่าโดยไร้เหรียญ แต่มันก็เป็นการแจ้งเกิดเขาในฐานะนักกีฬาอาชีพที่น่าจับตาอย่างยิ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เฟลป์สว่ายน้ำ 7 วันต่อสัปดาห์ (!!) ในระยะทางราว 70,000-100,000 หลาทุกวัน เข้านอนเป็นเวลา 8 ชั่วโมงตั้งแต่หัวค่ำ (&#8220;การพักผ่อนมันสำคัญมากอย่างบอกไม่ถูก ผมว่าคนไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นะ&#8221; เขายืนยัน) ตื่นเช้ามาฝึกตอนเจ็ดโมงและยกน้ำหนักตอนเก้าโมง พักเที่ยง นอนกลางวัน และว่ายน้ำอีกครั้ง ก่อนจะเข้านอนตอนสี่ทุ่มตรง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เฟลป์สจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักตัวเพื่อให้เหมาะสมกับส่วนสูงตามธรรมชาติที่ 193 ซม. ซึ่งทำให้เขาได้เปรียบเรื่องระยะการวาดช่วงแขน &#8220;ก่อนหน้าไปแข่งที่ปักกิ่ง ประเทศจีน ผมเพิ่มน้ำหนักตัวเองด้วยเวตเทรนนิ่ง เรา (เขากับโบว์แมนผู้เป็นโค้ช) กำหนดน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับผม นอกจากนี้ยังต้องวิ่งออกกำลังกายด้วย ผมวิ่งมากกว่าที่เคยวิ่งมาทั้งชีวิตอีก รวมทั้งพวกวิดพื้นอะไรแบบนี้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมจะไม่บอกหรอกว่าเรื่องพวกนี้มันง่าย แต่ถ้าคุณทุ่มเท ฝึกหนักมากพอ รู้ให้ได้ว่าอุปสรรคเล็กจิ๋วที่ขวางกั้นคุณกับความสำเร็จคืออะไร และมีทีมงานที่เหมาะสมอยู่ข้างๆ ตัว มันก็ง่ายขึ้นมาหน่อย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากตารางการฝึกสุดโหด เฟลป์สยังต้องดูแลอาหารการกินอย่างเคร่งครัด เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อร่างกาย สำหรับนักกีฬาว่ายน้ำ ค่าของเม็ดเลือดแดงสัมพันธ์กันกับระดับออกซิเจนในปอดและในร่างกายเสมอ ซึ่งค่าของเม็ดเลือดแดงที่เหมาะสมนั้น ย่อมอยู่ที่การวัดระดับวิตามินในร่าง เฟลป์สจึงเข้มงวดกับอาหารมาก &#8220;ถ้าธาตุเหล็ก วิตามินบีหรือวิตามินดี หรืออะไรก็ตามในเลือดผมต่ำลงเมื่อไหร่ เราต้องหาทางแก้ไขมันในทันที&#8221; เขาว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างที่เห็น ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้เขาห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่าแอลกอฮอล์</p>
<p>ดังนั้น จึงแทบไม่มีใครเชื่อว่า ในอีกไม่กี่ปีต่อมา ภายหลังความสำเร็จระดับโลก  เฟลป์สจะต้องเข้ารับการบำบัดการติดเหล้าอย่างจริงจัง ท่ามกลางความเอาใจช่วยของครอบครัวและแฟนกีฬา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อันที่จริงก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2004 ด้วยอายุ 19 ซึ่งเพิ่งจะพ้นเกณฑ์ดื่มสุราอย่างถูกกฎหมายของอเมริกามาหมาดๆ พ่อหนุ่มเฟลป์สเคยถูกจับข้อหาเมาแล้วขับในรัฐแมรี่แลนด์มาแล้ว และในปี 2009 ชื่อเสียงของเขาก็อื้อฉาวภายหลังมีภาพเขากำลังปุ๊นกัญชาด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม และอีกครั้งในปี 2014 ที่เขาถูกจับด้วยข้อหาเมาแล้วขับอีกครั้ง เรื่องนี้เองที่ทำให้เฟลป์สเข้ารับการบำบัดในทันที นำไปสู่การรื้อหาสาเหตุที่ทำให้เขาทิ้งตัวลงในน้ำเมาเหล่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมเครียดมาก รู้สึกได้เลยว่าไม่ได้รักตัวเองอีกแล้ว และเอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วด้วยซ้ำ&#8221; เขาว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปรากฏว่าเฟลป์สไม่ได้แค่ติดเหล้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังมีภาวะซึมเศร้าที่ทำให้เขาต้องหาทางบรรเทาทุกข์ด้วยการดื่ม ซึ่งรังแต่จะทำให้ทุกปัญหาหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก ความกดดันจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ตั้งแต่อายุยังน้อยบีบให้เฟลป์สรู้สึกเสมอว่าเขายังทำได้ไม่ดีพอ และกระหน่ำเฆี่ยนตีตัวเองทางจิตใจเรื่อยมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;การเป็นนักกีฬามันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ต้องก้าวข้ามทุกอุปสรรคได้เสมอ แต่ผมพบว่าอาชีพนี้ทำให้ผมต้องซุกซ่อนปัญหาตัวเองไว้อย่างดีที่สุด&#8221; เฟลป์สบอก &#8220;ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่โคตรบ้าเลย ผมไม่อยากเจอหน้าใคร เห็นแต่ตัวเองในฐานะที่ทำให้คนอื่นผิดหวัง มันยากที่จะรับได้นะครับ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สภาพจิตใจที่จมดิ่ง ร่างกายลงเหวกว่าที่เคยเพราะแอลกอฮอล์ วันหนึ่ง เฟลป์สก็พบว่าเขาจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว &#8220;ผมขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวในทันที ซึ่งมันโอเคนะ เปลี่ยนชีวิตผมเลยล่ะ ที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตการเป็นนักกีฬาอาชีพ ผมไม่เคยต้องขอความช่วยเหลือจากใคร นี่เป็นครั้งแรก ผมทิ้งตัวนั่งลงคุกเข่าและร้องไห้ขอความช่วยเหลือจากคนรอบๆ ตัว&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เฟลป์สต้องเข้าพบนักบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและสภาพร่างกาย &#8220;ผมรู้แล้วว่าที่ผ่านมาผมพลาดอะไรตรงไหนไป และรู้ว่าทำเรื่องแย่มากๆ แต่ตอนนี้ผมก็ต้องมองไปข้างหน้ายังอนาคตที่สุกสว่างมากกว่าจะจมอยู่กับอดีต&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี แม้จะต้องเข้าพบนักบำบัด แต่เฟลป์สก็ไม่เคยระบุว่าเขาเป็นคนติดเหล้าอย่างจริงจัง เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า &#8220;ด้วยความสัตย์นะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกตัวเองว่าคนติดเหล้าได้ไหม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมตระหนักดีว่านี่เป็นข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน และได้เรียนรู้แล้วว่าทำอะไรลงไปบ้างและจะเรียนรู้ถึงความผิดพลาดนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลือของผม&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และนั่นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เฟลป์สกัดฟันตั้งมั่นว่าเขาจะไม่ดื่มอีก หากจะยังเดินอยู่ในถนนของนักกีฬาอาชีพต่อไป เขาต้องขึ้นศาลเพื่อว่าความภายหลังถูกหมายเรียกเมาแล้วขับก่อนหน้าการมาถึงของโอลิมปิกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร บราซิลในปี 2016</p>
<p>&#8220;ก่อนผมไปขึ้นศาล ผมบอกตัวเองว่าจะไม่ดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดจนกว่าการแข่งขันที่ริโอจะผ่านพ้นไป -นั่นหมายถึงว่าหากผมอยากกลับมาดื่มน่ะนะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และแน่นอน ดังที่เรารู้กัน โอลิมปิกในครั้งนั้น เขาคว้าเหรียญทองกลับบ้านมานอนกอดที่ 5 เหรียญ และเหรียญเงินอีก 1 เหรียญในรายการแข่งท่าผีเสื้อ 100 เมตร ก่อนประกาศรีไทร์ในปีนั้นนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe loading="lazy" class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/-Bmb-mdEbXohttps://www.nytimes.com/2014/12/20/sports/michael-phelps-pleads-guilty-admits-alcohol-problem.html?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>&nbsp;</p>
<p id="link-cf030ad" class="css-1j5ig2m e1h9rw200" data-test-id="headline"><a href="https://www.nytimes.com/2014/12/20/sports/michael-phelps-pleads-guilty-admits-alcohol-problem.html?auth=link-dismiss-google1tap">Michael Phelps Pleads Guilty and Admits Alcohol Problem</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/michael-phelps/">เรื่อง “เหล้า” ของนักกีฬาว่ายน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ ไมเคิล เฟลป์ส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1869</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ลินเซย์ โลฮาน ผู้ผ่านการบำบัดเลิกเหล้ามาแล้ว 4 ครั้ง</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/lindsay-lohan-alcohol/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=lindsay-lohan-alcohol</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2020 06:40:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[lindsay lohan]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดอาการติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ติดสุราเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ลินเซย์ โลฮาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1736</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; &#160; มีอยู่สองช่วงใหญ่ๆ ที่ชื่อของ ลินเซย์ โลฮาน (Lindsay Lohan) นักแสดงและนักร้องสาวชาวอเมริกัน ปรากฏอยู่บนหน้าสื่อสิ่งพิมพ์และหน้าแท็ปลอยด์ทุกฉบับ &#160; ช่วงแรก คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเธอ หรือตั้งแต่โลฮานอายุได้ 12 ปี และโด่งดังเป็นพลุแตกหลังรับบทเป็นเด็กฝาแฝดในหนังครองใจคนทั้งอเมริกาอย่าง The Parent Trap (1998) (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ โลฮานเข้าวงการบันเทิงมาด้วยฐานะนางแบบเสื้อผ้าเด็กตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ!) ตัวหนังกวาดเงินไปทั้งสิ้น 92 ล้านเหรียญฯ และส่งผลให้โลฮานได้ทำงานร่วมกับค่ายดิสนีย์ในฐานะนักแสดงและนักร้อง &#160; ต่อมาในปี 2004 ยิ่งกล่าวได้ว่าเป็นปีของลินเซย์ โลฮานอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะปล่อยผลงานเพลงหรืองานแสดงออกมาก็ถูกอกถูกใจมวลชนไปเสียหมด อย่างผลงานเพลงอัลบั้มแรกอย่าง Speak ที่ปล่อยออกมาก็มียอดขายพุ่งกระฉูด รั้งตำแหน่งอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของค่ายอยู่นานหลายปี  ได้รับคำวิจารณ์แง่บวกจากหลายสำนัก และทำให้โลฮานเป็นที่จดจำในฐานะนักร้อง-นักแสดงสาวผู้สดใส เป็นที่รักของอเมริกันชนด้วยเนื้อเพลงแนวป๊อปลูกกวาดฟังสบาย &#160; นอกจากนี้ยังมีหนัง Mean Girls (2004) ที่ว่าด้วยแก๊ง &#8216;พลาสติก&#8217; และชีวิตวัยรุ่นในรั้วโรงเรียนไฮสคูล ซึ่งโลฮานรับบทเป็นเด็กสาวผู้เข้ามาเรียนรู้โลกของนักล่าในคราบเด็กสาว