<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<atom:link href="https://alcoholrhythm.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การบำบัดดูแลทางโทรศัพท/</link>
	<description>เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Sep 2023 15:17:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.1</generator>

<image>
	<url>https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/02/cropped-50031985_2273046192939710_5125253258218045440_n-1-32x32.png</url>
	<title>การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์ Archives - Alcohol Rhythm</title>
	<link>https://alcoholrhythm.com/tag/การบำบัดดูแลทางโทรศัพท/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158973773</site>	<item>
		<title>เจาะสุขภาพจิตและปัญหาในขวดสุรา กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/tanakrit-quote/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=tanakrit-quote</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2021 08:17:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดสารเสพติด]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนกฤษ ลิขิตธรากุล]]></category>
		<category><![CDATA[สายด่วนสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3859</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่สถานการณ์หลายๆ อย่างมีความผันผวนและแหลมคม สั่งสมจนจิตใจของใครหลายคนเจ็บป่วย ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจและใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพจิตของตนและคนรอบข้างมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิด หรือละเลยประเด็นสุขภาพจิตบางอย่างไป ทั้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ โรคซึมเศร้า หรือประเด็นสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติด เช่น การติดสุรา ยิ่งก่อเกิดเป็นความไม่เข้าใจและเหมือนยิ่งจะผลักไสคนที่ต้องเจ็บป่วยทางจิตใจออกไปให้มากขึ้น การจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดของคนๆ หนึ่งจึงไม่ได้อาศัยแค่ความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจให้คนรอบข้างในการช่วยกันประคับประคองจิตใจของคนๆ หนึ่งด้วย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านทัศนะบางส่วนของ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล นักจิตวิทยาคลินิก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สนทนากันถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย ทำความเข้าใจประเด็นด้านสุขภาพจิตบางอย่างที่อาจถูกละเลยหรือเข้าใจผิด รวมถึงสนทนาเกี่ยวกับปัญหาในขวดสุรา อ่านบทสัมภาษณ์ธนกฤษ ลิขิตธรากุล ฉบับเต็มได้ ที่นี่ &#160; :: ข้อดีของความเครียด :: &#160; &#160; คุณพูดถึงเรื่องความเครียด ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเจออยู่ทุกวัน แล้วเรามีวิธีแยกไหมว่า นี่คือความเครียดปกติ เรายังรับมือได้อยู่ หรือถึงจุดไหนที่เราอาจจะต้องไปพบหรือคุยกับใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องความเครียดมามากจะคิดว่าความเครียดเป็นเรื่องไม่ดีหรือถึงขั้นแย่ แต่ถ้าเรามาดูจริงๆ ความเครียดก็มีข้อดีนะ เช่น คนเครียดจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น (active) เพราะต้องหาเงิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/tanakrit-quote/">เจาะสุขภาพจิตและปัญหาในขวดสุรา กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่สถานการณ์หลายๆ อย่างมีความผันผวนและแหลมคม สั่งสมจนจิตใจของใครหลายคนเจ็บป่วย ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจและใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพจิตของตนและคนรอบข้างมากขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิด หรือละเลยประเด็นสุขภาพจิตบางอย่างไป ทั้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ โรคซึมเศร้า หรือประเด็นสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติด เช่น การติดสุรา ยิ่งก่อเกิดเป็นความไม่เข้าใจและเหมือนยิ่งจะผลักไสคนที่ต้องเจ็บป่วยทางจิตใจออกไปให้มากขึ้น การจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดของคนๆ หนึ่งจึงไม่ได้อาศัยแค่ความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจให้คนรอบข้างในการช่วยกันประคับประคองจิตใจของคนๆ หนึ่งด้วย</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวนอ่านทัศนะบางส่วนของ <strong>ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</strong> นักจิตวิทยาคลินิก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สนทนากันถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย ทำความเข้าใจประเด็นด้านสุขภาพจิตบางอย่างที่อาจถูกละเลยหรือเข้าใจผิด รวมถึงสนทนาเกี่ยวกับปัญหาในขวดสุรา</p>
<p>อ่านบทสัมภาษณ์ธนกฤษ ลิขิตธรากุล ฉบับเต็มได้ <a href="https://alcoholrhythm.com/tanakrit-interview/"><strong>ที่นี่</strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>:: ข้อดีของความเครียด ::</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone size-full wp-image-3860" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1.png" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-1-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คุณพูดถึงเรื่องความเครียด ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเจออยู่ทุกวัน แล้วเรามีวิธีแยกไหมว่า นี่คือความเครียดปกติ เรายังรับมือได้อยู่ หรือถึงจุดไหนที่เราอาจจะต้องไปพบหรือคุยกับใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องความเครียดมามากจะคิดว่าความเครียดเป็นเรื่องไม่ดีหรือถึงขั้นแย่ แต่ถ้าเรามาดูจริงๆ ความเครียดก็มีข้อดีนะ เช่น คนเครียดจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น (active) เพราะต้องหาเงิน เดี๋ยวสิ้นเดือนไม่มีจ่าย ตรงนี้อาจจะมองเป็นข้อดีได้ ส่วนถ้าคนเครียดน้อยก็อาจจะเฉื่อย ไม่ค่อยอยากทำอะไร ดูง่ายๆ สมมติเราได้รับงานมาชิ้นหนึ่งให้ส่งปลายเดือน ต้นเดือนก็อาจจะสบายๆ ไม่ได้กระตือรือร้นมากเพราะยังไม่กดดัน แต่พอใกล้ๆ ปลายเดือน เห็นเดตไลน์มาแล้ว เดตไลน์ก็จะเป็นตัวกระตุ้นหรือที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า stressor คือกระตุ้นให้เราเกิดความเครียด พอเครียดก็ต้องรีบทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ความเครียดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าเราเครียดมากเกินไปจะสังเกตได้จากอาการทางร่างกายเลย เช่น เริ่มกินไม่ค่อยลง นอนไม่ค่อยได้ อะไรที่เราเคยทำแล้วมีความสุขก็กลายเป็นไม่มีความสุข ไม่ค่อยอยากออกไปไหน ไม่ค่อยอยากทำอะไร นี่อาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าคุณต้องเข้ารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาแล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>:: มุมมองต่อการดื่มสุรา ::</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3861" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2.png" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-2-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ถ้าเป็นเรื่องสุรา หลายคนมักจะบอกว่าไม่ควรให้เด็กดื่มเลย แต่บางคนก็มองว่าครอบครัวหรือผู้ใหญ่ไม่ควรปิดกั้น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง คุณมองความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันนี้อย่างไร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวมีส่วนต่อพฤติกรรมของเด็ก ถ้าเป็นเรื่องสุราจะพบเลยว่า คนในครอบครัวบางคนมีพฤติกรรมดื่มสุราอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าถามว่าควรหรือไม่ควรให้ดื่ม หรือสอนไปด้วยดื่มไปด้วย บอกตรงๆ ผมคิดว่าน่าจะตอบยาก เพราะเป็นเรื่องที่ขึ้นกับบริบทของแต่ละครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าเราคิดง่ายๆ มาลองดูข้อดีข้อเสียของการดื่ม อาจจะต้องตัดสินว่า ถ้าจะให้ลูกเริ่มดื่มจะมีข้อดีข้อเสียยังไง ถ้าไม่ให้ดื่มเลยจะเป็นยังไง เอามาชั่งน้ำหนัก ตรงนี้ผมคงตัดสินไม่ได้ แต่ก็พบนะว่า ถ้าพ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างโดยไม่ดื่มเลย โตมาเด็กก็ไม่ดื่ม หรือถึงดื่มก็ดื่มแบบไม่ติด เพราะเขาไม่ได้มองว่าเหล้าเป็นเรื่องที่คุ้นชินกับเด็ก หรือถ้าดื่มก็ดื่มแบบรับผิดชอบตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันถามว่าจะห้ามไม่ให้ดื่มเลยได้ไหม ผมว่าเป็นไปได้ยาก เราอาจจะลองตั้งคำถามใหม่มากกว่า จะทำยังไงให้เด็กมีความรับผิดชอบ หรือคนดื่มมีความรับผิดชอบต่อการดื่มของตนมากขึ้น เราคงไม่พูดหรอกว่าดื่มเหล้าไม่ดียังไง เพราะคนรู้กันเยอะแยะแล้ว แต่ถ้าจะดื่ม ดื่มยังไงให้ไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>:: รู้จักสื่อสาร-เคารพสิทธิคนอื่น ::</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3862" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3.png" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-3-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เท่าที่ฟังดู เหมือนการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมากในประเด็นที่เกี่ยวกับสุรา แต่ถ้าเราลองดูการสื่อสารของคนในระบบสุขภาพ จะเห็นว่าหลายครั้งที่การสื่อสารออกไปในลักษณะตีตราคนติดเหล้า เช่น มองว่าจน ขี้เกียจ จึงเลือกดื่มเหล้า ทั้งที่จริงๆ แล้วมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นซ่อนอยู่ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญครับ ถ้าเราบอกว่า จนและเครียดจึงเลือกดื่มเหล้า ผมมองว่าคนสื่อสารก็พยายามหาทางแก้ปัญหาแหละว่า การไปดื่มเหล้าไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคุณดีขึ้น คือระยะสั้นอาจจะช่วยให้ลืม แต่ระยะยาวช่วยไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น การสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ สอนให้ปฏิเสธเป็น หรือบอกให้คนอื่นเคารพสิทธิของคนที่เลือกจะไม่ดื่มด้วย หรือถ้าเป็นคนดื่ม ดื่มอย่างไรให้รับผิดชอบ เรารู้ว่าปัจจุบันการห้ามไม่ให้ดื่มเหล้าเป็นเรื่องยาก เราจึงต้องดื่มแบบรู้ลิมิตของตัวเอง อันนี้น่าจะสำคัญกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>:: กลับมาดื่มซ้ำ ≠ ล้มเหลว ::</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3863" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4.png" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-4-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คิดว่าอะไรเป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารเรื่องบำบัดสุรา หรือทำให้คนอยากเข้ามารับการบำบัดสุรามากขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่การบำบัด เรามองว่าทุกพฤติกรรมเรียนรู้ได้ เป็นได้ก็หยุดได้ ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน แต่อย่าลืมว่ามันก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเช่นกัน เพราะฉะนั้น อย่าหมดกำลังใจไป ลองคิดว่าคุณดื่มมา 5-6 ปี จะหยุดภายใน 6 เดือน มันมีโอกาสกลับไปดื่มซ้ำอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คนที่เลิกไม่ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาหมดหวัง มองว่าเลิกได้ 6 เดือนก็กลับมาดื่มอีกแล้ว เลยไม่อยากเลิกดื่มแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเลยอยากจะบอกว่า ถ้ากลับมาเป็นซ้ำก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องหมดกำลังใจ เปลี่ยนใหม่เริ่มใหม่ได้เรื่อยๆ การกลับมาดื่มซ้ำไม่เท่ากับคุณล้มเหลว มันเหมือนคุณเดินขึ้นบันไดมาหลายๆ ขั้น แล้วนี่ก็แค่ย้อนกลับไปขั้นเดียวเอง ไม่ได้หมายความว่ากลับไปเริ่มที่ขั้นแรกเสียเมื่อไหร่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 style="text-align: center;"><strong>:: เริ่ม &#8216;ฟัง&#8217; อย่างตั้งใจ ::</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3864" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5.png" alt="" width="1080" height="1080" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5-150x150.png 150w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5-300x300.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5-768x768.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/06/20210505-quote-5-1024x1024.