ก็เป็นหนังที่ทำเงินและประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจจนนักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นว่ามันเป็นหนัง &#8216;ทีนเอจ&#8217; (Teenage) ที่ล้ำยุคสมัยและแสนจะเข้าอกเข้าใจวัยรุ่น &#160; ตอนนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/lindsay-lohan-alcohol/">ลินเซย์ โลฮาน ผู้ผ่านการบำบัดเลิกเหล้ามาแล้ว 4 ครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1749 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/Lindsay_Lohan_2019_2-259x300.png" alt="" width="500" height="580" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/Lindsay_Lohan_2019_2-259x300.png 259w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/Lindsay_Lohan_2019_2.png 734w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีอยู่สองช่วงใหญ่ๆ ที่ชื่อของ ลินเซย์ โลฮาน (Lindsay Lohan) นักแสดงและนักร้องสาวชาวอเมริกัน ปรากฏอยู่บนหน้าสื่อสิ่งพิมพ์และหน้าแท็ปลอยด์ทุกฉบับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ช่วงแรก คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเธอ หรือตั้งแต่โลฮานอายุได้ 12 ปี และโด่งดังเป็นพลุแตกหลังรับบทเป็นเด็กฝาแฝดในหนังครองใจคนทั้งอเมริกาอย่าง The Parent Trap (1998) (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ โลฮานเข้าวงการบันเทิงมาด้วยฐานะนางแบบเสื้อผ้าเด็กตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ!) ตัวหนังกวาดเงินไปทั้งสิ้น 92 ล้านเหรียญฯ และส่งผลให้โลฮานได้ทำงานร่วมกับค่ายดิสนีย์ในฐานะนักแสดงและนักร้อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ต่อมาในปี 2004 ยิ่งกล่าวได้ว่าเป็นปีของลินเซย์ โลฮานอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะปล่อยผลงานเพลงหรืองานแสดงออกมาก็ถูกอกถูกใจมวลชนไปเสียหมด อย่างผลงานเพลงอัลบั้มแรกอย่าง Speak ที่ปล่อยออกมาก็มียอดขายพุ่งกระฉูด รั้งตำแหน่งอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของค่ายอยู่นานหลายปี  ได้รับคำวิจารณ์แง่บวกจากหลายสำนัก และทำให้โลฮานเป็นที่จดจำในฐานะนักร้อง-นักแสดงสาวผู้สดใส เป็นที่รักของอเมริกันชนด้วยเนื้อเพลงแนวป๊อปลูกกวาดฟังสบาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีหนัง Mean Girls (2004) ที่ว่าด้วยแก๊ง &#8216;พลาสติก&#8217; และชีวิตวัยรุ่นในรั้วโรงเรียนไฮสคูล ซึ่งโลฮานรับบทเป็นเด็กสาวผู้เข้ามาเรียนรู้โลกของนักล่าในคราบเด็กสาว ก็เป็นหนังที่ทำเงินและประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจจนนักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นว่ามันเป็นหนัง &#8216;ทีนเอจ&#8217; (Teenage) ที่ล้ำยุคสมัยและแสนจะเข้าอกเข้าใจวัยรุ่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตอนนั้น โลฮานเพิ่งอายุราว 18 ปี แต่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จถึงขีดสุด เป็นที่รักของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดและค่ายเพลง คนดูหนังเอ็นดูเธอ คนฟังเพลงก็ชื่นชมเธอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ใครจะไปเชื่อว่าในอีกสามปีถัดมา รูปถ่ายมักช็อต -หรือรูปที่ถ่ายนักโทษจากโรงพัก- ของเธอจะถูกตีพิมพ์เกลื่อนหน้าสื่อแท็ปลอยด์ และไม่ใช่ปี 2007 แค่ปีเดียว แต่ยังตามมาด้วยรูปทำนองเดียวกันในปี 2010, 2011 และ 2013 ตามลำดับ ยังไม่นับรวมว่า แต่ละปีนั้นยังมีรูปมักช็อตเหล่านี้หลุดออกมาอีกหลายระลอก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นั่นเป็นช่วงชีวิตครั้งที่สองที่ชื่อและใบหน้าของลินเซย์ โลฮาน กลายเป็นขวัญใจแท็ปลอยด์ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้เล่าว่าเธอน่ารักอย่างไร ประสบความสำเร็จอย่างไร แต่เล่าว่าเธอล้มเหลวอย่างไรต่างหาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>น่าเศร้าที่ข่าวทำนองนี้ขายดีและได้รับความนิยมจนมันกลายเป็นภาพติดตาของเธอในเวลาต่อมาอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปี 2007 ซึ่งเป็นปีแรกที่เธอโดนจับในข้อหาดื่มขณะขับรถจำนวนสองครั้ง โลฮานถูกส่งไปบำบัดอาการติดเหล้าอย่างเร่งด่วนภายหลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ และผลปรากฏว่า นอกจากดื่มเหล้า โลฮานยังไปไกลถึงขั้นใช้โคเคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่หลังจากที่เธอเล่าว่าเพิ่งลองใช้มันเป็นครั้งแรก ทำให้เธอไม่ต้องเข้ารับการบำบัดอาการเสพติดยาดังกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;มันเป็นครั้งแรกเลยจริงๆ นะที่ฉันหัดใช้ยา ตอนนั้นเพิ่งออกมาจากคลับกับเพื่อนๆ ที่ฉันไม่ควรไปอยู่ด้วย แล้วก็ลองเล่นโคเคนดู จากนั้นก็ขับรถ โง่ชะมัด&#8221; เธอว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงสถานบำบัด สิ่งที่โลฮานต้องเจอคือการบำบัดอาการติดเหล้าเรื้อรัง ซึ่งนับว่าน่าตกใจมากสำหรับคนวัยยี่สิบต้นๆ อย่างเธอ ทั้งยังต้องบำบัดอาการทางจิตที่เธอบอกว่าได้มาจากการถ่ายทำหนังธริลเลอร์ทุนต่ำ (และรายได้ก็ต่ำอย่างน่าเศร้าเช่นกัน) อย่าง I Know Who Killed Me (2007)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในหนังเรื่องนั้น โลฮานรับบทเป็นหญิงสาวที่หายสาบสูญ และหวนกลับมาอีกครั้งโดยไม่มีความทรงจำเหลืออยู่เลย เธอจึงต้องออกตามสืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในอดีต ซึ่ง &#8220;ตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ฉันฝันร้ายทุกคืน&#8221; โลฮานบอกอย่างทุกข์ตรม &#8220;มันโคตรทรมานจิตเลย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่พึ่งของเธอ หากไม่ใช่เพื่อนฝูงในกองถ่าย จึงกลายเป็นแอลกอฮอล์ในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โลฮานเล่าว่า ก่อนหน้านี้ เธอไม่เคยแตะเหล้าเลยแม้แต่น้อย จนเพิ่งมาลองเมาครั้งแรกเมื่ออายุ 17 ปี และเมาหนักถึงขั้นที่แม่ต้องปล่อยเธอหลับกับกองอ้วก (เอ่อ&#8230;)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ยังจำได้เลยนะว่านั่นน่ะน่ากลัวมาก&#8221; และเธอคงไม่คิดเหมือนกันว่าในเวลาอีกไม่กี่ปีถัดมา เธอจะเสพติดเจ้าสิ่งที่ทำให้เธอต้องนอนจมกองอ้วกทั้งคืนแบบนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ฉันใช้เหล้าเพื่อหนีปัญหาที่รุมล้อมรอบๆ ตัว&#8221; เธอบอกถึงเหตุผล อันที่จริง หากสาวให้ลึกลงไปกว่านั้น จะพบว่ามีหลายครั้งที่โลฮานเปรยๆ ว่า เธอดื่มเหล้าเพื่อหนีจากชื่อเสียง แท็ปลอยด์ รวมถึงปัญหาครอบครัวที่ยุ่งเหยิง เธอมักมีปากเสียงกับพ่อผู้เหินห่างตั้งแต่ยังเด็ก และบ่อยครั้ง โลฮานพยายามลากเขากลับเข้ามาอยู่ในชีวิตเธอ เพียงเพื่อจะพบว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่พ่อต้องการ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และมันทำให้เธอใจสลาย &#8220;ทุกครั้งที่ฉันพยายามเอาเขากลับมาอยู่ในชีวิต เขาต้องป่วนทุกอย่างจนเละเทะไปหมด เขาเคยดีกว่านี้นะ ดีกว่ามากๆ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้วยปัญหาทั้งหมดทั้งมวล โลฮานจึงมักทิ้งตัวลงกับแอลกอฮอล์ ดื่มจนรับรู้อะไรไม่ได้และสูดโคเคนที่เธอใช้บ่อยขึ้นในเวลาต่อมา (&#8220;ขอโทษเถอะค่ะ ฉันไม่เคยสูบนะ ฉันสูดมันเข้าจมูกเลย&#8221; เธอให้สัมภาษณ์) น็อกหลับ และตื่นมายามเช้าเพื่อคว้าแก้วเหล้าขึ้นมาเป็นอย่างแรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พอต้องเข้ารับการบำบัด เธอจำเป็นต้องเขียนบันทึกความคิด และความรู้สึกขณะอยู่ห่างจากเหล้า สำหรับโลฮาน นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายและน่าพิสมัยเท่าไร แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;มันเหมือนเรื่องไร้สาระสำหรับฉันเหมือนกันนะโดยเฉพาะช่วงแรกๆ ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร ฉันคิดว่ามันเหมือนเรื่องตลก เป็นเรื่องที่ไว้ทำฆ่าเวลา&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นั่นทำให้การบำบัดครั้งแรกไม่ได้ผล และมีการจับกุมเธออีกหลายครั้งในปีถัดๆ มา จนข่าวที่เธอถูกหิ้วเข้าเรือนจำกลายเป็นพาดหัวร้อนของสื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อันที่จริง นอกจากชีวิตส่วนตัวที่พังเพราะเหล้า หน้าที่การงานของเธอก็ล้มเหลวไม่แพ้กัน เธอแทบไม่ปรากฏตัวในหนังที่ประสบความสำเร็จอีกเลยแม้แต่เรื่องเดียว และมักไปโผล่อยู่ตามมิวสิกวิดีโอหรือหนังสั้นมากกว่า ความทรุดโทรมของชื่อเสียง (ตลอดจนคำวิจารณ์จากสำนักข่าวที่มักแซวว่าเธอดูไม่สะสวยเหมือนเดิมแล้ว) ยิ่งทำให้เธอกลัดกลุ้ม และหันกลับไปหามิตรรักเพื่อนเก่าอย่างเหล้าอีกหน เพื่อที่จะถูกจับฐานเมาแล้วขับอีกหนเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่นาน คนก็เริ่มชินชากับข่าวที่ว่าเธอถูกจับได้ ซึ่งน่าเศร้าว่ามันยิ่งทำให้เธอรู้สึกเลวร้ายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหตุการณ์เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนวังวนที่โลฮานดิ้นไม่หลุดอยู่หลายปี จนกระทั่งราวปี 2013 ที่เธอถูกจับ (อีกครั้ง) และเข้ารับการบำบัด (อีกครั้งเหมือนกัน) เธอตัดสินใจทำตามกฎของการบำบัดอย่างเคร่งครัดพอสมควร และไม่มีท่าทีแบบ &#8216;ทีเล่นทีจริง&#8217; เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังกินเวลานานหลายเดือน จนเมื่อได้รับการปล่อยตัว แม้แต่โลฮานเองก็แทบไม่เชื่อว่าเธอห่างจากแอลกอฮอล์ได้แล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;บ้าชะมัดที่ฉันได้เข้ารับการบำบัดจริงๆ&#8221; เธอว่า &#8220;เพราะก่อนนี้ฉันพูดตลอดอะว่าคงตายก่อนได้เข้ารับการบำบัดแน่ๆ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่โลฮานไม่ตาย ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอย่างสงบ ห่างหายจากการแสดงหนังใหญ่ไปพักหนึ่ง เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก และหันมาใช้เวลาไปกับการเป็นโปรดิวเซอร์หนังแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา:</p>
</div>
<p><a href="https://edition.cnn.com/2013/05/05/showbiz/lindsay-lohan-rehab/index.html">https://edition.cnn.com/2013/05/05/showbiz/lindsay-lohan-rehab/index.html</a></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=GCY8giPElsg&amp;feature=emb_title">https://www.youtube.com/watch?v=GCY8giPElsg&amp;feature=emb_title</a></p>