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ตอนนี้สถานการณ์ในสังคมมีความตึงเครียดหลายอย่าง คุณมีคำแนะนำไหมว่า ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะดูแลจิตใจของตนเองและคนอื่นได้อย่างไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมการดูแลตัวเอง อย่างที่ผมพูดไปแล้วว่า กายกับใจสัมพันธ์กัน ถ้าเราอยากดูแลสุขภาพใจก็เริ่มที่กายก่อนก็ได้ เวลาเครียดหรือไม่สบายใจอาจจะเริ่มจากการกิน นอน ให้ได้ จัดการกิจวัตรประจำวันให้ได้ก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนอนนี่สำคัญมาก โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาความเครียดหรือซึมเศร้า ซึ่งจะมีปัญหานอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปอยู่แล้ว การนอนไม่หลับจะทำให้ตื่นเช้ามาแล้วไม่มีแรง ควบคุมอารมณ์ได้ยาก ส่งผลกับการจัดการความเครียดด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกกำลังกายก็สำคัญ มีงานวิจัยที่ให้ผู้ป่วยซึมเศร้าไปออกกำลังกาย หรือเวลาบำบัด ผมจะใช้คำว่า behaviour activation คือเพิ่มพฤติกรรมเชิงบวก ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย แต่ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องความเครียดก็มีเทคนิคการจัดการความเครียดอยู่ เช่น การฝึกหายใจคลายเครียด เรียกว่า relaxation technique แค่หายใจเฉยๆ ก็ช่วยได้แล้ว เพราะเวลาเราเศร้าหรือกังวล เราก็จะคิดเรื่องนั้นวนๆ ไป ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งกังวล บางคนคิดจนปวดหัว เรียกได้ว่ามันเป็นวงจรกัน แต่ถ้าเราตัดวงจรเหล่านี้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมก็จะทำให้ความคิดลดลง ความกังวลและความเศร้าก็ลดลงตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนถ้าเป็นการดูแลคนอื่น เวลาเห็นคนรอบตัวดูเศร้าๆ เครียดๆ ควรทำอย่างไร ผมให้ความสำคัญกับการฟังอย่างตั้งใจนะ ฟังความรู้สึกเขา แค่นั้นพอแล้ว ลองฟัง หยุด ฟังเขาโดยไม่พูดอะไรตอบไป หรือถ้าพูดก็พูดแค่สะท้อนความรู้สึกเขา เท่านี้ก็มีพลังมากพอจะช่วยใครสักคนแล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/tanakrit-quote/">เจาะสุขภาพจิตและปัญหาในขวดสุรา กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3859</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เจาะ (สุขภาพ) จิต กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/tanakrit-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=tanakrit-interview</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Apr 2021 04:36:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียดในผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียดในเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนกฤษ ลิขิตธรากุล]]></category>
		<category><![CDATA[สายด่วนสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=3739</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่สถานการณ์หลายๆ อย่างมีความผันผวนและแหลมคม สั่งสมจนจิตใจของใครหลายคนเจ็บป่วย ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจและใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพจิตของตนและคนรอบข้างมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิด หรือละเลยประเด็นสุขภาพจิตบางอย่างไป ทั้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ โรคซึมเศร้า หรือประเด็นสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติด เช่น การติดสุรา ยิ่งก่อเกิดเป็นความไม่เข้าใจและเหมือนยิ่งจะผลักไสคนที่ต้องเจ็บป่วยทางจิตใจออกไปให้มากขึ้น การจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดของคนๆ หนึ่งจึงไม่ได้อาศัยแค่ความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจให้คนรอบข้างในการช่วยกันประคับประคองจิตใจของคนๆ หนึ่งด้วย Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวน ธนกฤษ ลิขิตธรากุล นักจิตวิทยาคลินิก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สนทนากันถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย ทำความเข้าใจประเด็นด้านสุขภาพจิตบางอย่างที่อาจถูกละเลยหรือเข้าใจผิด รวมถึงสนทนาเกี่ยวกับปัญหาในขวดสุรา – ครอบครัวจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องสุราอย่างไร และประเด็นสำคัญอย่าง ‘การสื่อสาร’ เกี่ยวกับการดื่มสุรา ปิดท้ายด้วยการประคับประคองและเยียวยาจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง ในวันที่ทุกอย่างดูเหนื่อยล้าและตึงเครียด &#160;   ตอนนี้สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือว่าปัญหาที่แต่ก่อนอาจไม่มี แต่ตอนนี้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นไหม จากการที่ทำงานมา ผมเห็นความต้องการขอรับคำปรึกษาหรือการดูแลทางจิตใจเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าดูทางสถิติของสายด่วนสุขภาพจิต (1323) ในปี 2558 เราเคยให้คำปรึกษาไปประมาณห้าหมื่นกว่าสาย แต่พอมาในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/tanakrit-interview/">เจาะ (สุขภาพ) จิต กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคนี้ที่สถานการณ์หลายๆ อย่างมีความผันผวนและแหลมคม สั่งสมจนจิตใจของใครหลายคนเจ็บป่วย ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจและใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพจิตของตนและคนรอบข้างมากขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิด หรือละเลยประเด็นสุขภาพจิตบางอย่างไป ทั้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ โรคซึมเศร้า หรือประเด็นสารเสพติดและพฤติกรรมเสพติด เช่น การติดสุรา ยิ่งก่อเกิดเป็นความไม่เข้าใจและเหมือนยิ่งจะผลักไสคนที่ต้องเจ็บป่วยทางจิตใจออกไปให้มากขึ้น การจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดของคนๆ หนึ่งจึงไม่ได้อาศัยแค่ความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจให้คนรอบข้างในการช่วยกันประคับประคองจิตใจของคนๆ หนึ่งด้วย</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ชวน <strong>ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</strong> นักจิตวิทยาคลินิก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สนทนากันถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย ทำความเข้าใจประเด็นด้านสุขภาพจิตบางอย่างที่อาจถูกละเลยหรือเข้าใจผิด รวมถึงสนทนาเกี่ยวกับปัญหาในขวดสุรา – ครอบครัวจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องสุราอย่างไร และประเด็นสำคัญอย่าง ‘การสื่อสาร’ เกี่ยวกับการดื่มสุรา ปิดท้ายด้วยการประคับประคองและเยียวยาจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง ในวันที่ทุกอย่างดูเหนื่อยล้าและตึงเครียด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3744" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/05.png" alt="ธนกฤษ ลิขิตธรากุล" width="2001" height="1371" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/05.png 2001w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/05-300x206.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/05-768x526.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/05-1024x702.png 1024w" sizes="(max-width: 2001px) 100vw, 2001px" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>ตอนนี้สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือว่าปัญหาที่แต่ก่อนอาจไม่มี แต่ตอนนี้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นไหม</strong></h3>
<p>จากการที่ทำงานมา ผมเห็นความต้องการขอรับคำปรึกษาหรือการดูแลทางจิตใจเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าดูทางสถิติของสายด่วนสุขภาพจิต (1323) ในปี 2558 เราเคยให้คำปรึกษาไปประมาณห้าหมื่นกว่าสาย แต่พอมาในปี 2563 เราให้คำปรึกษาเพิ่มเป็นหนึ่งแสนกว่าสาย หมายความว่าคนต้องการการดูแลสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้นจริงๆ</p>
<p>ถ้าถามต่อว่า ปัญหาเรื่องอะไรที่คนมักเข้ามาขอรับคำปรึกษา เมื่อดูสถิติหลักๆ จะเห็นเป็นเรื่องปัญหาทางจิตเวชหรือโรคทางจิตเวช รองลงมาเป็นอารมณ์เครียดหรือความวิตกกังวล และอันดับที่สามเป็นภาวะและอารมณ์เศร้า สำหรับเรื่องความเครียด เราเห็นคนที่เครียดทั้งด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ เงินทอง เพราะโควิด-19 รวมถึงเรื่องการเรียนด้วย มีทั้งนักเรียนหรือนักศึกษาโทรมาเอง หรือเป็นผู้ปกครองโทรมา ซึ่งถ้าดูเป็นรายเดือนอาจจะน้อย แต่ถ้าย้อนไปประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าแนวโน้มหรือเทรนด์ตรงนี้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สถานการณ์ทางสุขภาพจิตที่เปลี่ยนแปลงไปสะท้อนภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง</strong></h3>
<p>จริงๆ ความไม่สบายใจของคนก็สะท้อนอะไรบางอย่างได้ เช่น ถ้าเราดูเรื่องปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ มันสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนโยนและความอ่อนไหวทางอารมณ์ของคน จะเห็นได้ว่า เมื่อมีประเด็นปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น เวลาเกิดภัยพิบัติเราจะเห็นคนใจดีออกมาช่วยเหลือ บริจาคสิ่งของต่างๆ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเขาคิดถึงใจคนว่า ถ้าเกิดเป็นเราที่ลำบาก เราจะรู้สึกยังไง พูดง่ายๆ คือถ้าเราอยู่จุดนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ตรงนี้ศัพท์ทางจิตวิทยาเรียกว่า empathy เป็นการเข้าอกเข้าใจคนอื่น แต่ไม่ได้อินเหมือนเขานะ เราก็เห็นแบบนี้ในสังคมไทย เรียกได้ว่าช่วยเหลือกันดีมาก</p>
<p>แต่อีกนัยหนึ่ง การเห็นอกเห็นใจมากเกินไปหรือมีอารมณ์ร่วมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้เช่นเดียวกัน เช่น เวลาเราเสพข่าวบางข่าวเยอะๆ พวกภัยพิบัติหรือเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สะเทือนจิตใจคน เสพข่าวแบบนี้ตลอดเวลาไม่มีหยุดเลย จะทำให้คุณเกิดความเครียดจากการเสพข่าวได้ เพราะคุณอินเกินไป</p>
<p>นอกจากนี้ เมื่ออินมากเกินไปก็ทำให้เกิดการตัดสินเรื่องราวบางอย่างไปแล้ว โดยขาดข้อเท็จจริงบางประการไป อย่างเวลาเราเห็นคนมาคอมเมนต์เรื่องต่างๆ จะมีคนที่อิน ด่าไปเลย ด่าไว้ก่อนแต่ความจริงเป็นยังไงไม่รู้ ทั้งที่สิ่งที่เราได้รับอาจจะเป็นความคิดเห็น (opinion) บางอย่างก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง (fact) ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราแยกออกไหมว่าความคิดเห็นและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คุณมีคำแนะนำไหมว่า เราจะแยกความคิดเห็นกับข้อเท็จจริงออกจากกันได้อย่างไร</strong></h3>
<p>ถ้าพูดง่ายๆ และตรงตัวที่สุด ความคิดเห็นอาจจะไม่จริงเสมอไป แต่ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง เช่น เรามองว่าคนนี้สูง คนนั้นเตี้ย อันนี้เป็นความคิดเห็น แต่ถ้าเราให้เขาวัดส่วนสูงด้วยเครื่องวัดเลย อันนี้คือข้อเท็จจริง</p>
<p>บางครั้ง เราอาจเห็นความคิดเห็นบางอย่างในสื่อออนไลน์แล้วอิน พอเราอินก็จะทำให้มองโลกได้ไม่ตรงตามความเป็นจริงนัก และมีการตัดสินบางเหตุการณ์ไปแล้ว ทางจิตวิทยาจะเรียกว่า sympathy คือฉันอินไปเลย เต็มที่ไปเลย ซึ่งตรงข้ามกับ empathy</p>
<p>สรุปคือ เวลาเรามองอะไรบางอย่าง การจัดการอารมณ์ของเราเป็นสิ่งสำคัญ การไม่อินไป อยู่ตรงกลาง ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะถ้าเราต้องตัดสินใจบางอย่างหรือให้ข้อคิดเห็นในบางเรื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คุณพูดถึงเรื่องความเครียด ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเจออยู่ทุกวัน แล้วเรามีวิธีแยกไหมว่า นี่คือความเครียดปกติ เรายังรับมือได้อยู่ หรือถึงจุดไหนที่เราอาจจะต้องไปพบหรือคุยกับใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว</strong></h3>
<p>คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องความเครียดมามากจะคิดว่าความเครียดเป็นเรื่องไม่ดีหรือถึงขั้นแย่ แต่ถ้าเรามาดูจริงๆ ความเครียดก็มีข้อดีนะ เช่น คนเครียดจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น (active) เพราะต้องหาเงิน เดี๋ยวสิ้นเดือนไม่มีจ่าย ตรงนี้อาจจะมองเป็นข้อดีได้ ส่วนถ้าคนเครียดน้อยก็อาจจะเฉื่อย ไม่ค่อยอยากทำอะไร ดูง่ายๆ สมมติเราได้รับงานมาชิ้นหนึ่งให้ส่งปลายเดือน ต้นเดือนก็อาจจะสบายๆ ไม่ได้กระตือรือร้นมากเพราะยังไม่กดดัน แต่พอใกล้ๆ ปลายเดือน เห็นเดตไลน์มาแล้ว เดตไลน์ก็จะเป็นตัวกระตุ้นหรือที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า stressor คือกระตุ้นให้เราเกิดความเครียด พอเครียดก็ต้องรีบทำงาน</p>
<p>ดังนั้น ความเครียดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าเราเครียดมากเกินไปจะสังเกตได้จากอาการทางร่างกายเลย เช่น เริ่มกินไม่ค่อยลง นอนไม่ค่อยได้ อะไรที่เราเคยทำแล้วมีความสุขก็กลายเป็นไม่มีความสุข ไม่ค่อยอยากออกไปไหน ไม่ค่อยอยากทำอะไร นี่อาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าคุณต้องเข้ารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เล่ากระบวนการให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า เวลาจะไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์สักคนจะต้องทำยังไง มีกระบวนการขั้นตอนยังไงบ้าง</strong></h3>
<p>ในกรณีของจิตแพทย์ กระบวนการจะคล้ายๆ กับเวลาเราไปพบแพทย์เพราะโรคทางกายเลยครับ คือไปถึงก็ทำเรื่องนัด พอเข้าห้องพบจิตแพทย์แล้ว เขาก็ซักประวัติถามอาการของเรา และสุดท้ายคือจะสั่งยา เพราะเรื่องจิตใจ ความเครียด หรือซึมเศร้า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องสารสื่อประสาทในสมอง</p>