<p><a href="https://filtermag.org/lindsay-lohan-recovery/">https://filtermag.org/lindsay-lohan-recovery/</a></p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/lindsay-lohan-alcohol/">ลินเซย์ โลฮาน ผู้ผ่านการบำบัดเลิกเหล้ามาแล้ว 4 ครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1736</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เอมิเน็ม เพราะสุดท้ายแล้ว การแรป คือสิ่งเสพติดของเขา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/alcoholic-eminem/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=alcoholic-eminem</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Apr 2020 06:27:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[eminem]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[เอมิเน็ม]]></category>
		<category><![CDATA[แรปเปอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1734</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ เอมิเน็ม ฉลองการประกาศเลิกเหล้าของตัวเองลงอินสตาแกรม พร้อมข้อความ &#8220;11 ปีแล้วนะ &#8211; ไม่กลัวเหมือนเคย&#8221; &#160; &#160; หลายปีก่อนหน้านั้น ราวๆ สักสามทศวรรษ นายเอมิเน็มหรือ มาร์แชลล์ บรูซ มาเธอร์ที่สาม คือเด็กหนุ่มผิวขาวที่เติบโตในย่านคนดำ หลงใหลในเพลงฮิปฮอปและเริ่มร้องเพลงแรปกับเพื่อนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ในร้านฮิปฮอปช็อป รัฐดีทรอยต์ เจ้าหนุ่มผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านบุกขึ้นไปโชว์แรปให้คนดำในร้านฟัง และได้รับคำชมกราวใหญ่ &#160; อาจพูดได้ว่าเจ้าหนุ่มก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่และสารเสพติดเร็วพอสมควร เอมิเน็มเรียนไม่เก่งนัก เขาจึงมักใช้เวลาส่วนมากที่ควรจะอยู่ในโรงเรียนหมดไปกับการขลุกอยู่ในบาร์กับเพื่อนๆ รวมตัวกันทำเพลงแรป อบอวลตัวเองด้วยกลิ่นควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ ที่เขาน่าจะเริ่มลิ้มลองมันครั้งแรกก่อนจะแตกหนุ่มเต็มตัวเสียอีก หลัง &#8216;พระเจ้าเพลงแรป&#8217; ในวัยเด็กได้ย่างก้าวเข้าไปในโลกของเหล้ายา เขาก็ไม่ห่างจากมันเลยอีกหลายสิบปี &#160; อันที่จริง เส้นทางระหว่างเอมิเน็มกับแอลกอฮอล์นั้นดูจะเข้ากันได้ดีนับตั้งแต่เขาเริ่มมีชื่อเสียงด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากคนดังหลายๆ คนที่มีโอกาสเข้าถึงเหล้ายาได้มากกว่าคนทำอาชีพอื่นๆ ไม่ช้า เอมิเน็มในวัยยังไม่ถึงสามสิบ ก็มีเหล้าชั้นดี  ไวน์ราคาแพงและเบียร์จำนวนมหาศาลอยู่รอบตัว บ่อยครั้งที่เขาบอกว่าใช้มันเพื่อให้สมองไหลลื่นเวลาแต่งเพลง แต่ก็มีอีกไม่น้อย ที่เขาใช้มันเพื่อเยียวยาแผลลึกๆ บางอย่างในใจ -ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ผลนัก- เขาบอกว่าอย่างเก่ง มันแค่ทำให้เขาไม่รู้สึกอะไรเท่านั้น &#160; แผลลึกดังกล่าว ส่วนหนึ่งคือวัยเด็กอันเจ็บปวดของเขา เอมิเน็มมักถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่บ่อยๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcoholic-eminem/">เอมิเน็ม เพราะสุดท้ายแล้ว การแรป คือสิ่งเสพติดของเขา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ เอมิเน็ม ฉลองการประกาศเลิกเหล้าของตัวเองลงอินสตาแกรม พร้อมข้อความ &#8220;11 ปีแล้วนะ &#8211; ไม่กลัวเหมือนเคย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1752 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325-300x300.jpg" alt="" width="500" height="500" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325-300x300.jpg 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325-150x150.jpg 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325-768x768.jpg 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325-1024x1024.jpg 1024w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/04/eminem_photo_by_dave_j_hogan_getty_images_entertainment_getty_187596325.jpg 1200w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลายปีก่อนหน้านั้น ราวๆ สักสามทศวรรษ นายเอมิเน็มหรือ มาร์แชลล์ บรูซ มาเธอร์ที่สาม คือเด็กหนุ่มผิวขาวที่เติบโตในย่านคนดำ หลงใหลในเพลงฮิปฮอปและเริ่มร้องเพลงแรปกับเพื่อนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ในร้านฮิปฮอปช็อป รัฐดีทรอยต์ เจ้าหนุ่มผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านบุกขึ้นไปโชว์แรปให้คนดำในร้านฟัง และได้รับคำชมกราวใหญ่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาจพูดได้ว่าเจ้าหนุ่มก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่และสารเสพติดเร็วพอสมควร เอมิเน็มเรียนไม่เก่งนัก เขาจึงมักใช้เวลาส่วนมากที่ควรจะอยู่ในโรงเรียนหมดไปกับการขลุกอยู่ในบาร์กับเพื่อนๆ รวมตัวกันทำเพลงแรป อบอวลตัวเองด้วยกลิ่นควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ ที่เขาน่าจะเริ่มลิ้มลองมันครั้งแรกก่อนจะแตกหนุ่มเต็มตัวเสียอีก หลัง &#8216;พระเจ้าเพลงแรป&#8217; ในวัยเด็กได้ย่างก้าวเข้าไปในโลกของเหล้ายา เขาก็ไม่ห่างจากมันเลยอีกหลายสิบปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อันที่จริง เส้นทางระหว่างเอมิเน็มกับแอลกอฮอล์นั้นดูจะเข้ากันได้ดีนับตั้งแต่เขาเริ่มมีชื่อเสียงด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากคนดังหลายๆ คนที่มีโอกาสเข้าถึงเหล้ายาได้มากกว่าคนทำอาชีพอื่นๆ ไม่ช้า เอมิเน็มในวัยยังไม่ถึงสามสิบ ก็มีเหล้าชั้นดี  ไวน์ราคาแพงและเบียร์จำนวนมหาศาลอยู่รอบตัว บ่อยครั้งที่เขาบอกว่าใช้มันเพื่อให้สมองไหลลื่นเวลาแต่งเพลง แต่ก็มีอีกไม่น้อย ที่เขาใช้มันเพื่อเยียวยาแผลลึกๆ บางอย่างในใจ -ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ผลนัก- เขาบอกว่าอย่างเก่ง มันแค่ทำให้เขาไม่รู้สึกอะไรเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แผลลึกดังกล่าว ส่วนหนึ่งคือวัยเด็กอันเจ็บปวดของเขา เอมิเน็มมักถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่บ่อยๆ (มีคนบอกว่าเอมิเน็มในวัยเด็กนั้น &#8220;น่ารักดีแต่ค่อนข้างโดดเดี่ยว&#8221;) และไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเรียนเท่าไรนัก รวมทั้งไม่ได้มีสภาพครอบครัวที่ดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มิหนำซ้ำ เมื่อเติบโตขึ้นมา เขายังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจจากความตายของเพื่อนสนิทอย่าง พรูฟ แรปเปอร์ชื่อดังที่ถูกฆาตกรรมในปี 2006 (ภายหลัง เอมิเน็มสักชื่อพรูฟหรือ Proof ไว้ที่แขนซ้ายข้างถนัดของเขา) ทำให้เอมิเน็มรู้สึกแย่มากยิ่งขึ้น และเขาพบว่าหนทางเดียวที่จะเยียวยาตัวเองได้อย่างรวดเร็วที่สุด อาจเป็นการใช้สารเสพติดและเหล้าช่วยกอบกู้ซากชีวิตขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และในปีถัดมาหลังการตายของพรูฟ เอมิเน็มต้องประสบกับภาวะหมดสติจากการดื่มเหล้าและเสพยาเกินขนาด เขาเล่าว่า &#8220;ผมกินยาเกินขนาดจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนนั้นน้ำหนักตัวพุ่งขึ้นไปถึง 230 ปอนด์ (ราวๆ 104 กิโลกรัม) ไม่รู้เหมือนกันว่าอ้วนขึ้นขนาดนั้นได้ยังไง แต่อาจจะเพราะไวโคดิน (ยาแก้ปวด) กับแวเลียม (ยาที่ใช้ในการสงบสติอารมณ์) ที่ผมกินมาหลายปีติดต่อกันมั้ง ที่ทำให้กระเพาะเป็นรู เพราะงั้นผมเลยปวดท้องตลอด และเพื่อหลีกเลี่ยงอาการนี้เลยต้องกินเยอะๆ ให้กระเพาะไม่ว่าง&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เอมิเน็มยังบอกอีกว่าเขาเคยใช้ไวโอดิน 30 เม็ดและแวเลียมอีก 60 เม็ดต่อวัน (!!) ซึ่งความรุนแรงเทียบเท่ากับการกรอกเฮโรอีนสี่ถุงใหญ่ลงท้อง ทำให้เขาห่างจากความตายเพียงคืบเดียวเท่านั้น หากว่าคนที่บ้านนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลช้าไปอีกสองชั่วโมง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สิ่งที่เราว่ามานี้ ยังไม่ได้รวมถึงเหล้า ไวน์ เบียร์และแอลกอฮอล์อีกหลายชนิดที่เขาใช้ประคองสุขภาพจิตตัวเองให้ดำเนินไปได้ในแต่ละวัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ความรู้สึกมันเหมือนกับ &#8216;อ้า โล่งจริง&#8217; ไม่ใช่แค่ทุกอย่างรอบตัวคุณกำลังละลายนะ แต่ผมไม่รู้สึกกระทั่งความเจ็บปวดด้วยซ้ำ และไม่รู้ด้วยว่ามันกลายเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ชอบไอ้เหล้ายาพวกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ คนรอบตัวก็บอกผมล่ะ ว่าผมน่ะเริ่มมีปัญหาแล้ว แต่ผมจะสวนกลับไปว่า &#8216;อย่ามาเสือกน่ะ&#8217; แค่นั้น&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมเป็นประเภทที่ย่ำแย่ที่สุดของการเสพติดแล้ว&#8221; เขาว่า &#8220;ผมดำดิ่งไปกับมันลึกมากเสียจนถึงจุดหนึ่ง ผมก็นึกภาพตัวเองทำอะไรอย่างอื่นไม่ออกเลยนอกจากเสพยาและดื่มเหล้า&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้ว่าเอมิเน็มจะใช้ยาจำนวนมาก แต่เขาใช้ยาที่ถูกกฎหมาย และค่อนข้างระวังตัวในการใช้สารเสพติด ทำให้เขาไม่มีประวัติการใช้โคเคนหรือเฮโรอีนแม้แต่ครั้งเดียว และส่วนใหญ่ ยาที่เขาใช้นั้นก็เพื่อช่วยให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจากการโหมงานหนัก เขาจึงมักใช้ยาแก้ปวดหรือยาคลายประสาทช่วยให้เขาหลับได้เร็วขึ้นหรือกระปรี้กระเปร่าเวลาอยู่บนเวที</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงไม่ใช่ยาที่ผิดกฎหมาย แต่การ &#8216;เสพติด&#8217; ยาและแอลกอฮอล์ก็ส่งผลร้ายต่อตัวเขา จนเอมิเน็มต้องเข้ารับการบำบัดอย่างเร่งด่วนภายหลังจากออกจากโรงพยาบาล ซึ่งเขาพบว่าเป็นกระบวนการที่ เอ่อ&#8230; ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบั๊กส์ บันนี่ ในสถานที่บำบัดน่ะ&#8221; ราชาเพลงแรปเล่าอย่างกลุ้มใจ &#8220;แบบว่าพอบั๊กส์ บันนี่เดินไปไหนต่อไหน คนก็เอาแต่หันมามอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;แล้วก็นะ คนในสถานที่บำบัดเอาแต่ขโมยหมวก ปากกาและสมุดของผมอยู่เรื่อย แถมยังอ้อนจะขอลายเซ็น จนผมไม่มีสมาธิจดจ่อกับการบำบัดเลย&#8221; (โถ)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เขาใช้เวลากับการบำบัดนานหลายเดือน และเมื่อออกมา ก็ไม่วายต้องออกกำลังกายครั้งใหญ่เพื่อลดน้ำหนัก ด้วยการวิ่งบนลู่อย่างบ้าคลั่ง จนน้ำหนักลงอย่างสม่ำเสมอและไม่เป็นการทำร้ายตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ตอนออกมาจากการบำบัด ผมตั้งใจว่าต้องลดน้ำหนักลงให้ได้” เขากล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากวันนั้น จนถึงนาทีนี้ ก็เหยียบเข้าปีที่ 12 แล้วที่เอมิเน็มเลิกเหล้าและยาอย่างเด็ดขาด เขาจะใช้มันก็ต่อเมื่อในกรณีพิเศษ ทั้งจิบเบาๆ หลังงานจบ หรือในโอกาสเฉลิมฉลองบางอย่างเท่านั้น &#8211;นั่นเพราะเหล้าไม่ใช่สิ่งที่เขาเสพติดอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมกลับมาแล้ว การแรปคือสิ่งเสพติดของผม มันช่วยให้ผมเมา เท่ากับที่มันช่วยหยุดไม่ให้ผมเมาไปกว่านั้น&#8221; เขาทิ้งท้าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