<p>ส่วนนักจิตวิทยา ลองนึกภาพว่าในห้องมีเก้าอี้สองตัว มีโต๊ะหนึ่งตัว และเรามานั่งคุยกัน การคุยในที่นี้มีเป้าหมายเพื่อหาทางออกของปัญหาบางอย่างด้วยกัน หาวิธีการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสมมากขึ้น หรือมีวิธีการบำบัดบางอย่าง เช่น การปรับเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมเพื่อลดความเศร้าลง จะเป็น talking theraphy เน้นการพูดคุย ซึ่งเป็นแบบที่พบได้ในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ในมุมของนักจิตวิทยา ทำยังไงให้อีกฝ่ายยอมพูดเรื่องราวหรือความทุกข์ที่อยู่ในใจของตัวเองออกมา เพราะเข้าใจว่าเรื่องบางเรื่องก็คงยากที่จะยอมพูดออกมาได้ง่ายๆ หรือทำอย่างไรนักจิตวิทยาจะรับฟังและเข้าใจอีกฝ่ายได้จริงๆ</strong></h3>
<p>ถ้าเป็นคนไข้ที่มาหาเอง อันนี้มีข้อดีคือเขาอยากพูดอยู่แล้ว ก็จะไม่ใช่งานหนักมาก แต่ในบางกรณี เช่น วัยรุ่น บางทีเขาไม่อยากพูด ไม่อยากเล่า นักจิตวิทยาก็จะใช้การฟังเป็นหลักและสะท้อนความรู้สึกออกมา อย่างหนึ่งที่ผมทำเวลาคุยกับวัยรุ่นที่ยังไม่อยากพูดคือ เราจะตกลงกันว่า เรื่องที่คุยกันนี้จะเป็นความลับ พอได้ยินแบบนี้แล้ว คนที่ยังกังวลหรือไม่แน่ใจว่าเรื่องของตัวเองจะหลุดออกไปไหมก็จะกล้าพูดมากขึ้น เพราะเราตกลงกันแล้วว่าเป็นความลับ และเป็นจรรยาบรรณของนักจิตวิทยาด้วย อันนี้สำคัญมาก</p>
<p>ท่าทางก็เป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนให้เขาไว้ใจเรา ตั้งแต่เรื่องภาษาท่าทาง การมองหน้าสบตา การยิ้ม ที่สำคัญคือสายตาที่ส่งความเชื่อใจได้ ให้เห็นว่าเรามีสายตาที่อยากจะช่วยเขา และที่สำคัญคือ การฟังอย่างไม่ตัดสิน ฟังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าใจโดยไม่ได้บอกว่าคุณไม่ดี เราแค่อยากจะช่วยคุณ ถ้าเรามองสามัญจิตวิทยาเขาจะบอกว่า เป็นการฟังด้วยหูที่สาม คือคนเราฟังด้วยหู ด้วยตา และอีกอย่างคือฟังด้วยใจ อันนี้คือสิ่งที่เราจะเน้นทำ</p>
<p>เวลาผมไปพูดในหลายๆ ที่ จะมีคำถามว่า แล้วในเคสหนักๆ เช่น คนที่จะฆ่าตัวตาย เราควรจะพูดอะไรเพื่อให้กำลังใจเขา คำตอบของผมคือ กลับกันครับ เราจะฟัง เพราะบางทีเขาอยากเล่า แต่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย และเราจะไม่บอกว่า ทางนี้ดีที่สุดสำหรับคุณ คุณต้องทำแบบนี้ แต่ให้เขาดูข้อดีข้อเสียของแต่ละทางแล้วมาคิดกัน มาหาทางออก และให้เขาเลือกด้วยตัวเอง แบบนี้ก็จะทำให้ผู้มารับคำปรึกษาเกิดความไว้ใจและเชื่อใจเรามากขึ้นด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3743" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/04.png" alt="ธนกฤษ ลิขิตธรากุล" width="2001" height="1371" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/04.png 2001w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/04-300x206.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/04-768x526.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/04-1024x702.png 1024w" sizes="(max-width: 2001px) 100vw, 2001px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>แล้วถ้าเป็นคนทั่วไป เราจะฟังคนอื่นด้วยใจจริงๆ ได้อย่างไร โดยที่ไม่เผลอตัดสินโดยใช้มุมมองของตัวเอง</strong></h3>
<p>ตอนผมไปฝึกฟังเรื่องการให้คำปรึกษาจะมีกิจกรรมหนึ่งคือ ให้ลองฝึกฟังใครโดยที่เราไม่พูด เชื่อไหม บางคนที่เราลองให้ทำกิจกรรมนี้ แค่ 7 นาทีแต่เขาห้ามใจไม่ได้ที่จะไม่พูด แต่ผมอยากให้เราลองเงียบก่อน ไม่รบกวนหรือเสนอความเห็นอะไรกับคนที่กำลังพูด แต่เงียบและฟังเขาให้ได้มากที่สุด ระหว่างฟังก็ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า คนที่เขาพูดแบบนี้หรือเล่าแบบนี้มารู้สึกอย่างไร</p>
<p>ถ้าอยากให้ลึกกว่านั้น เขาจะเรียกว่าการสะท้อนความรู้สึก เช่น มีคนเล่าว่าโดนแฟนบอกเลิก รู้สึกแย่มาก เราก็อาจจะบอกเขาว่า ฟังจากที่คุณเล่ามา คุณคงรู้สึกเสียใจนะ พูดเท่านี้แต่มันแตะใจเขาแล้ว ทำให้เหมือนมีคนเข้าใจเขาอีกขั้นหนึ่ง</p>
<p>สรุปคือมี 3 ขั้นตอนเท่านี้เอง ขั้นตอนแรกคือฟังโดยไม่พูดจนกว่าเขาจะเล่าจบหรือเงียบไปเอง สองคือในระหว่างฟัง ถามตัวเองว่า คนที่เขาพูดแบบนี้รู้สึกยังไง และสาม ถ้าเราอยากจะพูดอะไรสักอย่างกลับไป ลองพูดสะท้อนความรู้สึกของเขา เราพูดแค่นี้เอง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ถ้ามันใช่เขาจะบอกว่า เขาเสียใจนะ และจะเล่าต่อไปเอง บางทีการที่เขาพูดต่อจะทำให้เขาได้พูดสิ่งที่อยู่ข้างในหรือสิ่งที่กำลังอึดอัดอยู่ออกมา เรียกว่า ventilation หรือการระบาย พอเขาระบายใจของเขาก็เบาลง เหมือนเวลาเราทำกับข้าวก็ต้องมีตัวดูดควันออก ใจก็เหมือนกัน เมื่อมีไฟอยู่ข้างในก็ต้องระบายออกมา ถึงปัญหามันจะยังอยู่เหมือนเดิม แต่เขาก็มีแรงใจจะสู้ จะไปดีลกับปัญหานั้นต่อไป</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งคือ พอเราบอกว่าฟังอย่างไม่ตัดสิน ก็อาจจะลองฟังด้วยความสงสัยในใจต่อก็ได้ว่า เกิดอะไร ที่ไหน อย่างไร ฟังเพื่ออยากรู้ไปเรื่อยๆ เพราะบางทีเมื่อเราคิดว่าเราเข้าใจอีกฝ่ายแล้ว เราจะปิดการฟังเลย เช่น เวลาลูกมาบอกพ่อแม่ว่าโดนครูตีมา พ่อแม่บางคนอาจจะบอกเลยว่า ก็เพราะเธอทำไม่ดีมาน่ะสิ คือไปตัดสินแล้วว่าลูกไม่ดี แต่เราลองพยายามฟังและสงสัยไปก่อนดีไหม เช่น ถามว่าเป็นมาอย่างไร เพราะอะไรหนูถึงถูกครูตี ตอนนี้หนูเป็นยังไง รู้สึกยังไง ถ้าเป็นพ่อ/แม่โดนครูตีก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน จะเห็นว่าความรู้สึกมันต่างกันเยอะเลยนะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ได้ยินมาว่า คุณเคยทำงานที่สายด่วนสุขภาพจิต (</strong><strong>1323) ซึ่งเป็นการรับฟังทางโทรศัพท์โดยที่ไม่เห็นหน้ากัน ตรงนี้จะทำให้การให้คำปรึกษายากขึ้นกว่าการคุยแบบซึ่งหน้ากันหรือไม่ อย่างไร</strong></h3>
<p>จริงๆ มีทั้งส่วนที่ง่ายกว่าและยากกว่า และมีทั้งส่วนที่เหมือนและต่างจากการให้คำปรึกษาซึ่งหน้า ส่วนที่เหมือนคือ เราใช้กระบวนการและทักษะที่เรียนมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะปรึกษาแบบเจอตัวหรือทางโทรศัพท์ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ เราไม่เห็นสีหน้าท่าทางของเขา ได้ยินแต่เสียง มันเลยยากกว่าเพราะเราต้องตั้งใจฟังเขา มีสมาธิกับเคสของเรามากๆ เพื่อไม่ให้ข้อมูลใดหลุดไป และที่สำคัญอีกอย่างคือ เพื่อไม่ให้เขารู้สึกด้วยว่า เราไม่ใส่ใจฟังเขา ตรงนี้เราก็จะพยายามมี empathy หรือการเข้าอกเข้าใจเขา</p>
<p>แต่ส่วนที่ง่ายคือ คนที่โทรมาหาสายด่วนฯ อยากเล่าอยู่แล้ว พอเขาโทรมา เรารับสาย แนะนำนั่นนี่เขาก็จะเริ่มเล่ามาเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เล่าประสบการณ์ให้ฟังได้ไหมว่า กว่าจะมาทำงานตรงนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง และเจออะไรที่น่าสนใจบ้างระหว่างการทำงาน</strong></h3>
<p>อย่างแรกคือต้องมีพื้นฐานความรู้ก่อน ก็จะเป็นการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและไปฝึกปฏิบัติ ซึ่งสำคัญมากในการให้คำปรึกษา อย่างเวลาเราเรียนทฤษฎีก็จะเป็นเคสตุ๊กตา เจอแบบนี้ก็คุยประมาณนี้ แต่ในชีวิตจริง เคสที่เราเจอมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เราไม่เคยคิดหรอกว่า จู่ๆ จะมีคนโทรมาร้องไห้ใส่เราหรือโทรมาแล้วโกรธใส่เลย ในตำราก็ไม่ได้สอนไว้ตรงๆ แต่มันต้องเรียนรู้เอา</p>
<p>ผมมองว่าเรื่องนี้เหมือนการเก็บชั่วโมงบิน อยากเก่งขึ้นก็ต้องเก็บชั่วโมงมากขึ้น แต่ผมทำมาจนถึงตอนนี้ก็คิดว่า เราต้องเรียนรู้ไปตลอดด้วย มีบางเคสยากขึ้น บางเคสเราไม่เคยเจอ หรือบางเคสก็ไม่คิดว่าจะมี ส่วนหนึ่งก็เพราะมีโซเชียลมีเดีย อย่างสมัยที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูมขนาดนี้ การทะเลาะหรือด่าทอกันก็จะเจอที่โรงเรียน แต่ตอนนี้เราจะ cyberbullying ด่ากันในโลกออนไลน์ แล้วเราจะช่วยเขาอย่างไรล่ะ ตรงนี้ก็ต้องมาเรียนเพิ่มตลอด ผมมองว่า การทำจิตบำบัดหรือดูแลจิตใจคนเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้ไปแล้วเจอปัญหาก็มาเรียนรู้ต่อหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ปัญหาสุขภาพจิตก็แยกย่อยออกได้หลายประเด็น จึงอยากชวนคุณคุยในบางประเด็นเป็นการเฉพาะ</strong></h3>
<h3><strong>ประเด็นแรกคือ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งผู้ใหญ่มักมองว่า เด็กจะไปมีความเครียดอะไร ส่วนเด็กหลายคนก็มองว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจตนเองเลย จึงอยากชวนคุณคุยว่า จริงๆ แล้วเมื่อพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่นมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง</strong></h3>
<p>กรณีที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ การที่เด็กหลายคนต้องปรับตัวมาเรียนออนไลน์ ซึ่งทำให้เขาเครียดนะ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ยังยากเลย สมาธิหลุดหมด และพอพ่อแม่ไม่เข้าใจก็จะมองว่าลูกไม่ตั้งใจเรียน เรียนแค่นี้จะไปเครียดอะไร แต่บางทีเรื่องเรียนก็ทำให้เด็กเครียดมากแล้ว เช่น บางคนที่โดนพ่อแม่คาดหวัง ด้วยความที่เขารักพ่อแม่ เขาก็อยากทำตามความคาดหวังนั้น</p>
<p>ความหวังมันดีนะครับ แต่ถ้าเป็นความคาดหวังมันเครียด ความคาดหวังที่มาจากการคาดคั้นทำอย่างไรก็ไม่มีความสุข สมมติเขารู้ตัวว่าอยากเรียนสายศิลป์ แต่พ่อแม่คาดหวังให้เป็นหมอ ก็เกิดความขัดแย้งในตัวเอง จากนั้นพอไปบอกพ่อแม่ก็อาจจะขัดแย้งกับพ่อแม่อีก แน่นอนว่าตรงนี้เด็กก็เครียด</p>
<p>นอกจากเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนก็น่าสนใจ ผมเคยเจอผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมลูกถึงเครียดนักหนากับการทะเลาะกับเพื่อนคนเดียว แต่ถ้าเราพยายามเข้าใจเขาหน่อยจะพบว่า สังคมวัยรุ่นจริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนนั่นแหละ เราเป็นผู้ใหญ่มองอาจจะไม่เห็นอะไร แต่กับเด็กมันมีความเครียดอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>แล้วถ้าเป็นกรณีผู้สูงอายุ มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง</strong></h3>
<p>ประเด็นที่เจอจะเป็นเรื่องการปรับตัว ลองนึกภาพว่า เราเคยทำงานทุกวัน แต่พอเกษียณ ไม่ต้องมาทำงานแล้ว อยู่บ้านไป ก็เหมือนจะสบายนะ แต่เท่าที่ผมเคยคุยกับผู้สูงอายุที่โทรมาปรึกษาสายด่วนฯ เขาจะรู้สึกเหงา ไม่มีอะไรทำ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยทำนั่นนี่ได้หมดเลย เคยเป็นหัวหน้างาน ดูแลลูกน้องในที่ทำงาน แต่พอไม่มีอะไรทำต้องกลับมาอยู่บ้าน ก็ก่อให้เกิดความเครียดได้ บางคนถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้า แต่นี่ก็ขึ้นกับการที่เขามองตัวเองด้วย ผมเคยได้ยินบางคนบอกว่า เขามองว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ อยู่บ้านเป็นภาระ ตรงนี้ก็ทำให้ไม่สบายใจหรือเครียดได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คุณพูดถึงภาวะซึมเศร้า ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีการพูดและตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจภาวะหรือโรคซึมเศร้าเท่าไหร่ ในฐานะนักจิตวิทยา คุณอยากสื่อสารอะไรในประเด็นนี้</strong></h3>
<p>เราจะเห็นว่าคนบางส่วนมองคนซึมเศร้าว่าเรียกร้องความสนใจ ซึ่งก็มาจากการที่เขาไม่มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนั้นเท่าไหร่ เพราะโรคทางกายกับทางใจไม่เหมือนกัน สมมติคุณเป็นไข้ จับตัวดูก็รู้ว่าคุณตัวร้อน แต่โรคทางใจเป็นบาดแผลภายในที่โชว์ให้ใครเห็นไม่ได้ บางคนจึงอาจจะเข้าใจผิด</p>
<p>ถ้ามาดูในวัยรุ่น จะเห็นว่าพ่อแม่หลายคนไม่ยอมให้ลูกไปหาหมอ ผมอยากบอกว่า คุณอาจจะยังไม่ต้องเข้าใจเขานะ แต่ลองเปิดใจก่อนว่า มันอาจเป็นแบบนั้นแบบนี้ก็ได้ พอเปิดใจแล้วความเข้าใจก็จะตามมาง่ายขึ้น แต่ถ้าคุณปิดใจไปก่อน ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ถ้าคนที่ไม่ยอมใจเปิดใจจริงๆ ผมก็จะขอว่า ให้คุณให้พื้นที่เขาได้เสียใจ ได้พื้นที่ที่เป็นของเขา เพราะคนซึมเศร้าอาจจะมองตัวเองแย่อยู่แล้ว เขาไม่ควรต้องได้รับคำวิจารณ์จากคนอื่นให้รู้สึกแย่อีกเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3741" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/02.png" alt="ธนกฤษ ลิขิตธรากุล" width="2001" height="1371" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/02.png 2001w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/02-300x206.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/02-768x526.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/02-1024x702.png 1024w" sizes="(max-width: 2001px) 100vw, 2001px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>โรคทางกายกับโรคทางใจเชื่อมโยงกันยังไงบ้าง</strong></h3>
<p>เชื่อมกันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้เลยครับ ถ้าบอกว่าเรื่องทางกาย อารมณ์ความรู้สึก ความเครียดของเรา มาจากสารสื่อประสาทในสมอง เวลาเครียดมากๆ ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จะหลั่งออกมา นี่ก็อธิบายภาวะทางกายที่ส่งผลกับใจได้ หรือเวลาคุณหิวมากๆ แล้วไม่ได้กินอะไรก็จะอารมณ์ไม่ดีกว่าปกติ ควบคุมอารมณ์ได้ยาก อันนี้ชัดมากว่ากายส่งผลกับใจ</p>
<p>ในทางกลับกัน ถ้ากายปกติ ใจจะส่งผลกับกายได้ไหม ลองนึกภาพว่าเราต้องพูดหน้าห้องให้คนประมาณ 100 คนฟัง ร่างกายเราจะมีปฏิกิริยาบางอย่าง เช่น มือสั่นใจสั่น เหงื่อออก คิดว่าต้องออกมาแย่แน่ๆ นี่คือใจส่งผลกับกายเช่นกัน</p>
<p>เพราะฉะนั้น เวลาคนเศร้าๆ เราอาจจะได้ยินคนบอกว่า ถ้าเศร้าให้ไปออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง เอากายมาดูแลใจ ตรงนี้ช่วยได้ เพราะการไปออกกำลังกายหรือเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ จะช่วยให้เราเลิกหรือหยุดคิดเรื่องทุกข์เรื่องเศร้าได้ และบางทีฮอร์โมนบางตัวจะเป็นตัวนำสารเอ็นโดรฟิน (Endorphin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุขให้หลั่งออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นและทุกข์ลดลงด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>อีกประเด็นทางจิตวิทยาเรื่องหนึ่งที่คนพูดถึงกันมากคือพฤติกรรมเสพติด บางครั้งเราเห็นคนมีอาการเสพติดบางอย่าง หรือมีพฤติกรรมเสพติดบางอย่าง เราอาจมองว่าเป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือความอยากของเขาอย่างเดียว แต่จริงๆ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับทางจิตวิทยาอย่างไรบ้าง</strong></h3>
<p>เกี่ยวกับทั้งส่วนชีววิทยาและเรื่องสมอง และเรื่องทางจิตใจ อย่างผมถนัดให้คำปรึกษาเรื่องการเล่นพนัน ถ้าเราไปดูสมองของคนที่เล่นพนันมากๆ จะคล้ายกับคนที่ติดสารเสพติดนะ คือสมองส่วนคิดจะทำงานลดลง การทำงานหรือการตัดสินใจต่างๆ จะแย่ลง และสมองส่วนอยาก (ส่วนที่ตอบสนองเกี่ยวกับอารมณ์) จะมีสารสื่อประสาทที่เรียกว่าโดพามีน (Dopamine) ที่เป็นสารที่หลั่งออกมาเวลาเราทำอะไรที่มีความสุข ในกรณีของคนที่เล่นพนัน ยิ่งเล่น สารโดพามีนจะยิ่งหลั่งออกมา จนวันหนึ่งถ้าหยุดเล่นไป ร่างกายก็ยังต้องการสารตัวนี้อยู่ เลยทำให้เขาอยากเล่นไปเรื่อยๆ อันนี้คือมุมของสมอง</p>
<p>ในมุมจิตใจ นักจิตวิทยาจะมองว่า ถ้าเราจะปรับเปลี่ยนหรือเลิกพฤติกรรมสารเสพติด จะต้องมองเรื่องแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งในการจะเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องมีแรงจูงใจในการเปลี่ยน แบ่งได้เป็น 6 ขั้นของการเปลี่ยนแปลง (stages of change) <strong>ขั้นแรก</strong>คือ ขั้นที่ยังไม่ตระหนักในปัญหา (pre-contemplation) ลองสังเกตง่ายๆ ถ้าเราบอกว่า ให้หยุดดื่มเหล้าวันนี้หรือหยุดเล่นพนันวันนี้ ถ้าเขายังไม่ตระหนักถึงปัญหาก็จะมองว่า เล่นนิดเดียวเอง ดื่มนิดเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก คือยังเห็นข้อดีของพฤติกรรมนั้นมากกว่าข้อเสีย</p>
<p>ต่อมา พอเขาเริ่มตระหนักถึงปัญหาได้แล้ว จะก้าวมาสู่<strong>ขั้นที่สอง</strong>หรือ contemplation ดูง่ายๆ ว่าเขาเริ่มเห็นข้อดีข้อเสียของพฤติกรรมนั้น เช่น เล่นพนันสนุกก็จริง ได้เงินมาก็จริง แต่ก็มาพร้อมหนี้ ทำให้ครอบครัวต้องทุกข์ ต้องปิดบังคนอื่นเพื่อจะเล่นพนัน ระยะนี้จะเรียกว่าเขามีความลังเลใจ และพอลังเลใจก็จะเริ่มเห็นข้อดีข้อเสีย นักจิตวิทยาจะทำงานกับความลังเลใจตรงนี้แหละ เพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเราจะเสริมสร้างแรงจูงใจให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้สำเร็จ</p>
<p><strong>ขั้นที่สาม</strong>คือการตัดสินใจ (determination) จะเริ่มเห็นข้อเสียมากกว่าข้อดีแล้ว เช่น เล่นการพนันก็แค่ได้เงิน แต่เป็นหนี้เพิ่ม ครอบครัวทุกข์ ต้องปิดบังคนอื่น ตรงนี้เราจะช่วยกันวางแผนแก้ปัญหาว่า จะทำอย่างไร และจะก้าวไปสู่<strong>ขั้นที่สี่</strong>คือการลงมือทำ (action) ก็ทำตามแผนที่วางเอาไว้ ถ้าเขาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมใน 6 เดือนแรกจะเรียกว่าขั้นตอนการลงมือทำ ถ้าทำจนถึง 6 เดือน – 1 ปี จะเป็น<strong>ขั้นตอนที่ห้า</strong>ที่เรียกว่า การลงมือทำต่อเนื่อง (maintenance) คือทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนจากการปรับพฤติกรรมเป็นนิสัย การไม่เล่นพนันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว</p>
<p>แต่ก็มี<strong>ขั้นที่หก</strong>อยู่ คือการกลับมาเป็นซ้ำ (relapse) เช่น คนที่เล่นการพนันก็เผลอกลับไปเล่นได้ คนที่เลิกเหล้าแล้วก็กลับไปดื่มใหม่ได้ เขาจะบอกว่าขั้นนี้เป็นขั้นตอนแห่งการเรียนรู้ เป็นธรรมชาติที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม คนเราทำพฤติกรรมนี้มาเป็นปีๆ ก็อาจมีบ้างที่ทำพฤติกรรมเดิม แต่เราก็มาเริ่มใหม่กันได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ถ้าเป็นเรื่องสุรา หลายคนมักจะบอกว่าไม่ควรให้เด็กดื่มเลย แต่บางคนก็มองว่าครอบครัวหรือผู้ใหญ่ไม่ควรปิดกั้น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง คุณมองความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันนี้อย่างไร</strong></h3>
<p>ครอบครัวมีส่วนต่อพฤติกรรมของเด็ก ถ้าเป็นเรื่องสุราจะพบเลยว่า คนในครอบครัวบางคนมีพฤติกรรมดื่มสุราอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าถามว่าควรหรือไม่ควรให้ดื่ม หรือสอนไปด้วยดื่มไปด้วย บอกตรงๆ ผมคิดว่าน่าจะตอบยาก เพราะเป็นเรื่องที่ขึ้นกับบริบทของแต่ละครอบครัว</p>
<p>แต่ถ้าเราคิดง่ายๆ มาลองดูข้อดีข้อเสียของการดื่ม อาจจะต้องตัดสินว่า ถ้าจะให้ลูกเริ่มดื่มจะมีข้อดีข้อเสียยังไง ถ้าไม่ให้ดื่มเลยจะเป็นยังไง เอามาชั่งน้ำหนัก ตรงนี้ผมคงตัดสินไม่ได้ แต่ก็พบนะว่า ถ้าพ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างโดยไม่ดื่มเลย โตมาเด็กก็ไม่ดื่ม หรือถึงดื่มก็ดื่มแบบไม่ติด เพราะเขาไม่ได้มองว่าเหล้าเป็นเรื่องที่คุ้นชินกับเด็ก หรือถ้าดื่มก็ดื่มแบบรับผิดชอบตัวเอง</p>
<p>ปัจจุบันถามว่าจะห้ามไม่ให้ดื่มเลยได้ไหม ผมว่าเป็นไปได้ยาก เราอาจจะลองตั้งคำถามใหม่มากกว่า จะทำยังไงให้เด็กมีความรับผิดชอบ หรือคนดื่มมีความรับผิดชอบต่อการดื่มของตนมากขึ้น เราคงไม่พูดหรอกว่าดื่มเหล้าไม่ดียังไง เพราะคนรู้กันเยอะแยะแล้ว แต่ถ้าจะดื่ม ดื่มยังไงให้ไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>มีอีกกรณีหนึ่งคือ ไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์ แต่จำใจต้องดื่มด้วยเหตุผลทางสังคมหรือถูกเพื่อนชักชวน คุณมีวิธีการปฏิเสธไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ทำให้คนชวนดื่มรู้สึกแย่ด้วยไหม</strong></h3>
<p>ทักษะการปฏิเสธเป็นเรื่องสำคัญครับ เราอาจจะลองใช้แนวคิด ‘I message’ เป็นตัวช่วย บอกว่าฉันรู้สึก (I feel) ยังไง เช่น ถ้าเพื่อนชวนดื่มเหล้า แต่เรากังวลไม่อยากดื่ม เราอาจจะพูดไปเลยว่า ขอโทษนะ เรารู้สึกกังวล กลัวว่าถ้าเมาแล้วจะแย่ ก็ลองพูดไปแบบนี้</p>
<p>ถ้าเราปฏิเสธว่าไม่เอาเฉยๆ โดนเพื่อนคะยั้นคะยอมากๆ เข้าก็อาจจะไปไม่เป็นเท่าไหร่ แต่ถ้าเราใช้ความรู้สึกมาช่วยว่า เรากังวล รู้สึกผิดยังไง จะทำให้การปฏิเสธดูซอฟต์กว่า และสัมพันธภาพระหว่างเรากับคนชวนดื่มก็มีแนวโน้มจะเสียน้อยกว่าด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เท่าที่ฟังดู เหมือนการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมากในประเด็นที่เกี่ยวกับสุรา แต่ถ้าเราลองดูการสื่อสารของคนในระบบสุขภาพ จะเห็นว่าหลายครั้งที่การสื่อสารออกไปในลักษณะตีตราคนติดเหล้า เช่น มองว่าจน ขี้เกียจ จึงเลือกดื่มเหล้า ทั้งที่จริงๆ แล้วมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นซ่อนอยู่ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>
<p>การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญครับ ถ้าเราบอกว่า จนและเครียดจึงเลือกดื่มเหล้า ผมมองว่าคนสื่อสารก็พยายามหาทางแก้ปัญหาแหละว่า การไปดื่มเหล้าไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคุณดีขึ้น คือระยะสั้นอาจจะช่วยให้ลืม แต่ระยะยาวช่วยไม่ได้</p>
<p>เพราะฉะนั้น การสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ สอนให้ปฏิเสธเป็น หรือบอกให้คนอื่นเคารพสิทธิของคนที่เลือกจะไม่ดื่มด้วย หรือถ้าเป็นคนดื่ม ดื่มอย่างไรให้รับผิดชอบ เรารู้ว่าปัจจุบันการห้ามไม่ให้ดื่มเหล้าเป็นเรื่องยาก เราจึงต้องดื่มแบบรู้ลิมิตของตัวเอง อันนี้น่าจะสำคัญกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คิดว่าการรณรงค์เรื่องสุราในปัจจุบันละเลยมิติการรับฟังเรื่องราวของคนไปไหม</strong></h3>
<p>การมองว่า คนนี้เป็นแบบนี้เพราะอะไร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ที่ผมอยากพูดคือ เราอาจจะลองมาทบทวนกันใหม่ว่า เรื่องนี้มองได้แบบเดียวหรือไม่ คนที่ดื่มเหล้าจนติดเป็นเพราะอะไร เราเข้าใจเขารึยัง ตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องการฟังหรือการเปิดใจก็ได้ เราต้องเปิดใจเพื่อจะเข้าใจเขา เวลาเราพูดอะไร ลองคิดดูว่าเราเข้าใจเขารึยัง รู้จักเขามานานแค่ไหน ถ้าเป็นเราโดนตัดสินแบบนี้จะรู้สึกยังไง เพราะบางครั้งเราทำพฤติกรรมบางอย่างก็มีเหตุผลใช่ไหม เช่น มาสายครั้งหนึ่งแต่โดนเหมารวมว่าขี้เกียจ เราก็คงไม่ค่อยชอบ คนดื่มเหล้าก็เหมือนกัน เราอาจจะต้องลดการตัดสินหรือการตีตราลง เพราะเวลาคนๆ หนึ่งทำพฤติกรรมแบบไหนก็มาจากหลายเหตุผล เราอาจจะต้องลองเปิดใจ เพราะหลายครั้งที่การแก้ปัญหาคือ มองหลายมุมแล้วค่อยเลือก</p>
<p>เวลาแก้ปัญหา หลายคนเลือกแก้ด้วยการดื่มเหล้า เพราะเขาต้องการเพิ่มสุข สนุก ลดทุกข์หรือความเศร้า หรือดื่มเพราะเหล้ามีฟังก์ชันบางอย่าง เช่น ดื่มเหล้าให้เข้าสังคมได้ ดื่มเพราะเชื่อว่าช่วยเรื่องการนอนหลับ เราจึงอาจจะลองมองว่า มันมีทางอื่นไหม ถ้าอยากมีความสุข ลดทุกข์ ทำแบบอื่นได้ไหม อาจจะต้องสกัดออกมาด้วยว่า เราเลือกดื่มเหล้าเพราะอะไรกันแน่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3740" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/01.png" alt="ธนกฤษ ลิขิตธรากุล" width="2000" height="1371" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/01.png 2000w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/01-300x206.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/01-768x526.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/01-1024x702.png 1024w" sizes="(max-width: 2000px) 100vw, 2000px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คิดว่าอะไรเป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารเรื่องบำบัดสุรา หรือทำให้คนอยากเข้ามารับการบำบัดสุรามากขึ้น</strong></h3>
<p>ในแง่การบำบัด เรามองว่าทุกพฤติกรรมเรียนรู้ได้ เป็นได้ก็หยุดได้ ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน แต่อย่าลืมว่ามันก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเช่นกัน เพราะฉะนั้น อย่าหมดกำลังใจไป ลองคิดว่าคุณดื่มมา 5-6 ปี จะหยุดภายใน 6 เดือน มันมีโอกาสกลับไปดื่มซ้ำอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คนที่เลิกไม่ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาหมดหวัง มองว่าเลิกได้ 6 เดือนก็กลับมาดื่มอีกแล้ว เลยไม่อยากเลิกดื่มแล้ว</p>
<p>ผมเลยอยากจะบอกว่า ถ้ากลับมาเป็นซ้ำก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องหมดกำลังใจ เปลี่ยนใหม่เริ่มใหม่ได้เรื่อยๆ การกลับมาดื่มซ้ำไม่เท่ากับคุณล้มเหลว มันเหมือนคุณเดินขึ้นบันไดมาหลายๆ ขั้น แล้วนี่ก็แค่ย้อนกลับไปขั้นเดียวเอง ไม่ได้หมายความว่ากลับไปเริ่มที่ขั้นแรกเสียเมื่อไหร่</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คุณทำงานมานานพอสมควร เจอเคสอะไรที่ประทับใจบ้าง</strong></h3>
<p>ผมเคยเจอคุณแม่คนหนึ่งมาปรึกษาเรื่องพฤติกรรมของลูก ซึ่งคุณแม่คนนี้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทั้งต้องทำงานและดูแลลูกไปพร้อมกัน ซึ่งผมก็ได้ให้คำปรึกษาไปตามกระบวนการว่าจะดูแลลูกอย่างไร แต่ระหว่างที่คุย ผมสังเกตว่าสีหน้าของคุณแม่คนนี้เหมือนคนอึดอัด มีความทุกข์อยู่ตลอด พอตอนคุยจะจบแล้วผมจึงสะท้อนความรู้สึกไปเพิ่มเติมนอกจากเรื่องการดูแลลูกว่า ฟังดูเหมือนคุณแม่จะเหนื่อยที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมกันด้วย ผมพูดแค่ประโยคนี้ แต่คุณแม่คนนั้นน้ำตาไหลและบอกว่า ไม่เคยมีใครถามถึงความรู้สึกของเธอเลย จริงๆ มันเหนื่อยตลอดเวลา อยากระบายให้ใครสักคนฟัง พอวันนี้มาพบผม และผมสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมาก็เหมือนมีคนมาเข้าใจ</p>
<p>หลังจากครั้งนั้น คุณแม่ก็เหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคน เหมือนยกภูเขาออกจากอก ทำให้ผมค้นพบว่า จริงๆ แล้ว แค่ฟังความรู้สึกและสะท้อนให้เขาเห็น ก็กลายเป็นพลังที่มากพอในการช่วยเหลือคนๆ หนึ่งแล้ว อาจจะไม่ต้องมีถ้อยคำดีๆ หรือคำพูดคมๆ มากมาย แค่ฟังเขาและจับความรู้สึกให้ได้เท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สถาบันครอบครัวมีความสำคัญมากในฐานะที่เป็นสถาบันแรกเริ่มที่จะดูแลเด็กคนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายครั้งที่ครอบครัวก็กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก คุณมีคำแนะนำอย่างไร ผู้ปกครองควรจะดูแลจิตใจของเด็ก และทำให้บ้านกลายเป็นสถานที่ปลอดภัยได้อย่างไร</strong></h3>
<p>ผมอยากเสนอหลักง่ายๆ ที่เรียกว่า ‘สามใจ’ ใจแรกคือเปิดใจ พยายามเข้าใจเขาจริงๆ และจะต้องระวังด้วยว่า เราต้องไม่คิดไปก่อนว่าเราเข้าใจเขาหมดทุกอย่าง เพราะถ้าเราไปตัดสินหรือคิดว่าเราเข้าใจแล้วนะ ก็จะเป็นการปิดใจเสียมากกว่า</p>
<p>ใจที่สองคือ ตั้งใจฟัง ฟังอย่างเดียวพอ ไม่ตัดสิน ฟังทั้งอารมณ์และเรื่องราวของเขา อย่าเพิ่งสั่งสอน คุณจะสอนเขาในช่วงหลังก็ได้ เช่น ฟังลูกเล่าเรื่องจบแล้วค่อยสอนว่า ถ้าเป็นพ่อ/แม่จะทำแบบนี้ๆ หรือแก้ไขปัญหาแบบนี้ ทำแบบนี้เพราะอะไร เราลองนึกภาพว่ามีคนมาสั่งสอนเรา เราก็อาจจะไม่ฟังขนาดนั้นใช่ไหม เพราะฉะนั้นการสอนอาจจะไม่ใช่วิธีที่เวิร์กเท่าไหร่ เปลี่ยนเป็นฟังเขาให้เยอะขึ้นดีกว่า เพราะแค่ฟังก็ทำให้เด็กเบาใจ สัมพันธภาพระหว่างผู้ปกครองกับเด็กแนบแน่นขึ้น และทำให้ลูกกล้ามาเล่าด้วยเวลาเกิดอะไรขึ้น</p>