</div>
</div>
<p><a href="https://www.cheatsheet.com/entertainment/which-member-of-outkast-has-the-highest-net-worth.html/">https://www.cheatsheet.com/entertainment/which-member-of-outkast-has-the-highest-net-worth.html/</a></p>
<p><a href="https://eng.amomama.com/146677-eminem-marks-11-years-sobriety.html">https://eng.amomama.com/146677-eminem-marks-11-years-sobriety.html</a></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=l3nVUwf3gv8">https://www.youtube.com/watch?v=l3nVUwf3gv8</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/alcoholic-eminem/">เอมิเน็ม เพราะสุดท้ายแล้ว การแรป คือสิ่งเสพติดของเขา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1734</post-id>	</item>
		<item>
		<title>บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/john-mayer/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=john-mayer</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2020 08:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[John Mayer]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์น เมเยอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1739</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าคุณจะเป็นคอเพลงสากลหรือไม่ คุณน่าจะเคยได้ยินเนื้อเพลงหวานซึ้งตีคู่มากับเสียงกรีดกีตาร์ชวนใจสลายอย่าง Gravity, Heartbreak Warfare, Never on the Day You Leave หรือ Who Says ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลงของ &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217; (John Mayer) ที่ถล่มชาร์ตเพลงมาแล้วตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน  แต่ใครจะเชื่อว่าจอห์น เมเยอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงรักเหล่านี้ คือคนเดียวกับเจ้าของวีรกรรมชวนเวียนหัว วาทะแสบคัน อารมณ์ขันล้ำลึกและประสบการณ์ติดเหล้าแบบงอมแงม! ในอดีต เด็กชายเมเยอร์เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายยิวและค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมแบบศาสนายูดาห์ (judaism) ความหลงใหลในดนตรีของเขาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมเยอร์ได้มีโอกาสดูฉากที่ ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ โซโล่กีตาร์ระเบิดระเบ้อในหนัง Back to the Future (1985) ก่อนจะถลำลึกเมื่อฟังเทปเพลง (ที่เพื่อนบ้านให้ยืมมาอีกที) ของนักดนตรีบูลส์ระดับตำนานอย่าง สตีวี เรย์ วอห์น จนเจ้าหนุ่มมุ่งมั่นจะเดินทางสายนี้อย่างเต็มตัว และลงเอยด้วยการไม่เข้าเรียนวิทยาลัยเพื่อจะไปลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สามปีต่อมา ปฐมบทความสำเร็จแบบสุดขีดของเมเยอร์เริ่มขึ้น เมื่ออัลบั้มสตูดิโออัลบั้มแรก &#8216;Room for Squares&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/john-mayer/">บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นคอเพลงสากลหรือไม่ คุณน่าจะเคยได้ยินเนื้อเพลงหวานซึ้งตีคู่มากับเสียงกรีดกีตาร์ชวนใจสลายอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">Gravity, Heartbreak Warfare, Never on the Day You Leave </span><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><span style="font-weight: 400;">Who Says ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของ &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217; (John Mayer) ที่ถล่มชาร์ตเพลงมาแล้วตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใครจะเชื่อว่าจอห์น เมเยอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงรักเหล่านี้ คือคนเดียวกับเจ้าของวีรกรรมชวนเวียนหัว วาทะแสบคัน อารมณ์ขันล้ำลึกและประสบการณ์ติดเหล้าแบบงอมแงม!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต เด็กชายเมเยอร์เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายยิวและค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมแบบศาสนายูดาห์ (</span><span style="font-weight: 400;">judaism) ความหลงใหลในดนตรีของเขาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมเยอร์ได้มีโอกาสดูฉากที่</span><span style="font-weight: 400;"> ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ โซโล่กีตาร์ระเบิดระเบ้อในหนัง </span><span style="font-weight: 400;">Back to the Future (</span><span style="font-weight: 400;">1985) ก่อนจะถลำลึกเมื่อฟังเทปเพลง (ที่เพื่อนบ้านให้ยืมมาอีกที) ของนักดนตรีบูลส์ระดับตำนานอย่าง สตีวี เรย์ วอห์น จนเจ้าหนุ่มมุ่งมั่นจะเดินทางสายนี้อย่างเต็มตัว และลงเอยด้วยการไม่เข้าเรียนวิทยาลัยเพื่อจะไปลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว</span></p>
<p>สามปีต่อมา ปฐมบทความสำเร็จแบบสุดขีดของเมเยอร์เริ่มขึ้น <span style="font-weight: 400;">เมื่ออัลบั้มสตูดิโออัลบั้มแรก &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">Room for Squares&#8217; ถูก</span><span style="font-weight: 400;">ปล่อยมาในปี 2001 และทำยอดขายถล่มทลาย และในช่วงนี้เองที่เมเยอร์ระบุออกสื่ออยู่บ่อยๆ ว่าเขานั้น &#8220;หลีกเลี่ยงการเสพยา ดื่มเหล้า เข้าผับ งานสังคมไฮโซหรืออะไรต่อมิอะไรก็ตามที่ทำให้เขาไขว้เขวจากงานเพลง&#8221; แต่ในปี 2006 เขาก็บอกหน้าตาเฉยว่าแสนจะสุขใจกับการปุ๊นกัญชา (อ้าว) แถมยังควง เจสสิกา ซิมป์สัน นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ในฐานะคนรัก (อ้าว -อีกครั้ง) หลังจากนั้น ก็ดูเหมือนว่าจอห์น เมเยอร์ จะแจ้งเกิดในฐานะนักดนตรีตัวเอ้ของอุตสาหกรรมเพลงอเมริกา</span></p>
<p>เมเยอร์ได้รับฉายาว่าเป็น &#8216;มนุษย์ปากมอม&#8217; (blabbermouth) คนหนึ่ง จากบทสัมภาษณ์สุดก๋ากั่นของเขา<span style="font-weight: 400;"> ทั้งการบอกว่าซิมป์สัน คน (เคย) รักของเขาเด็ดดวงเรื่องเซ็กซ์มาก (&#8220;ผมยอมขายบ้านขายรถเพื่อจะได้อึ๊บเธอเลยเอ้า!&#8221;)</span><span style="font-weight: 400;">, </span><span style="font-weight: 400;">ออกรายการใหญ่ยักษ์อย่าง </span><span style="font-weight: 400;">The Ellen Show </span><span style="font-weight: 400;">แล้วบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังว่า &#8220;สามสิ่งที่ผมต้องทำทุกวันคือชงกาแฟก่อนมื้อเช้าจะเสร็จในไมโครเวฟ ออกกำลังกายและดูรูปโป๊!&#8221; (แถมย้ำว่า &#8220;ทุกวันครับ&#8221;) หรือเปิดเผยว่า การปลดปล่อยตัวเองจากอาการตีบตันไอเดียในการเขียนเพลงคือการ เอ่อ&#8230; ช่วยตัวเอง (อะแฮ่ม) ซึ่งเขาทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีและสมองที่ปลอดโปร่ง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเขียนเพลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงอย่างนั้น ตัวช่วยในการเขียนเพลงของเมเยอร์ก็ไม่ได้มีแค่สมองปลอดโปร่งและหัวโล่งๆ อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อถึงในจุดหนึ่ง เขาก็พบว่าสิ่งที่ทำให้เขาหัวแล่นได้มากพอคือ เหล้าและเบียร์จำนวนมากที่สะสมเป็นลังอยู่ในห้องครัว แม้เขาจะไม่เคยมีข่าวคราวเมาเรื้อนหรือก่อคดีใหญ่โต (ส่วนมากที่เป็นข่าวก็แค่วาทะชวนขมวดคิ้ว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเพราะเมา) แต่ถึงจุดหนึ่ง แอลกอฮอล์ส่งผลต่อร่างกายเขาโดยตรง โดยเฉพาะเส้นเสียงที่บอบช้ำสุดขีดจากการกรอกเหล้าเข้าปากอยู่บ่อยๆ บวกกับการกินอาหารไม่ตรงเวลาที่ทำให้เขาทรมานกับโรคกรดไหลย้อนอยู่นานนับเดือน ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">หนักหนาจนขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมเข้ารับการรักษาหลากหลายวิธีมาก&#8221; เมเยอร์ว่า &#8220;แต่มันไม่ได้ผลเลย จนผมอยู่ในช่วงพักการใช้เส้นเสียงที่ทำให้ผมต้องงดดื่มเหล้า งดการกินอาหารรสจัด และงดพูด ตลอดทั้งเดือนกันยายนนั้นผมไม่ได้ปริปากพูดเลยสักกะคำ ผมต้องพกคีย์บอร์ดบลูทูธไว้กับตัวเพื่อพิมพ์สื่อสารสิ่งที่อยากบอก อ้อ แล้วทั้งเดือนนั่นผมก็ต้องจิ้มที่เมนูเพื่อสั่งอาหารตลอดเลย&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หนทางการเลิกเหล้าไม่ได้ง่ายนัก เมเยอร์หักดิบด้วยการปุ๊นกัญชาแทน (&#8230;) อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับการดื่มเกินขนาดคือมันไม่มีจุดสิ้นสุด &#8220;มันทำให้ต้องถามตัวเองว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ&#8221; เขาบอก &#8220;ผมกำหนดปริมาณที่เหมาะสมทุกครั้งแหละเวลาดื่มเหล้าน่ะ แต่ไม่เคยสำเร็จเลย ผมรู้สึกเหมือนถลำลึกลงไปเรื่อยๆ แบบว่าขอสองแก้ว ต่อมาก็สามแล้ว ทีนี้นี่กำลังถือแก้วที่สี่ละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;จำได้ว่ามีอยู่วันนึง ผมมองไปรอบๆ แล้วรู้สึกว่า </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">นี่มันไม่ใช่ละ ต้องพักสักที</span><span style="font-weight: 