<p>สังเกตไหมว่าเด็กบางคนไม่กล้าเล่าให้ที่บ้านฟังเวลามีปัญหา เพราะกลัวโดนว่าซ้ำ มันหมายความว่าเราอาจจะฟังเขาได้ไม่ดีพอ เพราะถ้าเขาไว้ใจผู้ปกครองพอ ไม่ว่าเกิดปัญหาอะไรเขาจะวิ่งกลับมาที่บ้านและเล่าให้พ่อแม่ฟังเอง แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น เขาก็อาจจะไปแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น เช่น ดื่มเหล้า</p>
<p>ใจสุดท้ายคือ กำลังใจ ชื่นชมเขาบ้าง เรามักจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า เป็นพ่อแม่อย่าชมลูกบ่อย เดี๋ยวลูกจะเหลิง เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย แต่จริงๆ การชมลูกคือการทำให้เขารู้จุดแข็งของตัวเอง มีความมั่นใจและเคารพในตัวเอง (self-esteem) มากขึ้น ซึ่งนี่แหละจะเป็นเกราะป้องกันปัญหาทางใจหลายอย่างได้ รวมถึงป้องกันการเลือกไปดื่มเหล้าหรือติดยาเสพติดด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>มีวิธีไหมว่าพ่อแม่จะชมลูกยังไง</strong></h3>
<p>ในหนึ่งวันคุณลองหาเวลาคุยกับลูก ชมเขาให้ได้สักสามอย่าง และไม่ใช่ชมว่าเธอดีมาก เยี่ยมมาก แต่ลองชมพฤติกรรมที่เจาะจง เช่น แม่ดีใจนะที่ลูกมารอตรงเวลา หรือพ่อดีใจนะที่ลูกเก็บรองเท้าเข้าที่ ประมาณนี้ ต้องชมให้เจาะจง เขาก็จะเห็นข้อดีของตัวเอง เสริมความมั่นใจในตัวเองให้ดีขึ้น และกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>คนมักจะรีบไปพบแพทย์ถ้าเกิดความผิดปกติทางกาย หรืออย่างน้อยคือพยายามขวนขวายหาความรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ถ้าเป็นความผิดปกติทางใจ คนจำนวนมากกลับละเลยและคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คุณมีคำแนะนำไหมว่า จะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจและเข้าใจปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น</strong></h3>
<p>จริงๆ โรคทางใจมีความคลุมเครืออยู่แล้ว อย่างโรคซึมเศร้า มันสังเกตได้ยากใช่ไหม ไม่ใช่ว่าพอมีจุดที่แขนแล้วคุณจะเป็นโรคซึมเศร้า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะยังไม่เลือกไปพบแพทย์ เมื่อรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกแย่ เพราะมันไม่ได้ชัดเจนเหมือนโรคทางกาย</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้ความไม่ชัดเจนลดลงคือการให้ข้อมูลหรือสร้างความเข้าใจใหม่ ให้เขาลองสังเกตตัวเองดู อันนี้เป็นประเด็นแรกคือ ที่เขาไม่ไปพบแพทย์อาจเพราะความไม่รู้</p>
<p>หรือบางคนรู้ แต่ไม่อยากไปพบแพทย์เพราะอาย กลัวมีคนเห็น เราก็พยายามทำมาตลอดให้ลดการตีตราตรงนี้ ผมจะบอกเสมอนะว่า ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเครียด ก็เหมือนหวัดทางใจที่เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น เวลาคุณเป็นหวัดทางกายคุณไปหาหมอ คุณเป็นหวัดทางใจก็ไปพบหมอหรือคุยกับนักจิตวิทยาได้ เดี๋ยวก็หาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ตอนนี้สถานการณ์ในสังคมมีความตึงเครียดหลายอย่าง คุณมีคำแนะนำไหมว่า ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะดูแลจิตใจของตนเองและคนอื่นได้อย่างไรบ้าง</strong></h3>
<p>ในมุมการดูแลตัวเอง อย่างที่ผมพูดไปแล้วว่า กายกับใจสัมพันธ์กัน ถ้าเราอยากดูแลสุขภาพใจก็เริ่มที่กายก่อนก็ได้ เวลาเครียดหรือไม่สบายใจอาจจะเริ่มจากการกิน นอน ให้ได้ จัดการกิจวัตรประจำวันให้ได้ก่อน</p>
<p>การนอนนี่สำคัญมาก โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาความเครียดหรือซึมเศร้า ซึ่งจะมีปัญหานอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปอยู่แล้ว การนอนไม่หลับจะทำให้ตื่นเช้ามาแล้วไม่มีแรง ควบคุมอารมณ์ได้ยาก ส่งผลกับการจัดการความเครียดด้วย</p>
<p>การออกกำลังกายก็สำคัญ มีงานวิจัยที่ให้ผู้ป่วยซึมเศร้าไปออกกำลังกาย หรือเวลาบำบัด ผมจะใช้คำว่า behaviour activation คือเพิ่มพฤติกรรมเชิงบวก ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย แต่ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข</p>
<p>เรื่องความเครียดก็มีเทคนิคการจัดการความเครียดอยู่ เช่น การฝึกหายใจคลายเครียด เรียกว่า relaxation technique แค่หายใจเฉยๆ ก็ช่วยได้แล้ว เพราะเวลาเราเศร้าหรือกังวล เราก็จะคิดเรื่องนั้นวนๆ ไป ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งกังวล บางคนคิดจนปวดหัว เรียกได้ว่ามันเป็นวงจรกัน แต่ถ้าเราตัดวงจรเหล่านี้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมก็จะทำให้ความคิดลดลง ความกังวลและความเศร้าก็ลดลงตาม</p>
<p>ส่วนถ้าเป็นการดูแลคนอื่น เวลาเห็นคนรอบตัวดูเศร้าๆ เครียดๆ ควรทำอย่างไร ผมให้ความสำคัญกับการฟังอย่างตั้งใจนะ ฟังความรู้สึกเขา แค่นั้นพอแล้ว ลองฟัง หยุด ฟังเขาโดยไม่พูดอะไรตอบไป หรือถ้าพูดก็พูดแค่สะท้อนความรู้สึกเขา เท่านี้ก็มีพลังมากพอจะช่วยใครสักคนแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-3742" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/03.png" alt="ธนกฤษ ลิขิตธรากุล" width="2001" height="1371" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/03.png 2001w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/03-300x206.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/03-768x526.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2021/04/03-1024x702.png 1024w" sizes="(max-width: 2001px) 100vw, 2001px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>หมายเหตุ: เรียบเรียงจากรายการ <a href="https://www.the101.world/one-on-one-ep-209/">101 One-On-One Ep.209 | เจาะ (สุขภาพ) จิต กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</a> (ออกอากาศวันที่ 29 มกราคม 2021) และมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการบำบัดสุรา</p>
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/tanakrit-interview/">เจาะ (สุขภาพ) จิต กับ ธนกฤษ ลิขิตธรากุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3739</post-id>	</item>
		<item>
		<title>บำบัดผู้ติดสุราผ่านสายตาคนเคยดื่ม: คุยกับ ‘ธวัชชัย กุศล’</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/thawatchai-1413/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=thawatchai-1413</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Nov 2019 04:11:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ดูแลคนติดเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[ธวัชชัย กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ติดสุราเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา 1413]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสายด่วนเลิกเหล้า 1413]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=1273</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมมีคุณพ่อที่ติดเหล้า เคยเป็นคนติดเหล้า และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคนติดเหล้า” ประโยคข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางชีวิตของ ธวัชชัย กุศล ก่อนเป็นที่รู้จักในนามรองหัวหน้าโครงการศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา สายด่วนเลิกเหล้า 1413 และวิทยากรผู้จัดอบรมเคล็ดลับเลิกเหล้าในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ธวัชชัยเป็นนักจิตวิทยาที่มีความรู้หลากหลายแขนง ทั้งศาสตร์การรู้จักตนเอง (Enneagram type) จิตบำบัดแนวซาเทียร์ (Satir Transformational Systemic Therapy) ศาสตร์ NLP (Neuro &#8211; Linguistic Programming) และจิตบำบัดเสริมสร้างแรงจูงใจ(motivational enhancement therapy) เขาให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตแก่คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรัก ครอบครัว หรือการค้นหาเป้าหมายในชีวิต แต่สิ่งที่ธวัชชัยสนใจและทุ่มเทมากที่สุดคือบทบาทของการให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดสุรา จากการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นทั้งผู้ดื่มและญาติของผู้ดื่ม ทำให้ธวัชชัยเป็นนักบำบัดผู้เข้าใจมุมมองของคนทุกด้าน และรู้ว่าเบื้องหลังแก้วเหล้าแต่ละแก้ว ประกอบไปด้วยเรื่องราวมากมายที่อยู่ในใจคนดื่ม “บางครั้งตัวเหล้าเองไม่ใช่ปัญหา แต่คนดื่มเหล้าเพราะมีปัญหา” Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณเข้าไปร่วมวงสนทนากับ ธวัชชัย กุศล เพื่อฟังความในใจของเหล่านักดื่ม ความรู้สึกของญาติที่มีนักดื่มในบ้าน กระบวนการบำบัดและวิธีช่วยเหลือคนติดเหล้าอย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจ &#160; &#160; คุณเริ่มต้นสนใจการทำงานด้านการบำบัดผู้ติดสุราได้อย่างไร ผมมีคุณพ่อเป็นนักดื่มที่มีภาวะติดสุราเรื้อรัง (alcoholism) ตั้งแต่ก่อนผมเกิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/thawatchai-1413/">บำบัดผู้ติดสุราผ่านสายตาคนเคยดื่ม: คุยกับ ‘ธวัชชัย กุศล’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“</strong>ผมมีคุณพ่อที่ติดเหล้า เคยเป็นคนติดเหล้า และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคนติดเหล้า”</p>
<p>ประโยคข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางชีวิตของ <strong>ธวัชชัย กุศล</strong> ก่อนเป็นที่รู้จักในนามรองหัวหน้าโครงการศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา สายด่วนเลิกเหล้า 1413 และวิทยากรผู้จัดอบรมเคล็ดลับเลิกเหล้าในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า</p>
<p>ธวัชชัยเป็นนักจิตวิทยาที่มีความรู้หลากหลายแขนง ทั้งศาสตร์การรู้จักตนเอง (Enneagram type) จิตบำบัดแนวซาเทียร์ (Satir Transformational Systemic Therapy) ศาสตร์ NLP (Neuro &#8211; Linguistic Programming) และจิตบำบัดเสริมสร้างแรงจูงใจ(motivational enhancement therapy) เขาให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตแก่คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรัก ครอบครัว หรือการค้นหาเป้าหมายในชีวิต</p>
<p>แต่สิ่งที่ธวัชชัยสนใจและทุ่มเทมากที่สุดคือบทบาทของการให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดสุรา</p>
<p>จากการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นทั้งผู้ดื่มและญาติของผู้ดื่ม ทำให้ธวัชชัยเป็นนักบำบัดผู้เข้าใจมุมมองของคนทุกด้าน และรู้ว่าเบื้องหลังแก้วเหล้าแต่ละแก้ว ประกอบไปด้วยเรื่องราวมากมายที่อยู่ในใจคนดื่ม</p>
<p>“บางครั้งตัวเหล้าเองไม่ใช่ปัญหา แต่คนดื่มเหล้าเพราะมีปัญหา”</p>
<p>Alcohol Rhythm เปลี่ยนจังหวะชีวิตคนติดเหล้า ขอพาคุณเข้าไปร่วมวงสนทนากับ ธวัชชัย กุศล เพื่อฟังความในใจของเหล่านักดื่ม ความรู้สึกของญาติที่มีนักดื่มในบ้าน กระบวนการบำบัดและวิธีช่วยเหลือคนติดเหล้าอย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1221" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-2.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-2.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-2-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-2-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-2-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณเริ่มต้นสนใจการทำงานด้านการบำบัดผู้ติดสุราได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ผมมีคุณพ่อเป็นนักดื่มที่มีภาวะติดสุราเรื้อรัง (alcoholism) ตั้งแต่ก่อนผมเกิด ท่านเกิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มีความวุ่นวาย และต้องทำงานหนัก ดังนั้น เขาจึงเป็นคนที่มีความเครียดสูง ทีนี้ตัวคุณปู่เองก็เป็นคนดื่มเหล้าและมีภาวะติดสุราเรื้อรังเหมือนกัน ท่านจึงเห็นแบบอย่างมาจากคุณปู่ ต่อให้คุณพ่อไม่ได้ชอบปู่ที่กินเหล้า แต่เขาก็ดื่มเหล้าเวลาเขาเครียด และชอบใช้ความรุนแรงเวลาเมา</p>
<p>ตัวผมเองมีส่วนคล้ายกับคุณพ่อ คือเป็นวัยรุ่นที่เห็นพ่อดื่มเหล้ามาตลอด และผมไม่ได้ชอบที่พ่อดื่มเหล้าแล้วใช้อารมณ์ แต่ตัวเองก็ดื่มเหล้า เพราะมีเพื่อนชวน พอดื่มแล้วเรารู้สึกว่ามีสังคม มีความสุขกับการดื่ม เวลาเครียดเราก็ดื่ม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเราถึงเกลียดพ่อ แต่ไม่เกลียดเหล้า</p>
<p>ผมเริ่มสนใจว่ารากฐานความรุนแรงของคุณพ่อเป็นมาอย่างไร ทำไมเขาถึงดื่มเหล้า และผมอยากทำความเข้าใจตัวเอง ทำให้ผมเลือกเรียนจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง</p>
<p>ที่รามคำแหงมีจิตวิทยาด้านหนึ่ง เรียกว่าจิตวิทยาครอบครัว เป็นการทำความเข้าใจว่าแต่ละคนมีรากฐานที่มาเป็นอย่างไร และส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร เดิมผมรู้อยู่แล้วว่าพ่อมีปู่ที่ดื่มเหล้า เมื่อเรียนจึงได้เข้าใจว่าภายในครอบครัวผมส่งต่อปัญหาเรื่องดื่มเหล้ากันมา</p>
<p>จากเดิมผมคิดว่าตัวเรากับคุณพ่อคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่ได้ สุดท้ายผมก็เลือกคุยกับพ่อโดยตรงว่าเขาดื่มเหล้าเพราะอะไร ทำไมถึงใช้ความรุนแรง พ่อก็เล่าปัญหาของเขา และบอกว่าเขาเห็นปู่ทำแบบนี้ เรียนรู้มาแบบนี้ เขาไม่รู้ว่าเวลาเครียดต้องทำอย่างไรนอกจากดื่มเหล้าและใช้ความรุนแรง ตอนที่เขาเล่า เขาไม่ได้เล่าด้วยความรู้สึกสะใจหรือมีความสุข แต่เล่าด้วยความรู้สึกเสียใจ ผมจึงเข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมด ว่าทำไมพ่อเป็นแบบนี้ และผมเป็นแบบนี้</p>