400;">&#8216;&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนในปี 2017 เมเยอร์ออกมาประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เขาเลิกเหล้าแน่นอนแล้ว แถมผ่านมาได้ตั้งปีนึงแล้วต่างหาก! &#8220;เมื่อหนึ่งปีก่อน ผมตัดสินใจว่าจะพักการดื่มเหล้าละ ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวของทุกคนเลยนะ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คืนที่เขาตัดสินใจจะเลิกเหล้าคือ งานปาร์ตี้วันเกิดอายุครบ 30 ของ เดร็ค แร็ปเปอร์ชื่อดัง ซึ่งเขาไปร่วมฉลองด้วยและฟาดเหล้าไปเต็มคราบ หนักขนาดที่ว่าเขาตื่นมาแล้วจำรายละเอียดอะไรแทบไม่ได้เลย แถมกินเวลานานหลายวันด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมต้องคุยกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า ก็จำได้นะว่าไปไหนมาบ้าง แต่ผมเมาค้างอยู่หกวันเต็มอะ! หนักขนาดนั้นเลย &#8230; </span><span style="font-weight: 400;">ผมมองออกไปที่หน้าต่าง คิดในใจว่า </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">เอาล่ะจอห์น มึงอยากจะมีชีวิตที่เต็มที่สักกี่เปอร์เซ็นต์วะ ถ้ามึงบอกเอาแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ก็พอ มึงก็เอาไอ้อีก 40 เปอร์เซ็นต์ไปสนุกให้พับเลย ไม่เป็นไร แต่ถามจริงๆ นะว่ามึงอยากได้กี่เปอร์เซ็นต์แน่ มันมีคำตอบเดียวว่ะพวก แม่งคือร้อยเปอร์เซ็นต์</span><span style="font-weight: 400;">&#8216;&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมจำได้ว่าทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนมากแล้วผมจะโพสต์บอกทุกคนในทวิตเตอร์ว่าดื่มหนักแค่ไหน จนผมถามตัวเองว่า มันจะเป็นยังไงถ้าเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผมตื่นขึ้นมาเอาเท้าสัมผัสพื้นและไม่เมาค้าง จากนั้นก็ประกาศให้ทุกคนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมันเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้นะ เพราะผมว่าคนเราชอบลืมไปว่าคุณก็มีทางเลือกที่จะไม่ดื่มนี่หว่า ถ้าคุณมองการดื่มเหล้าแบบเดียวกับที่มองอย่างอื่น ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะมีรางวัลตอบแทน ระหว่างนั้นคุณก็จะถามตัวเองว่า แล้วถ้าล้มเลิกซะตอนนี้จะเป็นยังไงนะ หรือถ้าไม่ยอมแพ้แล้วจะได้อะไร ประมาณนั้นน่ะครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;อีกอย่างนะ ผมโชคดีด้วยล่ะ ผมไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง ผมเลิกเหล้าได้เด็ดขาดและเรียบๆ เหมือนตอนที่ ฟอร์เรสต์ กัมป์ วิ่งข้ามรัฐแล้วตัดสินใจว่าจะหยุดวิ่งละ แบบนั้นเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;การห่างจากแอลกอฮอล์ จะแค่สองสัปดาห์ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคุณตกอยู่ในสถานะที่ดื่มเกินปริมาณที่ควรต่อวัน&#8221; เขาแนะนำ &#8220;ปีต่อมาผมต้องเล่นคอนเสิร์ตสี่ที่ วงดนตรีอีกสองวง และมีความสุขเอามากๆ นี่แหละคือผลของการหยุดดื่มเหล้า แรกเริ่มคุณจะรู้สึกเบื่อเป็นบ้า แต่พอผ่านมันมาได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่นขึ้นเอง&#8221; เขาตบท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา: <a href="https://www.youtube.com/watch?v=CpKQeZOCZSI">John Mayer Is an Instagram Influencer (Clip)</a></p>
<p class="article__headline"><a href="https://www.billboard.com/articles/news/8484674/john-mayer-talks-being-2-years-sober-it-is-the-most-personal-thing-to-people">John Mayer Talks Being 2 Years Sober: &#8216;It Is the Most Personal Thing to People&#8217;</a></p>
</div>
</div>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/john-mayer/">บทบันทึกการเลิกเหล้าของยอดนักดนตรีปากมอมแห่งยุคสมัย &#8216;จอห์น เมเยอร์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1739</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=drew-barrymore</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Mar 2020 04:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Drew Barrymore]]></category>
		<category><![CDATA[E.T. the Extra-Terrestrial]]></category>
		<category><![CDATA[การติดแอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดรูว์ แบร์รีมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กติดเหล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1609</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ดรูว์ แบร์รีมอร์ ชื่อของเธอน่าจะติดอันดับต้นๆ ของนางเอกสาวยอดนิยมแห่งยุค 90 เธอกลายเป็น &#8216;ใบหน้า&#8217; ของหนังรักโรแมนติกหลายต่อหลายเรื่อง ชนิดแค่ว่าเห็นเธอบนโปสเตอร์ นายทุนก็ยิ้มรอแล้วว่าหนังต้องทำเงินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในหนังแฟนตาซีหวานเจี๊ยบ Ever After: A Cinderella Story (1998) ที่เธอรับบทเป็นเจ้าหญิงได้อย่างตราตรึงในความทรงจำสุดๆ และหนังน่ารักจุ๋มจิ๋มอย่าง Never Been Kissed (1999) ที่ฟาดเงินไปแบบจุกๆ ที่ 85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งทะลุเป้าทุนสร้างไปไม่รู้กี่เท่าตัว &#160; แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ แบร์รีมอร์ซึ่งกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของชื่อเสียงและเงินทอง กำลังเผชิญปัญหาหนักอย่างการติดยาและแอลกอฮอล์จนถอนตัวไม่ขึ้น &#160; &#160; แบร์รีมอร์เข้าวงการมาตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบด้วยการรับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์อย่าง Bogie (1980) ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา เธอจะโด่งดังระดับประเทศด้วยการปรากฏตัวในหนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดที่เนรมิตภาพยนตร์ชวนฝันและอบอุ่นหัวใจอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) โดยแบร์รีมอร์รับบทเป็น เกอร์ตี เด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่พบเจอเข้ากับมนุษย์ต่างดาวผู้ใสซื่อ &#160; หนังประสบความสำเร็จและทำเงินอย่างบ้าคลั่งที่ 793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/">ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ดรูว์ แบร์รีมอร์ ชื่อของเธอน่าจะติดอันดับต้นๆ ของนางเอกสาวยอดนิยมแห่งยุค 90 เธอกลายเป็น &#8216;ใบหน้า&#8217; ของหนังรักโรแมนติกหลายต่อหลายเรื่อง ชนิดแค่ว่าเห็นเธอบนโปสเตอร์ นายทุนก็ยิ้มรอแล้วว่าหนังต้องทำเงินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในหนังแฟนตาซีหวานเจี๊ยบ Ever After: A Cinderella Story (1998) ที่เธอรับบทเป็นเจ้าหญิงได้อย่างตราตรึงในความทรงจำสุดๆ และหนังน่ารักจุ๋มจิ๋มอย่าง Never Been Kissed (1999) ที่ฟาดเงินไปแบบจุกๆ ที่ 85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งทะลุเป้าทุนสร้างไปไม่รู้กี่เท่าตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ แบร์รีมอร์ซึ่งกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของชื่อเสียงและเงินทอง กำลังเผชิญปัญหาหนักอย่างการติดยาและแอลกอฮอล์จนถอนตัวไม่ขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-1625 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014.jpg" alt="" width="471" height="597" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014.jpg 686w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Drew_Barrymore_Berlin_2014-237x300.jpg 237w" sizes="(max-width: 471px) 100vw, 471px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบร์รีมอร์เข้าวงการมาตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบด้วยการรับบทสมทบในหนังออกฉายทางโทรทัศน์อย่าง Bogie (1980) ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา เธอจะโด่งดังระดับประเทศด้วยการปรากฏตัวในหนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดที่เนรมิตภาพยนตร์ชวนฝันและอบอุ่นหัวใจอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) โดยแบร์รีมอร์รับบทเป็น เกอร์ตี เด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่พบเจอเข้ากับมนุษย์ต่างดาวผู้ใสซื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หนังประสบความสำเร็จและทำเงินอย่างบ้าคลั่งที่ 793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ!) รวมถึงเป็นการแจ้งเกิดอย่างงดงามให้แบร์รีมอร์ ขณะเดียวกัน มันก็ได้เป็นต้นธารของหายนะอีกหลายอย่างอันจะตามมาในชีวิตเธอหลังจากนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จุดเริ่มต้นของอาการ &#8216;เสียหลัก&#8217; ของแบร์รีมอร์เริ่มจากชื่อเสียงที่เธอตั้งรับไม่ทัน หนักกว่านั้นคือ เธออาศัยอยู่กับพ่อที่ติดเหล้าและหย่าขาดจากแม่เมื่อแบร์รีมอร์อายุได้ 9 ขวบ เธอถูกส่งไปอยู่กับแม่ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบร์รีมอร์เล่าว่าความทรงจำวัยเด็กของเธอนั้น มีแค่ภาพที่แม่ลากเธอไปยังไนต์คลับทุกคืน เธอเป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ต้องนั่งมองผู้ใหญ่ดื่มเหล้าและเสพยา ด้วยบรรยากาศเหล่านี้ แบร์รีมอร์จึงมีปัญหาเรื่องติดเหล้าตั้งแต่อายุได้เพียง 11 ปี และถูกส่งไปเข้าคอร์สเลิกเหล้าตอนอายุ 12  ก่อนจะพบว่าชีวิตของเธอไม่ได้ไปไหนอีกเลยนอกจากเข้าๆ ออกๆ สถานบำบัดและโรงพยาบาลจนอายุ 15 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;จุดต่ำสุดของชีวิตฉันน่าจะช่วงอายุราวๆ 13 ปีได้มั้ง&#8221; เธอว่า &#8220;ฉันตัวคนเดียวและโดดเดี่ยวสุดขีด มันแย่มากและเป็นช่วงที่ฉันกบฏต่อทุกอย่าง ฉันโกรธและกราดเกรี้ยวเอามากๆ จนวันหนึ่ง ฉันก็ถามตัวเองว่า นี่ฉันโกรธอะไรใครนะ พอวางความรู้สึกนั้นลง ฉันก็พบว่า ฉันโกรธเพราะพ่อแม่ไม่เคยอยู่ด้วยกันกับฉันเลย แต่ใครจะมาสนฉันกันวะ มีคนอีกตั้งมากมายที่ไม่มีพ่อแม่ พวกเขาก็แค่จากฉันไป ไม่เห็นเป็นไร&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี นั่นหาได้ปลดปล่อยความรู้สึกโกรธเคืองที่แบร์รีมอร์มีต่อแม่ผู้ลากเธอไปไนต์คลับตั้งแต่เด็กได้ มันกลายเป็นบาดแผลใหญ่ที่เธอก็ไม่รู้ว่าควรต้องรู้สึกอย่างไรกับผู้ให้กำเนิด จนเลือกปลอบโยนตัวเองด้วยการให้น้ำเมาทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำตอบแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;แม่ชอบทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนฉันมากกว่า และคอยแค่จะถามว่า &#8216; อยากไปโรงเรียนแล้วโดนเพื่อนๆ แกล้งหรือจะไปถ่ายหนังที่สตูดิโอกันดีล่ะ&#8217; ฉันก็ต้องเลือกไปสตูดิโอสิคะ! ไม่ได้อยากใช้เวลาทั้งวันไปกับเด็กๆ ในโรงเรียนที่เอาแต่รังแกฉันสักหน่อย จริงๆ แล้วเด็กๆ นี่ใจร้ายเอาเรื่องเหมือนกันนะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มากไปกว่านั้น ชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นพายุหลังความสำเร็จของ E.T. the Extra-Terrestrial ทำให้แบร์รีมอร์รู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า โดยเฉพาะเมื่อสื่อมวลชนจับจ้องไปยังพฤติกรรมติดเหล้า (ในวัยเท่านั้น) ของเธอที่สวนทางกับบทบาทสาวน้อยน่ารักในภาพยนตร์แทบจะคนละโลก ยิ่งซ้ำเติมให้แบร์รีมอร์รู้สึกเปล่าดายมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ชีวิตฉันนี่มันยังกะสูตรชีวิตหายนะชัดๆ&#8221; เธอเปรย &#8220;คิดดูสิว่าฉันมีทุกอย่างครบตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี ต้องเผชิญวิกฤติวัยกลางคน เข้ารับการบำบัด ขึ้นบัญชีดำของคนทำหนัง ไม่มีครอบครัว หมดทุกอย่างเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ลองคิดดูสิ ฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วก็หวนลงสู่จุดตกต่ำตอนอายุแค่ 14 ปี จากที่มีทุกอย่างก็กลายเป็นไม่เหลืออะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ตอนนั้นฉันกลัวมากๆ เพราะไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง&#8221; เธอเล่า &#8220;คิดไว้แล้วด้วยซ้ำว่าอาจจะตายก่อนอายุ 25 แต่ถึงอย่างนั้น อีกใจก็ยังอุตส่าห์เชื่อนะว่าไม่ว่าจะเลวร้ายยังไง เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็ค้องเกิดขึ้นสักวันน่า&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่กว่าที่สิ่งดีๆ เหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเธอก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ภายหลังจากการใช้ชีวิตวัยรุ่นในสถานบำบัดเลิกเหล้า เธอหวนคืนวงการด้วยการรับแสดงหนังออกฉายทางโทรทัศน์ไม่กี่เรื่อง และใช้เวลานานอีกหลายปี หนังอีกหลายเรื่องทีเดียว กว่าจะกลับมาเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงสาวขวัญใจอีกครั้งจาก Scream (1996) หนังทริลเลอร์หักมุมสุดช็อกที่แจ้งเกิดให้คนเห็นว่า แบร์รีมอร์ &#8216;เป็นสาวแล้วค่ะ&#8217; ไม่ใช่เป็นเด็กหญิงจากหนังของสปีลเบิร์กอีกต่อไปแล้ว จากนั้น ชีวิตในอุตสาหกรรมการแสดงของเธอก็ดูจะราบรื่นขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่เธอคุมตัวเองอย่างเข้มงวด ไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีกเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ไม่มีอะไรทำให้ฉันเครียดจัดและตกอยู่ในสภาวะฝันร้ายได้แบบนั้นอีกแล้ว&#8221; เธอพูดถึงช่วงเวลาที่ใช้แอลกอฮอล์เยียวยาตัวเองสมัยยังวัยรุ่น &#8220;ฉันดื่มเหล้าเป็นบ้าเป็นหลังก็เพื่ออยากให้ตัวเองสนุกกับชีวิต และหยุดคิดมากเสียที หนักกว่านั้นคือโคเคนที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคย”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปัจจุบัน แบร์รีมอร์ยังคงเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการ เธอมีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกที่น่ารัก และไม่หวนกลับไปแตะแอลกอฮอล์เพื่อบำบัดความตึงเครียดให้ชีวิตอีก มากกว่านั้น เธอยังเดินหน้าให้ความรู้และสนับสนุนเยาวชนผู้มีอาการติดสุราเรื้อรังให้เลิกขาดจากมัน ก่อนถลำลึกลงไปจนกลับตัวได้ยากกว่าที่เป็นอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นั่นเพราะเธอผู้ผ่านเรื่องนี้มาและเข้าอกเข้าใจดีว่า แม้แอลกอฮอล์จะช่วยเยียวยาความเปลี่ยวเหงา หากก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่มีใครสมควรใช้มันเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe loading="lazy" class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/Kkd0XM6cUXEhttps://www.goodtoknow.co.uk/family/drew-barrymore-childhood-drugs-rehab-285360https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>https://www.goodtoknow.co.uk/family/drew-barrymore-childhood-drugs-rehab-285360https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/</p>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="1NYGLXQ5Ay"><p><a href="https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/">Drew Barrymore and the Case Against Labeling Children as “Addicts”</a></p></blockquote>
<p><iframe class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted" src="https://filtermag.org/drew-barrymore-children-addicts/embed/#?secret=1NYGLXQ5Ay" data-secret="1NYGLXQ5Ay" width="600" height="338" title="&#8220;Drew Barrymore and the Case Against Labeling Children as “Addicts”&#8221; &#8212; Filter" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/drew-barrymore/">ดรูว์ แบร์รีมอร์ ขวัญใจวัยหวานผู้ (เคย) ติดเหล้าตั้งแต่อายุ 11 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1609</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แมตธิว เพอร์รี สีสันสำคัญของซีรีส์ Friends ผู้อมทุกข์เพราะติดเหล้า</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/matthew-perry/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=matthew-perry</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2020 07:37:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Chandler Bing]]></category>
		<category><![CDATA[Friends]]></category>
		<category><![CDATA[Matthew Perry]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[อาการขาดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[แชนด์เลอร์ บิง]]></category>
		<category><![CDATA[แมตธิว เพอร์รี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1605</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;หวัดดี ผมชื่อแชนด์เลอร์ เวลาผมอึดอัดผมจะปล่อยมุกตลกครับ&#8221; &#160; ใครบ้างจะไม่รักตัวละคร แชนด์เลอร์ บิง จากซีรีส์มหากาพย์แห่งยุค 2000 อย่าง Friends เขาคือตัวละครเปี่ยมสีสัน ปากคอเราะรายและน่ารักน่าชังในหลายๆ ความหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงเกิดจากการเขียนบทอันชาญฉลาดของทีมงานเบื้องหลังเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยพลังการแสดงและเสน่ห์เฉพาะตัวของ แมตธิว เพอร์รี ผู้รับบทเป็นแชนด์เลอร์ยาวนานตลอดสิบปีเต็ม จนแชนด์เลอร์กลายเป็นตัวละครที่เป็นภาพจำของเขาในที่สุด &#160; แต่ในสิบปีอันยาวนานและเรืองรองด้วยความสำเร็จนี้ แฟนซีรีส์หลายคนคงสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเพอร์รี นั่นคือร่างกายที่ผอมบางสุดขีดและการเลี่ยงไม่ออกสื่อนานพักใหญ่ นำมาสู่คำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับร่างทรงแชนด์เลอร์ บิงอันเป็นที่รักคนนี้กัน &#160; &#160; เพอร์รีเป็นนักแสดงชาวแคนาดา-อเมริกัน สมัยเรียนมัธยมเขาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดและมีวินัยในฐานะนักกีฬาเทนนิสตัวแทนเยาวชนทีมชาติของแคนาดา ทุ่มฝึกซ้อมสิบชั่วโมงต่อวัน ก่อนที่จะต้องย้ายตามครอบครัวมาอยู่ในลอสแองเจลิส เทนนิสที่เคยเป็นตารางหลักของชีวิตก็ห่างหายกลายเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น ประจวบเหมาะกับที่เขาได้เข้าวงการจากการรับบทสมทบเล็กๆ ในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ เพอร์รีอธิบายว่าช่วงนั้นเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงจำนวนมากที่ไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมนี้เลย (แถมยังเคยเย้าความไม่ดังของตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่างานหลักในตอนนั้นคือ ไปออกรายการที่ดาราเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง จอร์จ คลูนีย์ ปฏิเสธจะไม่ไปแล้วเขาต้องไปเสียบแทน) &#160; แต่นั่นคือก่อนการมาถึงของซีรีส์ Friends ในปี 1994 ที่เขารับบทเป็นแชนด์เลอร์ หนึ่งในหกตัวละครหลักของเรื่อง แชนด์เลอร์เป็นพนักงานบริษัทหนุ่มปากคอเราะรายและเพียบไปด้วยมุกตลกเสียดสี ทั้งยังเป็นตัวละครที่มีปมเรื่องครอบครัว นำมาสู่อาการติดบุหรี่เพื่อหาทางให้ตัวเองผ่อนคลายความเครียดลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/matthew-perry/">แมตธิว เพอร์รี สีสันสำคัญของซีรีส์ Friends ผู้อมทุกข์เพราะติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;หวัดดี ผมชื่อแชนด์เลอร์ เวลาผมอึดอัดผมจะปล่อยมุกตลกครับ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ใครบ้างจะไม่รักตัวละคร แชนด์เลอร์ บิง จากซีรีส์มหากาพย์แห่งยุค 2000 อย่าง Friends เขาคือตัวละครเปี่ยมสีสัน ปากคอเราะรายและน่ารักน่าชังในหลายๆ ความหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงเกิดจากการเขียนบทอันชาญฉลาดของทีมงานเบื้องหลังเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยพลังการแสดงและเสน่ห์เฉพาะตัวของ แมตธิว เพอร์รี ผู้รับบทเป็นแชนด์เลอร์ยาวนานตลอดสิบปีเต็ม จนแชนด์เลอร์กลายเป็นตัวละครที่เป็นภาพจำของเขาในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ในสิบปีอันยาวนานและเรืองรองด้วยความสำเร็จนี้ แฟนซีรีส์หลายคนคงสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเพอร์รี นั่นคือร่างกายที่ผอมบางสุดขีดและการเลี่ยงไม่ออกสื่อนานพักใหญ่ นำมาสู่คำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับร่างทรงแชนด์เลอร์ บิงอันเป็นที่รักคนนี้กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1614 