<p>ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้เกลียดพ่อ และผมเข้าใจว่าทำไมหลายๆ คนใช้เหล้าเป็นทางออกของปัญหา เข้าใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคนติดเหล้า รวมถึงตัวผมเองก็เคยติดเหล้าด้วย แต่เราก็มีชีวิตที่ดีได้ ในเมื่อเราทำได้ เราก็อยากให้คนอื่นทำได้เหมือนเรา นั่นทำให้ผมมาทำงานด้านนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>หัวใจสำคัญของการเริ่มต้นเป็นนักจิตวิทยาที่ช่วยบำบัดผู้ติดสุราคืออะไร</strong></h4>
<p>เราศึกษาจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจคนเป็นหลัก ศึกษาที่มาที่ไปของพฤติกรรมว่ามีสาเหตุอย่างไร มาจากไหน แต่ก่อนจะทำความเข้าใจใคร สิ่งสำคัญคือนักจิตวิทยาต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร การเป็นนักจิตวิทยาไม่ได้แปลว่าต้องเก่ง ต้องอ่านใจคนออก แค่ต้องเข้าใจตัวเองอย่างชัดเจน จากนั้นจึงจะทำความเข้าใจคนอื่นได้</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่งคือต้องเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เรียนจิตวิทยาก็ได้ การเป็นคนเห็นคุณค่าของตัวเองนี้ก็ต้องใช้เวลา และต้องหัดฟังตัวเองโดยไม่ตัดสิน ทุกข์หรือสุขก็ต้องฟัง ทั้งข้อดีข้อเสียเราต้องรับได้ทั้งหมด เมื่อฟังตัวเองไปเรื่อยๆ เราจะสามารถยอมรับและชื่นชมตัวเองได้ในทุกวัน เมื่อถึงตอนนั้น เราจะมีพลังและสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างจริงใจ</p>
<p>ผมบอกนักจิตวิทยาของเราทุกคนว่านอกจากทำหน้าที่ให้พลังคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นแล้วก็ต้องให้พลังตัวเอง ให้พลังซึ่งกันและกันด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>กระบวนการบำบัดคนติดสุรามีขั้นตอนอย่างไร</strong></h4>
<p>เราเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เข้ารับการบำบัด เพราะเวลาเราอยากรู้จักคนอื่น ต้องเริ่มจากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก่อน แล้วพูดคุยสำรวจปัญหาเพื่อทำความเข้าใจ ทั้งตัวเราเข้าใจเขา และทำให้เขาได้เข้าใจตัวเองว่าติดระดับไหน ต้องแอดมิทไหม ต้องบำบัดไหม หรือแค่เพิ่งเริ่มติด หยุดดื่มได้เองไม่ต้องพบหมอ หรือติดระดับปานกลาง กินยาแต่ไม่ต้องรับการบำบัด</p>
<p>เมื่อเขาเข้าใจจุดที่ตนเองยืนอยู่ กระบวนการถัดมาจะง่ายมาก คือหาทางแก้ไข ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไปแก้ปัญหาให้กับเขา แต่ทำให้เขาย้อนมองว่าก่อนหน้านี้ได้ลงมือทำอะไรบ้าง ด้วยวิธีการอย่างไร ที่มันไม่สำเร็จเพราะอะไร สุดท้ายให้เขาได้สรุปจากการพูดคุยด้วยตัวเองว่า สาเหตุที่แท้จริงของการดื่มเหล้าคืออะไร แล้วจะทำอย่างไรต่อไป</p>
<p>เราต้องช่วยเขาทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหา เพื่อจะได้แก้ไขอย่างตรงจุด ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าเวลาคนเราปวดหัว มักจะนึกถึงยาพารา พอกินแล้วก็หายปวดหัว แต่ไม่ได้คิดต่อว่าสาเหตุของการปวดหัวคืออะไร พอปวดหัวอีกครั้ง ก็กินยาพาราอีก กินไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ที่สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา</p>
<p>ดังนั้น ปัญหาที่ทุกคนพามาหานักบำบัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องเหล้า การดื่มเหล้าเป็นแค่วิธีการที่เขาแสดงออกว่ากำลังหนีทุกข์เพื่อหาสุข แต่ความสุขนี้กลายเป็นการเสพติด ต่อให้มีความสุขอย่างไร เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายคุณจะทรมานถ้าไม่ได้ดื่ม หน้าที่ของเราจึงต้องฟังและช่วยเขาสรุปต้นตอของปัญหา ทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ ว่ามีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าการดื่มเหล้า ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลาคุยกัน ฟังกัน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เปิดโอกาสให้เขาได้พูดในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขและอยากมีชีวิตอยู่คืออะไร รวมถึงให้กำลังใจว่าเขามีความหมายต่อเราอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณศึกษาศาสตร์จิตวิทยามาหลายด้าน มีด้านไหนบ้างที่คุณนำมาประยุกต์ใช้ในการบำบัดผู้ติดสุรา </strong></h4>
<p>ผมเริ่มจากการทำความเข้าใจคนด้วยศาสตร์ที่เกี่ยวกับบุคลิก 9 ประเภท เรียกว่านพลักษณ์ ศาสตร์นพลักษณ์จะช่วยให้เรารู้ว่าคนแต่ประเภทมีโลกทัศน์อย่างไร วิธีมองโลกที่แตกต่างกันจะทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน เราจะทำความเข้าใจโลกทัศน์ของเขาโดยที่ไม่ตัดสินว่าชุดความคิดของเขาผิด</p>
<p>ต่อมาคือการใช้ศาสตร์ NLP หรือ Neuro-linguistic programming เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเข้าใจว่าสิ่งเร้าต่างๆ รอบตัวเขาส่งผลต่อสมองและทำให้เขาอยากดื่มอย่างไร กระบวนการง่ายๆ ที่ผมเคยทำคือหยิบขวดเบียร์ออกมาให้เขาเห็น บรรยายว่าตอนนี้ในมือของผมคือขวดเบียร์ ขวดเบียร์นี้เพิ่งหยิบออกมาจากตู้เย็น เย็นฉ่ำมาก เมื่อผมเปิดขวดเบียร์ออกมา ฟองเริ่มไหล แล้วผมก็เทเบียร์ใส่แก้ว เสร็จแล้วผมถามว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาตอบว่าคุณหมอครับ อยากดื่มแล้วครับ</p>
<p>ดังนั้นอะไรก็ตามที่คุณเคยเห็น เคยรับรู้ เคยสัมผัส มันคือสิ่งที่ประทับอยู่ในสมองคุณ ศาสตร์ NLP ช่วยอธิบายว่าทำไมคนที่อยากเลิกเหล้าต้องไม่เห็นขวดเหล้า ร้านเหล้า หรือเพื่อน เพราะมันทำให้นึกถึงเหล้า แล้วก็กลับไปดื่มต่อ</p>
<p>นอกจากนี้ผมยังใช้จิตบำบัดแนวซาเทียร์ (Satir Transformational Systemic Therapy) ช่วยให้เขาเข้าใจว่าการที่คุณดื่มเหล้าอยู่ตอนนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาในตอนนี้เท่านั้น แต่บางครั้งเป็นผลกระทบมาจากเรื่องในอดีตด้วย เช่น คนในครอบครัวบอกว่าเขาไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ล้มเหลวในชีวิตซ้ำๆ จนกลายเป็นความรู้สึกตอกย้ำ เครียด ไม่เชื่อมั่นในตัวเองและจบลงที่การดื่มเหล้า หน้าที่เราคือการทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ไม่ว่าศาสตร์ด้านไหนก็ฟังดูเหมือนจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดเข้าใจตัวเอง </strong></h4>
<p>ถูกต้อง และเมื่อเขาเข้าใจตัวเองแล้ว เราต้องช่วยทำให้เขารู้ว่าเป้าหมายของเขาคืออะไรด้วย โดยผ่านวิธีการที่เรียกว่า  motivation  interviewing หรือการคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจ</p>
<p>เราจะถามว่าลึกๆ แล้วที่คุณอยากเลิกเหล้าเพราะคุณอยากให้อะไรเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งที่คุณต้องการคืออะไร ทำให้เขาเห็นและพูดในสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ สมมติถ้าเขาเล่าว่าอยากเลิกเหล้าเพื่อลูก อยากทำให้ลูกรับรู้ว่าตัวเองเป็นคุณพ่อที่มีความตั้งใจ ผมจะช่วยสะท้อนกลับไปว่าคุณเลิกเหล้าเพราะอยากเป็นพ่อที่ดี อยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก อยากให้ลูกมองว่าคุณเป็นพ่อที่ประสบความสำเร็จในชีวิต</p>
<p>หรือถ้าเขาเล่าว่า ถ้าเลิกเหล้าได้ ภรรยาจะไม่ทิ้งเขาไป ผมก็จะไม่แปลความว่าเพราะคุณกลัวถูกภรรยาทิ้งเลยอยากจะเปลี่ยน แต่จะบอกว่าคุณอยากเปลี่ยนเพราะต้องการครอบครัวที่อบอุ่น อยากให้มีคนรักมากขึ้น อยากมีคนให้กำลังใจมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าใช่</p>
<p>หน้าที่ของเราคือฟัง ใช้คำถาม และสะท้อนสิ่งที่เขาพูดให้เขาได้ยิน เพื่อทำให้เขาอยากไปถึงเป้าหมาย และการที่เขาตั้งเป้าหมายจะทำให้เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยน มีปัญหาอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไม่ได้ และจะแก้มันอย่างไร ซึ่งเราจะช่วยกันลดอุปสรรคตรงนั้นด้วย</p>
<p>ถ้าเราเสนอทางเลือกต่างๆ โดยไม่รู้เป้าหมายหรืออุปสรรคของเขา จะทำให้ช่วยเหลือเขาไม่สำเร็จ ฉะนั้น เราต้องรู้เป้าหมายของผู้เข้ารับการบำบัดเพื่อรู้วิธีว่าจะร่วมเดินไปกับเขาอย่างไร หน้าที่ของนักจิตวิทยาไม่ใช่การเดินนำหน้า แต่เป็นการเดินไปกับเขา ทำให้เขารู้ว่าตนเองมีศักยภาพ และไม่ได้กำลังเดินอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรายังอยู่กับเขา เมื่อทำแบบนี้แล้วทุกคนจะรู้สึกว่าสามารถเลิกได้ง่ายขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1224" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-5.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-5.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-5-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-5-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-5-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การที่ผู้เข้ารับการบำบัดได้พูดเป้าหมายของตัวเองออกมา ต่างจากการคิดแต่ไม่พูดอย่างไร</strong></h4>
<p>ต่างกันมาก เวลาเขาพูดจะรู้สึกเหมือนให้คำสัญญากับตัวเอง จะรู้ตัวว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากได้ ในทางจิตวิทยามีทฤษฎีที่เรียกว่า Self Perception Theory หรือทฤษฎีการรับรู้ตนเอง เมื่อเราได้ยินสิ่งที่เราพูด เราจะรับรู้ถึงตัวตนที่เราอยากเป็น และอยากจะพัฒนาตัวเองมากขึ้น</p>
<p>อีกเรื่องคือเมื่อพูดออกมาแล้ว มีคนรับฟัง ผมเองก็ช่วยสะท้อนให้เขาได้ยินว่าคุณได้พยายามมาตลอด ผมรับรู้ถึงความตั้งใจของคุณ และคุณสามารถทำได้แน่นอน เพราะคุณยังไม่หยุดพยายาม เขาจะรับรู้ว่ามีคนเห็นคุณค่าของเขา ทำให้เขาอยากทำต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การบำบัดของนักจิตวิทยามักเน้นการพูดคุยเป็นหลัก ถ้าผู้เข้ารับการบำบัดไม่ยอมเปิดใจพูด เราจะมีวิธีทำอย่างไรให้คนเปิดใจ</strong></h4>
<p>ส่วนใหญ่เราใช้วิธีสร้างความสัมพันธ์ ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ให้ช่วยเหลืออย่างไร เราจะไม่ถามเรื่องที่เป็นปัญหาเพราะเรารู้ว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวและฟังดูเป็นความสงสัยใคร่รู้มากกว่าความใส่ใจ  เช่น เวลาเขาบอกว่าผมอยากจะเลิกเหล้า แล้วเราถามย้อนกลับไปว่าคุณมีปัญหาอะไร คุยแต่เรื่องที่เป็นปัญหาจะยิ่งทำให้เขาเครียด รู้สึกหดหู่ และไม่อยากคุยกับเรา เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีปัญหา แต่เพราะมีปัญหาไงถึงได้มา</p>
<p>ตอนที่เขามาหาเราหมายความว่ามันถึงวิกฤตสำหรับเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงมาด้วยความหวัง ต้องการพลังใจและคนที่ไม่ซ้ำเติมเขา เราจึงไม่คุยเรื่องปัญหา แต่จะคุยเรื่องผลกระทบ ชี้ให้เขาเห็นว่าถ้าวันนี้ไม่เปลี่ยน ไม่ทำอะไรสักอย่าง มันจะเกิดอะไรขึ้น อีกสองสามปีจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นให้เขาตัดสินใจและตั้งเป้าหมายของตัวเอง</p>
<p>ถ้าเป็นการพบกันต่อหน้า ผมจะใช้การสบตา ภาษากาย บอกให้เขารู้ว่าผมเข้าใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ถ้าเป็นการโทรเข้ามาที่สายด่วนเลิกเหล้า 1413 คำถามที่เราจะถามคือ โทรติดยากไหม คงต้องรอสายนานเพราะบริการสายให้คำปรึกษาของเรามีน้อย วันนี้ที่โทรเข้ามามีอะไรให้เราช่วยเหลือหรือเปล่า</p>
<p>คนอาจจะถามว่าง่ายแค่นี้เองเหรอ ใช่ครับ คนที่โทรเข้ามามีน้อยคนที่ไม่อยากพูดเรื่องราวของตัวเอง ต่อให้เขาโทรมาแล้วขอแค่วิธีการแบบไวๆ เราก็จะให้ข้อมูล แล้วสร้างความสัมพันธ์ผ่านคำถามที่ย้อนกลับไปสู่เรื่องราวของตัวเขา เช่น ตอนที่โทรเข้ามาคุณรู้สึกอย่างไร เหนื่อยไหม ที่คุณโทรเข้ามาเพราะมีเรื่องราวที่คุณต้องตัดสินใจเยอะเลยใช่ไหม เราย้อนถามถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาเพื่อทำความรู้จักกับเขา ดูว่ามีอะไรที่เราสามารถให้เขาได้มากกว่าวิธีบำบัดอีก ถามถึงความตั้งใจที่ทำให้อยากจะโทรเข้ามา สาเหตุที่อยากจะเลิกเหล้าเพราะอะไร แล้วเดี๋ยวเขาจะพูดได้เยอะเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ความท้าทายของการให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์คืออะไร </strong></h4>
<p>การที่เราฟังผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ได้ยินแต่น้ำเสียง เราแทบไม่เห็นอะไรของเขาเลย ดังนั้นเราต้องตั้งคำถามให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายของคุณคืออะไร คุณอยากให้อะไรเปลี่ยนไปจากเดิม ก่อนหน้านี้คุณทำอะไรสำเร็จบ้างและทำอย่างไร ต้องสังเกตน้ำเสียงของเขาว่ามีความตั้งใจ ความเครียด หรือความวิตกกังวลอย่างไร แล้วเราจำเป็นต้องทำให้เขาเชื่อมโยงตนเองเข้ากับประสบการณ์ดีๆ ให้เขามีกำลังใจ เพราะคนเหล่านี้ไม่ค่อยนึกถึงเรื่องดีๆ ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ข้อดีของบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์เมื่อเทียบกับการเข้าพบแพทย์โดยตรงคืออะไร </strong></h4>
<p>สำหรับคนกินเหล้ามักมีภาพจำอย่างหนึ่ง คือ การไปหาหมอเท่ากับว่าตัวเองกำลังป่วยหรือเป็นโรคจิต และการบอกว่าตัวเราป่วยเป็นเรื่องที่แย่มาก สูญเสียความมั่นใจ (self-confident) แต่ถ้าเป็นการยกหูโทรศัพท์มันง่ายกว่ามาก เขาจะรู้สึกแค่มาถามคำถามเฉยๆ เราเองก็พยายามทำให้กระบวนการต่างๆ ง่าย คุยเสร็จอยากนัดเจอนักจิตวิทยา อยากเจอหมอ ขอแค่บอก เราจะช่วยตอบสนองให้ ไม่เหมือนการพบแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีขั้นตอนมากมาย</p>