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Matthew_Perry_as_Chandler_Bing.png" alt="" width="261" height="382" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Matthew_Perry_as_Chandler_Bing.png 261w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/02/Matthew_Perry_as_Chandler_Bing-205x300.png 205w" sizes="(max-width: 261px) 100vw, 261px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพอร์รีเป็นนักแสดงชาวแคนาดา-อเมริกัน สมัยเรียนมัธยมเขาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดและมีวินัยในฐานะนักกีฬาเทนนิสตัวแทนเยาวชนทีมชาติของแคนาดา ทุ่มฝึกซ้อมสิบชั่วโมงต่อวัน ก่อนที่จะต้องย้ายตามครอบครัวมาอยู่ในลอสแองเจลิส เทนนิสที่เคยเป็นตารางหลักของชีวิตก็ห่างหายกลายเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น ประจวบเหมาะกับที่เขาได้เข้าวงการจากการรับบทสมทบเล็กๆ ในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ เพอร์รีอธิบายว่าช่วงนั้นเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงจำนวนมากที่ไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมนี้เลย (แถมยังเคยเย้าความไม่ดังของตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่างานหลักในตอนนั้นคือ ไปออกรายการที่ดาราเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง จอร์จ คลูนีย์ ปฏิเสธจะไม่ไปแล้วเขาต้องไปเสียบแทน)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่นั่นคือก่อนการมาถึงของซีรีส์ Friends ในปี 1994 ที่เขารับบทเป็นแชนด์เลอร์ หนึ่งในหกตัวละครหลักของเรื่อง แชนด์เลอร์เป็นพนักงานบริษัทหนุ่มปากคอเราะรายและเพียบไปด้วยมุกตลกเสียดสี ทั้งยังเป็นตัวละครที่มีปมเรื่องครอบครัว นำมาสู่อาการติดบุหรี่เพื่อหาทางให้ตัวเองผ่อนคลายความเครียดลง จนเพื่อนๆ ในกลุ่มต้องคอยหาทางช่วยเขาเลิกบุหรี่ให้ได้ก่อนที่ปอดจะพังทั้งสองข้าง (&#8220;ปอดฉันเล็กเท่าเด็กสองขวบเองนะ&#8221; แชนด์เลอร์แซวตัวเอง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเพอร์รีนั้นไม่ได้ห่างไกลจากแชนด์เลอร์มากนัก หากวัดจากการใช้บุหรี่และแอลกอฮอล์มาเยียวยาบำบัดความรู้สึกตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมแสดงเรื่อง Friends ตั้งแต่อายุ 24 ถึง 34 ปี และเป็นช่วงที่ชื่อเสียงรุ่งโรจน์ที่สุด เราทั้งหกคนออกเดินทางไปทุกที่ตลอดเวลา ถ้าคนนอกมองเข้ามาคงเข้าใจว่าผมมีทุกอย่างที่อยากมี แต่จริงๆ แล้วตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมากนะ เพราะอยู่ในช่วงติดเหล้าอย่างรุนแรง&#8221; เขาว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ผมหยุดตัวเองไม่ได้เลย ต่อให้ทุกอย่างมันเลวร้ายสุดขีด แต่ผมก็หยุดดื่มไม่ได้ จากนั้นแหละที่ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าผมติดเหล้า&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพอร์รีไม่ได้เพิ่งมาดื่มเหล้าหลังจากแสดงซีรีส์ Friends ก่อนหน้านี้เขาดื่มเหล้ามาบ้าง แต่มาถลำลึกจนกลายเป็นการเสพติดก็เมื่อชื่อเสียงระเบิดใส่จนตั้งรับไม่ทัน ในซีซั่นแรก เขาปรากฏตัวในฐานะชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์กับรอยยิ้มมุมปาก ตามมาด้วยซีซั่นที่สองซึ่งเขาเข้าไปนั่งในใจคนดูเรียบร้อย  ก่อนที่แฟนๆ จะตระหนกกับความซูบผอมของเพอร์รีที่ปรากฏบนหน้าจอในซีซั่นสาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นั่นเป็นช่วงเวลาที่เพอร์รีดื่มเหล้าหนักที่สุดและจำต้องเข้ารับการบำบัดอย่างเร่งด่วนก่อนทำหน้าที่การงานพัง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถึงแก่ชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ต้องบอกว่าผมไม่เคยรู้สึกดีแบบนั้นมาก่อนเลยในชีวิต แน่นอนว่าผมติดยาและแอลกอฮอล์ แต่ผมหยุดตัวเองไม่ได้จริงๆ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะเดียวกัน &#8220;มันหนักหน่วงมากเสียจนผมบอกได้แค่ว่า ผมทำความทรงจำหล่นหายไปราวๆ สามปีได้ ฉะนั้น ช่วงถ่ายทำซีรีส์ Friends ซีซั่น 3 ถึงซีซั่นที่ 6 ผมจึงจำอะไรไม่ได้เลย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะดำดิ่งจนกระทบต่อชีวิตในมิติอื่นๆ เพอร์รีจึงพยายามอย่างหนักในการบำบัดอาการติดเหล้า ซึ่งเขาพบว่ามันไม่ง่ายเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;คุณติดเหล้าติดยามาเป็นปีเลยนะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเลิกสิ่งพวกนี้ในเวลาแค่ 28 วัน เพราะฉะนั้น การมีสตินี่แหละ คือสิ่งที่ยากที่สุดของกระบวนการนี้แล้ว&#8221; เพอร์รีอธิบาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เขาตั้งกฎกับตัวเองแน่วแน่ว่าจะไม่ดื่มในกองถ่ายหรือระหว่างการทำงานเด็ดขาด แต่เมื่อเขาเกิดอาการตัวสั่น เหงื่อออก และตึงเครียดจากภาวะขาดเหล้า เพอร์รีจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการกลับไปดื่มก่อนทำงาน ทำให้ตัวเองเมาเละจนไม่เกิดอาการสั่นเทาขึ้นมาระหว่างถ่ายทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเลวร้ายมาก เพราะการลากสังขารไปที่กองถ่ายในสภาพเมาค้างทำให้ทีมงานหลายคนรับมือลำบาก มากไปกว่านั้น อาการติดเหล้าอย่างรุนแรงยังทำให้เขาล้มป่วยหนัก จน ลิซา คูโดรว หนึ่งในนักแสดงนำของ Friends เคยเปรยด้วยความเป็นห่วงว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ตอนที่แมตธิวป่วยน่ะ ทุกอย่างมันเลวร้ายมากเลย เราได้แต่ยืนนิ่งๆ อย่างสิ้นหวังข้างเขา มันเจ็บปวดนะคะ แมตธิวคือหนึ่งในคนที่เฮฮาที่สุด เขาสุภาพและน่ารักมากเลย ที่เราหัวเราะกันเป็นบ้าเป็นหลังส่วนใหญ่ก็มาจากแมตธิวนี่แหละ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาจเป็นเพราะการล้มป่วยครั้งนั้นที่ทำให้เพอร์รีตั้งใจตัดขาดจากเหล้าอย่างจริงจังอีกครั้ง เขาหันกลับไปสู้กับอาการขาดเหล้าของตัวเองอย่างห้าวหาญ และทำสำเร็จในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;หลังจากผมผ่านการบำบัดมาได้ก็คิดว่าไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ การข้ามผ่านมันมานั้นเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม เพราะมันว่าด้วยการที่คุณต้องหามุมมองใหม่ๆ ในการเคารพตัวเองเมื่อต้องพยายามก้าวข้ามบางอย่างที่ยากเหลือเกิน&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;มีไม่กี่อย่างที่ผมรู้หลังจากเลิกเหล้าคือ มันช่วยชีวิตผม อ้อ&#8230; แล้วมันทำให้เงินไม่รั่วหลุดออกไปน่ะ&#8221; เขาปิดท้าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="content">
<div class="content">
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา:</p>
</div>
</div>
<p>https://iamsober.com/blog/matthew-perry-sober-story/</p>
<p>https://meaww.com/the-sad-tragic-life-of-mathew-perry-you-did-not-know-about</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe loading="lazy" class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/ykm7uVhqH2E?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>เรื่องและภาพ : ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/matthew-perry/">แมตธิว เพอร์รี สีสันสำคัญของซีรีส์ Friends ผู้อมทุกข์เพราะติดเหล้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1605</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สตีเวน ไทเลอร์ ฟรอนต์แมนตัวเอ้ของ Aerosmith กับบทเพลงจากเหล้ายา</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/steven-tyler-aerosmith/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=steven-tyler-aerosmith</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jan 2020 05:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าแล้วเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Aerosmith]]></category>
		<category><![CDATA[Armageddon]]></category>
		<category><![CDATA[คนดังติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้องวงร็อค]]></category>
		<category><![CDATA[สตีเวน ไทเลอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1449</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 1998 แวดวงภาพยนตร์และดนตรีมีสองอย่างที่ระเบิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์แบบเกี่ยวเนื่องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างแรกคือหนังหายนะ Armageddon (1998) ของเจ้าพ่อหนังนักกดปุ่มระเบิดอย่างไมเคิล เบย์ กวาดรายได้มหาศาลไป 553 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างที่สอง บทเพลงประกอบหนัง I Don&#8217;t Want to Miss a Thing ของวง Aerosmith ฮิตติดชาร์ตยาวนานหลายเดือน เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีทั้งจากค่ายหนังและค่ายเพลง รวมทั้งสองพ่อลูกสกุลไทเลอร์อย่าง ลิฟ ไทเลอร์ ซึ่งรับบทนักแสดงนำในหนัง Armageddon กับ สตีเวน คนพ่อ นักร้องนำหรือฟรอนต์แมนตัวเอ้ของ Aerosmith (ใช่จ้ะ เขาเป็นพ่อลูกกัน) &#160; &#160; แต่ก่อนจะมาดังเปรี้ยงกับเพลงประกอบหนัง ที่ว่าด้วยกลุ่มนักขุดน้ำมันถูกส่งไประเบิดดาวเคราะห์ซึ่งจะพุ่งเข้ามาชนโลก Aerosmith ก็สร้างชื่อด้วยตัวเองมาแล้วตั้งแต่ยุค 70 จนกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงร็อคแอนด์โรลล์ประจำยุคสมัย กับสารพัดเพลงฮิต Dream On, Sweet Emotion, Livin&#8217; on the Edge และทัวร์แสดงคอนเสิร์ตในหลายรัฐ หลายประเทศที่กินเวลานานหลายปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/steven-tyler-aerosmith/">สตีเวน ไทเลอร์ ฟรอนต์แมนตัวเอ้ของ Aerosmith กับบทเพลงจากเหล้ายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 1998 แวดวงภาพยนตร์และดนตรีมีสองอย่างที่ระเบิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์แบบเกี่ยวเนื่องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>
<p>อย่างแรกคือหนังหายนะ Armageddon (1998) ของเจ้าพ่อหนังนักกดปุ่มระเบิดอย่างไมเคิล เบย์ กวาดรายได้มหาศาลไป 553 ล้านเหรียญสหรัฐฯ</p>
<p>อย่างที่สอง บทเพลงประกอบหนัง I Don&#8217;t Want to Miss a Thing ของวง Aerosmith ฮิตติดชาร์ตยาวนานหลายเดือน เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีทั้งจากค่ายหนังและค่ายเพลง รวมทั้งสองพ่อลูกสกุลไทเลอร์อย่าง ลิฟ ไทเลอร์ ซึ่งรับบทนักแสดงนำในหนัง Armageddon กับ สตีเวน คนพ่อ นักร้องนำหรือฟรอนต์แมนตัวเอ้ของ Aerosmith (ใช่จ้ะ เขาเป็นพ่อลูกกัน)</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="jetpack-video-wrapper"><iframe loading="lazy" class="youtube-player" width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/JkK8g6FMEXE?version=3&#038;rel=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;fs=1&#038;hl=en-US&#038;autohide=2&#038;wmode=transparent" allowfullscreen="true" style="border:0;" sandbox="allow-scripts allow-same-origin allow-popups allow-presentation"></iframe></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ก่อนจะมาดังเปรี้ยงกับเพลงประกอบหนัง ที่ว่าด้วยกลุ่มนักขุดน้ำมันถูกส่งไประเบิดดาวเคราะห์ซึ่งจะพุ่งเข้ามาชนโลก Aerosmith ก็สร้างชื่อด้วยตัวเองมาแล้วตั้งแต่ยุค 70 จนกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงร็อคแอนด์โรลล์ประจำยุคสมัย กับสารพัดเพลงฮิต Dream On, Sweet Emotion, Livin&#8217; on the Edge และทัวร์แสดงคอนเสิร์ตในหลายรัฐ หลายประเทศที่กินเวลานานหลายปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไทเลอร์เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้ชื่อว่าเต็มร้อยทุกครั้งที่ปรากฏตัวในคอนเสิร์ต เขากระโดดโลดเต้นในชุดหลากสี วิ่งพล่านไปทั่วทุกตารางนิ้วของเวที และตะเบ็งเสียงสุดขั้วปอด แน่ล่ะว่ามันเป็นการแสดงอันชวนประทับใจ แต่ช่วงที่วง Aerosmith ระเบิดฟอร์มร้อนแรงทุกชาร์ตเพลง และไทเลอร์ต้องขึ้นโชว์ติดกันหลายๆ คืน คืนละหลายชั่วโมง ทำให้เขาพบว่าตนเองอาจไม่พร้อมสำหรับการใช้พลังมากขนาดนี้ทุกรอบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ไทเลอร์จึงเลือกใช้ตัวช่วยที่รวดเร็วที่สุด คือการอัดยาและเหล้าเข้าร่างกายเพื่อให้ตื่นตัว &#8220;เราฟาดโคเคนให้คึก และใช้ยากล่อมประสาทให้สงบลง&#8221; เขารำลึกความหลัง และให้คำตอบถึงสาเหตุที่บ่อยครั้งเขามักปรากฏตัวในสภาพล่องลอยไร้วิญญาณ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่บ่อยๆ &#8220;เราดื่มกันหนักเป็นบ้า ทั้งเหล้า ทั้งโคเคน เราซัดจนกว่าจะรู้สึกว่ามีสติแล้วนั่นล่ะ ซึ่งไม่จริงหรอก เราแค่เมาน่ะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ในยุคสมัยนั้น ผมว่าไม่มีนักดนตรีคนไหนหรือวงไหนรู้จักคำว่ามีสติหรอก&#8221; ไทเลอร์ว่า &#8220;แล้วยิ่งผมเป็นพวกเกลียดคนที่ทำอะไรไม่เต็มที่ ไม่สุดพลัง ผมเลยอัดทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองไปจนสุดทาง&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;แต่ตอนนั้นมันก็มีจุดที่เรารู้สึกสนุกอยู่นะ กระดกแจ็ค แดเนียลไปสักกรึ๊บ จากนั้นขึ้นโชว์ที่เมดิสัน สแควร์ ลงเวทีมาแล้วไปปาร์ตี้ในคลับต่อกับจิมมี เพจ (นักดนตรี) แหมคุณ! หลังเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ขนาดนั้น นานขนาดนั้น คุณคงไม่ลงมาเล่นแค่ชัฟเฟิลบอร์ด (โต๊ะกีฬาเล็กๆ) หรือทอยลูกเต๋าหรอกใช่มะ! คุณก็แค่อยากเมาให้อ้วกพุ่งตายไปเลย เพราะคุณเพิ่งจะทำอะไรที่คุณไม่รู้ตัวว่าทำได้มาก่อน และคิดว่ากูนี่แม่งเจ๋งสุดๆ ไปเลยว่ะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไทเลอร์ยังเสริมอีกว่า &#8220;เวลาได้ยินคนทั้งโลกร้องเพลงที่เราเขียนตอนเมาหัวราน้ำ ตอนนั้นมันอดคิดไม่ได้หรอกว่าเหล้าเป็นเหตุผลหลักในการรังสรรค์บทเพลงเหล่านี้ขึ้นมาน่ะ&#8221; เขากล่าว &#8220;เชื่อไหมว่าผมเขียนเพลง Dream On แบบทำให้ตัวเองเมาที่สุดเท่าที่จะเมาได้&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-1512 aligncenter" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/445px-Steven_Tyler_by_Gage_Skidmore_3.jpg" alt="" width="381" height="514" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/445px-Steven_Tyler_by_Gage_Skidmore_3.jpg 445w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2020/01/445px-Steven_Tyler_by_Gage_Skidmore_3-223x300.jpg 223w" sizes="(max-width: 381px) 100vw, 381px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สตีเวน ไทเลอร์กับสมาชิกวงคนอื่นๆ ใช้เวลาครึ่งหนึ่งอยู่บนเวที อีกครึ่งอยู่กับขวดเหล้า และถ้าพอมีเวลาเหลือบ้าง พวกเขาจะนอนสลบอยู่บนเตียงข้ามวันเพื่อเตรียมขึ้นเวทีในคืนต่อไป เขาใช้ชีวิตในวงจรนั้นนานหลายสิบปี รู้ตัวอีกทีเขาก็เมาติดกันทุกวัน ร่างกายตอบสนองย่ำแย่ และดื่มหนักจนส่งผลกระทบต่อเส้นเสียง ซึ่งต่อมาเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่ราวปี 2006 รวมถึงใช้ชีวิตประจำวันแบบติดๆ ขัดๆ แทบตลอดเวลา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตอนนี้ ไทเลอร์เริ่มไม่รู้สึกว่าตัวเอง &#8216;เจ๋งสุดยอด&#8217; แบบที่เคยแล้ว &#8220;สักพักเราจะเริ่มรู้แล้วว่านี่มันไม่ถูกต้อง ผมเสพติดมัน เหล้ากลายเป็นสิ่งที่ผมดื่มทั้งวันไม่พักจนมันส่งผลกระทบต่อชีวิตผมน่ะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Aerosmith ไม่ &#8216;ท็อปฟอร์ม&#8217; อย่างเก่า หลายครั้งที่ไทเลอร์และสมาชิกวงหลงลืมเนื้อเพลงหรือลำดับขั้นตอนขณะขึ้นเวที หนักกว่านั้นคือการขึ้นแสดงคอนเสิร์ตแบบร่างกายไม่เต็มร้อยแม้ว่าจะใช้โคเคนปลุกวิญญาณกันมาก่อนแล้วก็ตาม เมื่อไม่มีอะไรใช้ได้ผลอีก ในที่สุด ทั้งวง โดยเฉพาะไทเลอร์ที่อาการหนักที่สุด ถูกผู้จัดการวงสั่งให้ไปเลิกเหล้าขั้นเด็ดขาด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;พวกเขาบอกว่า ถ้านายไม่ไปบำบัด นายจบเห่กับอาชีพนี้แน่นอน&#8221; เขาหัวเราะ &#8220;ที่แย่คือ ไอ้คนที่มาแพล่มบอกผมเรื่องนี้น่ะยังเมาเรื้อนกันอยู่เลย แต่ผมดีใจนะที่พวกเขาพยายามเตือนผม เพราะถ้าไม่เตือนกัน ป่านนี้ผมคงยังไม่พบทางสว่างเลยมั้ง&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือผมจะกลับมาทำงานเพลงไม่ได้อีก&#8221; ไทเลอร์เผย &#8220;เวลาผมเมาถึงที่สุดแล้วผมมักจะโกรธจัดเสมอ และมักจะกอดเอาความโกรธนั้นไปลงกับใครสักคน แล้วเชื่อไหมว่าท้ายที่สุด คนที่ผุพังมากที่สุดคือตัวคุณเองนั่นล่ะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไทเลอร์เข้ารับกระบวนการบำบัดและปลุกปล้ำกับมันอยู่นาน ระยะแรก อารมณ์ของเขาผันผวนและกราดเกรี้ยว เพื่อนฝูงเข้าหน้าไม่ติด หนักหนากว่านั้น จากภาวะกดดันและตึงเครียดสุดขีด เขามักทำร้ายตัวเองเพื่อปลดปล่อยมวลอารมณ์ซึ่งไม่มีที่ระบายออก ทั้งหมดนี้กินเวลานานหลายเดือนกว่าเขาจะค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพ กลับมาดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำสีอำพันได้ในระหว่างวัน (&#8220;อันที่จริงมันช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลยนะครับ จะบอกให้&#8221;)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทุกวันนี้ ไทเลอร์ยังดำรงตำแหน่งฟรอนต์แมนจอมฉูดฉาดของ Aerosmith อยู่ แถมยังออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อยาวเหยียดอย่าง We&#8217;re All Somebody from Somewhere เมื่อปี 2016 และเพิ่งจะมีสารคดีตามติดชีวิตส่วนตัวของเขาอย่าง Steven Tyler: Out on a Limb (2018)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น เขาประกาศว่าวง Aerosmith จะกลับมาออกทัวร์อีกครั้งหลังสมาชิกวงทุกคนหวนกลับมาเจอหน้ากันด้วยสภาพแข็งแรงฟิตเปรี๊ยะในวัยเหยียบ 70</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;วงผมยังอยู่ด้วยกัน ทุกคนยังมีชีวิตอยู่แถมแข็งแรงฟิตปั๋ง เราแสดงสดได้เยี่ยมกว่าเมื่อสมัย 50 ปีที่แล้วอีก&#8221; ไทเลอร์เอ่ย &#8220;โอเคล่ะว่าเวลาเราแสดงในคลับมันก็มีความดิบเถื่อนและเมาเละอยู่บ้างบางคราว แต่เรายังอยู่ด้วยกัน คนยังอยากจ่ายเงินเป็นพันๆ เหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละคืนเพื่อดูเราเล่นสด และผมเข้าใจดีว่ามันเสี่ยงแค่ไหนถ้าจะกลับไปใช้เหล้าและยาอีก แถมผมยังมีลูกๆ หมา แมวและบ้านหลังงามที่เกาะเมาวี แฟนผมอีก ถ้าผมกลับไปติดเหล้าอีก ผมก็ต้องยอมเสี่ยงทุกอย่างอีกครั้งนะ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;จุดลงเอยของเรื่องพวกนี้มีไม่เยอะหรอก ถ้าไม่ติดคุกก็ทำเราเป็นบ้า หรือไม่ก็ตาย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>ที่มา :</p>
<div><a href="https://iamsober.com/blog/addiction-steven-tyler/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://iamsober.com/blog/addiction-steven-tyler/&amp;source=gmail&amp;ust=1579162268138000&amp;usg=AFQjCNHR0V8Xo8Lx2uO6Q8IU5C3T4CUBLA">https://iamsober.com/blog/<wbr />addiction-steven-tyler/</a></div>
<div><a href="https://www.rollingstone.com/music/music-news/steven-tyler-on-cocaine-acid-weed-alcohol-and-other-diversions-254736/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.rollingstone.com/music/music-news/steven-tyler-on-cocaine-acid-weed-alcohol-and-other-diversions-254736/&amp;source=gmail&amp;ust=1579162268138000&amp;usg=AFQjCNFcCAEMvQg9fXcjJiCNJABOQZryfQ">https://www.rollingstone.com/<wbr />music/music-news/steven-tyler-<wbr />on-cocaine-acid-weed-alcohol-<wbr />and-other-diversions-254736/</a></div>
<div><a href="https://www.gq.com/story/clean-musicians" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gq.com/story/clean-musicians&amp;source=gmail&amp;ust=1579162268138000&amp;usg=AFQjCNHOBoJV6Xg7sHkTbvW7kQrpw8oV7w">https://www.gq.com/story/<wbr />clean-musicians</a></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/steven-tyler-aerosmith/">สตีเวน ไทเลอร์ ฟรอนต์แมนตัวเอ้ของ Aerosmith กับบทเพลงจากเหล้ายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1449</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