<p>แต่เราไม่ได้บอกว่าให้เขาเข้ามาที่โรงพยาบาลเลย ถ้าคุณไม่พร้อมไม่จำเป็นต้องมาหาหมอก็ได้ แค่ทำให้เขารู้ว่าจุดที่เขายืนอยู่เป็นแบบไหน และคุยถึงทางเลือกที่เขาอยากได้ ทั้งวิธีการเลิกเหล้าแบบไม่พบแพทย์ เลิกด้วยตัวเองแบบปลอดภัย ถ้าถามเรื่องสถานบำบัดเราก็ให้ข้อมูลไป ตอบสนองความต้องการทุกอย่าง และที่สำคัญคือมีการติดตามผล</p>
<p>สายด่วน 1413 ไม่ใช่ Hotline แต่เป็น Helpline ที่คุณจะโทรมาตอนไหนก็ได้ เราจะชื่อไว้ทุกเคสและโทรติดตาม เพราะเราพบว่าวงจรของคนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากมีความตั้งใจในช่วงแรก พอลงมือทำได้สักพัก ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม เปลี่ยนไม่ได้แล้วรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง หน้าที่ของเราคือช่วยตัดวงจรนี้ คุณโทรมา 1 ครั้ง 1 สัปดาห์ผ่านไปเราโทรหาคุณ จากนั้น 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือนโทรหา ช่วยดูแลคุณไปจนกระทั่งครบปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าการไปพบแพทย์ทำให้เขารู้สึกแย่ว่าตัวเองกำลังป่วย งั้นนักบำบัดต้องพยายามทำให้คนที่เข้ารับการบำบัดรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เจ็บป่วยอยู่หรือเปล่า</strong></h4>
<p>ไม่ครับ เราทำให้เขารู้ว่าเขากำลังเป็นอะไร แต่แค่ไม่ไปตัดสินเขาว่าคุณติดเหล้าแล้ว เราจะเริ่มถามเขาก่อนว่าอยากรู้ไหมว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไร แล้วใช้คำถามแบบคัดกรองผู้ติดสุราง่ายๆ อย่างเช่น  ปัจจุบันนี้คุณต้องเพิ่มปริมาณการดื่มเพื่อให้ตัวเองเมาไหม 1-2 แก้วไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เคยเป็นไหมที่ตั้งใจจะหยุดดื่ม 2- 3วันแล้วมีอาการหงุดหงิด มือสั่น คลื่นไส้อาเจียน แล้วเคยไหมที่ตั้งใจว่าจะดื่มแค่แก้วสองแก้วแต่ติดลม เคยไหมที่ตั้งใจจะลด ละ เลิก แต่ไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังดื่ม มีบ้างไหมที่คนในครอบครัวหรือเจ้านายเคยบอกให้เราเลิก</p>
<p>ถ้าตอบว่าใช่ อย่างน้อยแค่ 3 ข้อก็เรียกว่าติดเหล้านะครับ คุณคิดว่าอย่างไรครับ เขาก็ว่าอ๋อ คงใช่ครับ นั่นล่ะครับ เราไม่ได้ตัดสินเขา แต่ทำให้เขาสามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง พอเราอยากให้เขารู้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ เขาจะมีความรู้สึกอยากเลิกขึ้นมาเอง จากนั้นเราค่อยประเมินต่อว่าเคยหยุดดื่มได้นานที่สุดเท่าไร ถ้าเขาตอบว่า 3-4 เดือนก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ แค่ถามว่าถ้าเขาเคยทำได้ จะกลับไปทำแบบนั้นอีกได้ไหม อาจจะต้องทนอาการทรมานสัก 3-4 วัน คุณทนได้ไหม ถ้าไม่ได้เรามีตัวช่วยให้ แล้วเราก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการจูงใจให้พบแพทย์ บอกรายละเอียดให้เขา จนหาทางออกที่เหมาะกับเขาได้</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>ดูเหมือนคนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการเลิกเหล้าเป็นทุนเดิม แล้วถ้าเขาไม่มีความมุ่งมั่นจะเลิก เราควรช่วยผลักดันเขาอย่างไร  </strong></h4>
<p>จากประสบการณ์ของผม น้อยมากที่จะเจอคนที่ไม่มีความตั้งใจ หลายคนบอกว่าลองทำมาทุกอย่างแล้ว แม้กระทั่งไปหาหมอ เวลาเราย้อนถามคนที่มาปรึกษาว่าคุณเคยลองเลิกมากี่ครั้ง คำตอบที่ได้คือมากกว่า 10 ครั้ง ฉะนั้นผมกล้าพูดได้เลยว่าไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่พยายามช่วยเหลือตนเอง แล้วไม่มีมนุษย์คนไหนอยากให้คนอื่นช่วยเหลือถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คนติดเหล้าก็เช่นกัน ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงจริงๆ ก็จะไม่ร้องขอ แต่เพราะส่วนใหญ่ล้มเหลวมาหลายรอบ การที่เขามาหาเราหมายความว่ามันถึงวิกฤตแล้ว เขามาด้วยความหวัง เชื่อว่าเราเป็นทางออก ต้องการพลังใจจากคนที่ไม่ซ้ำเติมเขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1220" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-1.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-1.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-1-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-1-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-1-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้คนอยากเลิกเหล้าคืออะไร</strong></h4>
<p>เหตุผลส่วนใหญ่ของคนอยากเลิกเหล้าคืออยากทำเพื่อสุขภาพ เพราะเริ่มเจ็บป่วยแล้ว ตกงาน ผมเคยเจอเคสหนึ่งเล่าว่าเขาเห็นโฆษณาของสสส.แล้วอยากเลิกมาหลายรอบ แต่กว่าจะได้ติดต่อมาหาเราก็ผ่านไปครึ่งปี เหตุผลคือสุขภาพเริ่มไม่ดีแล้ว เจ้านายเริ่มว่า ถ้าให้ผมเปรียบเทียบการดื่มเหล้าก็คงเหมือนยืนอยู่บนทรายดูด เวลาเราไปทะเล แล้วเจอทรายดูดถึงแค่ตาตุ่มก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา มันก็เพลินดี สนุกดี มีความสุขดี แต่พอทรายดูดเริ่มไปถึงเอว เราเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องตะโกนแหกปากให้คนช่วย</p>
<p>อีกเคสหนึ่งที่ผมเจอในโครงการอบรมคือมีผู้ชายคนหนึ่งมากับภรรยา ภรรยาบอกว่าถ้าครั้งนี้ไม่เปลี่ยนจะเลิกคบ ตัวเขาก็ยังไม่สลดนะ แต่พอได้ยินผู้เข้าร่วมอบรมอีกคนเล่าว่าเขาดื่มจนเป็นโรคตับระยะสุดท้าย ปรากฏผู้ชายคนนี้บอกว่าพี่ ผมขอบคุณมาก ผมไม่อยากเป็นแบบพี่ เขาไม่ได้กลัวเมียเลิก แต่กลัวโรคเลยตั้งใจจะเลิกดื่ม</p>
<p>บางคนที่เลิกเพื่อครอบครัวก็มี ส่วนใหญ่อยากทำเพื่อลูกเพราะอยากให้ลูกเคารพ หรือไม่ก็อยากทำเพื่อแม่เพราะแม่รักเรา มีผู้ชายคนหนึ่งมาหาผมพร้อมกับแม่ เคสนี้ดื่มจนท้องมาน ตาเหลืองแล้ว เขาบอกกับผมว่าเขาไม่กลัวตาย แต่ที่มาเพราะเขารักแม่ เขาเห็นแม่ทรมาน เจ็บปวดที่เขาเป็นแบบนี้ เขาจึงอยากบอกแม่ว่าเขาพยายามแล้ว และอยากให้แม่เข้าใจว่าเขาทรมานเหมือนกัน ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ดื่มเหล้า ไม่มีสักวันที่เขาไม่อยากเลิก แต่เขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม เขาไม่มีอะไรให้ห่วงนอกจากแม่และไม่อยากให้แม่ต้องทุกข์ทรมานเพราะเขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>สำหรับเคสแบบนี้ นักบำบัดจะเข้าไปมีช่วยเหลืออย่างไร </strong></h4>
<p>สิ่งที่ผมทำคือเปิดโอกาสให้เขาพูดคุยกัน และช่วยแปลงความหมายที่เขาต้องการจะสื่อออกมา ต้องเข้าใจก่อนว่าหลายครั้งเวลาคนเราพูด เราไม่ได้พูดจากใจ แต่พูดด้วยอารมณ์และมักจะตัดสินจากสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่างเวลาแม่เห็นลูกเมา แม่จะตัดสินว่าลูกไม่ได้เรื่องและตำหนิ เมื่อลูกอยากจะอธิบายก็อธิบายไปด้วยอารมณ์ เพราะฉะนั้นต่างฝ่ายต่างจะไม่รับรู้ถึงความหมายลึกๆ ที่พวกเขาต้องการจะสื่อจริงๆ หน้าที่ของผมจึงเป็นการช่วยแปลงมันออกมาให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย</p>
<p>เคสนั้นเมื่อเขาพูดกับแม่ได้ แม่เขาก็บอกว่าเข้าใจ และรับรู้ว่าลูกตั้งใจที่จะเปลี่ยน ไม่ซ้ำเติมเขา ทำให้เขาตัดสินใจไปหาหมอเพื่อรักษา บอกว่าผมจะเปลี่ยนเพราะผมอยากมีชีวิต อยากทำให้แม่ภูมิใจได้สักครั้ง</p>
<p>จริงๆ ผมคิดว่าทุกคนหวังดีต่อกัน แต่ปัญหาคือวิธีการแสดงออกอาจจะไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการสื่อเท่านั้นเอง</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>คุณคิดว่าอุปสรรคในการบำบัดคนติดเหล้ามีอะไรบ้าง  </strong></h4>
<p>บางทีวิธีการที่เรานำเสนอไปก็ไม่ได้ผล เพราะเขายังไม่พร้อมที่จะทำ อาจจะมีปัญหาทั้งเรื่องเวลา เรื่องงาน ไม่มีเงิน ซึ่งผมก็บอกว่าไม่เป็นไร สะดวกเมื่อไรก็มา ทางโทรศัพท์เอง ถ้ายังไม่พร้อมปรึกษา ต้องการให้เราโทรกลับคราวหลัง เราก็มีบริการโทรกลับเช่นกัน</p>
<p>ผมยอมรับว่าคนทำงานสายด่วนเลิกเหล้าต้องทำงานหนักมาก เพราะคนหนึ่งคนต้องคุยกับคนไข้หนึ่งเคสไม่ต่ำกว่า 20 นาที ในวันหนึ่งต้องคุยเกือบ 10-20 คน ผมเลยจัดโครงการอบรมเลิกเหล้าขึ้นด้วย ให้คนเข้ามาฟังและทำกระบวนการบำบัดโดยตรง ถึงจะเป็นห้องเล็กๆ รับคนได้น้อย แต่ผมก็อยากสนับสนุนคนในทีม เพราะงานสายนี้ไม่ได้ทำเพื่อเงินเป็นหลัก ทุกคนต่างมาทำงานด้วยความหวังและพลังใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่นๆ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h4><strong>นอกจากความไม่พร้อม ยังมีอุปสรรคอะไรอีกที่คนอยากเลิกเหล้าต้องเผชิญจนทำให้เลิกได้ยาก</strong></h4>
<p>ความยากมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือการต้องอดทนต่อความทรมานเวลาหยุดดื่ม คนเลิกดื่มเหล้าทุกคนจะมีอาการที่เรียกว่าถอนเหล้า คือ อาเจียน เหนื่อยเพลีย กินน้ำเยอะ และอาจมีโรคกระเพาะตามมา เราจะเตือนเขาว่าการเลิกเหล้าต้องเจออาการอะไรบ้าง ต้องหาทางจัดการกับมันอย่างไร ถ้าเป็นคนที่เคยลองเลิกมาก่อนแล้ว เราจะทวนให้เขาเตรียมใจว่าจะเจอกับอาการเหล่านั้นอีก ชักชวนให้เขาพูดวิธีที่จะจัดการกับตัวเองให้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าเขามีศักยภาพที่จะอดทนต่อมัน</p>
<p>ความยากเรื่องที่สองคือการที่เขาต้องเจอกับสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ ที่กระตุ้นให้เขาอยากดื่ม เช่น สภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาเกิดความเครียด ผมก็พยายามช่วยให้เขารู้ถึงสาเหตุจะได้ไปแก้ที่ต้นตอ และแนะนำว่าให้หาความสุขในแบบอื่น อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกลับไปดื่มเหล้า อาจจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเองง่ายๆ อย่างเหนื่อยก็นอน หิวก็กิน หาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันบ่อยๆ</p>
<p>บางคนก็บอกว่ากลับไปดื่มเพราะเพื่อน เพื่อนมักจะชวนดื่มจนทำให้เลิกไม่ได้ ดังนั้น สำหรับคนที่จะเลิกดื่ม ผมบอกเสมอว่าต้องไม่กลับไปเจอเหล้าอีก และพยายามให้เขาคิดวิธีปฏิเสธเวลาถูกชักชวน</p>
<p>คนติดสุราหลายคนเชื่อว่าเมื่อมาบำบัดจนหาย จะสามารถกลับไปดื่มได้โดยไม่ติดอีก ซึ่งผมต้องบอกว่ามันไม่ได้ เพราะคุณเคยมีประสบการณ์และคุณไม่สามารถลืมได้ การเลิกเหล้าจึงจำเป็นต้องอาศัยวินัยของตัวเอง คุณอาจจะรู้สึกอึดอัด ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่คุณต้องเปลี่ยน เพราะคุณเองก็รู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนจะเกิดอะไรขึ้น ผมแนะนำว่าเมื่อมีวินัยแล้ว อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองด้วย มิฉะนั้นสุดท้ายคุณจะเกิดความเบื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>อยากให้คุณช่วยเล่าประสบการณ์ในฐานะคนที่เคยติดเหล้าว่าคิดอย่างไรและเลิกได้อย่างไร</strong></h4>
<p>ผมเริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 13 จนถึงอายุ 18 ไปกินทุกวันศุกร์กับเพื่อนๆ เราไม่เคยคิดว่าเหล้าเป็นปัญหาเลย เพราะเวลาดื่มมันผ่อนคลาย มันได้เพื่อน ได้มิตรภาพ ทำให้เรารู้สึกดี แต่การดื่มตั้งแต่อายุยังน้อยมีผลกระทบต่อสมอง เพราะสุราเป็นสารกดประสาท ส่งผลต่อการเติบโตของเซลล์สมอง นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคนถึงพยายามไม่ให้เด็กกินเหล้า ผมก็รู้ตัวว่าความจำไม่ดีเพราะเหล้า บางทีดื่มมาจนแฮงค์ ก็เรียนหนังสือไม่ได้</p>
<p>หลายคนมักบอกว่าผมหน้าตาดี แต่เรียนหนังสือแย่ นานไปผมก็คิดว่าแค่หน้าตาดีมันทำอะไรไม่ได้ ถ้าเรามีครอบครัว เราก็เลี้ยงดูใครไม่ได้เพราะเรียนหนังสือไม่เก่ง สมองไม่ดี จึงอยากจะเลิก</p>
<p>แต่ผมยอมรับว่ามันเลิกยาก เพราะมีเพื่อนกินเหล้า ถ้าเราไม่กินก็โดนล้อ กลัวเพื่อนไม่ยอมรับ เรารู้ตัวว่าติดเหล้าเพราะความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ คิดว่าถ้าเราไม่มีอะไรดี อย่างน้อยเราก็ยังมีเพื่อน ขณะเดียวกัน ผมก็รู้ว่าเพื่อนไม่ได้ช่วยทำให้เรารวยหรือเก่งขึ้น</p>
<p>ดังนั้นกว่าผมจะเลิกเหล้าได้คือตอนที่จบม.6 ได้ออกมาจากสภาพแวดล้อมเดิม ต่อให้คุณไม่สามารถเปลี่ยนเพื่อนได้ แต่คุณเลือกคบเพื่อนได้ อย่างที่ผมพาตัวเองไปเจอคนดีๆ ไปเจอนักจิตวิทยาเก่งๆ หาความรู้ ความช่วยเหลือเพื่อเลิกเหล้า</p>
<p>แน่นอนว่าตอนเลิกเหล้าใหม่ๆ ก็เจออาการมือสั่น ตื่นมาทุกเช้ารู้สึกทรมานมาก แต่ผมใช้แรงใจอดทนต่อความอยากดื่มเพราะอยากเปลี่ยนตัวเอง และรู้ว่ามีทางอื่นที่ช่วยให้หายทรมาน พักผ่อนก็หาย กินวิตามิน ดื่มน้ำหวานก็หาย สุดท้ายก็เลิกเหล้าได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1222" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-3.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-3.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-3-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-3-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-3-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong> ในมุมของคนที่มีพ่อเป็นผู้ติดสุรา คุณมองคุณพ่อเป็นอย่างไร และช่วยเหลือให้เขาเลิกเหล้าอย่างไร </strong></h4>
<p>คุณพ่อของผมเป็นคนขยันขันแข็งมาก เวลาผมมองคุณพ่อจะมองเห็นผู้ชายที่เท่มากคนหนึ่ง เพราะเขายากจนแต่ตั้งใจทำงานจนทำให้ลูกมีชีวิตดีได้ แต่ผมก็เห็นคุณพ่อดื่มเหล้าเมาแล้วอาละวาดมาตลอด และรู้สึกไม่ชอบ จนกระทั่งผมเริ่มเปิดใจที่จะทำความเข้าใจเขา จึงรู้ว่าเขาดื่มเพราะมีความเครียด ถามว่าผิดไหมที่เขาเป็นคนเครียด ผิดไหมที่คาดหวังกับลูก คาดหวังกับชีวิต มันไม่ผิดเลย ถ้าเขารู้ว่ามีทางเลือกอื่นนอกจากการดื่มเหล้า เขาก็คงไม่ดื่ม ถ้ามีคนช่วยเตือน มีคนที่เข้าใจ เขาก็คงไม่เป็นแบบนี้</p>
<p>เพราะฉะนั้นแม้ว่าคุณพ่อจะยังดื่มเหล้าอยู่ แต่ผมก็พยายามเข้าใจเขา ผมเชื่อว่าหัวใจหลักของการช่วยเหลือเขาเริ่มจากมีความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้นทุกครั้งที่คุณพ่อกลับบ้าน ผมจะเป็นคนหนึ่งที่นั่งฟังเขา ช่วยเยียวยาเขา เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยาก็ได้ แต่เป็นลูก เป็นคนที่เขารู้สึกว่ามีพื้นที่ที่สามารถระบายความในใจ อยู่กับเขาก็พอ</p>
<p>จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตอนคุณพ่ออายุ 70 วันหนึ่งแม่ผมบอกว่าพ่อล้มเพราะเมา ไม่มีใครดูแล แม่เองก็ไม่อยากดูแล ผมกลับไปถึงบ้านเจอพ่อเป็นแผลเลือดออก ก็พาไปหาหมอ ช่วยดูแลร่างกาย ถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น ล้มเพราะอะไร พอคุณพ่อตอบ ผมก็ถามต่อว่าแล้วรู้ไหมทำไมทุกคนไม่มาดูแลพ่อ พ่อบอกว่าพ่อไม่รู้ ผมเลยเปิดคลิปวิดีโอที่เคยอัดไว้ตอนคุณพ่อเมาให้เขาดู เขาดูจบก็บอกว่ารู้สึกแย่ ละอายใจ เขาจำไม่ได้ว่าทำอะไรตอนเมาเพราะคนดื่มเหล้าจะมีภาวะ Black-Outs Drunk หรือเมาจนภาพตัด สมองเสื่อมชั่วขณะทำให้จำอะไรไม่ได้</p>
<p>พอผมถามพ่อต่อว่าจะเอาอย่างไร พ่อก็บอกว่าเขาจะเลิก เดิมทีพ่อผมก็ไม่ได้ดื่มเหล้าทุกวัน และเขาเป็นคนนิยมความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) พอเขารู้ว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เขาก็อยากจะเปลี่ยน ผมช่วยให้เขาไปพบจิตแพทย์ ให้ยาตามอาการ หลังๆ เขาก็เลิกได้เอง จากอายุ 70 พ่ออยู่กับผมจนถึงอายุ 83 ปีถึงเสีย ตลอด 13 ปีที่เหลือ เขาไม่เคยกลับไปดื่มเหล้าอีกเลย</p>
<p>โดยรวมแล้ว วิธีการของผมคือให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ก่อนการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าความสัมพันธ์ดี ทำให้คนมีความต้องการอยากเปลี่ยน และจะเปลี่ยนได้ ผมเชื่อว่าคนจะเลิกเหล้าต้องมีความตั้งใจและมีคนคอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ อย่างผมเองก็ชมคุณพ่อมาตลอดตั้งแต่ตอนเปิดใจคุยครั้งแรกว่าสำหรับผม พ่อคือฮีโร่ พ่อคือคนที่ผมอยากเป็นมากที่สุด ก่อนหน้านี้ที่ผมเกลียดคุณพ่อ ลึกๆ เป็นเพราะผมรักเขา ในทางจิตวิทยา ถ้าเราเกลียดใครในครอบครัว เพราะเดิมเราเคยรักเขามาก่อน เคยให้ความสำคัญกับเขา เราอยากให้เขาเห็นความสำคัญของเรา แต่เขาไม่เคยทำ จนทำให้เราอยากตัดขาดความสัมพันธ์ คุณพ่อของผมก็มักจะบอกว่าผมไม่ได้เรื่อง แต่สุดท้ายผมได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าได้เรื่องสำหรับเขา ทำให้เขายอมรับและภูมิใจได้ เราทุกคนก็มีความสุข</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ญาติของผู้ติดสุราที่เข้ามาขอคำปรึกษาจากคุณ เขามักจะมีมุมมองต่อผู้ติดสุราอย่างไร</strong></h4>
<p>ส่วนใหญ่เขาจะรู้สึกอยากช่วย แต่พอช่วยไม่สำเร็จจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย เบื่อ สุดท้ายก็ปล่อย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าภรรยาที่มีสามีดื่มเหล้า ระยะแรกเขาจะพยายามห้าม ถ้าสามีเมา อาเจียน ภรรยาก็อดทนดูแล ปรนนิบัติอย่างดี ซึ่งสามีไม่รู้หรอกว่าภรรยาดูแลอย่างไรเพราะเมาจนภาพตัด ฝ่ายภรรยาเองได้แต่เหนื่อย ระยะที่สองภรรยาจะพยายามปกป้องสามี ไม่ให้ออกจากบ้านไปดื่มเหล้า แต่คนที่ติดเหล้าอย่างไรก็หาวิธีไปจนได้ นานวันเข้า ภรรยาเห็นว่าดูแลก็แล้ว ห้ามก็แล้ว ไม่ได้ผล สุดท้ายก็ปล่อย ไม่สนใจ ไม่ดูแล อยากกินก็กินไป</p>
<p>แต่หลายคนก็เครียดเพราะคนในครอบครัวเลิกเหล้าไม่ได้ ผมทดสอบญาติที่มาร่วมการอบรมแล้วพบว่าหลายคนเป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือมีอาการอยากฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คุณให้คำปรึกษาหรือบำบัดญาติผู้ติดสุราที่รู้สึกเหนื่อยหรือมีอาการซึมเศร้าอย่างไร</strong></h4>
<p>เราถามเขาว่าเหนื่อยใช่ไหม ทรมานใช่ไหม พักผ่อนบ้างหรือยัง ญาติส่วนมากเชื่อว่าถ้าคนในบ้านเลิกดื่มเหล้า เขาจะหายเครียด เราต้องทำให้เข้าใจว่าการเลิกเหล้ามีความยากอย่างไร ต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แค่กินยา มาบำบัดแล้วก็จบ ไม่อย่างนั้นถ้าเขากลับไปดื่มเหล้าอีก ญาติจะเจอปัญหาเดิม จนสุดท้ายกลายเป็นโรคซึมเศร้า และถ้าญาติอยู่กับคนติดเหล้าจนป่วย ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองป่วย ต้องมารักษา อย่ารีบร้อนทำอะไร</p>
<p>บางครั้งญาติที่มาเข้าร่วมโครงการอบรมของผมก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับญาติด้วยกัน หรือกระทั่งมานั่งฟังมุมมองจากผู้ดื่ม ญาติได้ฟังก็มีมุมมองต่อคนติดเหล้าเปลี่ยนไป ฝ่ายคนดื่มได้ยินว่าญาติรู้สึกทรมาน เป็นห่วงก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเองและทำให้อยากเลิก เป็นการบำบัดช่วยเหลือกันและกันอย่างหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ถ้าญาติอยากช่วยเหลือคนติดสุราในบ้าน ควรเข้าใจหลักการหรือปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างถึงจะดีต่อตัวผู้ดื่ม และไม่ทำให้ตัวเองเครียดเกินไป  </strong></h4>
<p>ข้อแรกญาติต้องเข้าใจเรื่องการติดเหล้า ว่าคนติดเหล้าไม่ได้ตั้งใจอยากจะติด แต่เลิกไม่ได้เพราะสมองเสพติดไปแล้ว ต่อมาคือต้องเข้าใจตัวเอง เป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเอง ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เวลาคุยอย่าไปตัดสินคนติดเหล้า ให้ถามว่าเหนื่อยไหม ทรมานไหม ทำความเข้าใจว่าเขากำลังเป็นอย่างไร แล้วถามต่อไปว่าอยากให้ช่วยเหลืออย่างไร แนะนำตัวช่วย เสนอช่องทางให้เขา พาไปหาหมอด้วยกัน ทำอย่างนี้แล้วจะช่วยให้คนเลิกเหล้าได้สำเร็จ</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่งคือต้องไม่คุย ไม่ทะเลาะกับคนเมา ต้องเข้าใจหลักของ Black-Outs Drunk ว่าความจำเสื่อมชั่วขณะ การดูแลตอนเขาเมาจนภาพตัดมันเหนื่อยฟรี ทะเลาะกันฟรีๆ ดังนั้นไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องดูแล ปล่อยให้เขาเมา อาเจียน ตัวเหม็น แล้วตื่นมาเห็นสภาพของตัวเอง เขาจะรู้สึกว่าเราเป็นขนาดนี้เลยเหรอ เราเป็นอะไรไป ถึงไม่มีใครตำหนิแต่เขาจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย</p>
<p>ถ้าที่ผ่านมาทุกคนไม่เคยปล่อยให้เขาเห็นสภาพของตัวเอง มัวแต่ปกป้องดูแล เขาจะไม่มีทางเปลี่ยน ฉะนั้น พ่อ แม่ ลูก ภรรยาต้องหยุดพฤติกรรมการเสริมแรงทางอ้อม หยุดปกป้องเขาไม่ให้เจอผลเลวร้ายจากการดื่ม ต้องปล่อยให้เขาเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา โดยที่เราไม่ต้องดุด่าเขา พอสร่างเมา เราแค่ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง หิวข้าวไหม ดูแลเขาเหมือนคนปกติ ทำความดีในตอนที่เขารับรู้ ไม่ใช่ตอนเมา ทำแบบนี้ญาติเองจะไม่เหนื่อย การช่วยเหลือคนติดเหล้าอย่าทำจนตัวเองไม่ไหว อย่าทำจนกลายเป็นการทรมานตัวเอง เราต้องหันกลับมาดูแลตัวเองด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-1223" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-4.png" alt="" width="1080" height="720" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-4.png 1080w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-4-300x200.png 300w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-4-768x512.png 768w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/10/20191015-AR-4-1024x683.png 1024w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr class="wp-block-separator" />
<p>เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/thawatchai-1413/">บำบัดผู้ติดสุราผ่านสายตาคนเคยดื่ม: คุยกับ ‘ธวัชชัย กุศล’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1273</post-id>	</item>
		<item>
		<title>คู่มือ: การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์ สำหรับบุคลากรสุขภาพ</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-medical-staff/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=phone-addiction-treatment-for-medical-staff</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Oct 2019 06:36:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ชุดเครื่องมือเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=719</guid>

					<description><![CDATA[<p>Download &#62;&#62; 13.phonelink บุคลากร-บีบอัด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-medical-staff/">คู่มือ: การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์ สำหรับบุคลากรสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-medium wp-image-722" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-4-210x300.png" alt="" width="210" height="300" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-4-210x300.png 210w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-4.png 500w" sizes="(max-width: 210px) 100vw, 210px" /></p>
<p>Download &gt;&gt; <a href="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/13.phonelink-บุคลากร-บีบอัด.pdf">13.phonelink บุคลากร-บีบอัด</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-medical-staff/">คู่มือ: การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์ สำหรับบุคลากรสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">719</post-id>	</item>
		<item>
		<title>คู่มือ: การดูแลผู้ติดสุราและสารเสพติดโดยญาติ สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-relatives/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=phone-addiction-treatment-for-relatives</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Oct 2019 06:35:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ชุดเครื่องมือเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ญาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลผู้ติดสุรา]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[ญาติผู้ติดสุรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=715</guid>

					<description><![CDATA[<p>Download &#62;&#62; 12.phonelink โดยญาติ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-relatives/">คู่มือ: การดูแลผู้ติดสุราและสารเสพติดโดยญาติ สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-717" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-3-209x300.png" alt="" width="321" height="461" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-3-209x300.png 209w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-3.png 500w" sizes="(max-width: 321px) 100vw, 321px" /></p>
<p>Download &gt;&gt; <a href="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/12.phonelink-โดยญาติ.pdf">12.phonelink โดยญาติ</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-relatives/">คู่มือ: การดูแลผู้ติดสุราและสารเสพติดโดยญาติ สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">715</post-id>	</item>
		<item>
		<title>คู่มือ: การดูแลตนเองของผู้ติดสุราและสารเสพติด สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</title>
		<link>https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-alcoholics/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=phone-addiction-treatment-for-alcoholics</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Oct 2019 06:33:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ชุดเครื่องมือเลิกเหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ติดสุราเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดดูแลทางโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือการดูแลตนเองสำหรับผู้ติดสุรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://alcoholrhythm.com/?p=710</guid>

					<description><![CDATA[<p>Download &#62;&#62; 11.phonelink ดูแลตนเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-alcoholics/">คู่มือ: การดูแลตนเองของผู้ติดสุราและสารเสพติด สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-712" src="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-2-211x300.png" alt="" width="299" height="425" srcset="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-2-211x300.png 211w, https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/Capture-2.png 506w" sizes="(max-width: 299px) 100vw, 299px" /></p>
<p>Download &gt;&gt; <a href="https://alcoholrhythm.com/wp-content/uploads/2019/04/11.phonelink-ดูแลตนเอง.pdf">11.phonelink ดูแลตนเอง</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com/phone-addiction-treatment-for-alcoholics/">คู่มือ: การดูแลตนเองของผู้ติดสุราและสารเสพติด สำหรับการบำบัดดูแลทางโทรศัพท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://alcoholrhythm.com">Alcohol Rhythm</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">710</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
